‘LIMITLESS’ คือชื่อ EP Album แรกในชีวิตของชายผู้ได้ฉายาว่าเป็น All-rounder แห่งวงการ T-POP
ต้าห์อู๋-พิทยา แซ่ฉั่ว ร้องได้ เต้นเป็น แสดงดี เอนเตอร์เทนเก่ง ไม่ใช่เพราะใครบอกให้เป็น แต่เพราะเขาเชื่อว่าถ้าฝึกฝนตัวเองอย่างรอบด้านทุกวัน สักวันสังคมจะมอบโอกาสให้
ต้าห์อู๋คิดวิเคราะห์ชีวิตตัวเองเหมือนนักเรียนเศรษฐศาสตร์ เข้าใจทั้งความต้องการและความเปราะบางของชีวิตอย่างถ่องแท้ ทุกคำตอบของเขาชัดถ้อยคำ จ้องเข้ามาในดวงตาผู้ถาม เหมือนผ่านการคุยกับตัวเองมาเป็นร้อยพันครั้ง
เด็กชายเชื้อสายจีน นามสกุลแซ่ฉั่ว เติบโตในคณะงิ้วของครอบครัว ผ่านมาหมดทั้งยุครุ่งเรืองและตกต่ำที่สุด แม้จะขัดสนเงินทอง แต่ทั้งพ่อและแม่ก็ไม่มีใครอยากให้ลูกเติบโตไปเป็นงิ้ว
จริงอยู่ที่ต้าห์อู๋เริ่มต้นชีวิตจริงด้วยความยากลำบาก แต่เพราะความสามารถทำให้ 2 ปีหลังนี้ชื่อของเขาถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากการร้องเพลงร่วมกับ โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร ผลงานการแสดงร่วมกับ ออฟโรด-กันตภณ จินดาทวีผล ในซีรีส์ รักไม่รู้ภาษา (Love in Translation) และ Century of Love ปาฏิหาริย์รักร้อยปี เรื่อยมาจนถึงการแสดงภาพยนตร์ 404 สุขีนิรันดร์..RUN RUN แม้แต่ใน TikTok ก็ยังไวรัลให้เห็นเสมอ
มากกว่าการเป็นที่รู้จัก นั่นทำให้เส้นทางแห่งความพยายามของเขาถูกมองเห็น เพราะต้าห์อู๋ไม่ได้เพิ่งมีชื่อในทำเนียบศิลปิน T-POP แต่เขาตามหาฝันตัวเองด้วยการแข่งขันร้องเพลงตั้งแต่อายุ 20 ต้น ๆ กระทั่งเป็นผู้คว้าอันดับ 1 ในรายการ LAZ iCON ไอคอนป๊อป ตัวท็อปเดบิวต์ จนเดบิวต์ในนาม ต้าห์อู๋ LAZ1

เขาบอกเราว่าไม่กล้าเรียกตัวเองว่าศิลปิน ต่อให้มีแฟนคลับนับล้าน มีเพลงที่คนเต้นตามได้ทั่วประเทศ เพราะเชื่อว่าศิลปินต้องมีผลงานเพลงของตัวเอง
LIMITLESS จึงไม่ใช่แค่ชื่ออัลบัม แต่เป็นตัวแทนของความพยายามไร้ขีดจำกัด โดยไม่สนใจว่าจะเป็นผู้โชคดีหรือไม่
เราสักคำว่า ‘I’ll paint my own silver linings’ บนหัวไหล่ เพราะเชื่อเหลือเกินว่าคนอับโชคอย่างเรา มีทุกวันนี้ได้เพราะความพยายาม
ต้าห์อู๋ไม่มีรอยสัก เขาเตือนใจตัวเองแบบเดียวกันด้วยการเป็นคนเก่งกว่านี้ในทุก ๆ วัน

เด็กชายที่โตมาในโรงงิ้วของครอบครัว เคยเล่นงิ้วกับคุณพ่อคุณแม่บ้างไหม
ถ้าเรียกว่าเล่นเป็นจริงเป็นจัง ไม่เคยครับ เพราะป๊าม้าไม่อยากเราให้เป็นงิ้ว เขารู้ว่างานนี้ไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้น ผ่านกันมาหลายรุ่นจนคนจ้างงานน้อยลง แม้ว่างิ้วจะเป็นสิ่งที่พวกเขารักมากนะ แต่มันคงไม่ได้ทำให้เราไปได้ไกล
เหตุการณ์ไหนที่ทำให้คุณรู้สึกเลยว่าพ่อแม่ไม่สนับสนุนให้เป็นงิ้ว
เขาส่งเราเรียนดีมาก (เน้นเสียง) แค่นั้นก็ทำให้เห็นแล้วว่าเราต้องไปต่อในชีวิตที่ดีกว่านี้
ต้าห์อู๋เป็นลูกคนเล็กที่ถูกตามใจเป็นพิเศษไหม
ไม่เลย ผมโตมาแบบเหงามาก เพราะอายุห่างจากพี่สาว 15 ปี พี่ชาย 10 ปี ป๊าม้าทำงานตั้งแต่เกิด ถ้าตอนนี้ป๊ายังอยู่ก็คงยังทำ แล้วการทำงานโรงงิ้วไม่ได้ทำที่กรุงเทพฯ ต้องเดินทางไปทั่ว เริ่มงานตอน 1 ทุ่ม ฉะนั้นกลางวันเขาจะนอน เราเลยไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่
แล้วอยู่บ้านเล่นกับใคร
เล่นคนเดียว (หัวเราะ) แต่ดีว่าเพื่อนเราเยอะมาก ในหมู่บ้านก็มีเพื่อน ที่โรงเรียนก็มีเพื่อน เราเข้าสังคมเก่งตั้งแต่เด็ก แล้วเราเป็นลูกเถ้าแก่ เวลางิ้วไปเล่นต่างจังหวัดก็หาเพื่อนได้ทุกที่ ขอนแก่น สุพรรณบุรี อุตรดิตถ์ พิษณุโลก มีเพื่อนหมด ไม่เคยรู้สึกเลยว่าชีวิตน่าสงสาร


อะไรคือสิ่งที่เจ้าของคณะงิ้วมักสอนลูกน้องบ่อย ๆ แล้วลูกชายหยิบมาปรับใช้กับตัวเอง
สิ่งที่ป๊าทำแล้วล้ำค่ามากสำหรับผม คือการเป็นคนจิตใจดี มีความสามารถ ผมดีใจมากที่ป๊าได้รับการยอมรับในวงการงิ้วว่าเขาเป็นคนมีความรู้เยอะมาก ๆ เล่นเครื่องดนตรีได้เกือบทุกชนิด อ่านบทเข้าใจ ทั้งที่ไม่เคยได้เรียนหนังสือ
ป๊าผมเป็นคนสุพรรณฯ เชื้อสายจีน ไม่ง่ายเลยที่เด็กอายุ 16 จะทำเป็นทุกอย่างในโรงงิ้ว พูด อ่าน ภาษาจีน แป๊บเดียวป๊าก็กลายเป็นตัวหลัก และใช้เวลาอีกแป๊บเดียวในการเป็นเจ้าของคณะ มีบ้าน มีรถ มีหม่าม้า พอแต่งงานกันก็เป็นสามีภรรยาคู่แรกที่ออกรถป้ายแดง
คุณเป็นลูกชายที่ชอบเล่าเรื่องครอบครัวให้คนอื่นฟังไหม
พี่รู้สึกว่าผมเป็นอย่างงั้นไหมล่ะ รู้สึกใช่มั้ย มันเป็นเรื่องที่ผมทำมาตลอด แล้วก็อยากทำต่อไป เพราะภูมิใจที่มีพ่อแม่แบบนี้
ลูกชายเจ้าของคณะงิ้วรู้ตัวตอนไหนว่าอยากเป็นศิลปิน
ไม่เคยคิดอยากเป็นศิลปินเลย ผมแค่อยากหาเงิน เพราะคิดว่าศิลปินต้องดูดี
เจ๊ (พี่สาว) ก็เคยบอกว่าเขาเจอมาแบบนี้ ไปประกวดร้องเพลงก็ต้องแพ้เพราะคนอื่นดูดีกว่า ซึ่งมันคือเรื่องจริง ยิ่งเห็นพี่สาวแข่งร้องเพลง ยิ่งเชื่อว่าความสามารถก็ส่วนหนึ่ง แต่หน้าตาเป็นส่วนใหญ่
ตอนมีโอกาสแข่งขันในรายการก็ยังไม่คิดจะเป็นศิลปินเลย เพราะคำว่าศิลปินมันยากมากนะ
โจทย์แรกหลังจบจาก LAZ1 คือจะทำยังไงให้ตัวเองเป็นศิลปินได้ ผมไม่กล้าเรียกตัวเองว่าศิลปินด้วยซ้ำ เพราะศิลปินต้องมีผลงาน แล้วจะรักษาคำว่าศิลปินได้ยังไง ถ้าผลงานนั้น ๆ ไม่ใช่ลายเซ็นของเรา
ต้าห์อู๋ผ่านชีวิตยากลำบากมามาก ทำไมถึงอยากเสี่ยงกับอาชีพที่ไม่แน่นอน
อาชีพกลางคืนโคตรจะแน่นอนสำหรับผม อยู่ที่ว่าเราแน่จริงรึเปล่า ประสบการณ์มากพอรึเปล่า
ผมร้องเพลงกลางคืนตั้งแต่ ม.6 ชีวิตผมดีมาก ต่อให้เรียนไม่ดีเท่าเพื่อน แต่ผมหาเงินได้คืนละ 1,500 – 2,000 บางคืน 3,000 – 4,000 ผมไปร้านไหนก็เอนเตอร์เทนได้ ร้องเพลงไหนก็ได้ พูดจีนได้นิดหน่อย เราตอบโจทย์เจ้าของร้าน กลางวันก็ทำงานฟรีแลนซ์ ไลฟ์ขายของ 2 ชั่วโมงได้ 3,000 บาท เดือนหนึ่งได้เงินเยอะมาก ถ้าคุณแน่จริง คุณมีงานจ้างอยู่แล้ว
ผมตั้งปณิธานไว้เลยว่าจะเข้าเรียนเศรษฐศาสตร์เพื่อเอาความรู้ไปใช้กับเรื่องพวกนี้ จะได้รู้ว่าชีวิต การเงิน โลก เป็นยังไง ชีวิตมันสั้นมาก ถ้าเทียบกับรุ่นพี่ที่เรียนจบไปว่าเราฉลาดเท่าเขาไหม ก็ไม่นะ เรารั้งท้าย แล้วถ้าเอาดีด้านนั้นเราจะไปได้ไกลแค่ไหน เรารู้ตัวเองแล้วว่าชอบร้องเพลง และการเป็นนักร้องก็ไม่ได้เสี่ยงสำหรับเราด้วย ต่อให้ประกวดแพ้ก็ยังมีอาชีพนักร้องกลางคืนรองรับ
เราเคยแพ้มาก่อน แต่เราชอบพัฒนาตัวเอง เราหลงใหลการร้องเพลงจนอยากรู้ว่าเสียงตัวเองดีไหม ถ้ายังไม่ดีต้องแก้ไขยังไง
จริง ๆ การแข่งขันก็เหมือนการแข่งกับตัวเอง เราไม่ได้อยากแข่งกับใคร หน้าตาคนอื่นดีกว่าเราเยอะ

เพราะอะไรถึงต้องพยายามพัฒนาตัวเองขนาดนั้น
ผมแค่อยากร้องเพลงดีขึ้น ไม่ได้ฝันอะไรไกลกว่านั้น
ผมเชื่อว่าเมื่อตั้งใจทำอะไรก็ตาม แล้วคอยพัฒนาตัวเองในทุก ๆ ด้านตลอดเวลา มันจะมีที่ให้เราเสมอ มีคนเกิดใหม่ในวงการทุกวัน มีคนร้องเพลงได้ทุกวัน มีคนพูดอังกฤษเก่งขึ้นทุกวัน มีคนพูดจีนเก่งขึ้นทุกวัน มีคนทำกราฟิกเก่งขึ้นทุกวัน
ทุกวันนี้ผมเป็นเจ้าของธุรกิจ ผมนั่งหาวิธีทำเว็บ ระบบหลังบ้าน เพื่อเข้าใจว่าจะต้องจ้างคนแบบไหน กลายเป็นว่าเราได้รู้อะไรใหม่ ๆ ไปเรื่อย ๆ
ย้อนกลับไปปีที่แล้ว ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาเงินไปลงทุนหุ้น ผมเชื่อว่าเอาเงินไปลงกับธุรกิจที่ทำขึ้นมาเองจะเห็นอะไรมากกว่า แต่นั่นเป็นเพราะไม่รู้ พอรู้ก็เริ่มอยากรู้ขึ้นเรื่อย ๆ ผมใช้เวลาเป็นเดือน ๆ ในการอ่านและศึกษาหุ้นทุกวัน แล้วก็ลงทุนจริงเลย จนได้ผลลัพธ์กลับมาแบบที่คิด ซึ่งทั้งหมดเกิดจากแค่ความอยากรู้ พอความอยากรู้เยอะก็ยิ่งทำให้ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง
เหมือนทุกวันนี้ที่ได้ร้องเพลง โจทย์จากโปรดิวเซอร์ยากหมดเลย พูดตรง ๆ ว่าผมไม่เคยร้องเพลงดราฟต์แรกได้ ละลาย (LALALYE), เป็นไรมั้ย (WOULD YOU MIND?), นิราศรักเอย (FAREWELL) ผมไม่เคยร้องได้เลย ต้องอัดหลายรอบ แต่ความอยากรู้ว่าถ้าทำได้แล้วจะเป็นยังไง ทำให้เราพยายามโดยไม่รู้ตัว
เรื่องล่าสุดที่ต้าห์อู๋รู้มาแล้วสนุกกับมันมากคืออะไร
เพิ่งรู้ว่ามีคนทำแอนิเมชัน 3D เก่ง ๆ ราคาไม่แพง (หัวเราะ) ถึงจะไม่ได้ว้าวขนาดนั้น แต่การทำธุรกิจทำให้รู้ว่ามีคนเก่ง ๆ เยอะมาก อยู่ที่จะหาเจอรึเปล่า
เราเป็น TikToker ต้องตัดต่อ เขียนสคริปต์เองมาแต่ไหนแต่ไร คนอาจจะคิดว่าเป็นดาราสบาย ไม่สบายนะ ได้บรีฟลูกค้ามาต้องนั่งคิด เพราะคอนเทนต์เป็นของเรา ไม่มีใครสร้างให้ เราเลยเห็นการทำงานต่าง ๆ เป็นเรื่องสนุก
อีกอย่างคือตอนนี้เราอายุ 27 ตอนอายุ 35 เราจะทำอะไรถ้าไม่พัฒนาตัวเอง แต่ถ้าทุกวันนี้เราตั้งใจเรียนภาษาจีนเป็นระยะเวลา 7 ปี เราจะพูดจีนได้ตอนอายุ 35 แน่นอน รับงานพิธีกร 3 ภาษาได้อีก ทุกวันนี้มีเรื่องสนุก ๆ ให้เรียนรู้เยอะแยะมาก

รู้สึกยังไงเวลาคนอื่น ๆ มองว่าต้าห์อู๋เป็นไอดอลของความพยายาม
จริงเหรอ ผมไม่ค่อยเห็นใครมองผมเป็นไอดอลด้านความพยายามเลย คนน่ะเห็นจุดที่ผมสำเร็จแล้วมากกว่า เอาจริง ๆ คนรู้จักต้าห์อู๋ได้ก็เก่งแล้ว
หลายคนเห็นต้าห์อู๋เพราะร้องเพลงกับพี่โต๋ แต่คนที่รู้ว่าผมพยายามมามากมีน้อยนะ ถ้าคนมองเห็นความพยายามของผมก็คงดี แต่ผมก็ใช้ชีวิตโดยเชื่อว่าความพยายามคือพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว เราเกิดมาเพื่อเอาตัวรอด ถ้าไม่พยายามก็ตาย แค่นั้นเอง
น้อยใจบ้างไหม
ไม่น้อยใจเลย ถ้าคนอื่นจะมองว่าผมมาถึงตรงนี้ได้เพราะดวงก็ดี เพราะผมไม่มีดวง (หัวเราะ)
ผมไม่อยากโชว์ว่า ฉันพยายามมามาก ไม่ต้องหรอก เราได้รับสิ่งต่าง ๆ แล้วจากความพยายามของเรา การต้องมานั่งบอกคนอื่นว่าเราพยายามมาแค่ไหนไม่ได้ทำให้ได้อะไรมากกว่านี้
ทำไมถึงบอกว่าตัวเองเป็นคนไม่มีดวง ไม่มีโชค
ผมว่ามันคือกฎของแรงดึงดูด ผมเชื่อเรื่องนี้นะ
ตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเล่นเกมสุ่มกาชาปอง สอยดาว ผมไม่เคยได้เลย เป่ายิงฉุบก็แพ้ ไปจับสลากเลือกที่ขายของก็ได้แต่ที่แย่ ๆ ไม่ได้มีเปอร์เซ็นต์มาวัดจริงจังหรอก แต่ผมรู้ว่าเสียเงินมากแค่ไหนก็ไม่เคยได้
ซึ่งการไม่มีดวงเป็นเรื่องดีกับเรามาก มันทำให้ผมเชื่อเรื่องความเป็นไปได้ อย่ารอให้ดาวมาตกที่เรา ผมคิดแบบนี้ตั้งแต่แข่งขัน ถ้าไม่มีดวงจะทำยังไงให้ชนะ ทำยังไงเราถึงจะรอด ทำยังไงคนถึงจะมองเห็น
ไม่เคยมีเหตุการณ์ที่บุญหล่นทับเลยเหรอ
ไม่มี ไม่มี ไม่มี (พูดย้ำ 3 ครั้ง) ไม่มีเลยนะ ไม่ว่าจะอะไรก็ตามที่เข้ามาในชีวิตผม มันคือสิ่งที่ได้มาจากการลงมือทำ
ผมได้ไปคอนเสิร์ตพี่โต๋ เพราะพี่โต๋เห็นผมร้องเพลงที่สยาม ผมไปร้องเพลงที่สยาม ผมก็ตั้งใจทำโชว์มาก ผมได้พากย์เสียงเพราะคนเห็นผมพากย์การ์ตูนลง TikTok เหมือนเป็นโอกาสต่อโอกาส ทุกอย่างที่ผมได้ทำจะมีเหตุผลเสมอ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือสิ่งที่ผมได้จากความพยายามและความสามารถโดยที่ไม่ต้องมานั่งพูดเอง
ผมไม่เคยถูกเลือก ไม่เคยเป็น Priority บนสุด เพราะตอนนั้นเราเป็นใครก็ไม่รู้ มีแค่ความสามารถที่ยังไม่ได้พิสูจน์ให้ใครเห็น แค่ต้องทำให้ดีต่อไปเรื่อย ๆ แล้วจะมีคนเห็นเองเหมือนเช่นทุกวันนี้

พูดได้ไหมว่าคุณใช้เรื่องในอดีตที่ไม่เคยถูกเลือกเป็นแรงผลักดันในการใช้ชีวิต
ไม่ได้มองเป็นแรงแค้นขนาดนั้นหรอก มันเป็นสัจธรรม ผมเข้าใจว่า Privilege คนเราไม่เท่ากัน ผมเข้าใจเรื่องนี้ดีกว่าใครแน่นอน ผมอยู่ในบรรทัดฐานนี้มาแต่ไหนแต่ไร เรื่องหน้าตาเป็น Trigger ในชีวิตผมด้วยซ้ำ
ใครจะบอกว่าผมหน้าตาดีอยู่แล้ว โอ้โห ทำมา! หน้าผม ร่างกายผม 500,000 ยังไม่อยู่เลย ความจริงเป็นล้านยังไม่ได้! ไม่ได้หมายถึงการทำจมูก แต่รวมถึงการดูแลร่างกาย ขนาดดูแลแล้วนะยังได้เท่านี้เลย คิดดู บางคนจ่าย 500,000 จ่ายล้านหนึ่งนี่ไปนู่นแล้ว ซูเปอร์สตาร์!
(หัวเราะ)
เห็นไหม ผมพยายามมาเยอะมาก ไม่ใช่อยู่ดี ๆ เงินหล่นมาทับ ผมเอาเงินไปลงทุนกับสิ่งที่ผมต้องได้ แล้ว Privilege ก็ไม่ได้การันตีว่าคุณจะได้ดีเสมอไป บางทีเขาอาจจะเห็นคนอื่นก่อนคุณก็ได้ สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณค่าในตัวเอง เห็นช้าเห็นเร็วก็คือเห็น ต่อให้คุณวางเพชรไว้ข้างล่างสุด คนก็รู้ว่ามันคือเพชร
ผมไม่ได้เปรียบเทียบตัวเองเป็นเพชรนะ มันแค่เป็นวิธีคิดที่ทำให้ผมไม่ท้อไปก่อน คิดว่าวันนี้ไม่เห็นไม่เป็นไร ไม่ได้เรียกร้องให้เห็น มีความสุขที่จะทำแบบนี้ ถ้าคุณชอบคุณก็เลือกผมแล้วกัน
ต้าห์อู๋เป็นคนมาตรฐานสูงไหม
เป็นคนมาตรฐานสูงมาก ๆ แต่ไม่ค่อยเอามาตรฐานไปวัดกับคนอื่น เรียกว่าไม่เคยเลยดีกว่า ยกเว้นเขาจะถามว่าดีหรือไม่ดี เราถึงจะมีมาตรฐานบางอย่างออกมา
เช่น ถ้ามีคนถามว่าร้องเพลงดียัง มันดีแล้ว ฟังได้แล้วก็จริง แต่ถ้าเอามาตรฐานผมไปวัด แล้วผมวัดกับตัวเอง ผมก็ยังรู้สึกว่าดีไม่พอ ยังพัฒนาไปได้อีก เพราะมาตรฐานผมไม่มีขีดจำกัด ไม่ใช่รูปธรรมที่เป็นเส้นตรง มันเป็นวงกลมที่เติมตรงนั้นได้ เติมตรงนี้ได้ ผมรู้ตัวว่าเป็นคนมาตรฐานสูงมากเลยไม่เอาไปวัดกับใคร
ทุกวันนี้กล้าเรียกตัวเองว่าศิลปินหรือยัง
ตอนนี้กล้าเรียกแล้ว เรามีผลงานของตัวเอง ซึ่งเป็นผลงานที่เริ่มเข้าเค้าแล้วด้วย
ผมอยู่ในวงการมาปีที่ 4 – 5 ปีที่แล้วไป Big Mountain Music Festival ยังกังวลอยู่เลยว่าคนอื่นร้องเพลงตัวเองเยอะจัง มีคนฟังเรื่องราวของเขาเยอะจัง แต่เราไม่มี เขามาดูเราแสดง เราก็คงเป็นศิลปินที่แสดงดีแหละ แต่ผลงานเราคืออะไรล่ะ
ซึ่งผมก็ค่อย ๆ ทำความเข้าใจมาเรื่อย ๆ ว่าผลงานเราก็อยู่บนเวทีแล้วไง แค่รอผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันเป็นตัวสื่อกลางเท่านั้นเอง (ยิ้ม)

คิดไหมว่าใช้เวลานานกว่าจะมีอัลบัมแรกของตัวเอง
อยู่ที่ว่าเปรียบเทียบกับใคร ถ้าเทียบกับความพยายามของเรา ก็รู้สึกว่าเป็นระยะเวลาที่พอดีนะ แต่ถ้าเทียบกับคนที่เขาเตรียมมาแล้ว ผมก็ไม่ใช่คนคนนั้นหรอก
มีอะไรที่ All-rounder พยายามทำอยู่แต่ยังทำไม่ได้บ้าง
เยอะ (เน้นเสียง) ผมเป็นคนคิดมาก เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกี่ยวกับความรู้สึกมักจะเป็นเรื่องยากเสมอ
เราเป็นคนคิดบวก มีพลังงานบวกก็จริง แต่พอปล่อยพลังงานบวกเยอะ ๆ มันก็หายไปเยอะเหมือนกัน ยิ่งเวลาเจอพลังงานลบ จะยิ่งรู้สึกว่าทำไมคิดลบกับเราขนาดนี้ พอเจอมาก ๆ ก็แอบอ่อนไหวไปตามคำพูดของคนในโซเชียล มันต้องแยกแยะให้ออกแหละ แต่เราเป็นคนยอมกับคนรอบข้าง ในขณะเดียวกันก็ไม่ยอมกับคนนอก ทำให้คนอื่น ๆ ไม่เห็นเราในมุมนี้ว่าจริง ๆ เราก็เป็นคนรักและเป็นห่วงความรู้สึกคนมาก แค่เรามีวิธีของเรา
สิ่งหนึ่งที่สงสัยมาตลอดคือทำไมคุณถึงเป็นศิลปินที่กล้าหยอกล้อกับแฟนคลับ หรือบางทีก็กล้าตอบคำถามนักข่าวอย่างตรงไปตรงมา
เราโตมาในคอมมูนิตี้ของเรา เรารู้ว่าบริบท T-POP เป็นยังไง เราว่าเราคือคนที่ใช้โซเชียลมากที่สุดในช่องคนหนึ่ง เราพูด ตอบ หยอกได้ทุกอย่าง โดยมีขอบเขตของของวิจารณญาณหรือความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ เช่น เวลามีคนมาล้ำเส้น เราก็ไม่ได้ตอบเพื่อให้คนนั้นโดนด่า แต่เราขีดเส้นด้วยวิธีการแบบนี้ ซึ่งทำให้อะไรร้าย ๆ ไม่ตามเรามา เราไม่ได้ทำเอาสะใจ แต่แค่รู้สึกว่าต้องทำ
รู้แหละว่าตอบออกไปแล้วอาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่นอกจากหลักของเหตุและผล นั่นคือวิถีชีวิตของเราด้วย แล้วเราเลือกจะเป็นศิลปินแบบไหนล่ะ
เราอยากเป็นศิลปินที่เดินออกไปข้างนอกแบบปูนเปลือย ไม่อยากเอาวอลล์เปเปอร์มาฉาบ มันอึดอัด แล้วเราจะใช้ชีวิตง่ายขึ้นมาก
ส่วนอะไรที่เคยทำไปแล้วไม่ดีก็แค่ต้องเรียนรู้และเติบโตขึ้น วุฒิภาวะทางอารมณ์ไม่ได้เยอะ สมัย 2 ปีที่แล้วมีบ้างที่ต้องตอบเอาสะใจบ้าง จะมาด่ากูอย่างเดียวได้ไง (หัวเราะ)
พอทำงานกับคนเก่ง ๆ เยอะ ทำให้เราเห็นข้อบกพร่องของตัวเองมากขึ้นไหม
การทำงานกับคนเก่งไม่ได้เพื่อหาข้อบกพร่องตัวเองหรอก เราไปหามุมมองใหม่ ๆ หาสิ่งที่ตัวเองยังไม่มี ซึ่งการจะวัดว่าคนอื่นเป็นคนเก่งก็คือไม้บรรทัดของเราในหัวแหละ แค่เราไม่ได้พูดออกมา
ถ้าเราเจอคนที่เก่งจริง ๆ เราจะเงียบ แทบจะไม่พูดเลย เพราะเราอยากไปซึมซับ เหมือนตอนทำคอนเสิร์ตกับ พี่เจฟ ซาเตอร์ มีคนเก่งเยอะมากที่เรากล้าพูดออกมาเลยว่าเก่ง เราค่อนข้างเปิดรับมากว่าอยากให้ร้องอะไร จะปรับจะลดยังไง
แล้วเราเจอข้อบกพร่องของตัวเองกับการทำงานกับคนทั่วไปมากกว่า เช่น เรื่องการไม่เอาไม้บรรทัดตัวเองไปวัดใคร มนุษย์ต่างกัน เราต้องเข้าใจเขาก่อนว่าทำไมทำแบบนี้ สิ่งที่เราคิดคืออะไร แล้วก็ปรับจูน


ต้าห์อู๋เคยมีช่วงชีวิตที่เอาไม้บรรทัดตัวเองไปวัดคนอื่นด้วยเหรอ
ช่วงแข่งขันเซอร์ไวเวอร์ก็มีบางทีที่รู้สึกไม่สมเหตุสมผล เช่น ทำไมนักร้องได้ร้องท่อนน้อย ทำไมท่อนแรปได้ร้องยาวเลย แอร์ไทม์ไม่เท่ากันก็ไม่แฟร์ไหม มี 10 คนได้ร้องคนละ 3 วิฯ 7 คำ 15 คำ เราคิดไปถึงขนาดนั้นเลยนะ (ย้ำคำพูด)
แต่ถ้าเป็นตอนนี้ เราจะเข้าไปดูที่ปัญหา อย่าตัดสินคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เปรียบตัวอย่างง่าย ๆ ว่าคุณโทรไปหาแอดมินแล้วโวยวายว่าทำไมสินค้าราคาแพง แต่แอดมินไม่ใช่เซลส์ เขาจะรู้ได้ไง แต่ก่อนเราไม่ได้เข้าใจระบบการจัดการ ทุกวันนี้เข้าใจแล้วว่าทุกอย่างมีลำดับขั้นตอน พยายามทำงานโดยไม่เอาความต้องการของตัวเองเป็นหลัก แต่จะดูก่อนว่าเขาคือใคร เขามาทำอะไร
แค่จะบอกว่าในฐานะศิลปินอย่างเราที่รู้ทุกอย่าง เห็นชิ้นส่วนทุกอัน ถ้าเอาตัวเองลงไปเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ คงตาย ทุกวันนี้เลยต้องพยายามทำความเข้าใจและอดทน
พักหลังเห็นคุณพยายามพาคุณแม่มาคอนเสิร์ตด้วยตลอด
โอ้ย พาไปทุกงานเลย ตั้งแต่คุณพ่อเสียไป
ป๊าใช้ชีวิตกับหม่าม้ามา 55 ปี แล้วเราวางแผนให้เขาเกษียณด้วย เขาทำงานเลี้ยงลูก 3 คนมาตั้งแต่เด็กจนโต ผมไม่เคยเห็นภาพเขาหยุดนอนอยู่บ้าน ชีวิตเขาคือการทำเพื่อลูก
ป๊าเสียไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วช่วงที่เราเริ่มประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญคือแม่ที่ใช้ชีวิตกับพ่อมาตลอด แทนที่จะได้พักแล้ว แต่กลายเป็นว่าเขาต้องอยู่คนเดียว คนที่เคียงบ่าเคียงไหล่เขามา 50 ปีไม่ได้อยู่แล้ว สิ่งที่เติมเต็มเขาได้ดีที่สุดคือลูก ไม่ใช่เงิน แต่คือเวลา
เราให้ความสำคัญกับหม่าม้ามาก ไม่ได้บอกว่าต้องรักษาสุขภาพให้อยู่ไปนาน ๆ แต่หาเวลาที่อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข คุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่น่าเชื่อว่าทุกวันนี้หม่าม้าคือคนที่เราโทรไปร้องไห้ได้ตอนรู้สึกอึดอัด เขาเป็นเซฟโซนของเราไปเลย
ตอนนี้เหมือนกลับกัน เขาขอไปเล่นงิ้วเอาสังคมได้ครั้งละ 1,500 แล้วค่ารถเท่าไหร่ ค่าซื้อของไปนู่นไปนี่ แต่ก็เข้าใจเขา ทุกวันนี้เวลามีงานที่หม่าม้าออกมาได้ก็พาออกมาดู สลับกันมาดูอีกคนทำงานให้ไม่เหงา

หลังจากคุณพ่อเสียไป เรื่องอะไรที่ต้าห์อู๋ไม่พลาดที่จะทำมันอีกแล้ว
เรื่องปัจจุบัน เลยเป็นที่มาของเพลง นิราศรักเอย (FAREWELL)
ล่าสุด 2 วันที่แล้วผมพังมาก เพราะผมเป็นคนไม่พูด การที่เราไม่เอามาตรฐานตัวเองไปวัดคนอื่น ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีมาตรฐานไง (หัวเราะ) แต่เราต้องทำความเข้าใจ
เช่น เราทำงานศิลปะร่วม บางคนทำออกมาตามมาตรฐานเราไม่ได้ เราก็ไม่ไปตะบี้ตะบันเขา แต่ข้างในเราก็เสียไป ซึ่งมีหลายเรื่องที่เราเสียไปจากการทำงานร่วมกับคนอื่น แล้วเราไม่ใช่คนขอร้อง ถ้าไม่ไหวจริง ๆ เราก็หลบไปพักคนเดียว ทุกคนมีขีดจำกัด ชั่งตวงเอาแล้วกัน
ผมเคยบอกเพื่อนว่า ลองเอาความจำเป็นกับความรู้สึกตัวเองปั้นเป็นก้อนกลม ๆ แล้วโยนดูว่ามันจำเป็นแค่ไหน ต้องการแค่ไหน ชีวิตตัวเองในปัจจุบันสำคัญกว่าเยอะ เราจะทำงานไปอีกกี่ปี 40 ปีเหรอ หรือจะอยู่กับคนแบบนี้ไปอีกกี่ปี เราใช้วิธีนี้กับหลาย ๆ เรื่องในชีวิตเหมือนกัน
ขีดจำกัดของต้าห์อู๋คืออะไร
ผมไม่เคยพูดเรื่องขีดจำกัดเลย เพราะไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้
ถ้าวันนี้ให้พี่ตีลังกากลับหลัง พี่ก็จะบอกว่าทำไม่ได้ จริง ๆ พี่ทำได้ พี่แค่ต้องไปฝึกมวลกล้ามเนื้อเพิ่ม ฝึกความยืดหยุ่น ฝึกตีลังกา ทำไมจะทำไม่ได้ถ้าอยากทำ ถูกมั้ย แต่ไม่ใช่สิ่งที่อยากทำไง
การร้องเพลงเป็นสิ่งที่ผมอยากทำ การเต้นเป็นสิ่งที่ผมอยากทำ การพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งที่ผมอยากทำ เพราะฉะนั้น มันไม่มีสิ้นสุดหรอก


