ขอให้เธอและฉันได้เคียงคู่กัน ขอให้เราได้รักกันชั่วนิรันดร์
4 ปีก่อนคือปีที่เนื้อเพลงท่อนบนถูกร้องกันหนาหู เพราะเพลง Wish พุ่งทะยานถึง 100 ล้านวิว
หลายคนชื่นชอบและรู้จักพวกเขาจากเพลงนั้น แต่สำหรับแฟนเพลงหน้าใหม่ ขอเรียนให้ทราบว่า BLACKBEANS มีอายุวงกว่า 10 ปี
พวกเขารวมตัวกันทำวงดนตรีประกวดในปี 2013 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี โดยเริ่มจาก ทาม-นฤเบศร์ พัวพันบุญ มือกีตาร์ กับ พีท-นลธวัช บัวเผื่อน มือกลอง ก่อนจะชวนรุ่นน้องอย่าง เกม-นันทกร พันธ์วุ้น มือเบส เข้ามาแจม และ บูม-พีรวิทย์ จิตการุณ นักร้องนำ เข้ามาเป็นคนสุดท้าย
แน่นอนว่าวงดนตรีวัยรุ่นยุคนั้นต้องเริ่มจากการเป็น พี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก ไม่ก็ พี่เสก โลโซ BLACKBEANS เองก็เช่นกัน กว่าจะหาแนวทางของตัวเองเจอก็ตอนแต่งเพลงแรกในชีวิตอย่าง Moon ก่อนความสำเร็จจาก Wish กับ Dance with Me จะตอกย้ำว่าพวกเขามาถูกทาง
แม้จะบอกว่าตัวเองเป็นวงโคตรอ่อน แต่แก๊งเพื่อนซี้ก็ปล่อยอัลบัมแรกอย่าง You (are) mean a lot to me ในปี 2020 และ Flowers on earth อัลบัมต่อมาในปี 2022 หากได้ลองเปิดแชนเนลยูทูบของพวกเขา จะเห็นว่ามิวสิกวิดีโอเหยียบล้านวิวแทบทั้งหมด นับเป็นวงดนตรีอิสระ #1ในมาแรง ที่สุดแห่งยุคก็ว่าได้
BLACKBEANS ภายใต้การดูแลของทีม Artist Services ของ Believe Digital Thailand กำลังจะปล่อยอัลบัมที่ 3 ในชื่อเดียวกันกับชื่อวงวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ โดยมีทั้งเพลงร็อกชวนโยก เพลงฟังก์ชวนเต้น ยกมาทั้งเครื่องสาย เครื่องเป่า รวมถึงเพลงภาษาอังกฤษจากฝีมือการแต่งของบูม
แม้แนวเพลงจะแตกต่างจากอัลบัมก่อนหน้า แต่พวกเขากลับบอกว่าแทบจะไม่่ได้้เปลี่ยนแปลงตัวตนอะไรเลย เพราะเป็นการพาวงกลับสู่รากเหง้าของตัวเอง
“พวกเรายังเป็นเด็กคนนั้นครับ”
ตัวแสบทั้ง 4 พร้อมให้ปากคำแล้ว

Another Day (Interlude)
ในฐานะที่อยู่ด้วยกันมา 13 ปี พูดถึงพัฒนาการของเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ หน่อย
เกม : พัฒนาการของบูมนะครับ BLACKBEANS ฟอร์มวงตั้งแต่มัธยม เขาเข้าวงหลังสุด จึงไม่ได้อยู่สมัยเราประกวดกันตอนเด็ก ๆ ถ้าพูดจริง ๆ ตอนแรกเรายังจับจุดโทนเสียงของบูมไม่ถูก แต่ตอนนี้บูมหาแนวทางของตัวเองได้ มีส่วนช่วยในการสร้างคาแรกเตอร์ของวง นี่เป็นเรื่องที่ผมยกให้บูมเลยครับ
บูม : พี่ทามเป็นคนเก่งอยู่แล้ว เท่มาก ผมเห็นมาตั้งแต่เขาอยู่โรงเรียน ตอนนี้ที่เขาพัฒนาเห็นได้ชัดเลยคือการแต่งเพลงครับ แล้วก็มีสกิลล์การเป็นผู้นําสูง จัดการ ดูแลทีม ดูแลน้อง ๆ ได้ดีมาก ๆ ครับ ถือเป็นหัวของวงเลยก็ว่าได้ครับ
ทาม : มาถึงพีทเพื่อนของผม ตั้งแต่ 13 ปีที่ผมรู้จักคุณวันนั้น ความฝันที่เราฝันไว้ ทุกอย่างที่เราทํามาด้วยกัน วันนี้คุณยังเหมือนเดิมทุกอย่าง เรายังเป็นเด็กคนนั้น
พีท : ตั้งแต่วันแรกที่ผมรู้จักเกมตอน ม.ปลาย เขาเป็นคนจริงจัง มีความตั้งใจ มั่นคงกับสิ่งที่ตัวเองชอบ แล้วก็พัฒนาทุกอย่างขึ้นในทุก ๆ ด้าน ทั้งการดูแลโชว์ การจัดเตรียมอุปกรณ์ เป๊ะขึ้นทุกรอบ เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
ทาม : ส่วนภาพรวม เราเป็นเด็กที่โตมากับคําว่าอะไรก็ได้ ใครให้โอกาสอะไรมาก็ได้ แต่ถ้าถามว่าวันนี้เราพัฒนาอะไรขึ้นบ้าง ผมว่าเราไม่ได้พัฒนาอะไรเลย แต่เราจํากัดความตัวเองให้แคบลงมากกว่า
อะไรคือข้อดีของวงดนตรีเพื่อนสนิทที่โตมาด้วยกัน
ทาม : เราคุยกันได้ทุกเรื่องครับ ทุกเรื่องจริง ๆ มากกว่าพ่อแม่และพี่น้อง บางทีเราอาจปรึกษาพ่อแม่ไม่ได้ทุกเรื่อง แต่ถ้าเป็นเพื่อน คุณยังไม่ทันพูดเลย ผมก็รู้แล้วว่าคุณกำลังจะพูดอะไรกับผม
แล้วข้อเสียล่ะ
ทาม : บางทีเป้าหมายของเราอาจตรงไปอย่างเดียวไม่ได้ จําเป็นต้องมีความประนีประนอมกัน การรักษาบรรยากาศเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุด เพราะเราอาจจะเสียใครสักคนในวงไปก่อน

ทะเลาะกันบ้างไหม
เกม : ถ้าทะเลาะแบบทะเลาะกันจริง ๆ แทบไม่เคยมีเลย มีแค่ถกเถียง
พีท : เป็นเรื่องปกติของการอยู่ด้วยกันมานาน ผ่านการทํางานด้วยกันมาทุกขั้นตอน พวกเราคุยกันตรง ๆ ในทุกเรื่อง เราไม่ค่อยเก็บ นิสัยส่วนตัวเราก็ใกล้เคียงกันอีก
ทาม : แต่ถ้าเบื่อกันอะมี (หัวเราะ) ถ้าเกิดว่าผมเดินไปห้างแล้วเจอคุณ ผมจะหลบ หรือบังเอิญเดินเข้าไปในร้านเดียวกัน ผมจะรู้สึกอึดอัดมาก
บูม : เราเข้าสตูดิโอมา 2 เดือน ถึงเวลาแล้วที่ต้องปลีกตัวกัน (หัวเราะ)
ย้อนกลับไปสมัยเด็ก ผลการประกวดของพวกคุณประสบความสําเร็จหรือล้มเหลว
ทาม : ประสบความสําเร็จที่มีคนชอบเรา ได้คําชมจากเพื่อน ๆ เล่นมันมาก เจ๋งมาก แต่กรรมการจะมีตารางคะแนนและมาตรฐานของเขา
พีท : เราไม่เคยได้รางวัลเลย สักนิดก็ไม่เคย ตอนนั้นเราเล่นดนตรีเพราะสนุก ปลดปล่อยอารมณ์ แต่การไม่เคยได้ถ้วยรางวัลก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่แย่นะครับ
ทาม : เราไม่ได้ถ้วยรางวัล แต่กลับมาจากการประกวดเราจะรู้สึกเต็ม รู้สึกอิ่ม ผมว่าตรงนั้นแหละคือถ้วยรางวัลของเรา
ร้องเพลงอะไรกัน จำได้ไหม
ทาม : บุษบา, ตาสว่าง โมเดิร์นด็อกครับ
เกม : พี่เสก อมพระมาพูด, ใจนักเลง
พีท : พวกเราจะเป็นสาย Arranged ดนตรีใหม่ให้มัน
ทาม : บอกเขาด้วยว่าเรา Arranged เพราะอะไร
พีท : เพราะว่าเราเล่นตามต้นฉบับไม่ได้ครับ มันยากเกิน (หัวเราะ)

Until we meet again
จากวงดนตรีประกวด คิดตอนไหนว่าอยากมีเพลงเป็นของตัวเอง
ทาม : ผมยอมรับอย่างหนึ่งนะ พอเข้ามหาลัย ทุกคนต่างแยกย้าย ตัวผมเองอยู่อีกที่ ตัวนักร้องก็อยู่อีกที่ เลยคิดว่าผมคงต้องยอมแพ้แล้วแหละ ความฝันต้องจบแล้ว แล้ววันนั้นที่ผมยอมแพ้ ผมก็เปิดยูทูบดู คิดว่าทําไมต่างชาติเขาคัฟเวอร์เพลงลงในช่องตัวเองได้ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้มีสตูดิโออะไรเลย ผมเลยอยากลองดู ไม่ต้องไปประกวดแล้ว แต่มีผลงานอยู่ในอินเทอร์เน็ต ผมก็ทักไปหาเพื่อนว่า ขอลองอีกสักครั้งหนึ่งได้ไหม ทุกคนก็เหมือนกับรอผมทักไป
ทําไมแต่ละคนถึงตอบตกลงคําชวนของทาม
พีท : ตอนเจอทาม เราคุยกันตั้งแต่แรกว่าการเป็นศิลปินคือความฝันสูงสุด แต่ผมก็ยอมรับว่าพอเรียนจบไปก็ติดชีวิตมหาลัย ไม่มีเวลาเลย พูดตรง ๆ ก็คิดเหมือนกันว่าน่าจะหมดหวังไปแล้วมั้ง แต่พอเขาทักมา ผมตื่นเต้นมากเลยที่ทามบอกว่าขออีกรอบ
เกม : ถึงแม้วงจะมีความห่างกัน แต่ใจผมก็ยังอยู่กับ BLACKBEANS ดนตรียังอยู่กับผม ไม่ยากเลยที่จะลุยต่อ เพราะเวลาเราไปประกวด ถึงแม้คนจะชอบเรา แต่เดี๋ยว 2 – 3 วันเขาก็ลืม แต่การทำเพลงเองมันอยู่ได้ยาว เป็นชื่อเราแน่ ๆ ผมว่านี่เป็นโปรเจกต์ที่ยิ่งใหญ่ บวกกับตอนนั้นเราได้บูมมาเสริมทัพด้วย
(ผู้เขียน : ทําไมบูมถึงกล้าเสี่ยงไปพร้อมกับพี่ ๆ)
บูม : ผมเข้ามาช่วงรอยต่อพอดี ตอนนั้นเขาอยากทําคัฟเวอร์ก็เลยชวนกันมา แต่ทําไปทํามาพี่ทามชวนอยู่วงเลย แล้วทําไมผมจะไม่ตอบรับ เพราะผมเองก็อยากลุยไปกับพวกเขาเหมือนกัน ทางเดียวที่ผมจะมีเพลงเป็นของตัวเองได้ก็คืออยู่กับพี่ ๆ
ทาม : พอทุกคนรับปากกัน เราเลยไปหารเงินกันซื้อ เขาเรียกว่าอะไรนะ Audio Interface ที่เอาไว้อัดเพลง ศึกษากันเอง บูมเคยถามผมว่า วงเราต้องเป็นเพลงแนวไหน เพราะยังหาตัวเองไม่เจอเลย มันคือการลองผิดลองถูก ต่อให้ประกวดมาแล้ว แต่พอทําผลงานเองจริง ๆ มันไม่เหมือนกันเลย แต่โชคดีตรงที่เราแต่งเพลงกันเร็ว มีผู้ติดตามขึ้นมานิดหนึ่ง ซึ่ง 20 – 30 คนนั้นทําให้เรามีทุกวันนี้
จากเด็กสายประกวดที่มีแฟนเพลงแค่ 10 คน เรามีแฟนในอินเทอร์เน็ตตั้ง 30 คนแล้ว (หัวเราะ)
ตอนเพลง Wish ได้ 100 ล้านวิว แต่ละคนทําอะไรอยู่
ทาม : เราไม่ได้สนใจเลยว่า 100 ล้านวิว ไม่มีการโปรโมตหรืออะไร ผมกลับรู้สึกดีใจตอนที่ได้ 10,000 วิวมากกว่า ตอน 40,000 วิว ผมเฮลั่นบ้าน
พีท : ผมรู้สึกว่าก้าวแรกมันยาก วันนั้นสุดยอดมาก
ทาม : ยอดวิวขึ้นเร็วมาก พอเป็น 10 ล้านวิวก็ขึ้นเดือนละ 10 ล้าน แล้วจาก 10 ล้านวิวก็เป็น 50 ล้านวิวใน 3 เดือน แต่เราใช้เวลา 1 ปีกว่าจะ 40,000

100 ล้านวิวนั้นเปลี่ยนชีวิตไปไหม
ทาม : เปลี่ยน จากตอนแรกไม่เคยมองว่าเราจะเป็นศิลปินอาชีพได้เลย ก็ต้องกลับมาบอกกับทุกคนว่า เออ เราต้องเอาอาชีพนี้เป็นอาชีพหลัก
อะไรทำให้วงดนตรีอิสระมีชื่อเสียงมากขนาดนั้น
ทาม : ผมคิดว่าเพลงเรานะ เพลงของ BLACKBEANS มีความ Positive อยู่ในนั้น ถ้าฟังเพลงแล้วดูเนื้อเพลงไปด้วยจะเหมือนมีคนมาชี้แนะ เป็นเซฟโซนของเขา เพราะว่าเพลงแรก ๆ จะเกี่ยวกับความไม่สมหวัง แต่ไม่สมหวังยังไงให้มีความสุข ตรงนี้แหละทําให้เรามีแฟนเพลงขึ้นมาได้
ปัจจุบันพวกคุณเติบโตขึ้นมากจนกลายเป็นศิลปินภายใต้การดูแลของ Believe Music Thailand มีวิธีจัดการความคาดหวังของแฟนคลับยังไงบ้าง
พีท : ผมไม่มั่นใจว่าแฟนคลับแต่ละคนมองยังไง แต่สิ่งที่เราทําตอนนี้คือทําให้เขาเห็นในหลาย ๆ แง่มุมว่าเราโตขึ้นยังไงบ้าง ทําให้เขาได้รู้จักเรามากขึ้น
บูม : เพราะว่า BLACKBEANS เติบโตอยู่ตลอด พวกเราไม่เคยหยุดพัฒนา เชื่อว่าหลาย ๆ คนถ้าดูเรามาตั้งแต่แรก ๆ จะเห็นว่าเราเปลี่ยนไปมากแค่ไหน
ทาม : เมื่อวานผมเพิ่งไปเจอแฟนเพลงยุคแรก ๆ สมัยยอดติดตามแค่ 100 กว่าคน ผมได้คุยกับเขาแป๊บหนึ่ง ผมว่าเขารู้สึกว่าเราเปลี่ยนไปนะ ทั้งที่มีแฟนเพลงมากขึ้น จากแต่ก่อนเราลงไปขอบคุณครับเขาได้เป็นชั่วโมง แต่เมื่อวานนี้เป็นการขอบคุณครับแค่ 10 วินาที ผมเห็นหน้าเขาแล้วก็เฟลนะที่ทําแบบเดิมไม่ได้ เหมือนการอกหักเลยเนอะ
พีท : ใช่ กลับมาเฟล
เป็นเรื่องที่เราต้องรับผิดชอบไหม
ทาม : เอาจริง ๆ ผมยังไม่มีวิธีแก้ไขสําหรับเรื่องนี้ เพราะมันก็ใหม่สําหรับผม เหมือนมีคนคาดหวังกับเรา แต่เราทําไม่ได้ แต่ในอนาคตผมคิดว่าทุกอย่างต้องดีขึ้น
เขาเป็นผู้มีพระคุณมากที่ผลักดันเรามาถึงทุกวันนี้ได้ เราขอบคุณเขาเยอะมาก แต่วันนี้ที่เขาดันเรามาสุดทางจนเราจะเข้าเส้นชัยแล้ว เรากลับขอบคุณครับแล้วเดินออกไปเลย มันรู้สึกแบบ เชี่ย แม่ง ผมยังจัดการกับตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ
พีท : เป็นเพราะว่าเราไม่เคยเจอ แต่ไม่ได้รู้สึกเปลี่ยนไปกับแฟนคลับคนไหนเลยสักคนนะ เรารักทุกคนมากครับ

Imagination
เราว่าความโดดเด่นในเพลงของ BLACKBEANS คือการฟังแล้วเห็นภาพเป็นฉาก ๆ ทามผู้รับหน้าที่แต่งเพลง ใช้ประสบการณ์ของตัวเองรึเปล่า
ทาม : ไม่เลยครับ
เอาไอเดียมาจากไหน
ทาม : คงเหมือนการเขียนหนังสือ ส่วนมากผมจะนั่งเทียนเขียนขึ้นมา ไม่ได้มีแบบฟอร์มชัดเจนว่าต้องแต่งเพลงให้ใคร
พีท : แต่ในมุมผมที่เป็นเพื่อนเขา ผมมองว่าต่อให้เขานั่งเทียนเขียนออกมา ยังไงก็ต้องมีอะไรสักอย่างในตัวเขาที่เข้าใจสิ่งนั้น ไม่อย่างนั้นเขาคงเขียนออกมาให้ทัชใจคนไม่ได้
ทาม : ตอนเด็ก ๆ ผมชอบดูหนังอ่านการ์ตูนมาก แต่หลัง ๆ ไม่ได้ดูเลย ผมไม่อ่านหนังสือ ไม่ดูหนัง ผมคิดว่าช่วงเวลานั้นอาจทําให้ซึมซับการเขียนขึ้นมา ผมมีเรื่องอยากเล่าเยอะ การเขียนเพลงก็เหมือนเป็นการระบาย และผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ เวลาเล่นก็อยากให้คนดูมัน เวลาพูดก็อยากให้เขาเชื่อใจ
ในอัลบัมใหม่นี้ทามยังแต่งคนเดียวเหมือนเดิมไหม
ทาม : ผมเป็นคนแต่งประมาณ 85% อีก 15% น้องบูมช่วยแต่งกับช่วยแปลเป็นภาษาอังกฤษ มีเพลงหนึ่งที่ผมทําเดโมมาแล้ว มีคอร์ดชัดเจน แล้วก็ให้น้องเอาไปแต่งเองเลย ออกมาเป็นเพลงภาษาอังกฤษที่มีชื่อว่า…
บูม : If this is love ครับ เป็นเพลงสากลเพลงแรกของพวกเราเลยครับ
ทําไมเพลงอัลบัมนี้ถึงต้องมีเพลงภาษาอังกฤษ
ทาม : ภาษาคือการสื่อสาร การแต่งเพลงภาษาอังกฤษเป็นการเพิ่มฐานแฟนเพลงที่น่ารัก และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ไปสำรวจต่างประเทศด้วย ทําไมถึงจะไม่ทํา
บูม : ถ้าสังเกตเพลงของ BLACKBEANS ตั้งแต่เพลงแรกจะใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษทุกเพลงเลย เพราะเป็นความชอบของพวกเรา ซึ่งอาจจะทําให้แฟนคลับต่างชาติหลงเข้ามาฟัง ต่อให้เขาฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง กลายเป็นว่าเราได้แฟนคลับเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เรามีโอกาสทราบรายละเอียดทุกเพลงในอัลบัม มีลูกเล่นเพิ่มขึ้นมาใหม่เยอะมากเลย เรียกว่าเป็นการออกจาก Comfort Zone ของตัวเองไหม
ทาม : ผมคิดว่ามันคือการเข้า Comfort Zone หนักกว่าเดิม (หัวเราะ) เพราะสารตั้งต้นของอัลบัมนี้คือเราต้องการทําทุกอย่างที่ถนัดมือจริง ๆ ทั้งการแต่งเพลง การเลือกใช้คอร์ด การเลือกใช้องค์ประกอบ การเลือกซาวนด์ แล้วทําให้ดียิ่งขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าอัลบัมแรกกับอัลบัมต่อมามีบางอย่างที่เราต้องไปเรียนรู้ใหม่ แต่อัลบัมนี้เราทําทุกอย่างให้ง่ายที่สุด เป็นอัลบัมที่กลับเข้ามาสู่รากเหง้าของตัวเอง
พีท : ตอนมัธยมเรามีแนวเพลงที่ถนัดมาก บวกกับสิ่งที่ได้จากการทําเพลงและการเล่นสดถูกกลั่นออกมาจนเป็นอัลบัมล่าสุด จึงมีแนวเพลงที่บางคนอาจไม่เคยเห็นเราในมุมนี้ มีบางอย่างที่ดูเติบโตมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น
ทาม : เราซุ่มซ้อมแล้วก็ทํากันนาน ใช้เวลา 1 ปี 3 เดือน 12 แทร็ก มีตั้ง 50 กว่าเดโม แล้วก็เอามาเลือกกันว่าจะเอาเพลงไหน ผมเป็นคนแต่งเพลงก็จริง แต่ต้องทํายังไงก็ได้ให้เพลงนั้นเป็นเหมือนเพลงที่นักร้องแต่งขึ้นมา
เกม : เรามองมันให้เยอะขึ้นครับ พี่ทามเป็นแก่นของบ้านที่แท้จริง เราก็มาเติมหลังคาให้ บางทีไอเดียไม่ตรงกัน แต่สุดท้ายเราต้องมองก่อนครับว่าเพลงจะไปทิศทางไหน อารมณ์เพลงสื่ออะไร แล้วก็มาใส่ของเราเข้าไปครับ
ทาม : ใช่ มันไม่ใช่ตัวผมคนเดียวครับ ทุกอย่างเป็นเอกลักษณ์ของทั้ง 4 คน
BLACKBEANS อยากประสบความสําเร็จไปถึงขั้นไหน
เกม : ก่อนที่พวกผมจะตาย ขอเป็นศิลปินที่เป็นมืออาชีพสูง แล้วก็เป็นที่ยอมรับในคนหมู่มากครับ
บูม : อยากให้มีชื่อพวกเราอยู่ไปนานแสนนาน เป็นอีกหนึ่งเพลงที่บอกได้ว่าเด็กยุคนี้โตมากับ BLACKBEANS
ผมมองว่าจุดสูงสุดของการทำอาชีพนี้คือการที่คนไม่ลืมวง ไม่ลืมเพลง เราไม่ได้ต้องการชื่อเสียงหรือเงินทองอะไรเลยครับ แค่ต้องการจารึกผลงานของเราเอาไว้ในประเทศไทย แต่ถ้าเป็นเพลงสากลที่เราปล่อยไปใหม่ ก็แผ่นดินประเทศไหนสักประเทศก็คงดีครับ (หัวเราะ)
ทาม : ทุกวันนี้ผมก็แฮปปี้นะครับ ความสําเร็จของผมอาจเป็นการรู้สึกแบบนี้ในอีก 50 ปีข้างหน้า เพลงของผมตอนนี้ก็ดีแหละครับ แต่การมีความรู้สึกที่ดีแบบนี้ในทุก ๆ วันมันดีกว่าเพลง ผมรู้สึกแบบนั้น
พีท : สําหรับผม การประสบความสําเร็จแรกคือวันแรกที่ผมคุยกับทามเรื่องจะทําวง วันแรกที่เจอเกม แล้วก็วันแรกที่เจอบูม แล้วเรายังได้ทําเพลงด้วยกันจนถึงทุกวันนี้ และผมก็หวังให้เป็นแบบนี้นานที่สุดเท่าที่จะทําได้
ทาม : ถ้ามีคนถามว่า คุณประสบความสําเร็จแล้วหรือยัง คุณจะตอบว่าอะไร
พีท : ผมจะตอบว่าผมประสบความสําเร็จแล้วครับ เพราะว่าผมมีเพื่อน (หัวเราะ)

ถ้ามีรุ่นน้องเข้ามาปรึกษาว่าอยากเป็นศิลปินเหมือนพี่ ๆ จะแนะนำว่าอะไร
เกม : ลุยครับ ไม่ว่ามีความฝันอะไรต้องลุย ยิ่งเป็นเรื่องศิลปินผมว่ายุคนี้มันง่าย ในยุคก่อนศิลปินต้องมีค่าย ทําเพลงเองยากมาก เข้าสตูดิโอนี่คือราคาแพง แต่ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ผมจะแนะนําน้อง ๆ ว่า ให้เริ่มเลยครับ
บูม : ใช่ ผมว่า BLACKBEANS ทําได้ ทุกคนก็ทําได้
เกม : เพราะ BLACKBEANS ก็โคตรอ่อน (หัวเราะ)
ทาม : BLACKBEANS คือคําว่าอ่อนจริง ๆ เราคือมนุษย์เป็ดรวมตัว (หัวเราะ) ถ้ามีรุ่นน้องเข้ามาปรึกษาผมก็จะบอกเขาว่า ดูพี่เป็นตัวอย่างสิ พี่อ่อนขนาดนี้พี่ยังไปได้เลย แต่ที่สําคัญคืออย่าลืมนำเสนอตัวเองให้เยอะ ๆ ศิลปินยุคใหม่ทำงานเก่งอย่างเดียวไม่พอ พอยุคนี้เป็นศิลปินง่ายขึ้น คู่แข่งก็จะเยอะขึ้นตาม การมีทักษะการสื่อสารที่ดีบางทีอาจสําคัญกว่าคอนเนกชันก็ได้
ถ้าตอนนี้ยังได้ 40,000 วิวอยู่ จะยังอยากทําเพลงอยู่ไหม
ทาม : ไม่อยากทําครับ บอกก่อนว่าผมไม่ได้แต่งเพลงมาเพื่อบําเรอตัวเอง ผมแต่งเพลงมาเพื่อให้มีคนฟัง ถ้าเกิดส่งข้อมูลไปอย่างเดียว ผมคงกลายเป็นคนเครียดคนหนึ่ง นึกภาพคนที่โพสต์ในเฟซบุ๊กเยอะ ๆ แล้วไม่มีคนกดไลก์เลย เมสเซจก็ยังค้างอยู่ในใจเรา เวลาระบายอะไรออกไปแล้วมีคนรับฟังเราก็รู้สึกดี แต่ถ้าถามบูม ถามเกม ถามพีท เขาอาจจะอยากทําต่อก็ได้นะ
เกม : ผมเป็นคนชอบดนตรีครับ ถ้าเพลงไม่มีคนฟังผมก็คงต้องยอมรับความเป็นจริง แล้วก็เอาตัวเองไปอยู่ในกระบวนการอื่นที่เกี่ยวกับดนตรี อาจจะเป็น Sound Engineer หรืออะไรสักอย่าง
พีท : ส่วนผมอยากเป็นนักดนตรีตั้งแต่แรก เพราะว่าพ่อเป็นนักดนตรี แต่ถ้าเพลงเราไม่มีคนฟังเลยผมคงขายเสื้อผ้าวินเทจแล้วก็เล่นดนตรีไปด้วย
บูม : สำหรับผม ผมรู้สึกได้ปลดปล่อยมาก ๆ เวลาร้องเพลง ต่อให้ไม่มีคนฟัง ผมก็จะยังร้องเพลงอยู่ครับ
ทาม : ถ้าไม่มี BLACKBEANS ผมคงไม่เล่นดนตรี ปีที่ผ่านมามีคนขอให้ผมเขียนเพลงให้หลายวง แต่ผมปฏิเสธหมดเลย เพราะว่ามันไม่ใช่ BLACKBEANS แล้วผมไม่ได้เก่งด้วย ลองตกผลึกแล้ว จริง ๆ ผมไม่ได้ชอบดนตรี แต่ผมชอบ BLACKBEANS ผมมองแบบนั้น
วงดนตรีที่แต่งเพลงรักมาตลอด อยากบอกอะไรกับแฟนเพลงที่ยังอกหัก
ทาม : ผมแต่งเพลงรักก็จริง แต่ผมก็อกหักไม่แพ้กับทุกคนหรอกครับ ผมผิดหวังมาเยอะมากเลย ผมไม่ได้เกิดมาแล้วได้ทุกอย่าง แค่เป็นการอกหักที่ไม่ใช่แฟนทิ้ง แต่เราผิดหวังเพราะคาดหวังไงครับ ผมเลยอยากแต่งเพลงที่ประโลมจิตใจของทุกคนและประโลมจิตใจของตัวเองด้วย เพราะเราอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
บูม : บางทีการอกหักไม่ได้เป็นเรื่องลบเสมอไป ในทุก ๆ ครั้งที่เราผ่านมาได้ จิตใจเราจะเข้มแข็งขึ้น เราจะได้บทเรียนจากมัน สุดท้ายแล้วชีวิตก็ต้องเดินต่อไป ต้องโตขึ้น ต้องเข้าใจ
พีท : การอกหักเป็นหนึ่งด่านที่ทําให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ยิ่งอกหักหนักขึ้น ยิ่งเจ็บมากขึ้น ในครั้งหน้าถ้าเราเจอมันก็จะรับมือได้ดีขึ้น คุณก็รู้ว่า เออ เราจะเจ็บระดับนี้แหละ
เกม : สำหรับผม ให้ปล่อยอารมณ์ไปแล้วต้อนรับความเจ็บปวด ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้หรอก สําคัญคืออย่าเศร้ามากจนเกินไป ทะนุถนอมร่างกายและหัวใจตัวเองด้วย แต่ถ้าไม่รู้จะยังไง อกหักมารักกับผมครับ (หัวเราะ)

