“วงดี เพลงดีมาก แต่เสียใจมั้ยที่เราดังได้เท่านี้”
จำได้ว่า ตอนหล่นคำถามนี้ แอร์ดังไปหลายวินาที
ถ้าคุณติดตามวง ‘ASIA7’ จะเข้าใจ นี่คือวงที่ก่อตั้งโดยเพื่อนพ้องในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แก่ โยเย-นริศรา ศักดิ์ปัญจโชติ (ซอ), ต้น-ต้นตระกูล แก้วหย่อง (พิณ), โอม-กฤตเมธ กิตติบุญญาทิวากร (แซ็กโซโฟน), สุนทร ด้วงแดง (กีตาร์), บูม-ปรีดา เกศดี (คีย์บอร์ด), ดิว-ภูวิช ทวาสินชนเดช (เบส) และ โน้ต-ฐิติรัฐ ดิลกหัตถการ (กลอง)
คำว่า ASIA มาจากวงมีแนวทางดนตรีจากเอเชียเป็นหลัก มี 7 คน และทีแรก พวกเขาตั้งใจจะเล่นแค่เพลงบรรเลง
ด้วยจังหวะชีวิตและโชคชะตา ASIA7 ตัดสินใจมีนักร้องนำ ได้ ออย-อมรภัทร เสริมทรัพย์ เข้ามาเป็นสมาชิก จากนั้นความฝันทางดนตรีก็โลดแล่น พวกเขามีเพลงแจ้งเกิดอย่าง ขวัญเจ้าเอย มีอัลบั้มแรกแบบอิสระ Eight และอีก 2 อัลบั้ม นักแสวงโชค (The Seeker) และล่าสุด DEEPMIND กับค่าย Gene Lab

วงมีเพลงดังอย่าง Loop (ฉันจึงวนกลับมา) ที่ไปแจ้งเกิดใน TikTok จนเป็นจุดเปลี่ยนของวง ยังไม่นับผลงานน่าจดจำอีกมากมาย
ASIA7 กำลังจะครบ 10 ปี แต่ด้วยหลายเหตุผล วงยังไม่ได้ดังระดับแมสหรือเป็นวงระดับ Headliner ของเทศกาลดนตรี ทั้งที่มีองค์ประกอบคุณภาพครบถ้วน
ออย นักร้องนำ Frontman ของวง ตอบยิ้ม ๆ ว่าเคยมีคนถามวงแบบนี้เยอะมาก แต่เธอไม่ได้เสียใจ อย่างที่หลายคนสงสัยเลย
“การเดินทางของวงที่คนเยอะขนาดนี้ ตั้ง 10 ปีแล้ว ผมว่ามันไม่ง่าย” ต้น หนึ่งในสมาชิกหลักของวงเสริม
บางทีคำถามที่น่าถามกว่า คือทำไม ASIA7 ต้องดังในมาตรฐานของคนอื่น วงโตแบบที่ควรจะเป็นได้มั้ย อยู่อย่างไรโดยไม่เสียจิตวิญญาณ เพราะอะไรวงที่มีเครื่องดนตรีหลากหลายอย่างพิณ ซอ กีตาร์ แซ็กโซโฟน จึงสร้างฐานแฟนคลับทั่วประเทศได้
และบทเรียนที่วงดนตรี 10 ปีอย่างเขาอยากมอบให้วงดนตรีรุ่นหลังคืออะไร
เราเคลียร์พื้นที่ในสตูดิโอให้สมาชิกทั้ง 8 คนได้มาเล่าสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ใน 1 ทศวรรษ

ดนตรีมาจากตัวตน
ASIA7 เป็นตัวอย่าง Taste การเลือกวงดนตรีที่แม่นยำของ โอม-ปัณฑพล ประสารราชกิจ และ หมี-พณิช ฉ่ำวิเศษ 2 ผู้บริหารของ Gene Lab ที่เลือกวงเข้าค่ายได้มีเอกลักษณ์ แตกต่าง ชนิดที่ใครเป็น PR บริษัทนี้มีเหนื่อยเวลาต้องอธิบายแต่ละวงให้สื่อสนใจ
โอมมองเห็นวงตั้งแต่เพลง ขวัญเจ้าเอย เริ่มปล่อยในออนไลน์ เริ่มมีแฟนติดตามวงชื่อแปลกนี้ตั้งแต่ปีแรก
ถ้าวิเคราะห์ลึกขึ้น สิ่งที่ทำให้ ASIA7 แตกต่างไม่ใช่การใช้เครื่องดนตรีไทย แต่คือวิธีการเรียบเรียงเพลง เรียกไทย ๆ ว่า ทางคอร์ด หรือ Chord Progression
เริ่มเพลงด้วยคอร์ดนี้ ท่อนต่อไปจะเป็นคอร์ดอะไรต่อ การเลือกว่าจะให้เพลงไปโน้ตไหน คือสิ่งที่สะท้อนวิธีคิด รสนิยม และประสบการณ์ของคนทำเพลง นักดนตรีที่ฟังเพลงป๊อปมาเยอะก็จะวางคอร์ดในสไตล์ที่เพลงป๊อปชอบ
ในช่วงเริ่มรวบรวมสมาชิกวง ต้นคือรุ่นพี่รุ่นน้องในคณะที่คอยชวนคนในมหาวิทยาลัยมาทำดนตรีด้วยกัน สมาชิกทุกคนเรียนคณะดนตรี ได้ฟังเพลงที่หลากหลายเพื่อการศึกษา ทางคอร์ดของวงจึงผสมผสานกัน แนวที่ค่อนข้างเด่นคือทางเพลงแจ๊สและกลิ่นอายเพลงแบบตะวันออก นี่คือรากของ ASIA7 ในจุดเริ่มต้น
เพลงมีทางคอร์ดไม่เหมือนใคร เมื่อบวกกับเสียงร้องของออยที่ชอบร้องด้วยโน้ตแปลกแต่ท้าทาย (พวกเขาเล่าเรื่องนี้อย่างละเอียดในช่อง PIDKAPOM) หรือการใช้เครื่องดนตรีที่หลากหลาย นี่คือเหตุผลที่ทำให้เพลงของ ASIA7 แตกต่าง (และอาจเป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เพลงแมสยากหน่อยด้วย)
วงเล่าว่า การตัดสินใจในวงใช้วิธีประชาธิปไตย นั่นแปลว่าสมาชิกทุกคนมีส่วนในการทำเพลง Input ในดนตรีจึงหลากหลายมาก
วันที่เซ็นสัญญา โอมบอกกับวงว่า ไม่อยากให้ ASIA7 ดังแบบพลุ ดัง ปุ้ง! แล้วเงียบหายไป เขาขอเวลา 3 – 4 ปี ค่อย ๆ สร้างฐาน ค่อย ๆ ดัง ทำเพลงให้ดีกว่าเมื่อวาน จะเหมาะสมกับวงที่สุด
ในชีวิตจริง มีวงดนตรีมากมายที่ยึดมั่นในตัวตน แต่พ่ายแพ้ให้กระแสและเวลา ดนตรีจึงไร้จุดยืน ไม่ได้แปลว่าวงหรือศิลปินเปลี่ยนแนวเพลงไม่ได้ ยืดหยุ่นไม่ได้ แต่การมีแก่นกลางที่ดี สำคัญมากกับศิลปินในยุคนี้

ถ้าแก่นไม่แข็งแรง เจอพายุก็โค่นล้ม ถ้าไม่มีฐาน ก็ไม่มีใครอยากติดตาม
ทั้งหมดนี้ต้องการเวลา
“คำพูดของพี่โอมคือ เราทำไปเรื่อย ๆ เถอะ โลกหรือคนดูอาจยังไม่โคจรมาเจอเรา คุณทนได้มั้ย รอได้หรือเปล่า ถ้ารอได้ เดี๋ยวเขาจะโคจรมาเจอเราเอง
“พวกผมก็ยังเชื่อคำนั้นนะ”

เกิดเป็นคน ต้องพึ่งตัวเอง
ปีแรกของ ASIA7 พวกเขาเรียกตัวเองว่า วงอีเวนต์
ก็ตามชื่อ วงพาตัวเองไปให้คนจัดงานรู้จัก ได้ใช้บริการ สั่งสมประสบการณ์และชื่อเสียง อีเวนต์ใหญ่ที่สำคัญกับวงคือ Thailand International Jazz Conference งานเทศกาลดนตรีบวกสัมมนาจัดโดยมหาวิทยาลัยมหิดล
ข้อดีของการเริ่มที่งานนี้ คือเป็นงานที่ต่างชาติรู้จัก ASIA7 จึงเริ่มมีคอนเนกชันกับคนทำอีเวนต์ดนตรีต่างชาติ แม้จะไม่ใช่งานใหญ่ เป็นการเล่นในร้านเล็ก ๆ พวกเขาก็คว้าโอกาสไว้
ASIA7 ปล่อยอัลบั้มแรก Eight ในรูปแบบศิลปินอิสระ (ตอนนี้มีให้ฟังทาง YouTube) ทำทุกอย่างเอง หนึ่งในเหตุผลที่ต้องทำแบบนั้น เพราะข้อจำกัดของจำนวนสมาชิกและเครื่องดนตรี
ถ้าคุณมีเงิน 100,000 ก็น่าจะจ้างศิลปินระดับกลาง 1 คนไปเล่นอีเวนต์ได้ แต่ถ้าวงมีสมาชิก 8 คน เงินเท่านี้ไม่น่าพอ กลายเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่คนจัดงานต้องรับผิดชอบ
การทัวร์ทุกครั้งจึงพิเศษ ไม่ใช่โอกาสที่หามาโดยง่าย เมื่อมันยาก ทุกคนจึงเห็นคุณค่า ตั้งใจ ให้ความสำคัญ

วงเล่าว่าการทัวร์ครั้งหนึ่งต้องมีสมาชิกรวมทีมงาน 14 – 15 คน เวลาซาวนด์เช็ก ไม่มีคนทำให้ ทุกคนต้องทำเอง เพราะเครื่องดนตรีเฉพาะทางอย่างซอหรือพิณต้องใช้วิธีพิเศษในการตั้งเสียง
ASIA7 ไม่ใช่วงที่เล่นอย่างเดียว แต่ใส่ใจภาพลักษณ์ของวง สิ่งที่คนดูจะได้เห็นต้องสอดคล้องกัน สมาชิกแบ่งงานช่วยคุยเรื่องคอสตูม เสื้อผ้าใส่ชุดอะไร ธีมแบบไหน
แม้แต่เวที วงก็ต้องทำการบ้านล่วงหน้า เพราะสมาชิก 8 คน ใครจะยืนตรงไหนเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเป็นทีมฟุตบอล ASIA7 ใช้แผนการเล่น 3 – 3 – 2 ด้านหลังยืน 3 คน (กลอง-เบส-คีย์บอร์ด) กลาง 2 คน (กีตาร์-พิณ) หน้าสุด 3 คน (ร้องนำ-ซอ-พิณ) เป็นตำแหน่งที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมากสุด การรู้ผังเวทีจึงต้องประณีตกว่าวงทั่วไป บางอย่างต้องปรับแบบนอกกรอบ เช่น ซอเป็นเครื่องดนตรีที่ต้องนั่งเล่น แต่วงนี้ต้องยืน มีช่วงโซโล่ในหลายเพลง ต้องดัดแปลงให้ยืนเล่นได้
อย่าคิดว่าเป็นศิลปินค่ายแล้วจะได้เล่นสวย ๆ มีคนทำทุกอย่างให้ ASIA7 เป็นวงที่อดทนมากกว่าที่คนคิด ประสบการณ์การเอาตัวรอดสมัยทำวงอินดี้ (พวกเขาเรียกว่า ทักษะการหนีตาย) บวกกับทักษะการทำงานเป็น Back up มีประโยชน์มาก
สัดส่วนการเล่นในไทยและต่างประเทศของ ASIA7 พอ ๆ กัน แต่ปีหลัง ๆ เริ่มเล่นในไทยมากกว่า (วงเพิ่งกลับจากการเล่น 4 ภาคมาหมาด ๆ) ส่วนหนึ่งเพราะแฟนชาวไทยของวงมีมากขึ้น
จุดเปลี่ยนที่ทำให้วงมีแฟนคนไทย เริ่มต้นจากหนึ่งเพลงที่พวกเขาไม่คาดหวัง แต่สร้างผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง

อย่าประมาทพลังของเพลงในแพลตฟอร์ม
หลังอัลบั้มที่ 2 นักแสวงโชค (The Seeker) วงเริ่มมีชื่อมากขึ้น มีงานอีเวนต์มากขึ้น พวกเขาเริ่มทำเพลงชุดใหม่ ทยอยปล่อยแบบซิงเกิล สลับกับการไปร่วมงานแบบพิเศษ เช่น ทำเพลง ฟื้น (Reborn) ประกอบซีรีส์ ทิชา, ทำเพลง จอมขวัญ ประกอบซีรีส์ หอมกลิ่นความรัก รวมถึงอยู่ในโปรเจกต์พิเศษ ซนซน 40 ปี GMM Grammy ร้องเพลงดังอย่าง สัญญาต้องเป็นสัญญา ของ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์
แต่กระนั้น วงก็ยังเดินตามเส้นทางแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมือนที่วางแผนไว้ในวันแรกของการเข้าค่าย ระหว่างนั้นวงทำเพลงหนึ่งที่น่าจะเป็นหนึ่งในซิงเกิลของอัลบั้มที่ 2 ตามแผน
Loop (ฉันจึงวนกลับมา) คือเพลงที่ว่า
ด้วยยอดที่ไม่สูงมากช่วงเปิดตัว ทำให้สมาชิกทุกคนทำใจมูฟออนไปทำเพลงต่อไป
3 เดือนต่อมา ค่ายและวงสังเกตว่าอยู่ดี ๆ ยอดวิวของเพลงก็สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ สาเหตุคือมีคนนำเพลงนี้ไปตัดต่อประกอบนิยายบน Webtoon และอนิเมะ เช่น มุมมองนักอ่านพระเจ้า หรือ อ่านชะตาวันสิ้นโลก (โดย sing N song) Until Then เกมอินดี้จากค่าย Polychroma Games หรือ Frieren: Beyond Journey’s End มังงะที่ถูกสร้างเป็นอนิเมะโดย Kanehito Yamada
คนในวงการดนตรีรู้อยู่แล้วว่า TikTok สำคัญ แต่การกลับมาดังของ ASIA7 เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายมาก เช่น กรณีเกม Until Then เกิดจากการแคสต์เกมของนักแคสต์ชื่อดังอย่าง HEARTROCKER แล้วเอาเพลง Loop มาใส่ PR ค่ายเพลงคงคิดวิธีโปรโมตแบบนี้ไม่ได้แน่ ๆ
สิ่งที่วงและเราเรียนรู้จากเคสนี้ คือคอนเทนต์จากผู้ชมมีพลังกว่าที่คิด ถึงขั้นเปลี่ยนชีวิตวงได้เลย โดยเฉพาะในแพลตฟอร์ม TikTok
ผลจากเพลง Loop ทำให้ยอดสตรีมมิ่งเพลงพุ่งทะยาน จำนวนโชว์มากขึ้น คนรู้จักวงมากขึ้น พวกเขาเห็นกับตาที่คอนเสิร์ตที่ลานย่าโม นครราชสีมา
“วันนั้นมันเป็นงานจังหวัด ถ้าจำไม่ผิด วันนั้นเราเล่นกับ Moderndog พอเห็นคนเยอะ เราเข้าใจได้ว่ามาดู Moderndog แน่นอน
“แต่พอ ASIA7 กำลังจะขึ้น ทุกคนยืน แล้วดันเข้ามาข้างหน้า คนเต็มลานย่าโม
“ลานใหญ่มากนะคะ หรือเขากลัวไม่มีที่ยืน เพราะตอนนั้นพวกหนูไม่เชื่อเลย ไม่เคยมีคนเยอะขนาดนี้มาก่อน
“ปกติเราจะถามทุกครั้งว่า ใครตั้งใจมาดู ASIA7 บ้าง อยากรู้ว่าใครเป็นแฟนคลับเราจริง ๆ คนก็ส่งเสียงกลับมาซึ่งดังมาก หรือเขากรี๊ดเพื่อเป็นมารยาทเฉย ๆ แต่พอเพลง Loop ปุ๊บ ของจริงว่ะ ทุกคนร้องได้เสียงดัง เปิดแฟลช แสงไฟทำให้เรารู้ว่าคนเยอะขนาดไหน เพราะมันเห็นไฟจนสุดทาง” ทั้งวงแย่งกันเล่า
ต้นเล่าว่า เพลง Loop ทำให้วงรู้สึกไม่เสียดายที่ลงแรงเพลงก่อนหน้านี้ เพราะเมื่อเพลงดัง คนก็ตามไปฟังวงอื่น ๆ ทำให้ฐานแฟนวง ไม่ได้ตามเพราะเพลงเดียว แต่ชอบเพลงอื่นด้วย นั่นทำให้ยอดวิวเพลงอื่นดีขึ้น เวลาเล่นโชว์เพลงที่ไม่ใช่ Loop ก็สนุกขึ้น
สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าวงไม่ตั้งใจทำ ‘ทุกเพลง’
นักฟังเพลงยุคก่อนมักเสียดายที่วงยุคนี้หันมาทำเพลงแบบซิงเกิล ไม่ใช่อัลบั้ม ทำให้เสน่ห์ในการเรียงเพลงเพื่อเล่าเรื่อง หรือการคิดแบบ Concept Album หายไป
แต่ถ้าเราอ่านสัมภาษณ์ศิลปินยุคนั้นมากพอ จะเริ่มสังเกตว่าบางศิลปินก็อ่อนล้ากับการทำเพลงให้ครบ 10 เพลงจะได้ขายเป็นอัลบั้ม บางคนก็ยอมรับออกสื่อว่าต้องรีบทำเพลงเพื่อถมให้เต็ม ไม่ได้ตั้งใจเต็มร้อยเหมือนเพลงอื่น
ASIA7 เกิดในยุคที่ศิลปินทำเพลงแบบซิงเกิล ข้อดีคือพวกเขามีเวลาตั้งใจทำทุกเพลง ส่วนการคิดเป็นอัลบั้ม ค่อย ๆ คิดคอนเซปต์ก็ไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก
อย่างที่บอกในข้อต้น ๆ นี่คือวงที่เห็นคุณค่าของโอกาส ตั้งใจทุกเพลง วันหนึ่งสิ่งนี้ก็ย้อนกลับมาตอบแทน
ทำให้คนยอมรับ ด้วยวิถีของตัวเอง
ทำงานมาเหนื่อย ๆ จบงานเมื่อไหร่ คุณย่อมอยากกลับบ้าน
ศิลปินก็เช่นกัน แต่ ASIA7 ไม่ได้คิดแบบนั้นหลังจบโชว์
“ไม่รู้ว่าวงอื่นทำหรือเปล่า แต่เราต้องทำ” วงพูดถึงการอยู่ส่งแฟนคลับ ถ่ายรูป แจกลายเซ็น จนถึงแฟนคนสุดท้าย ซึ่งพวกเขามีชื่อเรียกแฟนกันเองว่า ‘ลูกบ้าน’
“เราพยายามใส่ใจ เพราะรู้สึกว่าแฟนคลับเราไม่ใช่แฟนคลับธรรมดา เขาต้องศรัทธาขนาดไหนถึงเลือกมาฟังวงที่แปลกและเพลงไม่ได้แมสขนาดนั้น บางทีเขาต้องให้ใจเรามาก ใช้ความพยายาม เราเลยพยายามใส่ใจกับสิ่งนี้กลับไป”
วงแบ่งงานกัน ถ้าสมาชิกไม่ครบ อย่างน้อยแฟนต้องได้ถ่ายรูปสมาชิกบ้าง ใครไปเจอแฟนได้ให้ไปเจอก่อน ASIA7 มีแฟนต่างประเทศไม่น้อย บางคนบินมาเพื่อมาดูที่ประเทศไทย ไม่สนใจแฟนไม่ได้
ปี 2025 เป็นช่วงเวลาก้าวกระโดดของ ASIA7 อัลบั้มใหม่ของพวกเขา DEEPMIND มาจากการนำเพลงซิงเกิลมากางดู และพบว่าแก่นกลางของเนื้อหาพูดถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใจ ซึ่งเข้ากันดีกับสภาวะที่วงใส่ใจอยู่ทุกวันนี้
สมาชิกวง ASIA7 หลายคนมีงานอื่นทำควบคู่ไปด้วย ทั้งงานแบ็กอัป ทำมิวสิกโปรดักชัน เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย งานเหล่านั้นเป็นรายได้หลัก แต่ในแง่การลำดับความสำคัญ ทุกคนเทเวลาให้ ASIA7 เป็นอันดับแรกเสมอ
วงดนตรีทุกวง ศิลปินทุกคน มีเส้นทางของตัวเอง เราไม่ควรเอาเส้นทางของคนอื่นมาตัดสินคุณค่าความเป็นตัวเรา
“ผมว่า DEEPMIND ทำให้เราโตขึ้น ทำให้เห็นว่าวงแบบนี้จะอยู่ชั้นไหนในร้านสะดวกซื้อ อยู่หมวดหมู่ไหน วันนี้เราอาจจะอยู่หัวแถวก็ได้ครับ วันหนึ่งน้อง ๆ เพื่อน ๆ ที่จะทำเพลงแบบนี้จะเริ่มโตขึ้น มันคือการสร้างความเป็นไปได้ให้แนวเพลงนี้”
พวกเขาเล่าว่า มีบางปีเหมือนกันที่วงสงสัยในตัวเอง ตั้งคำถามว่าควรทำเพลงเลี้ยวไปทางไหนเพื่อให้วงมีคนเห็นมากขึ้น
“เราสงสัยในตัวเอง แล้วเราทำมันออกมาด้วยนะคะ ซ้ายสุดถึงขวาสุดก็ทำมาแล้ว งงกันมา จนวันนี้ คนที่ตอบความสงสัยนี้ไม่ใช่เรา คนดูคือคนตอบ เพลงที่เขาชอบ คือสิ่งที่เรามั่นใจที่สุดตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่เราแค่เขวไปเขวมา ตอนนี้ทุกคนให้ฟีดแบ็กกลับมาว่า ASIA7 แบบวันแรกนี่แหละคือสิ่งที่ทุกคนต้องการจะฟัง”









