ไทยเที่ยงคืน ฝรั่งเศส 1 ทุ่ม
ทันทีที่จอสว่าง เราเห็น เฟรม-ธนาคาร ไชยยาสมบัติ ปรากฏตัวในชุดนักกีฬาทีมชาติจาก Grand Sport ห้อยป้ายชื่อที่สายคล้องเต็มไปด้วยเข็มกลัดหรือ Pin จากนักกีฬาโอลิมปิกหลากหลายชาติ เขาอยู่ในห้องที่ตกแต่งเป็นสีทอง เราทราบจาก เฟิร์น-ธนัชชา ไชยยาสมบัติ พี่สาวของเฟรมว่าน้องชายกำลังอยู่ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส เพื่อปฏิบัติภารกิจก่อนจะบินกลับถึงไทยเช้าตรู่วันที่ 6 สิงหาคม
เราเอ่ยขอบคุณเฟรมและเฟิร์นที่ให้เวลาเราสัมภาษณ์ออนไลน์ข้ามประเทศ เพราะอย่างที่รู้ ตอนนี้ใคร ๆ ก็อยากคุยกับเขา
Paris 2024 Olympics มีกีฬา 32 ประเภท 329 การแข่ง จักรยานอาจไม่ใช่กีฬาอันดับ 1 ที่คนไทยคิดถึง ผลงานของเฟรมทั้งในและนอกสนามทำให้คนไทยสนใจกีฬาจักรยานมากขึ้นเป็นประวัติการณ์
นอกสนาม ชีวิตในหมู่บ้านนักกีฬามีเรื่องน่าสนใจมากมาย เขาหยิบกล้องถ่ายคลิปลง TikTok และโซเชียลมีเดีย ผลงานถ่ายเองตัดเอง (โดยไม่เสียเวลาซ้อม) ได้ยอดวิวเป็นล้าน เราได้เห็นชีวิตอีกด้านของนักกีฬาที่สนุกไม่แพ้ในสนาม ได้เห็นวิธีที่ปารีสดูแลนักกีฬาแบบที่สื่อรายงานไม่ได้ (ก็ใช่ ใครจะเล่าเรื่องนี้ได้ดีเท่านักกีฬาเอง)
ในสนาม เฟรมเพิ่งลงแข่งขันจักรยานถนนชายจบไปหมาด ๆ อย่างที่ทุกคนเห็น เขาปั่นหนีตั้งแต่กิโลเมตรแรกแบบยอมตายคาอาน แม้ไม่ชนะแต่ได้ใจทั้งแฟนสองล้อและผู้ที่เพิ่งดูกีฬาจักรยานครั้งแรกไปเต็ม ๆ
ไม่ว่าเราจะรู้จักเฟรมรูปแบบไหน จากกีฬาหรือคอนเทนต์ สิ่งที่เฟรมทำสำเร็จแล้ว คือสร้างแรงบันดาลใจให้แฟนกีฬาไทยเห็นว่านักปั่นบ้านเราสู้กับโปรต่างชาติที่งบประมาณมากกว่าเป็นสิบเท่าได้ หรืออาจทำให้คนได้เห็นว่ากีฬาจักรยานมีค่าและอนาคตในประเทศเรา
เฟรมเล่าว่า จักรยานคันแรกที่พ่อซื้อให้เป็นจักรยานพลาสติกที่ดูแล้วไม่น่าจะปั่นไปได้ไกล
เขาพิสูจน์แล้วว่าความเพียรพยายามของนักกีฬา พามนุษย์คนหนึ่งไปไกลได้กว่าที่เขาคิด

โอตาคุน่องเหล็ก
เฟรมเริ่มปั่นจักรยานเพราะพ่อ
พ่อเฟรมบ้าจักรยานมาก ออกทริปเป็นประจำ หายไปเป็นวัน จนลูกชายสงสัยว่าจักรยานเสือภูเขามีอะไรดีนักหนาถึงพาพ่อออกจากบ้านได้ตลอดเวลา นั่นคือจุดเริ่มต้น
พ่อซื้อจักรยานเสือภูเขาให้เฟรมตอนอายุ 5 ขวบ เริ่มพาลูกชายออกทริปด้วยกัน เฟรมเริ่มหลงรักชีวิตหลังอานตั้งแต่นั้น เขาซ้อมกับพ่อในละแวกอำเภอแม่สาย ทางสายโปรดของเฟรม คือการปั่นขึ้นเขาดอยผาหมี เขาลูกเขื่องที่มองเห็นจากหลังบ้าน


นักปั่นเจ้าถิ่นรู้ดีว่าเขาลูกนี้โหดมาก แต่สำหรับเฟรม นี่คือสนามเด็กเล่น ทำให้เขาหลงรักการปั่นจักรยานขึ้นเขาตั้งแต่เด็ก
งานแข่งแรกที่เฟรมเข้าร่วม คืองานลายเซ็นของของแม่สายชื่อว่า ‘การปั่นพิชิตดอยนางนอน’ ไปจบที่ยอดดอยผาหมีที่เขาคุ้นเคย เด็กชายเฟรม 8 ขวบในชุดวอร์ม รองเท้าพละ ปั่นเสือภูเขาคันแรกขึ้นเขาโดยไม่จูง และเป็นเด็กที่สุดที่ปั่นจบในงานนั้น
เฟรมเริ่มจริงจังกับกีฬาจักรยานตั้งแต่ 10 ขวบ พ่อของเฟรมพาลูกชายขับรถตระเวนแข่งในหลายจังหวัด เปลี่ยนจากการแข่งเสือภูเขามาเป็นเสือหมอบหรือจักรยานถนน เฟรมเล่าว่าตอนเด็ก ๆ เวลาลงแข่งเสือภูเขา เขาได้ที่ 6 บ่อยมาก ไปไม่ถึงอันดับโพเดียมสักที (โพเดียมกีฬาจักรยานในไทยมี 5 อันดับ)
เส้นทางขึ้นเขาดอยผาหมี สำคัญต่อชีวิตของเฟรมมาก ฝึกมัดกล้ามเนื้อ วิธีหายใจ จังหวะการควงขาจนร่างกายของเขาคุ้นชินกับการขึ้นเขาชัน ๆ ตั้งแต่เด็ก นอกจากนี้พ่อเฟรมยังฝึกให้ลูกปั่นจับเวลา ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญต่อการแข่งประเภท Time Trial เขาลูกนี้สร้างเฟรมให้เป็นนักกีฬา ขัดเกลาให้เขาเป็นนักปั่นผู้เชี่ยวชาญการขึ้นเขาจนถึงวันนี้
เฟรมเล่าว่างานแข่งขึ้นเขาครั้งแรกที่เขาได้แชมป์ คืองานปั่นพิชิตดอยตุง สมเด็จย่า (ชื่อทางการคือ วิ่ง ปั่น 2001 ปีสืบสานสู่ลานพระธาตุดอยตุง) ปั่นจากตีนเขาขึ้นพระธาตุดอยตุง
ภาพเด็กชายเฟรมที่ยืนอยู่บนโพเดียมอันดับ 1 แต่สูงเท่ารุ่นพี่ที่อยู่อันดับรองลงมา กลายเป็นภาพสำคัญของครอบครัว พ่อของเฟรมเก็บรักษาภาพนี้ไว้อย่างดี
งานแข่งนี้ยังเป็นจุดเปลี่ยน ทำให้ชีวิตเด็กชายธนาคารเห็นว่ากลิ่นชัยชนะบนหลังอานหอมหวนเพียงใด

ก้าวแรกสู่สังเวียน
เมื่ออายุ 13 ปี ชีวิตของเฟรมพัดพาให้เจอกับ โค้ชเปี๊ยก-ไพโรจน์ อินต๊ะปัญญา เจ้าของร้านจักรยาน Northern Bike ในเชียงราย ผู้ฝึกสอนบ่มเพาะนักปั่นทีมชาติไทยไม่รู้ต่อกี่รุ่น ด้วยฝีมือการแข่งทำให้เขาได้รับเลือกเข้าสู่ทีมชาติ จนกระทั่งได้เลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักกีฬาอาชีพทีมจักรยาน Thailand Continental Cycling Team

มีโค้ชหลายคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเฟรม เช่น โค้ชตั้ม-วิสุทธิ์ กสิยะพัท ครูของนักปั่นทีมชาติที่คนทั้งวงการเคารพ Peter Pouly อดีตโปรชาวฝรั่งเศสที่มาทิ้งตัวสร้างครอบครัวในเชียงราย เมนเทอร์คนสำคัญของนักปั่นไทย โค้ชบาส-ภุชงค์ ซ้ายอุดมศิลป์ อดีตนักปั่นทีมชาติที่ชีวิตเปลี่ยนแต่ไม่ยอมทิ้งจิตวิญญาณ อยู่เบื้องหลังการซ้อมของทั้งนักปั่นทีมชาติในสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ และคนรักจักรยานอีกนับไม่ถ้วน
เมื่อมีโค้ชดี ชีวิตของเฟรมก็พุ่งไปข้างหน้า ตระเวนคว้าแชมป์ทั้งในไทยและต่างประเทศ รายการที่น่าพูดถึงคือการเป็นแชมป์ประเทศไทยคนล่าสุดใน พ.ศ. 2567 ทำให้เฟรมได้ใส่เสื้อขาวในทุกการแข่งขัน ไม่ต่างจากนักปั่นระดับโปรที่ได้แชมป์ของประเทศนั้นเช่นกัน

แต่การเป็นคนมีฝีมือก็สร้างความกดดันให้เฟรมเช่นเดียวกัน ในช่วงวัย 20 ปี ฟอร์มของเฟรมตกแบบกราวรูด ไม่ชนะรายการไหนเลย ห้วงเวลานั้นเฟรมตัดสินใจกลับบ้าน คนที่ช่วยชีวิตเขาไว้คือพ่อ พี่สาว และครอบครัว บรรยากาศดั้งเดิมของบ้านที่เชียงราย หลังบ้านเห็นดอยผาหมีลิบลับ เติมพลังให้นักปั่นหนุ่มอีกครั้ง

อีกหนึ่งคนที่สำคัญกับเฟรมมากคือโค้ชเปี๊ยก คอยเตือนใจให้เฟรมกลับมามีพลัง โค้ชเปี๊ยกจากไปด้วยโรคมะเร็งในปี 2020 ไม่มีโอกาสได้เห็นความสำเร็จของลูกศิษย์ แม้ตัวจากไป แต่คำพูดของโค้ชยังอยู่ในหัวจนถึงทุกวันนี้
โอลิมปิกครั้งนี้คัดเลือกนักกีฬาจักรยานด้วยวิธีใหม่ เก็บสะสมแต้มในการแข่งตลอดปี นักปั่นทีมชาติไทยรวมพลังกันจนได้โควตาจักรยานถนนชาย 1 ที่ (Men’s Road Race)
ก่อนลงแข่ง สมาคมกีฬาจักรยานฯ ประชุมร่วมกับโค้ชและนักกีฬาเพื่อเลือกตัวแทนประเทศแค่ 1 คนในการแข่งจักรยานถนนชาย เฟรมได้รับเลือก นั่นคือความกดดันมหาศาล เพราะโควตาประเทศเกิดจากการร่วมใจกันปั่นของทีมนักกีฬาทุกคน แต่สุดท้ายเขาได้รับเลือกเพียงคนเดียว



“เวลาให้สัมภาษณ์ ผมจะบอกว่าการที่ได้มาอยู่ตรงนี้ไม่ใช่ตัวผมคนเดียว แต่เพราะเพื่อนร่วมทีมทุกคนช่วยกันแข่ง ไม่ใช่ Personal Quota มันเป็นโควตาของอันดับประเทศที่ทุกคนมีส่วนร่วม พอได้รับเลือกให้เป็นเรา เหมือนเราแบกความหวัง แบกความทุ่มเทของทุกคนมาด้วย” แววตาของเฟรมจริงจัง ผิดกับภาพที่เห็นใน TikTok ลิบลับ
อาจจะด้วยโชคชะตา เฟรมจึงได้มาอยู่ที่นี่
เขาหวังตอบแทนทุกคน ทำผลงานให้ดี ด้วยแผนอันบ้าระห่ำที่ไม่มีนักปั่นไทยคนไหนเคยทำ
ต้องรอด
ในกีฬาจักรยาน ปัจจัยสำคัญคือลม ปั่นคนเดียว ต้านลมเต็ม ๆ การปั่นเป็นกลุ่มจึงเหนื่อยน้อยกว่าปั่นคนเดียว
จะชนะเกมนี้ เราต้องรู้จังหวะว่าจะปั่นหนีกลุ่มออกไปตอนไหน บางคนปั่นหนีออกไปก่อนเป็นกลุ่มเล็ก เรียกว่า Brakeaway ถ้าโชคดี นักปั่นกลุ่มใหญ่ที่เรียกว่า Peloton ปั่นตามไม่ทัน คนที่หนีออกไปก็มีโอกาสชนะ
ในสนามที่ไม่มีภูเขา Peloton จะรวบ Brakeaway ได้ก่อนเสมอ แต่ก็ไม่แน่ มีการแข่งหลายครั้งที่นักปั่นในกลุ่มเล็กเข้าเส้นได้ก่อนแบบฉิวเฉียด
นี่คือโอกาสที่เฟรมมองเห็น เป็นที่มาของแผนการออกปั่นใน Brakeaway ตั้งแต่กิโลเมตรแรก



“มันเป็นแผนที่คิดไว้ตั้งแต่เริ่มซ้อม 3 – 4 เดือนที่แล้ว ทุกอย่าง 50 : 50 ถ้าเราไม่เล่นแผนนี้ อยู่ในกลุ่ม Peloton โอกาสก็ 50 : 50 เหมือนกัน แต่สิ่งที่ได้มากกว่าคือสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ เราได้สร้างอะไรหลายอย่างขึ้นมา ได้ Represent ประเทศไทย ทำให้โลกเห็นว่าในการแข่งขันกีฬาจักรยานถนนของโอลิมปิก มีประเทศไทยมาแข่งด้วยนะ”
คนที่ไม่เข้าใจ อาจมองว่าการหนีกลุ่มออก มีประโยชน์แค่ได้ออกทีวี จริง ๆ แล้ววิธีนี้ยังมีประโยชน์อีกข้อ คือไม่เสี่ยงล้มในกลุ่มใหญ่ อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ ปั่นกลุ่มเล็กปลอดภัยกว่า
หากมองให้ลึกลงไป การออกสื่อทั้งทีวีและโซเชียลมีเดียมีคุณค่ามากกว่าที่คิด อย่างที่เฟรมบอก บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีประเทศไทยอยู่บนโลก ไม่รู้ว่ามีทีมจักรยานที่เก่งระดับมาร่วมโอลิมปิกได้ มหกรรมกีฬาใหญ่มีผู้นำในอุตสาหกรรมติดตามมากมาย Media Value ครั้งนี้สร้างโอกาสมากมายให้กับเด็กไทยรุ่นหลัง มองมุมไหนก็มีแต่ได้


“มันเข้ากับสิ่งที่เฟรมอยากทำ เป็นสไตล์การแข่งขันของเรามาตลอด คือเฟรมไม่อยากอยู่เฉย อยากจะพุ่งไปหาโอกาสตลอด ไม่ว่าโอกาสนั้นคนจะคิดว่า โอ๊ย ไม่ได้หรอก แต่เฟรมคิดว่า ถ้าเราไม่ลอง ใครจะไปรู้ สมมติว่า Peloton ปล่อยกลุ่มเราไกลกว่านี้ เฟรมอาจจะขึ้นไปถึงอันดับ Top 20 หรือ Top 10 ก็ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด
“เฟรมอยากเอาตัวเราออกไปรับโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้นั้น มากกว่าการอยู่นิ่ง ๆ” เฟรมเล่า เขาไม่ได้หวังแค่ปั่นจบ แต่อยากได้อันดับด้วย
การปั่นกลุ่มหน้าไม่ได้ง่ายนัก เฟรมออกตัวพร้อมนักปั่นอีกไม่กี่คน หนึ่งในนั้นคือ Christopher Rougier-Lagane นักปั่นจากสาธารณรัฐมอริเชียส (Mauritius) ทั้ง 2 คนคุยกันหลังจากหนีได้ 100 กิโลเมตรว่า ถ้าปั่นเข้าไปในสนามเซอร์กิตของปารีสได้ก่อน Peloton (การแข่งปีนี้จะจบด้วยการปั่นวนเป็นรอบ ๆ ในปารีส) มีโอกาสสูงมากที่จะจบการแข่งขัน “เราก็บิลด์กันตลอด We can do it นะ เราทำได้”
โชคร้ายที่แผนไม่สำเร็จ ปัจจัยหนึ่งที่มีผลมาก คือนักปั่นไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้วิทยุสื่อสารกับรถเซอร์วิสของทีม ต้องติดต่อผ่านรถเซอร์วิสกลางของการแข่ง ช่องว่างนี้ทำให้เกิดข้อผิดพลาด เช่น ใน 1 ชั่วโมงนักปั่นต้องใช้คาร์โบไฮเดรต 100 – 120 กรัม ตามแผนเฟรมจะต้องไปเติมเครื่องดื่มคาร์โบไฮเดรตที่รถทีม แต่เมื่อสื่อสารได้ไม่สะดวก เฟรมจึงแทบไม่ได้กลับไปเติมคาร์บที่รถเลย ต้องเอาตัวรอดด้วยแรงที่มี
การไม่มีวิทยุยังทำให้ไม่รู้ว่ารูปเกมข้างหลังเป็นอย่างไร กลุ่มใหญ่มีท่าทีอย่างไร รายละเอียดเหล่านี้มีผลกับการแข่งทั้งสิ้น
เฟรมกลับเข้ากลุ่ม Peloton ในช่วงผ่านครึ่งทางไปแล้ว แต่ละชาติเริ่มเร่งความเร็ว การแข่งเข้มข้นขึ้น เฟรมไม่ได้ปั่นสบายพักขาอย่างใจนึก เขาเล่าว่าตอนอยู่กลุ่มเล็ก ทุกคนขี่ด้วยแรง 360 Watts (หน่วยวัดการใช้พลังปั่นในกีฬาจักรยาน) 6 Watts ต่อกิโลกรัมทุกเนินที่เจอ ทางเรียบอัดกันที่ 270 – 280 Watts ตลอดระยะเวลา 4 ชั่วโมง แต่ใน Peloton ปั่นกันหนักถึง 450 Watts แม้จะอยู่ท้ายกลุ่มก็ตาม
นักปั่นไทยยื้อสุดชีวิต จนกระทั่งกิโลเมตรที่ 231 เจ้าหน้าที่การแข่งแจ้งว่านักปั่นท้ายกลุ่ม 13 คนปั่นไม่ทันเวลา Time Cut จำต้องออกจากการแข่ง
นักปั่นระดับโลกมีความเชี่ยวชาญต่างกัน เวลาอยู่ในสเตจที่ไม่เชี่ยวชาญ เช่น นักปั่นสาย Sprint ต้องมาปั่นขึ้นเขา หลายคนจึงหนีไม่พ้น Time Cut แม้แต่นักปั่นที่ได้แชมป์สเตจ Tour de France เยอะที่สุดในโลกอย่าง Mark Cavendish ก็เคยโดนคัดออก การบอกว่าเฟรมปั่นไม่จบเท่ากับไม่เก่งจึงออกจะใจร้ายไปสักนิด
เราตั้งใจเล่าข้อมูลการแข่งให้ละเอียด เพื่อให้คนรู้ว่าสิ่งที่นักปั่นทีมชาติไทยทำในวันนั้นไม่ง่ายเลย



“สำหรับเฟรม ไม่ว่าจะในโซเชียลมีเดียหรือในโลกความเป็นจริง ทุกคนต่างมีสิทธิส่วนบุคคลที่จะแสดงความคิดเห็นได้ ไม่ว่าจะเป็นในทิศทางไหน เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม บางทีเราให้ทุกคนเข้าใจมุมมองการแข่งขันที่เราอยู่ไม่ได้ บางอย่างอาจจะมีแค่คนที่อยู่ตรงนี้เท่านั้นที่จะเข้าใจ เราก็พยายามปฏิสัมพันธ์กับสิ่งเหล่านี้ไปในทิศทางที่ดีมากกว่า”
อย่างไรก็ดี เฟรมเองก็อดเสียดายไม่ได้
“พอนั่งอยู่บนรถที่เก็บคนขึ้น มี 2 ความคิดตีกันอยู่ในหัว ใจหนึ่งคือไม่อยากให้จบแบบนี้เลย อีกใจหนึ่งคือเราโคตรจะภูมิใจกับวิธีการแข่งขันของเรา พอเข้าเส้นชัยมา ผมได้รู้จากพี่ตั้มว่าตอนนี้เมืองไทยพูดถึงเราแบบระเบิดมาก ชอบที่เราปั่นแบบนี้ พี่สาวบอกว่าเฟรมรู้เปล่าเราติดเทรนด์ทวิตเตอร์เลยนะ เราก็ตกใจ คำว่าติดเทรนด์เหมือนเป็นเรื่องใหญ่ พี่สาวบอกว่าเขาชมนะ เชียร์ใหญ่เลย พอเรานั่งรถทีมกลับหมู่บ้านนักกีฬาก็เปิดดู แป๊บเดียวรีบปิดเลย
“มันเป็น Happy Tears นะ ไม่ได้มีความเศร้าหรือนอยด์ปนอยู่ในนั้นเลย เป็นความซาบซึ้งและโล่งใจในเวลาเดียวกัน มันมาจากความกดดันที่สะสมมาเป็นเวลาหลายเดือน”
Touch
นักกีฬาเป็นอาชีพที่กดดัน โดยเฉพาะนักกีฬาโอลิมปิก
แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มีชีวิตที่น่าสนใจ โดยเฉพาะชีวิตในหมู่บ้านนักกีฬาโอลิมปิก
คนไทยหลายคนไม่เคยดูกีฬาจักรยาน แต่เคยดูเฟรมพาไปแลก Pin กับนักกีฬาต่างชาติ ดูเขาเอาผ้าไปซัก กินข้าว เปิดกล่องโทรศัพท์ที่แจกให้นักกีฬาฟรี สารพัดเรื่องที่เขาถ่ายคลิปและถามตอบผ่าน TikTok และโซเชียลมีเดีย
เฟรมถ่ายและตัดคลิปสไตล์ Vlog มานานร่วม 2 ปี เขาเริ่มทำด้วยความชอบ เขาเล่าว่านักปั่นระดับโปรยุคนี้มักถ่าย Vlog เล่าเรื่องการแข่งและฝึกซ้อม หลายเรื่องก็ถ่ายขำ ๆ บ่อยครั้งก็มีประโยชน์ เขาเป็นแฟนคลิปแบบนี้ พอได้มาเทิร์นโปรเหมือนกันเลยอยากทำบ้าง
คลิปแรกในช่อง FeelFrame เฟรมเล่าการแข่งซีเกมส์ที่เวียดนาม คลิปไม่ได้จริงจังมาก แต่ขยันถ่าย ลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนภายนอกได้รู้ได้เห็นชีวิตนักกีฬาจักรยานมากขึ้นว่าจริง ๆ อยู่กันยังไง




สำหรับคลิปในหมู่บ้านนักกีฬาที่ทำยอดวิวเป็นล้าน เจ้าตัวบอกว่าไม่ได้ตั้งใจอยากดัง แต่ตั้งใจถ่าย
“มันเป็นสิ่งที่เราอยากนำเสนอจากข้างใน พอเข้ามาในห้องพักนักกีฬา เตียงเป็นกระดาษ เก้าอี้ก็เป็นกระดาษ ใจเราสนุกที่จะยกกล้องขึ้นมาถ่าย ไม่ได้คาดหวังว่าจะดังขนาดนี้ ไม่ใช่แค่คลิปเดียว ทุกคลิปเลย” เฟรมเล่า
เดิมเขาอยากทำแค่คลิปเปิดกล่องโทรศัพท์มือถือ Samsung ที่ได้ฟรี ใส่ดนตรี ตัดคลิปเร็ว ๆ สไตล์ Instagram Reels ทำเสร็จอยากลง TikTok ด้วย แต่คงน่าสนใจกว่าถ้าใส่เสียงพูดสักนิด
ตื่นเช้า เฟรมตกใจกับยอดล้านวิวที่ไม่เคยได้ ในคอมเมนต์มีคำถามต่อมาเกี่ยวกับนักกีฬาโอลิมปิกเยอะมาก เขาเลยเริ่มทำคลิปตอบคำถามตั้งแต่นั้น ซึ่งช่วยให้คนเข้าใจชีวิตนักกีฬามากขึ้นจริง ๆ บวกกับวิธีเล่าเรื่องของเฟรมที่เป็นธรรมชาติราวกับ Content Creator มืออาชีพ ทำให้เขายิ่งดังขึ้นไปอีก
สำหรับคนที่อยากรู้ว่าเขาเอาเวลาตอนไหนตัดต่อคลิป เฟรมบอกว่าธรรมชาติของกีฬาแบบ Endurance อย่างจักรยานจะซ้อมครั้งเดียวแต่นาน ประมาณ 4 – 5 ชั่วโมง ส่วนใหญ่เป็นการซ้อมตอนเช้า หลังกลับมาที่หมู่บ้านนักกีฬาตอนเที่ยง ครึ่งบ่ายนักกีฬาจะมีเวลาของตัวเอง บางคนดูหนัง เล่นเกม อ่านหนังสือ ส่วนเฟรมเขาสนุกกับการตัดต่อ เลยใช้เวลานี้ถ่ายทอดชีวิตนักกีฬาที่น้อยคนจะได้เห็น
เสียงพูดของเฟรมเริ่มติด ๆ ดับ ๆ สัญญาณอินเทอร์เน็ตขัดข้องเตือนเราว่าควรสรุปบทสนทนา เราเอ่ยคำถามสุดท้ายว่า เขาได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการมาโอลิมปิกครั้งนี้
“เฟรมได้เรียนรู้ว่า ถ้าคนเรารักอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วทำมันอย่างเต็มที่ที่สุด ในทุกวัน ในทุกครั้งที่ได้ทำ สักวันมันจะพาเรามาถึงจุดที่ไม่เคยฝัน
“เฟรมแข่งจักรยานตั้งแต่ 5 ขวบใช่มั้ยครับ เรามีความฝันว่าสักวันจะมาโอลิมปิกนะ แต่ไม่มีอะไรการันตีเลยว่าตอนอายุ 25 เฟรมจะได้มาโอลิมปิกตอนปี 2024 แน่นอน อย่างน้อยเฟรมก็ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเอง ทุกวันที่ได้ตื่นขึ้นมา ได้อยู่บนจักรยาน ได้ปั่นจักรยาน ทุกการแข่งขัน ทุกอย่างมันรวมกันพาเฟรมมาถึงตรงนี้”
จักรยาน 1 คันไม่ได้คนปั่นแค่คนเดียว เบื้องหลังคือผู้คนมากมาย ทั้งที่ยังอยู่และจากไป ตั้งใจส่งคนบนอานให้ถึงฝัน

“ผมคิดถึงโค้ชเปี๊ยกอยู่ตลอดเวลา ถ้าแกเห็นเราตอนนี้ ก็คงจะยิ้มอยู่”
ผมมั่นใจว่าเสียงสั่นเครือของเฟรม ไม่ได้เป็นเพราะสัญญาณอินเทอร์เน็ตขัดข้อง
ขอบคุณ Sport for Life สำหรับการประสานงาน
ข้อมูลอ้างอิง
- www.youtube.com/watch?v=iiHfEh118iw&t=846s
- www.youtube.com/watch?v=BfqIozBtX_Y&t=610s
- www.youtube.com/watch?v=cn7aEVLtL9s&t=205s
- www.youtube.com/watch?v=sc1ndZFOEq0&t=416s
