24 ธันวาคม 2025
368

บิ๊กบอกเราว่า คนธรรมดาจะกลายเป็นศิลปินได้ ต้องดูกันที่ผลงาน

เราเห็นด้วยครึ่งหนึ่ง มนุษย์ธรรมดาบางคนมีรังสีบางอย่างที่คนรอบตัวรู้สึกได้ว่า เขาไม่ใช่คนธรรมดา บิ๊ก D Gerrard (ไบรอัน เจอร์ราร์ด อุกฤษ วิลลีย์ บรอด ดอนกาเบรียล) เป็นอย่างนั้น รัศมีศิลปินเปล่งประกายในตัวบิ๊กจะส่องสว่างยิ่งขึ้นในปี 2026 ที่เราจะได้เห็นผลงานชุดใหญ่จากเขา

อัลบั้มใหม่ของเขาชื่อว่า Astronomy (ดาราศาสตร์) 10 เพลงที่เราจะได้ฟังล้วนเชื่อมโยงกับดวงดาว บิ๊กเปิดเผยมานานแล้วว่าเขาหลงรักศาสตร์นี้และหาทางแทรกใส่เข้าไปในผลงานเสมอ ดูได้จากซิงเกิล ALIEN ที่เจ้าตัวเขียนเพลงจากมุมมองมนุษย์ต่างดาว เอนจอยกับการทำเพลงและโปรโมตเพลงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ฝีมือการเขียนและร้องก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ ซิงเกิลล่าสุด ครบรอบวันเลิกลา (Happy Endniversary) บิ๊กร้องกับ MAMIO (สุทธิภัทร สุทธิวาณิช) ถ่ายทอดได้อย่างน่าสนใจ

D Gerrard ไปไกลกว่าศิลปิน R&B ธรรมดา และจะยิ่งไกลขึ้นในปีหน้า เจ้าตัวมีโปรเจกต์ภาพยนตร์ลับ ๆ ที่เปิดเผยได้เพียงบางส่วน เราคงได้เห็นและพิสูจน์คำร่ำลือในไม่ช้า

สำหรับเรา ศิลปินคือคนที่เล่าเรื่องอย่างมีศิลปะ แต่ศิลปินมืออาชีพ ไม่ใช่แค่คนเล่า แต่หยิบจับองค์ประกอบที่ดูแตกต่าง แปลกแยก มาเล่าได้อย่างกลมกลืน เป็นหนึ่งเดียวกัน

D Gerrard คือศิลปินอาชีพ แต่เขาทำได้อย่างไร บทสนทนาก่อนจบปี 2025 มีคำตอบ

บิ๊ก D Gerrard (ไบรอัน เจอร์ราร์ด อุกฤษ วิลลีย์ บรอด ดอนกาเบรียล)

ไม่เหมือนใคร

มนุษย์ดาวเดียวกัน อาจดูแปลกแยกกว่ามนุษย์จากต่างดาว

นี่คือ Big Idea ของซิงเกิล ALIEN เพลงที่บิ๊กตั้งใจเล่าเรื่อง เพื่อให้คนฟังรู้จักตัวตนของเขามากขึ้น

ไม่ใช่ศิลปินทุกคนที่กล้าเขียนเพลงเกี่ยวกับตัวเอง แต่เขากล้า บิ๊กเล่าว่าเมื่อมองที่ตัวเอง เขาเห็นเด็กชายลูกครึ่งคนหนึ่ง แปลกแยกเพราะใบหน้า แตกต่างเพราะนิสัยและรสนิยม บิ๊กลองคิดต่อยอดจากคอนเซปต์นี้ว่า เราเล่าอะไรได้อีกบ้าง

เขาตีความว่า ร่างกายคนนี้อาจเป็นชาวโลก แต่จิตวิญญาณไม่ใช่ เหมือนถูกส่งตัวมาจากกาแล็กซีอื่นเพื่อทำภารกิจในร่างคน ภารกิจนั้นคือการทำงานศิลปะ 

“ผมเป็นเอเลียนจากข้างใน แล้วเราจะเขียนอะไรถ้าเล่าเรื่องแบบนี้ เลยมาเล่าเรื่องตลกน่ารักแทน” เอเลียนถูกมองว่าน่ากลัว ในเพลงบอกว่าเอเลียนมาเพื่อตามหาสิ่งสำคัญในกาแลกซี นั่นคือความรัก แต่เขากลับเจอแต่ความหวาดกลัวและสงคราม

มีผู้คนมากมาย ที่ไม่เหมือนกับฉัน
บนโลกนี้ที่แสนจะวุ่นวาย
มีแต่คนทำร้าย but I will survive
Alien อย่างฉันจะบ้าตาย… 
อยาก Fly back to the sky
โลกนี้ช่างแสนจะอันตราย 
ทุกคนก็มองฉันแปลก แยกเพราะฉันแตกต่าง
ห่างกับฉันที่ต้องการความ…

ถ้าไม่ถอดเนื้อหาออกมาแบบนี้ เราคงฟังเอเลียนเป็นเหมือนเพลงสนุก ๆ อีกเพลงหนึ่ง 

“เพลงสนุก แต่เนื้อหนัก เป็นอะไรที่ Touch ผม แต่เราซ่อนไว้ใน Groove จงใจ ไม่อยากให้คนรู้ว่าจริง ๆ เรารู้สึกกับมันอย่างไร” บิ๊กเล่า

ก่อนจะถึงปีหน้า บิ๊กเพิ่งปล่อยอัลบั้มรวมเพลงฮิตที่ชื่อว่า MASTERPIECE รวมเพลงคัดสรรในรอบ 7 ปี ทำเป็น CD ออกแบบแพ็กเกจปกเป็น 3 ลาย ในแต่ละแพ็กเกจนำมาประกอบเป็น Installation ในรูปแบบ Paper Theatre ได้

ปก 3 ลายตั้งชื่อว่า Rise หมายถึงการขึ้นของแสงดาว เหมือนรุ่งอรุณในอวกาศ Orbit หมายถึงการเคลื่อนไหว / จุดกึ่งกลาง / สมดุล และ Eclipse หมายถึงช่วงเวลาที่แสงและเงามาพบกัน

6 เพลงที่บิ๊กเลือกมาในอัลบั้มนี้ ได้แก่ โลกคู่ขนาน (Isekai), ไม่เหมือนใคร (Unique), นักวิทยาศาสตร์ (Scientist), LUXURY, GALAXY ft. Kob The X Factor, รถไฟบนฟ้า (Galaxy Express) ทุกเพลงมีเอกลักษณ์ของ D Gerrard เต็มเปี่ยม ทั้งการเล่าเรื่องคนแปลกแยกใน ไม่เหมือนใคร ที่เป็นเหมือนอีกด้านของ ALIEN เล่าความรักร้าวที่ยังมีหวังและมีฝันใน โลกคู่ขนาน และ LUXURY เล่าความรักด้วยสำเนียงวิทยาศาสตร์ใน GALAXY, รถไฟบนฟ้า, และ วิทยาศาสตร์ เราชอบเพลงสุดท้ายเป็นพิเศษ มันแสดงความร้ายกาจในการเขียนเพลงของบิ๊กได้อย่างดี (ใครเอาไอน์สไตน์และนิวตันมาเขียนเพลงรักแบบเขาได้อีกบ้าง)

สำหรับศิลปินมืออาชีพ ทุกเพลงพิเศษเท่ากัน แม้จะไม่ดัง แต่ก็จำเป็นกับการเติบโตไปอีกขั้น 7 ปีที่ผ่านมา D Gerrard ก็เคยพลาด ทดลอง ล้มลุกคลุกคลาน สุดท้ายเขาก็พบ Secret Sauce ที่ทำให้เขาเป็นอย่างทุกวันนี้

“เราจะบอกว่าต้นไม้นั้นสวยจากการมองแค่ใบไม้ใบเดียวไม่ได้ มันสวยเพราะองค์ประกอบร่วมของมัน มีใบไม้กี่ใบ ลำต้นเป็นอย่างไร มีร่มเงาให้สัตว์ได้มั้ย ทุกอย่างหล่อหลอมผมขึ้นมา แม้จะเป็นเพลงที่ไม่ดัง ผมก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นสิ่งสำคัญ” เขาเล่า

บิ๊กยังไม่มีชื่ออัลบั้มใหม่ รู้เพียงว่า 10 เพลงนี้จะพูดถึงดาราศาสตร์ในแง่ต่าง ๆ โดยมีความรักมาเชื่อมโยง เขาไม่ได้ใส่เรื่องของดาวมาเล่น ๆ แต่อยากให้ความรู้คน และอยากเล่าอย่างมีศิลปะ

“ความรักเป็นสิ่งสวยงามมาก ๆ เราควรทำความเข้าใจมากขึ้น ถ้าผมออกมาพูดถึงความรักโดด ๆ โดยไม่มีความเชื่อมโยงของสิ่งอื่น ๆ มันควรจะเป็นแบบไหน ผมชอบ ลีโอนาร์โด ดา วินชี เขาชอบมนุษยศาสตร์ ในงานเขียนของเขามีมนุษยศาสตร์ผสมอยู่ด้วยเสมอ ผมเลยดำเนินตามแนวทางที่ดา วินชี วางไว้ เอาความชอบด้านวิทยาศาสตร์ที่ผมมี ผสมกับงานศิลปะที่ผมทำได้ เลยเป็นงานของ D Gerrard อย่างที่เห็น”

บ้านนอก

ระหว่างทีมช่างภาพและวิดีโอกำลังจัดไฟ บิ๊กเล่าเพิ่มว่า ในซีดี MASTERPIECE มี Easter Egg ที่เขาซ่อนอยู่
บนซีดีมีการใช้เข็มทิศมาเป็นกิมมิก พร้อมข้อมูลระบุ หากใครขยันพอ สนใจมากพอ จะรู้ว่าเข็มทิศนี้ชี้ไปที่บ้านของเขา

บิ๊กเกิดที่พัทลุง ชีวิตวัยเด็กของเขาไม่โหวกเหวกโวยวาย กลับกัน มันเป็นชีวิตที่สงบ ราบเรียบ

ความเงียบสงบนี้เองหล่อหลอมให้เขานิ่ง เงียบ รับมือกับความวุ่นวายได้ดีเมื่อต้องเข้ามาเรียนและใช้ชีวิตในเมือง จากบ้านที่เงียบสงบ เขาออกผจญภัยและเริ่มศึกษาลึกเรื่องดนตรี เมื่อได้มาเรียนที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ระหว่างเรียน มี 2 เรื่องที่เขาไม่ค่อยเล่าผ่านสื่อ และเราเพิ่งรู้

หนึ่ง บิ๊กเรียนดนตรีด้วยความจำเป็น เขาเรียนเพื่อไม่ให้โดนเพื่อนแกล้ง บิ๊กไม่ได้เล่นแค่กีตาร์ แต่เขาเรียนเป่าแซ็กโซโฟนอยู่ในวงโยธวาทิต เขาป่วยเป็นโรคหอบและภูมิแพ้ ปอดไม่แข็งแรง คุณแม่เลยหาวิธีให้เขาแข็งแรงขึ้นด้วยการให้เรียนเครื่องดนตรีแบบเป่า ช่วยเรื่องการหายใจ ปอดจะได้แข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องการควบคุมอารมณ์ด้วย

สอง บิ๊กเรียนเอก Voice ต้องร้องเพลงโอเปราและเรียนร้องแบบคลาสสิก สมัยก่อนมหิดลจะให้นักเรียนมัธยมปลายทุกคนเรียนดนตรีคลาสสิก เพราะเชื่อว่าเป็นพื้นฐานของดนตรีทุกประเภท ทั้งในแง่การเล่นและความรู้ในเชิงประวัติศาสตร์

พูดจบ เขาหยิบกีตาร์ในห้องมาเกาเล่น เพียงไม่กี่ห้องดนตรี เราก็เริ่มรู้แล้วว่าความเก่งกาจของ D Gerrard มีพื้นฐานมาจากอะไร

นอกจากเรื่องดนตรี บิ๊กยังเตรียมทำงานใหญ่อีกด้านในวงการภาพยนตร์

ไม่ใช่นักแสดงหรือผู้กำกับ… เราอยากจะบอกมากกว่านี้ แต่บิ๊กขอไว้ เขาอยากให้ทุกคนเซอร์ไพรส์ มากกว่า
เอาล่ะ เท่าที่พอบอกได้ มันคือโปรเจกต์หนังที่เขาจะหยิบชีวิตในวัยเด็กที่พัทลุงมาเล่า โดยเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาสนใจ รวมทั้งหมดไว้ในหนังเรื่องนี้

การมีชื่อเสียงจาก 4Kings ไม่ใช่เรื่องที่ทำแล้วหายอีกต่อไป เขากำลังต่อยอดกับงานด้านภาพยนตร์ด้วยบทบาทใหม่ ๆ บิ๊กเล่าว่าเมื่อก่อนเขาไม่ใช่คนรับงานไปเรื่อย ทุกโปรเจกต์ผ่านการกลั่นกรองอย่างดี แต่ทุกวันนี้เขาผ่อนปรนกับตัวเองบ้าง เชื่อว่าทุกสิ่งที่เข้ามามีเหตุผล ต่อให้จะไม่ใช่สิ่งที่ดี มันก็จะเป็นบทเรียนให้เขาได้

“งานภาพยนตร์เข้ามาให้เราได้ฝึกฝนเหมือนมีโจทย์เลขมาให้ทำ ถ้าไม่ได้ทำก็ไม่เก่งขึ้น

“ผมมองว่าความเป็นมืออาชีพไม่ได้อยู่ที่เราอยากทำอะไร มันอยู่ที่เราทำได้หรือเปล่า งานที่เข้ามาไม่ใช่สิ่งที่ถูกใจเราเสมอ แต่เราฝ่าฟันไปได้ ในมุมผม มันคือการเป็นพัฒนาความเป็นมืออาชีพของตัวเอง เหมือนนักฆ่า เลือกได้ว่าจะฆ่าคนนี้ ไม่ฆ่าคนนั้น ไม่ได้ มันคือการพัฒนาตัวเอง”

วอนเทวดา

‘ศิลปิน’ ไม่ใช่คำที่บิ๊กเรียกตัวเอง แต่เป็นคำที่ผู้คนยกย่องให้เขาเป็น

“การทำให้คนพูดถึงเราในฐานะศิลปิน เราต้องมีผลงานที่ทำให้พวกเขารับรู้ว่าเรามีสิ่งนั้นอยู่ เราแสดงออกแบบไหน เขาก็มองเราแบบนั้น ถ้าแสดงออกเป็นศิลปิน คนก็จะมองว่าเป็นศิลปิน สิ่งสำคัญก็คือการวางตัวในแบบที่ศิลปิน คิดแบบศิลปิน ทำแบบศิลปิน พูดแบบศิลปิน สร้างผลงานในแบบที่ศิลปินทำกัน” เขาเล่า

D Gerrard รู้จักการประนีประนอม เขาไม่ได้ใช้อารมณ์นำทุกเรื่อง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะใช้เหตุผล เมื่อไหร่ควรจะใช้อารมณ์ 

“ศิลปินมีความสอดคล้องกับศิลปะ งานต่าง ๆ ก็เลยต้องเป็นศิลปะ วิธีพูด วิธีคิด ต้องเป็นศิลปะ แต่ศิลปะอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีตรรกะและเหตุผลในการสร้างงานด้วย นั่นคือวิธีคิดแบบผม มีแค่เหตุผลและหลักการอย่างเดียวไม่ได้ ความพิเศษของมนุษย์ต้องมี 2 อย่าง” ศิลปินหนุ่มเล่า

อีกไม่กี่วันจะถึงสิ้นปี บิ๊กกำลังเตรียมตัวสำหรับงานใหม่ที่ล้วนต่อยอดมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต มองย้อนกลับไป D Gerrard วันนี้มีความสุขขึ้น ค้นพบทางของตัวเอง เขาไม่อยากกลับไปแก้ไขสิ่งใด สนใจแค่การทำให้อนาคตดีกว่าเดิม

เขาเชื่ออย่างมั่น ๆ ว่า อัลบั้มใหม่จะพาเขาไปเป็นศิลปินเบอร์ 1 ของโลก 

บิ๊กเชื่อในพระเจ้า สนุกกับการใช้ชีวิต เขารู้ว่านี่คือความคิดของคนตั้งใจทำงานคนหนึ่ง จะไปถึงเป้าหมายหรือเปล่า เป็นเรื่องของโชคชะตา

“เป็นเรื่องของพระเจ้าที่จะมอบมันให้ผมหรือเปล่า ผมรู้แค่ว่าถ้าเราวางเป้าไว้สูงขนาดนั้น ไปถึงได้ครึ่งหนึ่งก็เฟี้ยวแล้ว”

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง