นางเอก สงคราม ส่งด่วน
เจนเย่ คือใคร
เจนเย่ IG (@janeeyeh)
น่าจะเป็นคำที่มีคนเสิร์ชหาเยอะมาก หลังจากได้ชมซีรีส์ สงคราม ส่งด่วน (Mad Unicorn) ทาง Netflix
ถ้าใครได้ชมแล้วคงเข้าใจดีว่า ‘เสี่ยวหยู’ หรือนางเอกในเรื่องรับบทโดยนักแสดงที่เราไม่คุ้นหน้า แต่ว่าเล่นได้มีเสน่ห์และมีพลัง จนเราอดรักตัวละครตัวนี้ไม่ได้ และด้วยความที่เสี่ยวหยูพูดทั้งภาษาไทยและจีนแบบชัดแจ๋ว บางคนเลยเดาถึงขนาดว่า หรือจะเป็นคนไทยที่ไปเป็นนักแสดงที่ประเทศจีน
Netflix แนะนำผู้รับบทเสี่ยวหยูว่า
เจนเย่ จีรนรภัทร เป็นนักแสดงลูกครึ่ง เข้าวงการด้วยการคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการประกวดมิสทีนไทยแลนด์ เมื่อ พ.ศ. 2557 และมีผลงานในวงการบันเทิงเรื่อยมา ทั้งด้านงานเพลง โดยเจนเย่เคยเป็นสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ป SIZZY และงานแสดง ทั้งมิวสิกวิดีโอ ซีรีส์ และภาพยนตร์ ซึ่งรวมถึงการรับบทนำในภาพยนตร์จีนเรื่อง My Subject God เมื่อ พ.ศ. 2560

เราอยากรู้จักเธอมากกว่านี้ เลยขอนัดสัมภาษณ์ ก่อนหน้านี้ เราได้ฟัง ไก่-ณฐพล บุญประกอบ เล่าเบื้องหลังการทำซีรีส์เรื่องนี้ ในรายการ Talk of The Cloud ตามด้วยฟังชีวิตของ ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์ กับ ดร.พลัง โลกศิลป์ (ผู้รับบท รุ่ยเจี๋ย) ในรายการ Coming of Age ไปแล้ว ทั้ง 3 หนุ่มต่างช่วยเล่าถึงความประทับใจที่มีต่อเจนเย่ รวมทั้งฝากคำถามมาถึงเธอด้วย
มาทำความรู้จักเจนเย่ไปพร้อม ๆ กัน ก่อนที่อีกไม่นานใคร ๆ ก็จะพร้อมใจกันพูดถึงนักแสดงคนนี้

‘เจนเย่’ แปลว่าอะไร
เป็นสิ่งที่คนถามมากที่สุดในชีวิตว่า ทำไมต้องเย่ เจนเป็นชื่อจริงของหนู ส่วนเย่เป็นแซ่ ซึ่งอาจมีน้อยคนที่รู้ว่ามีแซ่นี้ด้วย หนูมีชื่อจีนที่ที่บ้านเรียกกัน ก็คือ เย่เจิน
ชื่อนี้มีความหมายไหม
หนูเคยถามพ่อนะ แต่ลืมไปแล้ว (หัวเราะ) แต่ถ้าเอาความหมายของแซ่จะแปลว่าใบไม้ มาจากคำว่า 叶子 (เย่-จึ)
แสดงว่าคุณผูกพันกับภาษาจีนมาตั้งแต่เด็ก
ใช่ หนูพูดภาษาจีนได้ตั้งแต่เด็ก ๆ พูดกับพ่อ
จุดเริ่มต้นแรก ๆ ของคุณในวงการบันเทิงน่าจะเป็นการไปออดิชันค่ายเพลงเกาหลี สิ่งนั้นให้ประสบการณ์อะไรคุณบ้าง
ตอนเด็ก ๆ หนูชอบฟังเพลง K-POP ชอบเต้นคัฟเวอร์ เลยอยากไปลองออดิชันกับค่ายเกาหลี ได้ไปลองออดิชันกับหลายค่ายเหมือนกันเพราะเขามาเปิดออดิชันที่ไทย ที่จำได้แม่นคือออดิชันกับ YG Entertainment ปีเดียวกับ พี่ลิซ่า BLACKPINK คนสมัครเยอะมาก ๆ แต่มีพี่ลิซ่าคนเดียวที่ได้
หนูไม่ได้รู้สึกผิดหวังหรือรู้สึกแย่นะที่ไม่ได้ เพราะตั้งใจแค่อยากลองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ถ้าไม่ได้ก็อาจแปลว่าที่นี่คงไม่ใช่ที่ของเรา

อะไรทำให้คุณสมัครประกวดมิสทีนไทยแลนด์ และหลังจากได้รับตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 2 ชีวิตคุณเปลี่ยนไปอย่างไร
หนูไม่ได้อยากประกวด แต่แม่ไปเห็นว่าแถวบ้านมีเปิดรับสมัคร เลยอยากให้ไปลอง เราก็โอเค ไปลองเป็นประสบการณ์ชีวิต ไม่ได้คาดหวังว่าต้องชนะ เพราะตอนนั้นหนูค่อนข้างขี้อาย แถมพูดภาษาไทยก็ไม่ชัด เลยไม่ได้คาดหวังอะไร
แต่พอประกวดไปเรื่อย ๆ มันก็เข้ารอบลึก ๆ จนได้ตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับที่ 2 และเป็นจุดที่ทำให้หนูเข้าวงการบันเทิงอย่างเต็มตัว ได้ถ่ายแบบลงนิตยสาร ไปแคสต์ซีรีส์ Love Sick The Series season 2 จริง ๆ หนูมีพี่สาว 2 คน แล้วเขาก็คลุกคลีอยู่ในวงการโฆษณา ได้ถ่ายโฆษณาหลายชิ้น หนูก็มีลองไปแคสต์กับพี่ ๆ เหมือนกัน แต่ว่าไม่เคยได้เลย พอมีตำแหน่งเราเลยมีโอกาสมากขึ้น
การเป็นสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ป SIZZY ให้ประสบการณ์อะไรคุณบ้าง
ต้องเท้าความจุดเริ่มต้นก่อนว่า เริ่มจาก น้องอ้าย (สรัลชนา อภิสมัยมงคล) ได้เล่นซีรีส์ที่เล่าถึง Girl Group ต้องทำเพลงจริง ๆ พี่ถา (สถาพร พานิชรักษาพงศ์) เลยบอกว่า งั้นเราทำวง Girl Group จริง ๆ เลยดีไหม ในค่ายก็มีผู้หญิงที่ร้องเพลง เต้นได้ เลยจับพวกเรา 4 คนมารวมเป็น SIZZY
หนูได้ประสบการณ์เยอะมาก ทั้งเรื่องทีมเวิร์ก ได้แสดงความเป็นตัวเอง เพราะพอเราได้ทำ 2 อาชีพจึงเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน การเป็นนักร้องทำให้เราได้เป็นตัวเอง ได้แสดงออกอย่างที่ต้องการ แต่การเป็นนักแสดงต้องแสดงเป็นคนอื่น แต่ก็สนุกไปคนละแบบ


มีสิ่งที่คุณไม่ได้ทำไหม
มีเยอะเหมือนกัน พูดแล้วจะร้องไห้หรือเปล่าไม่รู้ (หัวเราะ) ตัวหนูหมดสัญญากับค่าย วงเลยต้องแยก แต่เราก็เคยคุย ๆ กันว่าอยากทำอัลบัม อยากทำเพลงแนวนี้ อยากมีคอนเสิร์ต อยากไปทัวร์ต่างประเทศ อยากทำรายการ มีเป็นสิบข้อเลยที่อยากทำ ถ้าอนาคตเราได้กลับมารวมตัวกันอีกก็อยากทำค่ะ (ยิ้ม)
คุณเคยรับบทนำในภาพยนตร์จีนเรื่อง My Subject God การทำงานร่วมกับทีมงานจีนต่างจากทำงานกับทีมไทยยังไง
แตกต่างโดยสิ้นเชิง เรื่องนั้นหนูได้ไปถ่ายที่เซี่ยงไฮ้ มันเป็นหนังสั้นเลยใช้เวลาถ่ายประมาณ 15 วัน เขาให้เราไปใช้ชีวิตอยู่ที่กองตลอด 15 วัน ไม่รู้เคยเห็นกันไหมที่เป็นคลิปดาราจีนเดินลงจากรถคันใหญ่ ๆ แล้วเดินเข้าไปถ่ายงานต่อ คือเขากินนอนที่นั่นเลย ไม่รู้ว่าดาราดัง ๆ ทำแบบนี้ด้วยไหม แต่เท่าที่รู้มาส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่ที่กองถ่ายจนกว่าจะถ่ายจบ
ส่วนที่ไทยเขาจะกำหนดเป็นวัน เช่น สัปดาห์นี้ไปถ่ายวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ถ่ายเสร็จกลับบ้าน กลับมาถ่ายต่อตามคิว หนูค่อนข้างชอบการทำงานแบบจีน ชอบที่ถ่ายให้จบไปเลยแล้วค่อยกลับมาเป็นตัวเอง มันช่วยให้เราเข้าถึงคาแรกเตอร์ตัวละครง่ายขึ้น
คุณอยู่วงการบันเทิงมาเกือบ 10 ปี มีบางคนที่รู้สึกว่ายังไปไม่ถึงเป้าหมายสักที รู้สึกว่าคงไม่ใช่ที่ทางของเขา เคยมีความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นกับคุณไหม
หนูคิดว่าตัวเองโชคดีเพราะเคยอยู่ค่ายมาก่อน มันมีข้อดีหลายอย่าง เช่น การันตีว่าเราจะมีซีรีส์เล่นทุกปี ได้ทำงานหลากหลายอย่างงานเพลง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ติดอยู่ในใจหนูมาตลอดคือหนูอยากเติบโตไปอีกขั้นหนึ่ง อยากลองอะไรใหม่ ๆ หนูมีความฝันว่าอยากแสดงเป็นตัวละครที่มีพลัง เป็นซูเปอร์ฮีโร่ อยากเล่นหนังจีนโบราณ
ถ้าอยู่ค่ายเก่าก็อาจจะมีโอกาสน้อย เลยมานั่งคิดว่าอยู่กับค่ายมาแล้ว 8 ปี น่าจะถึงเวลาออกมาหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้พัฒนาไปอีกขั้นอย่างที่เราตั้งใจไว้

แปลว่าเพราะยังมีบทที่อยากเล่น ทำให้เรายังอยู่ในวงการต่อ
ใช่ ยังมีอีกหลายบทบาทที่หนูอยากเล่น อยากท้าทายตัวเอง แล้วก็โชคดีด้วยที่มีคนให้โอกาสเรื่อย ๆ
อะไรทำให้คุณได้รับเลือกมารับบท เสี่ยวหยู ใน สงคราม ส่งด่วน
ตอนแรกหนูคิดเอาเองว่า เขาเลือกเราเพราะพูดจีนได้ นักแสดงในไทยที่พูดจีนได้มีไม่เยอะ คงเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เปรียบ แต่พอได้คุยกับพี่ไก่ ผู้กำกับซีรีส์เรื่องนี้ ก็ทำให้รู้ว่ามีเหตุผลมากกว่านั้น ไม่ใช่แค่เพราะเราพูดจีนได้ ถ้าคาแรกเตอร์ไม่ตรงกับตัวละครหรือเล่นไม่ดี เราก็คงไม่ได้เล่นเรื่องนี้ ทำให้อุ่นใจขึ้นว่าเราก็น่าจะอยู่ในมาตรฐานนักแสดงที่โอเคนะ (หัวเราะ)
หนูจำได้ว่าตอนที่ไปแคสต์บทเสี่ยวหยู หนูได้เล่นฉากที่ตัวละครโกรธ หนูแสดงออกมาว่าโกรธถึงขั้นน้ำตาไหล ซึ่งพี่ไก่บอกว่าแสดงแบบนี้ก็ดีนะ สิ่งนี้อาจทำให้พี่เขาเห็นว่าในบทไม่ได้เขียนให้เราทำแบบนี้ แต่เราเพิ่มเข้าไปได้ เราปรับเปลี่ยนได้ เขาได้เห็นว่าเราทำอะไรได้บ้าง
นอกจากพูดภาษาจีนได้ คุณเตรียมตัวอะไรเพิ่มเพื่อแสดงเรื่องนี้
เยอะมากค่ะ หนูต้องลงเรียนภาษาจีนเพิ่ม เพราะภาษาจีนที่เราใช้เป็นระดับภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ภาษาจีนที่พูดในเรื่องเป็นอีกระดับ เราต้องทำการบ้านเพิ่มขึ้น ที่ผ่านมาหนูมักเล่นบทนักเรียนใส ๆ หรือเป็นนักศึกษา เล่นบทที่ค่อนข้างใกล้ตัว เบาสมอง สงคราม ส่งด่วน เป็นเรื่องแรกที่เรารับบทโตขึ้น เล่นเป็น CFO (Chief Financial Officer) ที่เก่งด้านไฟแนนซ์
นักแสดงในเรื่องทุกคนต้องไปเวิร์กช็อปว่า สตาร์ทอัพคืออะไร ผู้ลงทุนมีกี่แบบ ยิ่งตัวเราเล่นเป็นคนที่เก่งด้านการเงิน ก็ต้องรู้ว่าคนที่เก่งเรื่องพวกนี้เขารู้เรื่องอะไรบ้าง

คุณว่ายน้ำไม่เป็น แต่กล้าเล่นฉากกระโดดลงทะเล ตอนนั้นในหัวคุณคิดอะไรอยู่บ้าง
จริง ๆ หนูกลัวมากนะ แต่ก็กลัวว่าอาจทำให้คนอื่นทำงานต่อไม่ได้ เลยคิดว่าโดดก็โดด ไม่เป็นไรหรอก มีคนตั้งเยอะแยะ คงไม่มีใครปล่อยให้เราเป็นอะไรไป แล้วก็สวมชูชีพด้วย ไม่ได้กระโดดไปตัวเปล่า ๆ โชคดีตรงที่หนูกระโดดลงไปเป็นน้ำทะเลเค็ม ๆ ตัวเราเลยลอยได้
ตอนแรกที่รู้ว่าต้องกระโดดลงทะเล ในใจคิดว่าจะไหวไหมนะ เพราะหนูว่ายน้ำไม่เป็น ตอนเด็ก ๆ เคยจมน้ำ เลยมีปมฝังใจเรื่องนี้ เหมือนตอนจมน้ำเรากินน้ำเข้าไปเยอะมาก ๆ จนเกือบไม่รอด หนูเคยพยายามไปเรียนว่ายน้ำแต่ก็ไม่ไหวอยู่ดี แต่โชคดีที่ตอนเล่นฉากนี้ได้ใส่ชูชีพ และมีทีมงานเยอะมาก เลยกล้าที่จะกระโดดลงไป
ไอซ์ซึที่คุณได้ร่วมงานด้วย ต่างจากไอซ์ซึที่คุณเห็นผ่านจอยังไง
หนูได้ดูงานพี่ไอซ์ซึมาเยอะเหมือนกัน ชอบการแสดงของพี่เขา เคยดูคลิปที่พี่เขาไปสัมภาษณ์ในรายการต่าง ๆ เขาก็เหมือนกับที่เราเจอ ในจอเป็นยังไงนอกจอก็เป็นแบบเดียวกัน
อาจจะด้วยคาแรกเตอร์ที่พี่เขาเล่นมันแตกต่างจากเรื่องที่ผ่านมา เขาทำให้เราเห็นว่าคนเราเปลี่ยนคาแรกเตอร์ได้หลากหลาย ขอบคุณพี่ไอซ์ซึที่ทำให้หนูมีใจรักในการแสดงมากขึ้น พอได้อยู่กับคนที่มีแพสชัน มีพลังมาก ๆ เหมือนเขาส่งสิ่งนี้ให้เราด้วย พอเล่นเรื่องนี้จบหนูไปลงเรียนแอคติงเพิ่มอีก (ยิ้ม)
ดร.พลัง โลกศิลป์ บอกว่า เขาไม่คิดมาก่อนว่าคุณจะแสดงได้มีพลังขนาดนั้น คุณต้องไปฝึกฝนอะไรมาเป็นพิเศษไหม
หนูว่าคนส่วนใหญ่มองหนูเป็นคนตัวเล็ก ๆ แบ๊ว ๆ ใส ๆ แต่ลึก ๆ ข้างในของหนูมีความคล้ายตัวละครเสี่ยวหยู ถ้าโกรธหนูจะเป็นคนที่โกรธแรง แสดงออกมาตรง ๆ หรือการพูด หนูพูดเสียงใหญ่ ๆ ได้ การแสดงเป็นเสี่ยวหยูทำให้หนูได้แสดงออกในส่วนนี้ซึ่งคนไม่ค่อยเห็น แต่มานั่งคิด ๆ ดู ตัวหนูกับเสี่ยวหยูอาจจะมีพลังข้างในที่เหมือนกันนะ


แล้วอะไรที่คุณแตกต่างจากเสี่ยวหยู
ต่างทุกอย่าง (หัวเราะ) อาจจะด้วยวัย วุฒิภาวะ หรือรูปแบบการใช้ชีวิต เสี่ยวหยูเป็นคนที่ค่อนข้างกล้า เขากล้าตัดสินใจ กล้าเสี่ยง การที่หนูได้เล่นเป็นเขาทำให้ได้เรียนรู้อะไรเยอะเหมือนกัน หนูเป็นคนที่ถ้าได้เล่นเป็นตัวละครไหน เราจะได้นิสัยหรือแนวคิดบางอย่างจากตัวละครนั้น อย่างเสี่ยวหยูก็ทำให้หนูกล้ามากขึ้น กล้าที่จะตัดสินใจ กล้าที่จะลองทำในสิ่งที่ถ้าเป็นตัวเราเมื่อก่อนคงไม่กล้า
ผู้กำกับซีรีส์บอกว่า เทคแรกของคุณทุกครั้งมหัศจรรย์ เต็มไปด้วยพลัง และส่วนใหญ่คือเทคที่ดีที่สุด ส่วนไอซ์ซึบอกว่า เทคแรกของเขาเหมือนวอร์ม เทคหลัง ๆ จะดีขึ้นเรื่อย ๆ ตอนถ่ายพวกคุณต้องเล่นคู่กันยังไง
นี่เป็นปัญหาหลักในการแสดงของหนู หนูรู้สึกเร็ว ฉะนั้น การถ่ายเทคแรกจะแสดงออกมาด้วยความรู้สึกของตัวละครจริง ๆ ซึ่งจะสดมาก เต็มไปด้วยพลัง แต่ถ้าเล่นไปอีก 2 – 3 เทค ระดับพลังอาจลดลงไม่เท่าที่เล่นครั้งแรก เพราะเหมือนเรารู้สึกไปแล้ว ความรู้สึกในเทคต่อ ๆ มาจะไม่สดใหม่เหมือนตอนเรารู้สึกครั้งแรก
หนูก็มาคิดว่าจะทำยังไงดีให้การเล่นเทคต่อ ๆ มันดีเหมือนเทคแรก ซึ่งได้คำแนะนำจากพี่ไอซ์ซึค่อนข้างเยอะ เลยเข้าใจว่าทำไมเขาถึงยิ่งเล่นยิ่งดี เพราะเขาจะพาตัวเองไปอยู่ในโมเมนต์นั้นของตัวละครจริง ๆ แต่ละเทคเขาแสดงไม่เหมือนกันเลย จะมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แตกต่างกัน ทำให้ทุกเทคที่ถ่ายมีความสดใหม่ตลอด

คุณทั้ง 2 คนมีวิธีจูนเข้าหากันไหม
หนูให้พี่ไก่เป็นคนจัดการเลยค่ะ (หัวเราะ) จำได้ว่ามีฉากหนึ่งที่เป็นฉากท้าย ๆ เรื่อง เป็นฉากที่เราทั้งคู่ต้องร้องไห้ ซึ่งเป็นฉากที่สำคัญมาก เทคแรกที่ถ่ายหนูใส่เต็มเลย น้ำตาไหลมาหมด พอจะถ่ายเทค 2 น้ำตาไม่มา หนูก็รู้สึกเครียด เพราะตอนที่ถ่ายมีกล้องแค่ตัวเดียว แล้วมีเรื่องเวลาอีก ก็ได้พี่ไอซ์ซึที่ส่งพลังมาให้มาก ๆ เล่นไปเรื่อย ๆ มันก็ดีขึ้นจนได้
หลังจากที่ สงคราม ส่งด่วน ฉาย คุณมองเห็นชีวิตตัวเองต่อจากนี้เป็นอย่างไร
หนูว่าบทเสี่ยวหยูอาจเป็นประตูที่ทำให้หนูเป็นนักแสดงที่คนยอมรับ ได้เล่นบทที่หลากหลายมากขึ้น ได้เล่นหนังที่ฉายในโรงภาพยนตร์ หนูเป็นคนที่ได้ลองทำอะไรหลาย ๆ อย่าง แต่การได้แสดงซีรีส์เรื่องนี้ทำให้รู้ตัวว่าเราชอบการแสดง เส้นทางต่อจากนี้ก็คิดว่าคงจะทุ่มเทให้กับการแสดงมากขึ้น
มีอย่างหนึ่งที่หนูมั่นใจ คือซีรีส์เรื่องนี้ต้องออกมาดี เป็นผลงานมาสเตอร์พีซที่หนูจะพูดไปจนแก่ว่า ฉันเคยเล่น สงคราม ส่งด่วน
ภาษาจีนที่คุณพูดมากที่สุดตอนถ่ายเรื่องนี้คือคำว่า
น่าจะเป็นคำด่านะ ปี้จุ่ย (闭嘴) แปลว่าหุบปากดิ เงียบดิ๊ เสี่ยวหยูนางเป็นคนชอบด่า (หัวเราะ) แต่ไม่แรงมากนะ คล้าย ๆ คำว่า Shut up

