9 YEARS OF YOU แต่ละปีที่มีเธอ ซีรีส์รักโรแมนติกฝีมือ บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้ ว่าด้วยความสัมพันธ์ของเพื่อนสนิท 2 คน คือ นับดาว สาวเอ็กซ์โทรเวิร์ตขั้นสุด รับบทโดย เฌอปราง อารีย์กุล และ ภารัณ หนุ่มอินโทรเวิร์ตผู้แสนใจดี รับบทโดย เอม-สรรเพชญ์ คุณากร
คุณากรเดียวกันกับ ดู๋ สัญญา พิธีกรแถวหน้าของเมืองไทยนั่นแหละ
เอมในวัย 25 ปี เรียนจบด้านชีววิทยาจากสหรัฐอเมริกา ตั้งใจเรียนต่อเพื่อเป็นสัตวแพทย์ มีหนทางสดใสรออยู่ข้างหน้าอีกยาวไกล แต่เขาเลือกกลับบ้านเกิดเพื่อเป็นนักแสดงด้วยตัวเอง และชิมลางในวงการบันเทิงครั้งแรกในฐานะพระเอก ไม่ใช่ในฐานะลูกดาราที่ติดสอยห้อยตามคุณพ่อไปออกรายการอีกต่อไป
การเกิดเป็นลูกคนดังทำให้เอมตระหนักรู้ว่าชีวิตเต็มไปด้วยโอกาส แต่นั่นมาพร้อมกับการพยายามเป็นคนที่ดีกว่านี้ในทุก ๆ วันด้วยเช่นกัน


เราเดินทางมาคุยกับเอมถึงตึกสูงย่านอโศก ในวันที่เขาเดินสายให้สัมภาษณ์ตั้งแต่เช้ายันเย็น ชายหนุ่มตรงหน้าวอร์มร่างกายเล็กน้อยด้วยท่วงท่าชกมวยที่เขาถนัด นั่งเก้าอี้พลาสติกตอบคำถามด้วยท่าทีสบาย ๆ พร้อมเปิดเผยเรื่องชีวิตประหนึ่งเพื่อน
แม้จะไม่เอาดีด้านการเป็นพิธีกรเหมือนพ่อ แต่เอมก็คิดเร็ว ตอบไว เล่าเรื่องวัยเด็กที่เคยถูกกลั่นแกล้งอย่างไม่เคอะเขิน ส่งเสียงดังเมื่อพูดถึงสังเวียนมวยของเขา และเป็นอีกคนที่คุยสนุกจนลืมเวลา
1 ชั่วโมงผ่านไปอย่างราบรื่น เคล้าเสียงหัวเราะและรอยยิ้มเอ็นดูของทีมงานมากมาย ไม่ใช่แค่กับพ่อแม่หรอก แต่ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนนี้ก็คล้ายจะเป็นเพียงเด็กน้อยที่ทีมงานคอยส่งเสียงเชียร์ให้โพสท่าถ่ายรูปอย่างเป็นธรรมชาติ
ทำไงได้ นายแบบหน้าใหม่ดันหล่อเกินไปซะด้วยสิ
ชื่อ ‘เอม สรรเพชญ์’ มีความหมายว่าอะไร
เท่าที่จำได้ สรรเพชญ์ แปลว่า ผู้รู้ทุกสิ่ง ผมชอบมาก
ส่วนเอม พ่อตั้งให้ คือ Aim Eye มาจากกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นพ่ออินมาก
ทราบมาว่าตอนเด็ก ๆ พ่อเรียกคุณว่า ตึ๋งน้อย ชื่อนี้มีที่มาที่ไปยังไง
พ่อน่าจะแค่หมั่นไส้แหละครับ (หัวเราะ) แต่ผมก็งงนะ เพราะตอนถามพ่อถามแม่ว่าผมเป็นเด็กแบบไหน ทุกคนก็บอกว่าผมเป็นเด็กเรียบร้อยมาก แล้วทำไมพ่อถึงเรียกว่าตึ๋งน้อย ซึ่งพ่อเขามีช่วงที่เรียกทุกคนว่าตึ๋งหมดนะ เรียกหมาว่าตึ๋งจิ๋ว เรียกผมว่าตึ๋งน้อย ส่วนเขาเป็นตึ๋งใหญ่
แล้วคุณแม่ล่ะ
พ่อไม่กล้าเรียกหรอกครับ (หัวเราะ)
ทำไมเด็กเรียบร้อยถึงมีบ้านต้นไม้เป็นของตัวเองที่สวนหลังบ้าน
ว้าว รู้ได้ยังไงครับ! ผมเป็นคนชอบ Outdoor อยู่แล้ว ชอบอยู่กับธรรมชาติ จุดเริ่มต้นคือการดู สตีฟ เออร์วิน ตอนเด็ก ผมเลยอยากเป็นเหมือนเขา แล้วบ้านเราก็มีสวนขนาดใหญ่ เราเลี้ยงเต่า เลี้ยงจระเข้ เลี้ยงงู ตั้งแต่เด็กเลย
พูดตามตรงว่าผมแทบไม่ได้ขึ้นไปบ้านต้นไม้เลยนะ เสียดายมาก เพราะผมก็จะเล่นกับสัตว์ข้างล่าง ผมชอบขุดหากระดูกไดโนเสาร์ ขุดหากิ้งก่า จริง ๆ ผมไม่อยากได้ด้วยแต่คุณแม่จะสปอยล์นิดหนึ่ง เห็นว่าเราชอบอยู่ข้างนอกก็เลยสร้างบ้านต้นไม้ขึ้นมาในสวนเลย ผมก็งง พ่อก็งง แต่บ้านนี้ทุกคนยอมแม่ครับ (ยิ้ม)
คุณเป็นเด็กตัวเล็กมากถึงขนาดโดนกลั่นแกล้งตอนเรียนประถม ช่วยเล่าประสบการณ์ให้ฟังหน่อยได้ไหม
ผมเรียนโรงเรียนอินเตอร์ตั้งแต่เด็ก แต่ก่อนเข้าโรงเรียนผมถนัดภาษาไทย เพราะคุยกับพ่อแม่ภาษาไทย แต่โรงเรียนอินเตอร์บังคับให้ทุกคนพูดภาษาอังกฤษ แล้วผมเป็นลูกคนเดียว ขี้อายอยู่แล้ว พูดภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ ผมเลยเลือกที่จะไม่พูด เด็กในห้องน่าจะหมั่นไส้ เลยโดนแกล้งไป 2 – 3 ปี
หนักขนาดไหน
หนักพอสมควร เรียกว่าทำร้ายร่างกายก็ได้ แต่สิ่งนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบกับผมมากที่สุดหรอกครับ มันคือการที่เรากลัวต่างหาก ทำให้ไม่อยากไปโรงเรียน ตอนพักก็อยากอยู่ในห้องกับครู เพราะรู้สึกปลอดภัย แทนที่จะออกไปข้างนอก ไปกินข้าวกับเพื่อน
ตอนนั้นผมไม่ชอบความรู้สึกที่ทำอะไรไม่ได้เลย อึดอัดมาก ตั้งแต่โดนบูลลี่มาผมก็ชอบอะไรที่เกี่ยวกับพละกำลัง แล้วก็เริ่มสนใจการต่อยมวยหลังจากนั้น

นั่นทำให้คุณตัดสินใจเรียนต่อยมวยเหรอ
ผมดู ดราก้อนบอล แล้วอินมาก อยากเป็นแบบนั้น (หัวเราะ) พ่อเห็นเราชอบ เลยถามว่าลองเรียนมวยไหมเอม พอผมได้ลองเรียนอย่างจริงจังแล้วก็ชอบมากครับ ไม่ได้แพลนจะไปล้างแค้นใคร เราเข้าใจว่าความกลัวมันเป็นยังไง เราไม่อยากทำแบบนั้นกับคนอื่นด้วย
พ่อเคยผลักดันให้คุณเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ เขาอยากให้คุณเป็นนักมวยจริงจังด้วยไหม
ตอนนั้นเขาอยากให้ผมเข้าทีมกีฬาสักอย่าง สอนวินัย สอนให้เข้ากับคนอื่น บังคับให้เราทำสิ่งที่เราไม่อยากทำเพราะมีประโยชน์ แต่กับมวยผมชอบเอง แล้วก็มีโอกาสได้ชกแข่งตอนปี 2018
โอเค เราไม่ได้อยากแข่งขันจริงจังหรอก แต่เรียนมาขนาดนี้แล้วก็อยากรู้ว่าเราเก่งจริงหรือเปล่า อยากขึ้นเวทีสักครั้งหนึ่ง
ผลเป็นยังไง
ชนะสิครับ! (ยิ้ม) เราแข่งมวยกรง เพราะผมเรียนมวยไทย มวยสากล แล้วก็เรียนมวยปล้ำด้วย
จำได้ว่าเป็นแมตช์แรกของคู่ชกผมเหมือนกัน แล้วเขาก็เป็นลูกของครูมวยไทยโด่งดังท่านหนึ่ง ส่วนผมเป็นลูกดารา ผมคิดว่าไม่ค่อยยุติธรรม เขาตัวสูงกว่าผมแต่น้ำหนักเราเท่ากัน ผมเลยใช้วิธีล็อกตัวเขาจนชนะครับ

ในฐานะลูกดาราที่เติบโตมากับคนในวงการบันเทิง คุณคิดเห็นยังไงเวลามีคนพูดว่าวงการนี้น่ากลัว
น่ากลัวจริง ๆ ตอนไปรายการของพ่อ ไฟก็เยอะ คนดูก็เยอะ สิ่งที่ผมกลัวคือดาราทุกคนคาแรกเตอร์ชัดมาก ซึ่งผมรู้สึกมาตลอดว่าเราไม่ใช่คนแบบนั้น
ผมเปิดตัวเองกับวงการนี้ตั้งแต่เด็ก เพราะพ่ออยากให้ผมลองทุกอย่าง เห็นทุกอย่าง แต่ผมไม่ได้คิดว่ามันสนุกเลย ผมชอบอยู่คนเดียวมากกว่า
แต่คุณก็ได้เป็นพิธีกรสัมภาษณ์ ชาริล ชัปปุยส์ ในรายการ ที่นี่หมอชิต ตั้งแต่อายุน้อย ๆ เลยนะ
โอ้โห ย้อนกลับไปดูคือเขินมาก ผมพูดน้อยมาก แต่สำหรับผมตอนนั้นคือดีแล้วนะ (หัวเราะ)
พ่ออยากให้ผมสัมภาษณ์ ชาริล ชัปปุยส์ เป็นภาษาอังกฤษ ผมก็บอกว่า ทำได้ แต่ขอให้พ่อไม่อยู่ด้วย เพราะถ้าเกิดพ่ออยู่ด้วยยิ่งเกร็งกว่านั้นอีก แล้วผมเชื่อว่าทุกคนเป็นแหละ ตอนอยู่กับพ่อแม่เราจะกลายเป็น ‘ลูกเขา’ ทันที เพราะเราเป็นลูกเขา เหมือนกลับไปเป็นเด็กทันทีเลย
ซึ่งพ่อดูแล้วก็แฮปปี้นะ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมกล้าพูดออกรายการ แล้วก็ยังพอเล่นกับแขกได้ ผมเองก็ชอบวันนั้นนะ แต่รู้เลยว่าฝืนธรรมชาติของตัวเองอยู่ (หัวเราะ)
ตอนที่ครอบครัวส่งไปเรียนเมืองนอก คุณเป็นเด็กอายุ 18 ที่กลัวการอยู่คนเดียวหรือดีใจที่จะได้ออกจากบ้าน
ผมไม่ได้มีความรู้สึกอะไรนะ ก็แค่โอเค เข้าใจว่าต้องลองดู คิดอยู่ตลอดว่าคงไม่น่ายากมาก เพราะเราเรียนอินเตอร์มา แล้วพ่อแม่ก็ไม่ได้อยู่บ้านบ่อย เราเลยได้ใช้เวลากับตัวเองเยอะ พอไปอยู่ก็แทบไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลยครับ


ทำไมเด็กที่ชอบขุดหาไดโนเสาร์ถึงตัดสินใจเรียนการตลาดล่ะ
ผมวางแผนไว้ 3 อย่างในหัว คือชีววิทยา ฟิล์ม แล้วก็การตลาด
ผมชอบฟิล์ม เพราะชอบดูหนัง เคยทำช่องยูทูบกับเพื่อน (เอมบอกว่า ลบไปแล้วนะครับ ไม่ต้องเสิร์ช ฮา) พอทำแล้วก็รู้ตัวว่าไม่ได้ชอบจริงจังขนาดทำงานได้ ส่วนชีวะผมก็ยอมรับว่ากลัวเรียนหนัก เลยเลือกเรียนการตลาดเพราะคงผ่านได้สบายที่สุด พอเรียนจบปีแรกก็พบว่าไม่ตอบโจทย์ งั้นลองเสี่ยงกับการเรียนชีวะดีกว่า เป็นจังหวะเดียวกันกับที่หมาตัวเก่าของผมเป็นมะเร็ง ทำให้คิดว่าถ้าเรารักษาเขาได้คงดี พอมาเรียนชีวะจริง ๆ ก็เจอความรู้สึกใช่อย่างที่ตามหา ผมเลยตั้งใจจะเป็นสัตวแพทย์ครับ
หลายคนเลือกไปใช้ชีวิตเมืองนอกเลย ทำไมเอมเลือกกลับไทยมาทำอาชีพนักแสดง
ผมกับพ่อคุยกันว่า ถ้าเรียนจบแล้วควรใช้เวลาเรียนรู้ตัวเองก่อน ไม่ใช่เรียนจบแล้วเรียนต่ออีก จะได้รู้ว่าประสบการณ์ทำงานจริงเป็นยังไง แล้วผมมีโอกาสเรียนคลาสการแสดงที่นู่น ทำให้รู้ตัวว่าชอบการแสดงมาก ๆ
อย่างที่บอก เราเคยทำช่องยูทูบกับเพื่อน ชอบการเล่าเรื่อง แต่เราไม่กล้าแสดง เพราะคาแรกเตอร์เราไม่ใหญ่ ไม่ได้เป็นคนเปิดเผยตัวเองมาก เลยไม่กล้าบอกใครว่าอยากเป็นนักแสดง แต่พอได้ลองเล่นในภาษาที่เราถนัดก็มีความสุขมาก พอกลับไทยก็รู้เลยว่าถ้าไม่ลองทำตอนนี้จะเสียดายไปอีกนาน
รู้สึกยังไงที่ผลงานแรกของตัวเองในวงการกำกับโดย บอย ถกลเกียรติ
ตอนแรกผมไม่คิดอะไร เพราะไม่ได้รู้เรื่องในวงการมาก แต่พอพ่อพูดว่า เฮ้ย พี่บอยเก่งมากนะ ผมก็เริ่มคิดว่านี่คือเรื่องใหญ่เหรอ ยิ่งกดดันเข้าไปอีก ทั้งเป็นเรื่องแรกของเรา การเป็นลูกพี่ดู๋ด้วย แล้วก็ได้รับบทที่ดีมาก ๆ ซึ่งพี่บอยมากำกับเอง ต้องทำให้ดีที่สุดเลยครับ


กระบวนการหานางเอกคนแรกของเอมเป็นยังไงบ้าง
พอสัมภาษณ์กับพี่บอยก็ได้รู้ว่าบุคลิกตัวละครนี้คล้าย ๆ ผม แล้วเราก็หานางเอกไปหลายคน จนได้เจอเฌอปราง เฌอเป็นคนเดียวที่ผมเขินที่สุดแล้ว เพราะผมรู้จักเขามาก่อน เรารู้จัก BNK48 อยู่แล้ว ผมอัปเดตพ่อตั้งแต่แคสต์แล้วว่าได้เล่นกับเฌอนะ พ่อบอกว่าเฌอเป็นเด็กน่ารักมาก
ผมรู้สึกว่าเรามีความคล้ายกันตั้งแต่เวิร์กช็อปแรก ๆ ตอนแรกคล้ายกันแค่เป็นเด็กสายวิทย์ แต่พอได้รู้จักเฌอจริง ๆ ทัศนคติของเราคล้ายกันมาก ตรรกะของเฌอผมตามทันได้แบบเป๊ะ ๆ เลย
ซีรีส์ 9 YEARS OF YOU แต่ละปีที่มีเธอ เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ 9 ปีของเพื่อนสนิท คุณเวิร์กช็อปร่วมกับเฌอปรางยังไงให้เหมือนเพื่อนสนิทกันจริง ๆ
นั่นสิ (หัวเราะ) ไม่รู้ว่าเป็นแผนของผู้กำกับหรือเปล่านะ แต่คิวแรกคือเขาให้เราเจอทุกสถานการณ์เลย! ให้ผมจูบเฌอ ให้ร้องไห้กับเฌอ ให้ทำทุกอย่างกับเฌอจนละลายพฤติกรรมได้ โชคดีที่เฌอมืออาชีพมาก รู้ว่าการจูบ การใช้อารมณ์เหล่านี้คืองาน แล้วเขาก็เข้าใจผมมากกว่าเล่นซีรีส์เรื่องแรก หลังจากนั้นเราก็ไม่มีมาเก๊กใส่กัน คุยกันเป็นเพื่อนได้เลย สบายมากครับ
ในมุมมองของเอม คิดว่าเพื่อนสนิทควรมีนิสัยเหมือนกันไหม
เหมือนกันก็ดี เพราะเขาจะเป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าใจเรา แชร์กันได้ทุกอย่าง แต่การมีเพื่อนที่แตกต่างกันก็ดีมาก เพราะเราจะได้มุมมองใหม่ ๆ จากเขา แล้วจะไม่ติดอยู่ใน Echo Chamber
แล้วคนรักล่ะ
ก็เหมือนกับเพื่อน แต่แฟนต้องมีความคล้ายกันในระดับหนึ่ง เรื่องใหญ่ ๆ ควรจะคิดเหมือนกัน แต่เรื่องเล็ก ๆ อย่างเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ไม่ต้องเหมือนกันก็ได้ ขอแค่เข้าใจกันก็พอ
การให้ของขวัญ การพูดคำพูดดี ๆ การดูแลเอาใจใส่ การสัมผัสทางกาย การใช้เวลาร่วมกัน วิธีการแสดงออกของความรักของเอมเป็นแบบไหน
อันดับ 1 คือการสัมผัสทางกาย การดูแล หลังจากนั้นก็น่าจะใช้เวลาร่วมกัน คำพูด แล้วค่อยให้ของขวัญ
ที่ผมให้ความสำคัญกับการสัมผัสทางกายที่สุด เพราะเราแค่จับมือเขา แตะตัวเขา เขาก็รู้ว่าเราอยู่ตรงนี้ ไม่ต้องอธิบายด้วยคำพูด

การเล่นซีรีส์เรื่องนี้ทำให้มุมมองความรักของคุณเปลี่ยนไปบ้างไหม
(นิ่งคิด) เรียกว่ามีมุมมองชีวิตเปลี่ยนไปเลย
ตอนแรกผมคิดว่า อ๋อ มันเป็นบทที่จริงจังมาก เจอหลากหลายสถานการณ์มาก แต่พอคิด ๆ ดูแล้ว ถ้าไฮไลต์ในแต่ละปีของเราเหลือแค่ชั่วโมงเดียว อะไรคือเรื่องที่ดราม่าที่สุด ทั้งหมดในซีรีส์คือสิ่งที่เราเจอได้จริง ๆ เพราะฉะนั้น เราควรอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับสิ่งที่เรามี แล้วอย่าลืมว่ามันเป็นสิ่งสำคัญมาก
ต้องรับบทเป็นตัวละครที่โตกว่าอายุตัวเอง คุณจินตนาการถึงประสบการณ์ที่ไม่เคยมีได้ยังไง
ผมเป็นคนโตกว่าอายุนิดหนึ่งอยู่แล้ว แต่บางสถานการณ์ที่เจอในบทไม่มีทางที่เราจะคิดได้เลย
โอเค มีลูก ใคร ๆ ก็คิด แต่งงาน ใคร ๆ ก็คิด แต่สถานการณ์อื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ ผมไม่เคยคิดเลย แล้วพอต้องเล่นบทนั้น เราก็ต้องใช้จินตนาการทั้งหมดที่มีในฐานะที่ตัวละครคาแรกเตอร์ใกล้เคียงตัวผม แทบจะเอาตัวเองไปใส่ในสถานการณ์นี้เลย
สำหรับผม ถ่ายตอนแรกยากที่สุดเพราะยังไม่ชินกับการแสดง แต่ตอนหลัง ๆ จะยิ่งมีฐานของตัวละครให้เรามองย้อนกลับไป เริ่มรู้สึกว่าตัวละครนี้มีชีวิตจริง เขาเคยเจอเรื่องแบบนี้มา เขาจึงคิดแบบนี้
นักแสดงหน้าใหม่เตรียมพร้อมสำหรับคอมเมนต์ต่าง ๆ นานาจากชาวเน็ตแล้วหรือยัง
พร้อมครับ ผมน่าจะแยกแยะได้ว่าเขาวิจารณ์ฝีมือเราจริง ๆ ไม่ได้พยายามทำให้เราเจ็บปวด แบบนั้นผมจะรับไว้นะ เพราะปกติผมก็วิจารณ์ตัวเองหนักอยู่แล้ว (หัวเราะ)
ถ้าคุณต้องไปออกรายการ เจาะใจ คำถามไหนที่ไม่อยากให้พ่อถามมากที่สุด
ไม่มี ต่อให้อยากให้พ่อถามสิ่งที่เขาไม่เคยรู้ ผมก็ไม่ใช่คนที่ปิดบังอะไรจากพ่ออยู่แล้วครับ (ยิ้ม)

