แน็ต-ชาติชาย เกษนัส คือผู้กำกับที่สร้างชื่อมาจากการทำหนังโร้ดมูฟวี่ From Bangkok to Mandalay (ถึงคน..ไม่คิดถึง) ก่อนจะหยิบเอาเรื่องราวของสถานเริงรมย์สุดลึกลับในยุครัชกาลที่ 3 มาบอกเล่าใน แมนสรวง ภาพยนตร์พีเรียดแฟนตาซีที่นำแสดงโดย มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง และ อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ จาก KinnPorsche The Series
วันนี้ ชาติชายที่ยังหลงใหลในเรื่องราวของประวัติศาสตร์ไทยกลับมาพร้อมกับ พระร่วง..มหาศึกสุโขทัย ผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องล่าสุด ผลิตโดย เดอะวิน ออแกไนเซอร์ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เป็นบทพิสูจน์ว่าการถ่ายทอดประวัติศาสตร์นั้นทำได้ในหลายแง่มุม

Risky Business
ย้อนเวลากลับไปราว ๆ 30 ปี
แน็ต ชาติชาย รู้ตัวว่าเขาอยากเป็นผู้กำกับ หรืออย่างน้อย ๆ ต้องได้ทำงานเกี่ยวกับศิลปะการเล่าเรื่องตั้งแต่ที่เขาได้ดู Dead Poets Society ภาพยนตร์ปี 1989 ของ Peter Weir ซึ่งเป็นหนังที่จุดประกายในการตั้งคำถามเกี่ยวกับเส้นทางการใช้ชีวิตของใครหลาย ๆ คน
แต่สิ่งที่ชาติชายยังไม่ทราบในเวลานั้น คือความยากลำบากของคนในอาชีพนี้มันมีมากพอ ๆ กับมนต์เสน่ห์ที่ทำให้คนนอกวงการนั้นหลงใหล
“ธุรกิจภาพยนตร์เป็นธุรกิจที่ไม่มีใครเข้ามาแล้วกลับออกไปได้ง่าย ๆ ครับ มันเป็นธุรกิจที่ต้องคำสาป” ชาติชายพูดไปหัวเราะไป
จากเด็กต่างจังหวัดที่เก็บเงินดูหนังสัปดาห์ละเรื่องช่วง ม.ต้น สู่นักเรียนผู้เฝ้ารอการมาของ American Cinematographer Magazine เดือนละครั้งในห้องสมุดตอน ม.ปลาย จนได้มาเป็นนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการละคอน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และในที่สุด ชาติชายก็ได้ก้าวขาเข้ามาทำงานในวงการนี้จนได้ กับบ้านหลังแรกที่เปรียบเสมือนโรงเรียนภาพยนตร์ในทุกระดับชั้น นั่นก็คือบริษัท GMM Pictures ในเครือ GMM Grammy
ตำแหน่งของเขาคือการทำอยู่ในแผนกโพสต์โปรดักชัน โดยหนึ่งในงานแรก ๆ ของเขาคือการถ่ายทำและตัดต่อเบื้องหลังภาพยนตร์เรื่อง ไอ้ฟัก (ปี 2004)
ชาติชายเล่าถึงงานในฝั่งโพสต์โปรดักชันว่ามันเป็นงานที่ทำให้เขาได้เห็น ‘การเกิด’ ของหนังเรื่องหนึ่งอย่างครบถ้วนชัดเจน

เขาได้ดูคัตติ้งแรกของหนังที่มักไม่มีใครได้ดู งานโพสต์ฯ ทำให้เขาได้เห็นการตัดต่อ การพากย์ทับ การแก้สี รวมถึงการใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อทำให้คัตติ้งแรกกลายร่างมาเป็นหนังที่สมบูรณ์และพร้อมฉาย ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนกับมนต์วิเศษที่ทำให้เขาหลงใหล
เขาทำงานอยู่ที่ GMM Pictures (ก่อนเปลี่ยนมาเป็น GTH และ GDH ในเวลาต่อมา) ในฝั่งโพสต์โปรดักชันอยู่หลายปี จนมาถึงวันที่เขาบอกกับตัวเองว่า ได้เวลาที่เขาจะต้องรับใช้ความฝันของตัวเองแล้ว ซึ่งความฝันที่เขามีมาตลอดคือการเป็นผู้กำกับและทำหนังที่เปลี่ยนชีวิตของผู้ชมได้ในแบบที่ Peter Weir เคยทำให้ Dead Poets Society เปลี่ยนชีวิตของเขาในวัยเด็ก
เขาตัดสินใจลาออกจากงานที่ GMM Pictures เพื่อมาสร้างและกำกับภาพยนตร์ในรูปแบบของเขาเอง ซึ่งนั่นเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการที่ชาติชายและเพื่อน ๆ ตัดสินใจเปิดบริษัท White Light Studio สตูดิโอที่ให้บริการตัดต่อภาพและเสียงรวมถึงงานโพสต์โปรดักชันทุกชนิด ซึ่งการมีบริษัทนี้เปรียบเสมือนการมี ‘ที่จบ’ ให้กับหนังทุกเรื่อง ขอเพียงไปถ่ายทำให้หนังมีฟุตเทจกลับมาให้ได้ ทาง White Light Studio จะจัดการส่วนที่เหลือของฝั่งโพสต์ฯ ให้หนังเสร็จสมบูรณ์พร้อมฉายได้อย่างแน่นอน
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของ From Bangkok to Mandalay (ถึงคน..ไม่คิดถึง) หนังเรื่องแรกที่ชาติชายรับบทเป็นผู้กำกับแบบเดี่ยว ๆ ที่ออกฉายในปี 2016

Point of No Return
“หนังเรื่องนี้จะเฟลไม่ได้ เราเดิมพันความฝันของเราไว้กับหนังเรื่องนี้”
From Bangkok to Mandalay คือเรื่องราวเกี่ยวกับการตามรอยจดหมายจากพินัยกรรมของคุณย่าที่เสียชีวิตโดยมีผู้นำทางเป็นหนุ่มพม่า มันเป็นทั้งหนังรักโรแมนติกและหนังโร้ดมูฟวี่ที่แสดงให้เห็นความสวยงามของประเทศพม่า
ด้วยความที่หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นนอกระบบสตูดิโอ ความยากลำบากจึงเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนของการระดมทุนสร้าง ชาติชายต้องมีแผนงานที่ชัดเจนเพื่อทำเรื่องขอทุนจากหลาย ๆ ที่ ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีที่สุดท้ายแล้วเขาได้พบเจอกับผู้ร่วมทุนที่เข้าใจถึงความตั้งใจรวมถึงเจตนาที่หนังต้องการจะสื่อ
ความยากลำบาก (และความสนุกสนาน) ในลำดับต่อมา คือการที่ชาติชายต้องยกทีมไปถ่ายทำถึงเมียนมา ซึ่งเป็นช่วงที่เมียนมาเพิ่งจะเปิดประเทศได้ไม่นาน
“จำได้เลยว่าช่วงที่มีการไปบล็อกช็อต ยังมีโอกาสได้เห็นการหาเสียงของ อองซานซูจี อยู่เลยครับ ระหว่างถ่ายทำก็จะมีเคอร์ฟิวเรื่อย ๆ ต้องเลิกกองภายใน 4 ทุ่มซึ่งใคร ๆ ก็รู้ว่าในโลกของการถ่ายทำภาพยนตร์มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ การถ่ายทำหน้าฝนที่นั่นก็เป็นเรื่องโหดร้าย เพราะฝนที่เมียนมาไม่เหมือนฝนของเรานะ เวลาตกทีมันจะตก 3 วัน 3 คืนเลย” ชาติชายเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้เจอในการยกกองไปถ่ายทำที่เมียนมา

“สุดท้ายแล้วหนังถือก็ว่าประสบความสำเร็จพอสมควรในบ้านเรา ส่วนในเมียนมาต้องถือว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ รีแอคชันของคนเมียนมาเวลาได้ดูหนังในโรงมันจริงใจมาก ๆ ฉากที่เขาตื่นตาก็จะมีเสียง ว้าววว ออกมาดัง ๆ เลย เขาได้เห็นประเทศของพวกเขาเองในแบบที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนบนจอภาพยนตร์”
ความสำเร็จของ From Bangkok to Mandalay ทำให้ชาติชายได้ทำหนังอีกเรื่องด้วยทุนของประเทศเมียนมา ซึ่งก็คือเรื่อง มาร-ดา The Only Mom (ปี 2019) ต่อยอดไปถึงสารคดีเกี่ยวกับประเทศเมียนมา โยเดีย ที่คิด(ไม่)ถึง และละครพีเรียด จากเจ้าพระยาสู่อิรวดี ที่ฉายทางช่อง Thai PBS รวมถึงการได้รับหน้าที่ผลิตและกำกับวิดีโอเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ฉายในวิดีโอวอลล์ของ Museum Siam ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีมาก ๆ
ทุกโปรเจกต์ล้วนแต่เป็นโปรเจกต์ที่ทางชาติชายต้องทำการบ้านเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และเชื้อชาติเยอะมาก ทั้งหมดนี้ทำให้ชาติชายมาลองคิดดูว่า หรือตัวของเขาเหมาะกับการเล่าเรื่องราวที่เน้นประวัติศาสตร์
“ซึ่งแปลกดีเหมือนกันนะ เพราะประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่ผมมักได้คะแนนไม่ค่อยดี แถมยังโดดเรียนเป็นประจำอีกด้วย สงสัยว่านี่คือการชดใช้กรรมของผม”

The Facts of Life
การทำหนังหรือสารคดีที่อิงประวัติศาสตร์ต้องเริ่มต้นจากความไม่รู้ของผู้กำกับก่อน แล้วจึงค่อย ๆ เติมเต็มช่องว่างความไม่รู้ลงไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจเรื่องราวให้มากพอที่จะถ่ายทอดออกมาเล่าต่อเป็นหนังได้
“ผมมี Key Concept อยู่ 3 ข้อในการทำหนังหรือสารคดีที่อิงประวัติศาตร์
“ข้อแรก ไม่มีนักประวัติศาสตร์คนไหนเกิดทันสิ่งที่เขาศึกษา ข้อสอง วิธีการเล่าเรื่องทำได้ทุกวิธีตราบใดที่มีเหตุผลมารองรับ และข้อสาม การตีความประวัติศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดตามข้อมูลที่มีมากขึ้น”
เวลาทำงานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เราจึงทำด้วย ‘ความเชื่อ’ ไม่ได้ แต่ต้องทำด้วย ‘เหตุและผล’ ทุกเรื่องราวในโลกนี้ไม่มีประวัติเพียงชุดเดียว แต่มันมักมีมากกว่าหนึ่งเสมอ
นี่คือสาเหตุที่ แมนสรวง (ปี 2023) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานกำกับของชาติชาย ร่วมกับ ปอนด์-กฤษดา วิทยาขจรเดช (ผู้บริหารบริษัท Be On Cloud) และ หนิง-พันพัสสา ธูปเทียน หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า Based on a True Story มาโปรยบนหน้าหนัง
แมนสรวง ตีความประวัติศาสตร์ได้แปลกใหม่และน่าสนใจ โดยนำเอาเรื่องราวของสถานเริงรมย์สุดลึกลับในยุครัชกาลที่ 3 มาบอกเล่าในมุมมองใหม่ที่ผสมความเป็นแฟนตาซีลงไปจนผู้ชมต้องมานั่งหาข้อมูลกันต่อว่าสิ่งที่เพิ่งได้ดูไปนั้นมันคือเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง ซึ่งนั่นถือเป็นความต้องการของผู้กำกับที่อยากให้ประวัติศาสตร์ที่เขาเล่าในหนังก่อให้เกิดประเด็นถกเถียงและนำไปสู่ชุดความรู้ใหม่ ๆ
ประสบการณ์ทั้งหมดที่ชาติชายสั่งสมสมมาในเส้นทางการเป็นผู้กำกับก็ถูกส่งต่อมาถึงภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขาที่กำลังจะเข้าฉายในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ พระร่วง..มหาศึกสุโขทัย


The Never-ending Story
“ชัยชนะไม่ได้ขึ้นกับจำนวนศพ ยิ่งเรารักษาชีวิตไว้ได้มาก บ้านเมืองของเราจะยิ่งเติบใหญ่” คือ Tagline ที่ถูกใช้ในเทรลเลอร์ตัวแรก
พระร่วง..มหาศึกสุโขทัย เป็นหนังประวัติศาสตร์แอคชันดราม่าที่เล่าเรื่องราวของสองพี่น้อง พรญาผาเมือง และ ขุนบางกลางหาว ซึ่งทั้งคู่ต่างก็มีความต้องการที่จะขึ้นครองบัลลังก์แห่งอาณาจักรศรีสัชนาลัย สุโขทัย หลังจากที่พ่อ (พ่อขุนศรีนาวนำถุม) สวรรคต
“เราชอบประวัติศาสตร์ช่วงนั้นมาก เราสนใจการปกครองแบบพ่อปกครองลูกที่มีมาอย่างเนิ่นนาน สนใจเรื่องราวการแลกเมืองกันระหว่างสองพี่น้อง สนใจการมีอำนาจและพลังทหารที่จะยึดเมืองเมืองหนึ่งได้ แต่เขากลับเลือกที่จะไม่ทำ ซึ่งนั่นเป็นเหตุการณ์ช่วงรอยต่อของการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน และถือเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรสุโขทัย และเป็นพระร่วงองค์แรก”
ชาติชายบอกเล่าถึงความประทับใจในเรื่องราวของกษัตริย์องค์แรกแห่งราชวงศ์พระร่วง และยังได้ย้ำอีกครั้งว่าหนังเรื่องนี้คือการตีความขึ้นมาใหม่โดยใช้ข้อมูลจากเรื่องเล่ารวมถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาผสมผสานกัน
“พระร่วง หมายถึงผู้นำของอาณาจักรสุโขทัยทุกพระองค์ ราชวงศ์พระร่วงเป็นราชวงศ์ที่ปกครองอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งที่ผ่านมาการพูดถึงพระร่วงนั้นมีหลายมิติมาก ๆ มีตั้งแต่เรื่องราวการเป็นผู้นำ หรือบางทีก็มีการใส่กฤษฎาภินิหารเพิ่มความเป็นแฟนตาซีเข้าไปเลย นี่จึงเป็นเสน่ห์ที่ผมชอบ
“ส่วนวิธีการเล่าของหนังก็สำคัญมากเช่นกัน เราไม่อยากให้คนอินมากไปจนคิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริง แต่อยากให้คิดว่านี่คือหนึ่งในมุมมองของคนที่ทำหนังทำละครคนหนึ่ง มันเป็นศิลปะการเล่าเรื่อง เราไม่อยากให้คนเอาความคิดล้าหลังคลั่งชาติของคนยุคนั้นมาก่อให้เกิดเป็นความคลั่ง ยิ่งถ้าความคลั่งนั้นมันทำให้เกิดความเกลียดชังหรือสร้างความแตกแยกยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดี เราไม่ควรเอาประวัติศาสตร์มารับใช้ชุดความคิดแบบนี้”
ทีมนักแสดงของ พระร่วง..มหาศึกสุโขทัย ล้วนเป็นนักแสดงฝีมือดี ไม่ว่าจะเป็น เต้ย-พงศกร เมตตาริกานนท์ ที่รับบท พรญาผาเมือง หรือ แก๊ป-ธนเวทย์ สิริวัฒน์ธนกุล ที่มารับบท ขุนบางกลางหาว แต่การมารับบทบาทตัวละครในประวัติศาสตร์ย่อมมีความท้าทายมากกว่าปกติ หนึ่งในความยากคือเรื่องของการใช้ภาษา ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ ชาติชายเลือกที่จะให้นักแสดงของเขาพูดในภาษาและสำเนียงสุโขทัย
“เราหลงผิดคิดว่าสำเนียงกลางหรือสำเนียงกรุงเทพฯ ของเราคือสำเนียงที่แท้จริง สำเนียงกรุงเทพฯ คือสำเนียงที่เพี้ยนมาจากจีน สำเนียงอยุธยาจะอีกแบบหนึ่ง ส่วนสำเนียงสุโขทัยก็จะเป็นอีกแบบ มันอาจจะมีศัพท์ที่เราไม่คุ้นอยู่บ้าง หนังเรื่องนี้จึงจะมีการขึ้นซับไตเติลภาษาไทยควบคู่ไปด้วยตลอด
“ที่จริงเราปรับให้หนังพูดภาษาและสำเนียงกลางทั้งเรื่องก็ได้นะ แต่เราอยากทำให้เป็นภาษาและสำเนียงพูดแบบสุโขทัยไปเลยดีกว่าเพื่ออรรถรสและความสมจริง ภาษาและสำเนียงไม่ใช่ปัญหาหากนักแสดงสื่อความคิดหรือความต้องการที่แท้จริงออกมาได้ครับ”


ชาติชายย้ำถึงเจตนารมณ์ในการทำหนังอิงประวัติศาสตร์ของเขาอีกครั้ง
“ประวัติศาสตร์มันเล่าได้หลายแง่มุม จะเล่าตรง ๆ ไปเลยก็ได้ แต่หากเราพยายามที่จะเข้าใจและถอดความคิดที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของตัวละครในประวัติศาสตร์ท่านนั้น ๆ ออกมา เราอาจจะได้มีการถกกันจนเกิดการเรียนรู้ เกิดปัญญา ซึ่งจะนำไปสู่การที่เราจะได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันได้ดีขึ้น เพราะบางทีไอ้ความเกลียดชังที่เกิดขึ้นในทุกยุคสมัยมันเกิดจากการฟังต่อ ๆ กันมาทั้งนั้น
“เราจึงอยากทำหนังทำละครให้คนรู้เลยว่า นี่คือเรื่องเล่าในมุมมองของเราเท่านั้นนะ แต่ในขณะเดียวกันเราก็พยายามที่จะถ่ายทอดถึงเหตุผลและความรู้สึกนึกคิดของแต่ละตัวละครออกมาให้คนเข้าใจด้วย”
ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องหนึ่งวัดได้ในหลายวิธี
แน่นอนว่า ‘รายได้’ ยังเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นภาพความสำเร็จหรือความล้มเหลวของหนังได้ชัดเจนมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยที่โชคชะตาของหนังหนึ่งเรื่องมักถูกตัดสินกันในสุดสัปดาห์แรกของการเข้าฉาย จนทำให้บางครั้งคนทำหนังเองก็อาจจะลืมกันไปว่าภาพยนตร์คือสิ่งที่ไม่มีวันหมดอายุ
ชาติชายทราบดีว่าภาพยนตร์พีเรียดอิงประวัติศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่ขายง่าย แต่ความสำเร็จของภาพยนตร์สำหรับเขามันมาได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ เป็นคำชื่นชมจากผู้ชม และบางครั้งก็มาในรูปแบบของคำวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์จากนักวิจารณ์ภาพยนตร์
“นอกจากเรื่องของรายได้แล้ว สำหรับ พระร่วง..มหาศึกสุโขทัย ความสำเร็จสำหรับผมคือการอยากให้คนไทยและสังคมไทยนำเอาประวัติศาสตร์มาทำให้เกิดการพูดคุยที่สร้างสรรค์ อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังสะท้อนความคิดเรื่องการใช้อำนาจของผู้ที่มีอำนาจทั่วทั้งโลก
“ทุกวันนี้โลกเราเต็มไปด้วยผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจโดยยังขาดคุณธรรมและความคิดที่เกื้อกูลต่อเพื่อนมนุษย์ อยากให้หนังเรื่องนี้ส่งเสียงไปถึงผู้มีอำนาจทุกคน ว่าพวกเขาอยากจะให้คนรุ่นต่อไปจดจำคุณแบบไหน”
