บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ คงเป็นชื่อที่ไม่ต้องแนะนำกันมากนัก แต่ในปี 2025 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้เห็นบอยในบทบาทใหม่ ๆ และใช้คำว่า ‘ครั้งแรก’ บ่อยที่สุด
เริ่มจากการเป็น Co-curator นิทรรศการศิลปะเป็นครั้งแรก กับงาน ‘ที่ ๆ เคยมีเธอ (Like You Never Left)’ ที่ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ซึ่งบอยได้แรงบันดาลใจจากเพลงประกอบซีรีส์เกาหลี ความผูกพันกับแม่ และความทรงจำถึงพ่อ รวมถึงความหลงใหลอาร์ตทอยและงานศิลปะที่น้อยคนจะรู้
ปี 2025 บอยยังได้เล่นซีรีส์วายเป็นครั้งแรกในวัย 40 ปี และเป็นช่วงเวลาที่เขาบอกว่าได้ผ่านวัฏจักรขาขึ้น-ขาลงของวงการบันเทิง และได้เรียนรู้ความรักในมิติที่โตขึ้น และนั่นคือการเติบโตที่เขาอยากเล่าให้ฟัง

บอย ปกรณ์ กับศิลปะ โคจรมาเจอกันได้อย่างไรครับ
ผมสะสมของเล่นมาได้หลายปีแล้วครับ เช่น ไอรอนแมน สไปเดอร์แมน คนเหล็ก (เทอร์มิเนเตอร์) แบทแมน โจ๊กเกอร์ ถ้าสายมังงะก็มีวันพีซกับดราก้อนบอล โดยเฉพาะตัวละครฟรีซเซอร์ที่ชอบมาก เริ่มจากของเล่นพลาสติก ไล่ขึ้นมาเป็นพีวีซี ไฟเบอร์ เรซิน จนถึงงานปั้นที่หนัก 20 – 30 กิโลกรัม จนของเต็มห้อง และต้องย้ายห้องนอนไปแล้วรอบหนึ่ง
ทีนี้ช่วงหลายปีหลัง อีเวนต์ของเล่นกับอาร์ตทอยมักจะจัดด้วยกัน ไม่ได้ขิงนะ แต่ผมอยู่ในทุกช่วงของกระแสอาร์ตทอยในเมืองไทย ตั้งแต่ Crybaby, Chalotte, POP MART, Labubu จากนั้นผมก็เริ่มไหลไปซื้ออาร์ตทอย เงินก็ไหลไปด้วย จนแม่บ่นบ่อยมาก (หัวเราะ)
ส่วนภาพวาดเริ่มสะสมได้ประมาณ 2 ปี ก่อนหน้านี้ไม่ได้สนใจเลย เพราะชอบของเล่นที่เป็น 3 มิติมากกว่า แต่พอไปนิทรรศการศิลปะบ่อยขึ้นก็เริ่มประทับใจ เช่น งานของ พี่ SUNTUR (ยศนันท์ วุฒิกรสมบัติกุล) นอกจากรูปที่สวยมาก ๆ ผมยังชอบแท็กไลน์ที่เขาเขียนบรรยายในแต่ละภาพ และพอได้ศึกษางานของศิลปินท่านอื่น ๆ ก็ยิ่งเห็นว่ากว่าจะได้ภาพสักชิ้นนั้นไม่ง่ายเลย ไหนจะเทคนิคที่ใช้ ความหมายที่ซ่อนอยู่ ซึ่งคนดู 100 คน ก็อาจจะตีความไม่เหมือนกัน ที่สำคัญคือเป็นงานที่มีแค่ชิ้นเดียวในโลก

แล้วมาเป็น Co-curator ให้กับนิทรรศการ ‘ที่ ๆ เคยมีเธอ (Like You Never Left)’ ได้อย่างไรครับ
ต้องย้อนว่าผมมาเดินแกลเลอรีที่ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ค่อนข้างบ่อย ซึ่งปีนี้เขาทำโปรเจกต์พิเศษฉลองครบรอบ 40 ปี หนึ่งในนั้นเขาชวนผมเป็น Co-curator นิทรรศการหนึ่ง ซึ่งครั้งแรกที่คุยกันผมแทบจะปฏิเสธ เพราะไม่มีความรู้ว่าคิวเรเตอร์ทำหน้าที่อะไร จนทางริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก อธิบายว่าต้องทำอะไรบ้าง จึงเข้าใจว่าไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด ถ้าเทียบกับละครก็เหมือนผู้กำกับและคนเขียนบทในร่างเดียว คือวางพล็อตเรื่อง การเลือกศิลปินก็เหมือนกับเลือกนักแสดงที่จะเป็นตัวแทนเล่าคอนเซปต์ของงาน
นอกจากนั้นก็ทำหน้าที่เหมือนโปรดิวเซอร์ ในการวางธีมงาน เส้นทางการเดิน และเลือกเพลง ซึ่งทั้งหมดคือสิ่งที่ผมได้ทำในโปรเจกต์นี้ครับ (นิทรรศการ ‘ที่ ๆ เคยมีเธอ’ จัดแสดงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ – 9 มีนาคม พ.ศ. 2568 ที่ RCB Galleria 4 ชั้น 2 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก)
รู้มาว่าบอยได้แรงบันดาลใจของธีมงานมาจากเพลงหนึ่ง
ใช่เลยครับ (ยิ้ม) ช่วงหาไอเดียว่าอยากเล่าเรื่องอะไร ผมขับรถแล้วมีเพลงหนึ่งดังขึ้นมา เป็นเพลงบรรเลงจากซีรีส์เกาหลีที่ผมชอบมาก คือ Hi Bye, Mama! เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของแม่ลูก ซึ่งตรงกับผมที่สนิทกับแม่ และในมุมของการเป็นนักแสดง ผมชอบเล่นดราม่าที่มักจะทิ้งความรู้สึกอะไรบางอย่างให้ผู้ชมเสมอ
แล้วอะไรที่จะสร้างอารมณ์แบบนั้นได้ ผมจึงคิดต่อถึงเรื่องการลาจาก เพราะเมื่อชีวิตเดินไปข้างหน้า ถึงแม้เราจะไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ทุกงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา และเมื่อวันนั้นมาถึง ก็มักจะทิ้งสิ่งต่าง ๆ ไว้มากมาย ทั้งรอยยิ้ม ร่องรอยแห่งความเสียใจ ซึ่งสุดท้ายจะเป็นความทรงจำที่งดงามของเรา
นิทรรศการ ที่ ๆ เคยมีเธอ จึงเล่าถึงสถานที่ที่เราเคยใช้เวลากับบุคคลที่รักซึ่งจากไปแล้ว แต่เขายังอยู่ในความทรงจำ ทุกครั้งที่กลับไปสถานที่นั้น เราจะรู้สึกเหมือนเขายังอยู่ตรงนั้น อาจนั่งบนโซฟา กินข้าวบนโต๊ะอาหาร หรือแม้แต่ตอนหลับตาก็ยังเห็นภาพเขายิ้มอยู่เลย


เชื่อว่าบอยมี ‘ที่ ๆ เคยมีเธอ’ ของตัวเอง
ใช่ครับ วันที่บรีฟศิลปิน ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจความรู้สึกของผมมากที่สุด จึงเล่าความทรงจำสมัยที่คุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ แต่ตอนนั้นเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน เพราะท่านอยู่ต่างจังหวัด ทุกวันหลังเลิกเรียนผมจะขับรถไปจอดที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง แล้วเดินกลับคอนโดในระยะทาง 300 เมตร แทบทุกวันของช่วงเวลานั้นผมจะโทรศัพท์หาพ่อ เพื่อพูดคุยเรื่องต่าง ๆ จนถึงวันที่ท่านเสียชีวิต หลังจากนั้นอีกเป็นเดือนที่เวลาเดินกลับคอนโด ผมมักจะลืมตัวหยิบโทรศัพท์กดเบอร์ของพ่อ ก่อนจะคิดได้ว่าท่านไม่อยู่แล้ว ซึ่งโมเมนต์นี้คือ ‘ที่ ๆ เคยมีเธอ’ สำหรับผม พอเดินผ่านตรงนั้นทีไร จะนึกถึงความทรงจำที่เศร้า แต่ปนด้วยรอยยิ้มอยู่เสมอ
ตอนคุยกับศิลปิน ผมอยากให้ทุกท่านได้สร้างผลงานในธีมนี้ขึ้นมาโดยอิสระ ‘เธอ’ ในนิทรรศการจึงไม่ได้เล่าถึงแค่แม่ พ่อ หรือสมาชิกในครอบครัวเท่านั้น แต่ยังกว้างออกไปตามจินตนาการของศิลปิน เช่น ภาพหนึ่งที่เล่าถึงตัวตนในอดีตที่เราคิดถึง เพราะบางทีเมื่อโตขึ้น สังคมรอบตัวก็อาจทำให้เราเปลี่ยนไปจากเดิม

อยากบอกผู้อ่านให้เห็นภาพไปด้วยว่า บอยเล่าเรื่องนี้ด้วยสายตาที่อินขนาดไหน
ใช่ครับ โคตรอินเลย (หัวเราะ) ผมใช้เวลากับโปรเจกต์นี้เกินครึ่งปี อาจไม่ได้ทำทุกวัน แต่อยู่ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่คิดคอนเซปต์ เชิญศิลปิน วันเปิดงานที่เห็นคนเข้ามาดูรูปภาพ และอ่านเรื่องราวแต่ละรูป รู้สึกภูมิใจมาก แต่ต้องบอกว่าผมไม่ใช่คอลเลกเตอร์ที่มีความรู้มากนะครับ แค่ชอบงานศิลปะเท่านั้น และรูปวาดส่วนใหญ่ที่สะสมก็เป็นภาพที่เล่าเรื่องด้วยอารมณ์และความรู้สึกเหมือนที่จัดแสดงในงานนี้ล่ะ
ถ้าให้เป็นคิวเรเตอร์งานศิลปะที่เล่าชีวิตของของ บอย ปกรณ์ คุณอยากหยิบเรื่องอะไรมาเล่าบ้าง
อืม… (ยิ้ม) ผมอยากเล่าเรื่องการเติบโตให้ครบทุกด้าน ไม่ใช่แค่งานหรือด้านดี ๆ แต่อยากบอกว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ บอย ปกรณ์ ได้พบเจอใครหรือเรื่องอะไรที่มีอิทธิพลต่อชีวิตบ้าง เขาเคยหกล้มหรือถูกคนมองแบบไหน รวมถึงมุมที่อยากให้คนเข้าใจด้วย ซึ่งแต่ละภาพอาจไม่ต้องสื่อความหมายชัดเจน อาจเล่าเป็นกิมมิกหรือสัญลักษณ์ให้คนดูคิดต่อได้

ถ้าคิดธีมให้แคบลงในหัวข้อ ‘นักแสดง’ เหตุการณ์อะไรที่มักจะคิดถึงบ่อยที่สุดนับตั้งแต่เข้าวงการบันเทิง
ถ้าคิดแบบเร็ว ๆ มี 2 เหตุการณ์แวบขึ้นมาเลย ภาพแรกเป็นช่วงปีแรกในวงการบันเทิง ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เพราะผมไม่ได้ตั้งใจจะทำงานนี้เต็มตัว ตอนนั้นเริ่มจากเป็นเด็กแคสต์โฆษณา พอมีคนชวนไปเป็นพระเอกละครก็ตอบปฏิเสธไปด้วยว่า พี่ครับ หน้าผมไม่ได้หล่อแบบพระเอก และคิดว่าคงไปทำงานเป็นเภสัชกรตามที่เรียนมา แต่สุดท้ายเขาก็พาผมไปแคสต์จนได้นะ ซึ่งต้องขอบคุณแม่ด้วย ตอนนั้นแม่บอกว่า ถ้าอยากลองก็อย่าทำเล่น ๆ พยายามให้เต็มที่ก่อน ถ้าไม่ใช่ค่อยออกมาทำงานเภสัชกรก็ได้
นับจากวันนั้น ชีวิตในวงการบันเทิงของผมก็ยาวเลย ยังจำบรรยากาศตอนเวิร์กช็อปละครเรื่องแรกได้ (ไฟรักอสูร พ.ศ. 2552) ผมไปอยู่บ้าน น้าเปี๊ยก (พิศาล อัครเศรณี) เกือบ 3 เดือน กองละครต้องรอผมคนเดียว เพราะเล่นไม่ได้ (หัวเราะ)
อีกเหตุการณ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ และเป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผมมีวันนี้จริง ๆ นั่นคือตอนเล่นซีรีส์ 4 หัวใจแห่งขุนเขา ซึ่งทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น ทั้ง 2 เหตุการณ์นี้น่าจะเป็นสิ่งที่นึกถึงอยู่บ่อย ๆ


บอยเคยพูดถึงความท้าทายในอาชีพนักแสดงว่า บทที่ไกลตัว จะยิ่งอยากเล่น และในปีนี้เราจะเห็นคุณเล่นซีรีส์วายเป็นครั้งแรก จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไรครับ
ผมเคยพูดแบบนั้นจริง ๆ ครับ ต้องบอกว่าตั้งแต่ออกมาเป็นนักแสดงอิสระ ผมได้ลองทำสิ่งใหม่หลายอย่าง ได้หลุดออกจากกรอบเดิม ๆ เช่นเดียวกับซีรีส์วายเรื่อง คมเดือน ซึ่งพูดกันตรง ๆ ว่า ทุกวันนี้เป็นเรื่องปกติแล้ว สังคมเดินหน้ามาไกล ซีรีส์วายและซีรีส์ยูริก็เดินทางมาพร้อมกับความเสรีนี้
จุดที่ผมกังวลมีแค่เรื่องเดียว และได้ถาม พี่หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา ผู้จัดซีรีส์เรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกที่ชวนว่า ผมอายุมากแล้ว คนดูจะรับได้ไหม เพราะคนที่เล่นซีรีส์วายส่วนใหญ่มักเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ แต่พี่หมูให้ความมั่นใจว่า ผู้ชมไม่ได้สนใจเรื่องอายุ มันอยู่ที่เนื้อเรื่อง เขาได้คุยกับทีมงานและหาข้อมูลมาประมาณหนึ่งแล้ว เชื่อว่าผมเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ซึ่งพอทีมงานให้ความมั่นใจ ผมก็โอเค
แน่นอนว่าเป็นงานที่ท้าทาย เพราะเป็นซีรีส์วายเรื่องแรก แต่ถ้าถามว่ายากไหม ผมพูดจากใจเลยว่าไม่ เพราะตอนเล่นละครกับนางเอกผู้หญิง ผมก็ไม่เคยรักเขามาก่อน ต้องเริ่มชอบตัวละครก็ตอนทำเวิร์กช็อปนี่ล่ะ ซีรีส์วายก็เหมือนกัน ไม่ได้มีความแตกต่างเลย
สิ่งที่ผมชอบในซีรีส์เรื่องนี้มาก คือบทที่เกี่ยวกับการเมือง เริ่มจากสนามท้องถิ่น สู่การเมืองใหญ่ที่เข้มข้น นอกจากนี้ผมยังต้องเล่นเป็นคนอีสาน จึงต้องเวิร์กช็อปเรื่องภาษาหนักมาก ตรงนี้ถือว่ายากเลยครับ เราจะเปิดกล้องในเดือนมีนาคม และน่าจะได้ดูกันในช่วงกลางปีนี้ ฝากด้วยนะครับ (ยิ้ม)
ในวันนี้ บอยมองสถานะของตัวเองและอนาคตในอาชีพนักแสดงอย่างไรครับ
คนเรามีขึ้นมีลง ทุกคนต้องผ่านจุดนี้ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะผ่านไปด้วยความเข้าใจมากน้อยแค่ไหน วันที่ผมเป็นหน้าใหม่ในวงการ ก็มีคนที่เป็นตำนานอยู่ตรงนั้น แต่ผมไม่เคยมองว่าใครมาแทนที่ใคร คนรุ่นใหม่ก็ได้เข้ามาทำงานที่ไม่เคยทำ ส่วนเราก็ต้องเปลี่ยนเป็นบทบาทที่โตขึ้น มันเป็นวัฏจักร ไม่ใช่แค่วงการบันเทิง แต่เป็นทุกที่
ผมคงไม่พูดว่ารู้สึกเฉย ๆ เพราะมันไม่มีทาง จากวันที่งานเยอะ แต่ถึงวันหนึ่งที่เราต้องเปลี่ยนตำแหน่งไปบ้าง ก็มีความกังวลแน่นอน ผมต้องผ่านขั้นตอนทำความเข้าใจ มีใจเสียบ้าง แต่ผ่านขั้นตอนเหล่านั้นมาแล้ว จนวันนี้โคตรเข้าใจเลย มันมีแหละคนที่อยู่ยั้งยืนยง แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องผ่านช่วงเวลาแบบนี้เป็นธรรมดา

เราเห็นบอยทำธุรกิจหลายอย่าง ทั้งร้านอาหาร สตูดิโอ จัดแฟนมีตกับศิลปินเกาหลี จนมีหลายคนถามว่า จะถอยออกจากวงการบันเทิงหรือเปล่า
ไม่ครับ อาชีพนักแสดงคือสิ่งที่ผมรักมากที่สุด เวลา 80 เปอร์เซ็นต์ยังให้กับงานนี้ ส่วนที่ทำธุรกิจหลายอย่างคงเป็นเพราะเติบโตมากับพ่อแม่ที่ทำอาชีพค้าขาย ถึงแม้ผมจะไม่ได้มีเวลาเยอะ แต่โชคดีที่มีพาร์ตเนอร์ที่ดี เช่น ธุรกิจร้านอาหารก็แบ่งหน้าที่กันชัดเจนว่าใครต้องทำอะไร ซึ่งหลัก ๆ ผมดูแลเรื่องการตลาดและประชาสัมพันธ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนทำธุรกิจอะไรจะดูตัวเองก่อนว่าอยากทำสิ่งนี้จริงไหม ความสามารถเราถึงหรือเปล่า ถ้าทำได้และรู้สึกสนุก ผมจะตัดสินใจเดินหน้าต่อ
ถามถึง ‘วันใหม่’ บ้าง ในวันที่น้องเติบโตในยุคโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีทั้งข่าวดีและร้ายแบบไม่เว้นวัน บอยวางแผนรับมือเรื่องนี้อย่างไร
เอาตรง ๆ เดี๋ยวนี้เราตามเด็กไม่ค่อยทันแล้ว โซเชียลมีเดียเหมือนดาบสองคม ยกตัวอย่างง่าย ๆ สมัยก่อนคำว่า กู มึง หรือ ไอ้เห… จะไม่มีทางเห็นในทีวี เราจะได้ยินจากเทปรายการตลกคาเฟ่เท่านั้น
หรือช่วงที่ออนไลน์เกิดขึ้นใหม่ ๆ คำพูดเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่เรื่องปกติ แต่ตัดมาปัจจุบัน ความปกติของคำพูดและคอนเทนต์ออนไลน์ไปไกลกว่านั้นแล้ว เด็กที่โตมาในยุคนี้จึงมองคำหยาบเป็นเรื่องปกติ ผมก็คอยบอก วันใหม่ ว่า ไม่ใช่ว่าพูดไม่ได้นะ แต่มันไม่ใช่เรื่องปกติ
อย่างผมก็ไม่ปฏิเสธว่าเวลาคุยกับเพื่อนก็พูดกูมึง ซึ่งวันใหม่ก็ได้ยิน แต่จะบอกน้องว่า เวลาเฮียพูดกับเพื่อน เพราะเฮียโตแล้ว ได้เรียนรู้แล้วว่าคำเหล่านี้พูดกับใคร และตอนไหนได้บ้าง แต่วันใหม่ยังอายุไม่ถึง 13 ปี อย่าเพิ่งพูดดีกว่าเนอะ… ก็ค่อย ๆ สอนครับ แต่ยอมรับว่ากังวล เพราะเด็กยุคนี้อยู่กับโทรศัพท์มือถือเยอะ
อีกมุมหนึ่งก็ต้องบอกว่าวันใหม่โตขึ้นมาก สูงจะเท่าผมแล้ว (ยิ้ม) แต่เรามักจะมองน้องเป็นเด็กอยู่เสมอ คงเหมือนที่แม่มองเราแหละ ซึ่งบางทีวันใหม่ก็พูดอะไรออกมาที่ทำให้รู้สึกว่าเขาโตแล้วนะ มีความคิดของตัวเอง จะไปบอกให้ทำตามตลอดไม่ได้แล้ว ต้องปล่อยให้น้องเติบโตในพื้นที่ของเขา โดยที่เราคอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่สไตล์ของแต่ละบ้านด้วยครับ

แล้วในฐานะคนรักของ เฟย์ พรปวีณ์ บอยเวอร์ชันคนรักปี 2025 เป็นอย่างไร
ไม่ว่าปีนี้ 10 ปี หรือ 20 ปีก่อน ในเรื่องความรัก ผมยังเหมือนเดิมนะ สิ่งที่เปลี่ยนไปบ้างคงเป็นเรื่องประสบการณ์ เช่น สมัยก่อนถ้าเกิดปัญหาในความสัมพันธ์ ผมอาจไม่เข้าใจ แต่ทุกวันนี้โตขึ้น มองมุมกว้างขึ้น ก็เข้าใจเรื่องความรักมากขึ้น
สไตล์ผมอาจไม่โรแมนติกหรือพูดจาหวาน จะเป็นแนวห่วงใยมากกว่า คอยถามว่ากินข้าวหรือยัง ทำอะไรอยู่ อย่าลืมทำอันนี้นะ แต่เรื่องบอกรักก็พูดกันเรื่อย ๆ เช่น คิดถึงนะ เลิฟยู อะไรแบบนั้น
ถ้าวันหนึ่ง บอย ปกรณ์ เป็นพ่อ น่าจะเป็นแนวไหน
ผมคิดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยว่า หลังจากเรียนจบ ทำงานแป๊บหนึ่งจะมีลูก แต่ชีวิตจริงก็เดินทางในแบบของมัน มีคนถามบ่อยว่าวางแผนเรื่องนี้กับเฟย์ไหม จะแต่งงานเมื่อไร ผมก็บอกได้แค่ว่า อยากปล่อยให้เรื่องนี้เป็นไปตามจังหวะของธรรมชาติ ถ้าพร้อมเมื่อไร มันจะเกิดขึ้นเอง
ส่วนจะเป็นพ่อแบบไหน… ตอบยากเหมือนกัน แต่การได้เลี้ยงวันใหม่ก็คล้าย ๆ กับการซ้อมบทบาทนี้มาบ้าง ทำให้พอรู้ว่าเราน่าจะเป็นพ่อที่เข้มงวดประมาณหนึ่ง ซึ่งวันใหม่ก็สอนให้รู้ว่าการเข้มงวดบางเรื่องมากเกินไปก็ไม่ดี โดยรวมผมน่าจะเป็นพ่อสายห่วง แล้วยังอยากมีลูกสาวด้วยนี่สิ (หัวเราะ)


บอยเคยบอกว่า ถึงแต่งงานแล้วก็จะสร้างบ้านติดกับบ้านเดิม เพื่ออยู่ใกล้แม่
ใช่ (ยิ้ม) ผมซื้อที่ดินตรงข้ามบ้านไว้ ห่างกันแค่ 10 เมตร ถ้าแต่งงานก็จะปลูกบ้านใหม่ตรงนั้นแหละ ไม่ว่าอย่างไรจะไม่ห่างจากแม่ บ้านเราโตมาแบบนั้น จนวันนี้ที่ผมอายุ 40 ปี แม่ยังเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดของผมมากที่สุด ผมรู้สึกว่าตัวเองคือร่างโคลนของแม่ ทุกวันนี้จะตัดสินใจอะไรยังปรึกษาแม่อยู่เลย เขาคือจุดศูนย์กลางความรักของครอบครัวเราเสมอ
วันนี้ชอบอะไรในชีวิตตัวเองที่สุด
ผมมีช่วงเวลาที่สุดในชีวิตหลายครั้งนะ การมีวันใหม่ในครอบครัวก็ใช่ กับอีกเรื่องซึ่งจริง ๆ ไม่อยากพูดให้ซึ้งนะ… แต่การได้เกิดเป็นลูกของแม่คนนี้คือที่สุดของผม
ถ้าพูดถึงตอนนี้ ผมกำลังสนุกกับงานแสดงใหม่ ๆ อย่างซีรีส์วายก็คือสิ่งหนึ่งที่รู้สึกแฮปปี้ ตื่นเต้น และทำให้มีไฟมาก ๆ

