19 มิถุนายน 2025
4 K

พระนารายณ์หน้าฝรั่ง จมูกโด่งเป็นสัน นอนเปลือยกายโชว์มัดกล้าม นางเมขลายืนโชว์หน้าอกสวมกางเกงยีน ชาวตะวันตกใส่ลอมพอกแบบไทย

หากอ่านแค่ตัวอักษร คุณอาจนึกไม่ออกว่าสิ่งต่างวัฒนธรรมคนละฟากโลกเช่นนี้มารวมกันเป็นงานศิลปะแล้วจะหน้าตาเป็นอย่างไร

มีประติมากรไทยคนหนึ่งนำทั้ง 2 สิ่งนี้มาสร้างสรรค์รวมกัน จนเป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่ไม่มีใครเหมือน

เรากำลังพูดถึง วายุ-วายุพัด รัตนเพชร บัณฑิตสาขาวิชาประติมากรรม คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ ที่เพิ่งออกจากเตาเผาสีเขียวเวอริเดียนมาหมาด ๆ

เอกลักษณ์ในงานของเขาคือการปั้นรูปบุคคล Figurative แบบพหุวัฒนธรรมที่นำเอาความงามสมจริงอย่าง Academic Realism ในงานตะวันตกมาผสานเข้ากับความงามเหนือจริงในอุดมคติ แฝงด้วยเรื่องราวและกลิ่นอายแบบไทยประเพณี

Mango Art Festival 2025’ ที่ River City Bangkok งานอาร์ตแฟร์ใหญ่ในบ้านเราเมื่อเดือนที่แล้ว เด็กจบใหม่คนนี้ได้มีชื่อเป็นหนึ่งในศิลปินที่ร่วมแสดงผลงาน เป็นตัวแทนของคนทำงานฟากประติมากรรมท่ามกลางเพื่อนศิลปินแขนงต่าง ๆ

หลังจากพบกันที่หน้าบ้าน วายุพาเราเดินผ่านมวลสร้างสรรค์สารพัดประเภทของสมาชิกในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นงานประณีตศิลป์อย่างหัวโขน หนังใหญ่ ตาลปัตรพัดรองที่ระลึก งานวาดด้วยเทคนิคต่าง ๆ ทั้งจิตรกรรมไทยและสีน้ำมัน และงานต้นแบบประติมากรรมหลายขนาด 

จนมาถึงห้องชั้นบนสุด ด้านหน้าประติมากรรมขนาดยักษ์ฝีมือตัวเอง วายุนั่งลงพร้อมเริ่มบทสนทนาในสตูดิโอส่วนตัว

ชีวิตของเขาถูกนวดปั้นและขึ้นรูปมาอย่างไร ผลงานต่าง ๆ ของเขาผ่านวิธีคิดแบบไหน และภาพอนาคตที่ออกแบบไว้เป็นเช่นไร คุณจะได้รู้นับจากบรรทัดนี้

ประติมากรรมต้นแบบ

วายุเติบโตในบ้านของข้าราชการสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร มีคุณพ่อเป็นนายช่างประณีตศิลป์ และคุณแม่ทำงานออกแบบอยู่ฝ่ายศิลปะประยุกต์ ส่วนคุณลุงทำอนุสาวรีย์

ในวัยเยาว์เขามีของเล่นเป็นดินเหนียว มีโรงประติมากรรมเป็นสนามเด็กเล่น ได้ปีนนั่งร้านและหยิบจับเครื่องมือช่างปั้น และอยู่กับผู้เชี่ยวชาญงานศิลปกรรมไทยหลายแขนง สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ ซึมซับกระทั่งมีทักษะโดยไม่ทันรู้ตัว

“ทางสายศิลปะมันเป็นโอกาสที่ยาก หรือถ้าอยู่ต่างจังหวัด การที่เราจะได้เห็นงานอย่างนี้คือยากมาก ๆ แต่เราเกิดมาในดงของงานศิลปะเลย ถือว่าได้เปรียบและได้โอกาสมากกว่า” เขายอมรับโดยดีถึงข้อได้เปรียบที่มากกว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน

ความสามารถด้านงานปั้นของวายุฉายแววตั้งแต่อนุบาล 2 ครั้งหนึ่งในคาบศิลปะ ขณะที่เพื่อนวัยเดียวกันยังปั้นดินน้ำมันไม่เป็นรูปร่าง บ้างทำได้แค่ลูกกลม ๆ หรือดอกไม้ง่าย ๆ เขากลับปั้นจระเข้ที่เหมือนจริงเกินความสามารถเด็ก ครูถึงกับจูงมือเขาพร้อมกับผลงานไปอวดกับครูคนอื่น เป็นภาพที่ยังติดอยู่ในความทรงจำถึงวันนี้

แต่ต่อให้มีต้นทุนดีแค่ไหน หากละจากความเอาจริงเอาจังไปคงยากจะเดินต่อ ความตั้งใจของเด็กชายวัย 5 ขวบ ไม่ใช่ทำงานแบบคุณพ่อหรือคุณแม่ เขาเลือกเดินตามรอยเท้าคุณลุง ไปทำงานเป็นช่างปั้นอนุสาวรีย์

เส้นทางสายประติมากร

หลังจากมีเป้าหมายแน่วแน่ว่าอยากเดินทางสายประติมากร วายุเริ่มต้นขีดเส้นทางการเรียนด้วยตัวเอง โดยมีครอบครัวคอยช่วยไกด์

ระหว่างคุยกันถึงเรื่องนี้ เขาค่อย ๆ กางเส้นทางที่วางไว้ตอนนั้นให้เราดู

วิทยาลัยนาฏศิลป – วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา – คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และปลายทางคือกรมศิลปากร

จุดสตาร์ตของวายุเริ่มตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น เขาเข้าเรียนโขนลิงที่วิทยาลัยนาฏศิลป อาจเพราะในประเทศไทยยังไม่มีโรงเรียนที่เน้นสร้างคนในสายศิลปะตั้งแต่ระดับการศึกษานี้ ทั้งโรงเรียนยังอยู่ไม่ไกลบ้านและที่ทำงานคุณพ่อคุณแม่

“เรียนโขนทำให้เรารู้ว่าท่าแบบนี้มันสวย เราจะรู้มากกว่าคนอื่น เช่น เส้นของท่า เราก็เอามาใช้ในงานเหมือนกัน อย่างงานโขนก็จะมียกแขนยังไงแล้วสวย เราก็เอามาใช้งานปั้น นาฏศิลป์ต้องเป๊ะมาก เราก็เอามาใส่ในงานด้วย”

หลังจากจบ ม.3 เขาข้ามมาเรียนที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา เรียนวิชาพื้นฐานศิลปะที่คุ้นเคยและรู้มาบ้างแล้ว เขาจึงทำหน้าที่เป็นตัวประกวดของโรงเรียนที่อาจารย์มักพาออกงานไปแข่งขันและติดรางวัลกลับมาอยู่เสมอ ๆ

“เรียนเสาวภาฯ ก็วิชาทั่วไป เรียนดรอวอิ้ง สีน้ำมัน ถ้าเพนต์ก็เพนต์ในคาบแล้วพอ แต่พอมาวิชาปั้น เราก็เต็มที่ ทำงานแต่เช้ายันดึก”

ในเมื่อมีทักษะศิลปะหลายแขนงมาตั้งแต่เด็ก ทั้งศิลปะไทยที่ได้วิชาจากคุณพ่อ วาดเขียนก็ไม่เป็นสองรองใคร แล้วเหตุใดวายุถึงชอบจับดินมากกว่าพู่กันหรือดินสอ

“มันโดนใจตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว งานปั้นมันมีมวลจริง ๆ มีสเปซจริง ๆ มีรูปจริง ๆ ที่เราอยู่กับมันได้ ทำให้เราประทับใจมาก เลยชอบงานปั้นมากกว่างานเพนติ้งที่เป็นแค่ 2 มิติ”

เปลี่ยนทาง

หลังมาตามเส้นทางที่วางไว้เกินครึ่ง เมื่อใกล้ถึงฝั่ง เขากลับเลือกเปลี่ยนจุดหมาย

การเรียนในมหาลัยทำให้รู้เพิ่มขึ้นในสิ่งที่คิดว่ารู้แล้ว ทำให้รู้ในสิ่งที่ยังไม่เคยรู้ และนั่นทำให้ความฝันไปเป็นช่างทำอนุสาวรีย์ในกรมศิลปากรจบลงไวกว่าที่เราคาด

วายุรักงานปั้นและทำออกมาได้ดี แต่หากเข้าไปรับราชการย่อมมีงานนอกเหนืออื่น ๆ ที่เข้ามาเบียดบังเวลาทำงานของเขาอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสารหรือเวลาการเข้าทำงาน การเป็นศิลปินจึงน่าจะทำให้เขาได้ใช้เวลากับสิ่งที่รักได้มากกว่า

ที่สำคัญ ตลอดมาเขาอยู่แต่กับงานศิลปะไทย อนุสาวรีย์ที่เห็นแต่เด็กส่วนมากมีเจ้าของเป็นหน่วยงานราชการต่าง ๆ หรืองานหัตถศิลป์ที่ทำก็เป็นการมอบหมายจากรัฐหรือวัด

กระทั่งก้าวเข้าสู่รั้วมหาลัย วายุได้เรียนรู้งานศิลปะในต่างประเทศมากขึ้น ตั้งแต่งานสมัยโบราณไปจนถึงร่วมสมัย และพบว่าสิ่งที่เพิ่งเจอนี้มีอะไรมากกว่านั้น

“เพิ่งมารู้ตอนเรียนว่าศิลปะมันสื่อพวกนี้ออกมาได้” เขาพบบทสนทนาของศิลปินซ่อนอยู่ในงาน เพื่อสื่อสารกับผู้ชม

“เราได้รู้ว่างานศิลปะจริง ๆ ไม่ใช่แค่ปั้นรูปแล้วไปติดตั้ง ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่งานศิลปะตอบโจทย์อะไรหลายอย่างมากกว่า มันพูดได้หลายเรื่องมากกว่า ไม่ใช่แค่รูปเคารพหรืองานสวยงามอย่างเดียว”

วายุเลยเบนเข็มไปเป็นประติมากรที่ทำงานสร้างสรรค์

1 : 5

ว่ากันว่าใน 5 ปีจะมีประติมากรผลิตออกมาจากสถาบันศิลปะในประเทศไทย 1 คน

“หรือมากกว่านั้น” เขาพูดถึงเวลา ไม่ใช่จำนวนคน

ส่วนหนึ่งเพราะประติมากรรมเป็นงานที่เสพยาก เมื่อสิ่งแวดล้อมหรือสถานที่จัดแสดงเปลี่ยนไป อารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมที่มีต่องานก็เปลี่ยนตาม ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติพิเศษของศิลปะประเภทนี้

“คนที่คิดในจุดนี้ เห็นจุดนี้มีน้อยมาก ๆ คนที่ชอบในวิธีการแบบนี้ยิ่งน้อยไปอีก จึงไม่ค่อยมีบุคลากรทางประติมากรรมมาก” เขาตั้งข้อสังเกต

แม้ในมหาลัย วายุเรียนออนไลน์เป็นส่วนใหญ่เพราะโควิด-19 แต่กลับยิ่งทำให้เขาได้เน้นหนักในงานปั้นมากขึ้น การอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทำให้ค้นข้อมูลได้เต็มที่ ดูผลงานของศิลปินที่อยู่คนละซีกโลกได้ง่ายขึ้น หรือหากสงสัยอะไรระหว่างเรียนก็หาคำตอบได้ทันที

อย่างไรก็ดี การได้เห็นงานศิลปะด้วยตาเนื้อย่อมเจอรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ตามหลืบมุมมากกว่าการการดูแค่ภาพบนหน้าจอ

เมื่อสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น วายุหาโอกาสเดินทางไปยุโรป ไปตามดูงานศิลปะของศิลปินระดับโลกที่เคยเห็นในหนังสือและค้นหาผ่านอินเทอร์เน็ต

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขานั่งเครื่องบินข้ามทวีปไปสัมผัสดินแดนแห่งศิลปะ ในวัยเด็กหลังจากช่วยคุณลุงปั้นอนุสาวรีย์ชิ้นหนึ่งจนเสร็จสมบูรณ์ เขาเคยได้ค่าตอบแทนเป็นการไปทัวร์ยุโรปหลายประเทศ ได้เห็นศิลปะชิ้นมาสเตอร์พีซจริง ๆ ครั้งแรก

ตอนนั้นเขาไม่รู้เลยว่า ผลงานศิลปะนั้นเป็นของใคร หรือศิลปินคนนั้นมีแบ็กกราวนด์อย่างไร ทว่าภาพที่เห็นกลับมอบแรงบันดาลใจให้เด็กคนนั้นนำติดมือกลับมาลองปั้นเทพที่มีกล้ามเนื้อเหมือนประติมากรรมที่ไปเห็นมา

แต่การไปครั้งที่ 2 นี้ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง วายุหอบข้อมูลที่เรียนมาแล้วในฐานะนักเรียนศิลปะไปด้วยเต็มมือ พร้อมเก็บเกี่ยวเทคนิคที่ได้เห็นกลับมาใช้ทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่

“พอเราได้เห็นงานจริงแล้วคิดได้ว่าจะต่อยอดในงานยังไง มันมองเห็นเลย พอเราไปอยู่แวดล้อมอย่างนั้นรู้เลยว่าถ้างานศิลปะไปทางนี้มันจะเป็นแบบตัวเรา มันเห็นมุมมองมากเลย” เขาเล่ายิ้ม ๆ

The Passage

ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้าที่จะมาเยือนสตูดิโอของเขา เราเคยสะดุดตากับผลงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่ลานอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ในมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ

งานชิ้นนี้แปลกแยกและโดดเด่น ส่วนหนึ่งเพราะขนาดของชิ้นงานที่ใหญ่มหึมาจนต้องออกมาจัดแสดงที่กลางแจ้ง ปลีกจากงานของเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ล้วนโชว์อยู่ด้านในหอศิลป์ มาตั้งประจันหน้ากับบิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยไทย

ประติมากรรมเซรามิกรูปประตู 2 บาน ทำลวดลายก้านขดวนไปมาแบบศิลปะไทยประเพณี แต่แทนที่จะเป็นรูปสัตว์หิมพานต์ กลับแทรกรูปบุคคลที่มีกล้ามเนื้อแบบงานแบบตะวันตกกำลังเคลื่อนไหว

มารู้ภายหลังว่างานชิ้นนั้นก็เป็นของวายุเช่นกัน

“ผมแค่อยากมีประตูนรกอยู่ในบ้าน”

ประตูนรกที่ว่าคือผลงาน The Gates of Hell ของ Auguste Rodin ประติมากรชื่อก้องชาวฝรั่งเศส เจ้าของผลงานดังอย่าง The Thinker

โต๊ะทำงานในบ้านมีหนังสือของ Rodin วางซ้อนกันอยู่ตั้งใหญ่ ประติมากรชาวฝรั่งเศสคนนี้เป็นแรงบันดาลใจให้กับประติมากรทั่วโลก รวมถึงวายุที่ออกปากว่านี่คือไอดอลในการทำงานของเขา

“เราเอารูปทรงประตูโบสถ์มาทำ เป็นก้านขดที่คุ้นชินและคุณพ่อเคยเขียน แต่ไม่ได้เป็นลายไทย เอาแค่องค์ประกอบและ Stroke ของ Rodin ท้องฟ้า ก้อนเมฆ เอามาแทนเป็นเถาในศิลปะไทย ก็เลยลองเอามาผสมผสานตั้งแต่ชิ้นนั้น”

เขาตั้งชื่อศิลปนิพนธ์ชิ้นนี้ว่า The Passage เป็นหนึ่งในสัญญาณบอกว่าการค้นหาตัวตนของเขาจากการเรียนตลอด 5 ปีเริ่มกลมกล่อมและชัดเจนขึ้น ก่อนออกมาเผชิญโลกภายนอกในฐานะศิลปิน

บทสนทนาระหว่างโลกตะวันตกกับตะวันออก

วายุนิยามงานที่ทำอยู่ว่า “ประติมากรรมรูปมนุษย์ที่โบราณก็ไม่โบราณ ฝรั่งก็ไม่ฝรั่ง ไทยก็ไม่ไทย เป็นประติมากรรมที่ผสมผสานระหว่างตะวันตกกับตะวันออก”

วิธีการทำงานของเขาเริ่มต้นด้วยการตั้งโจทย์ แล้วจึงรีเสิร์ชว่ามีศิลปินก่อนหน้าพูดถึงหรือถ่ายทอดสิ่งเดียวกันอย่างไรบ้าง ก่อนหยิบเอาข้อดีของแต่ละงานมาผสานเข้ากับความสร้างสรรค์ จนออกมาเป็นแบบเฉพาะของตัวเองขึ้นมา

“อย่างพระนารายณ์ จะทำยังไงไม่ให้เหมือนชิ้นอื่น” เขามองตรงไปที่ประติมากรรมขนาดมหึมาตรงหน้า

“ผมตั้งโจทย์ก่อนเลยว่า จะทำยังไงให้ดูลอย เหมือนบรรทมสินธุ์ ดูเบาสบาย ก็ไปรีเสิร์ชดูงานในยุโรป ไปเจองานของ Miron ตอนไปเที่ยวฝรั่งเศสเห็นงานของเขาที่นอนเหมือนลอยอยู่ในอากาศ ก็เลยเอาชิ้นนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจ”

Vishnu เป็นประติมากรรมขนาดใหญ่กว่า 4 เมตร ลักษณะแบบรูปสลักคลาสสิกที่โชว์กายวิภาคของมนุษย์เต็มที่ ตั้งแต่กล้ามเนื้อไปจนถึงเครื่องเพศ ผิดจากเทวรูปพระนารายณ์ที่เคยเห็นมาทั้งชีวิต

และหากสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามือที่แยกออกมาไม่ใช่เริ่มจากต้นแขน แต่มาจากข้อศอก เหมือนกับเทวรูปพระนารายณ์ยืนในสมัยสุโขทัย ขณะที่ท่าทางการนอน ชวนนึกถึงประติมากรรมพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ปราสาทแม่บุญตะวันตกในประเทศกัมพูชา นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนการรีเสิร์ชอย่างเข้มข้นของเขา

โดยปกติแล้วงานประติมากรรมใหญ่ขนาดนี้อาจใช้เวลาทำงานตั้งแต่หลายเดือนจนถึงนับปี แต่วายุบอกว่า เขาใช้เวลาทำทุกขั้นตอนเพียง 1 เดือนเท่านั้น – เราคิดว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของวายุที่เกิดจากการฝึกฝนและคลุกคลีกับงานปั้นมาทั้งชีวิต

เขาชี้ชวนให้ดูงานอีกชิ้นหนึ่งที่ตั้งตรงข้ามอย่าง Mother Earth หรือ พระแม่ธรณีบีบมวยผม ซึ่งเขานำเส้นสายในงานศิลปะไทยที่อ่อนโค้งเหนือจริงตรงจุดต่าง ๆ ของรูปปั้น มาผสมผสานเข้ากับงาน 3 มิติแบบตะวันตก

“ผมชอบงานที่ไม่ได้อยู่ในโลกความเป็นจริง เหนือจริงหน่อย ๆ แต่ไม่ขนาดนั้น ยังมีความเป็นจริงอยู่ มีความอุดมคติที่ไม่ใช่แบบกรีกโรมันที่มีกล้ามเนื้ออุดมสมบูรณ์ แต่เป็นอุดมคติแบบของเรา คือมีสัดส่วนที่เท่ากันระหว่างไทยกับตะวันตก พอผสมกันแล้วพอดีสำหรับเรา”

อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเข้าไปมองงานของวายุใกล้ ๆ จะเห็นว่ามีร่อยรอยของเครื่องมือหลากหลายขนาด และรอยนิ้วมือทิ้งไว้ในผลงานอย่างตั้งใจ สิ่งนี้คล้ายกับเทคนิค Non Finito ของ Michelangelo ประติมากรชาวอิตาเลียน ซึ่งบางชิ้นงานของเขาเหมือนยังไม่เสร็จ รวมถึง Rodin ที่มักใช้เทคนิคนี้ในงานประติมากรรมของตัวเองเช่นกัน

“คนทั่วไปอาจบอกว่า ดูไม่เรียบร้อย แต่ผมโคตรชอบเลย” เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี “รอยนิ้วมือที่ปาด มีรสชาติ มีความสดใหม่ มีความรู้สึกมากกว่างานที่ดูสมบูรณ์เรียบร้อย”

โอกาส

“วายุไป Mango ไหม”

วันหนึ่ง บี-สุชาย พรศิริกุล ผู้จัดงาน Mango Art Festival เอ่ยปากชวนไปแสดงงาน ขณะเขากำลังซุ่มทำผลงานธีสิสที่โรงปั้น คณะจิตรกรรมฯ วังท่าพระ

“ได้ผลตอบรับดี ขายหมดเลยทุกชิ้นในครั้งแรก” เขาเล่าถึงผลลัพธ์ในงานเมื่อปี 2024 ถึงแม้ตอนนั้นมีพื้นที่ให้ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่นั่นนำมาสู่ Mango Art Festival 2025 ที่เขาได้ห้องจัดแสดงเดี่ยวใหญ่ขึ้น

Sculptor’s Room คือชื่อนิทรรศการขนาดย่อมที่เขาเนรมิตห้องทำงานของช่างปั้น โชว์สรรพสิ่งเครื่องใช้ไม้สอยและผลงานต่าง ๆ พร้อมกับไฮไลต์ที่คนจดจำ อย่างรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ขนาดใหญ่คับห้อง 

วายุยอมรับว่าอาร์ตแฟร์นี้ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยน จากที่ผู้ชมในการแสดงงานที่ผ่าน ๆ มา เคยเป็นเด็กนักเรียนศิลปะหรือกลุ่มคนทั่วไป วันนี้เปลี่ยนมาเป็นกลุ่มนักสะสมไปจนถึงคนสำคัญในวงการ และได้เสียงตอบรับในทางบวกอย่างล้นหลาม

“เหมือนยิ่งตอกย้ำว่า เรามาถูกทางแล้ว รู้สึกดีเวลางานจัดเสร็จแล้ว ตอนเราไปติดตั้งเสร็จเรียบร้อย แต่ยังไม่เปิดงาน แค่นั้นก็ดีใจแล้ว พอมีคนมาดู มีคนมาชม มาชอบงานเรา ยิ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เราทำโชว์ครั้งต่อไป”

เป็นหมุดหมายสำคัญที่บอกว่า งานสร้างสรรค์ในแบบฉบับของเขาเลือกมาไม่ผิดทาง และอนาคตยังไปได้ต่ออีกไกล

ไกลกว่าที่คิด

ในวัย 25 ปี เขาเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถูกสอนมาเป็นผู้สอน

วายุเป็นอาจารย์พิเศษในคณะที่เพิ่งจบมา

จริง ๆ ต้องบอกว่าเขาได้รับเชิญไปสอนรุ่นน้องตั้งแต่ยังไม่ทันพ้นการเรียนปีสุดท้ายด้วยซ้ำ

และในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เขากำลังจะมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในชีวิต ซึ่งไม่ใช่ในบ้านเกิด แต่ข้ามทะเลไปถึงเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย นับเป็นก้าวสำคัญอีกครั้งของประติมากรคนนี้

“รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน ส่วนใหญ่เราไปเที่ยว ไปดูงาน ไปหาข้อมูล แต่ครั้งนี้เราได้ไปแสดงงานของเรา ให้คนที่เราไม่คุ้นชิน ฝรั่งเป็นใครก็ไม่รู้มาดู

“ยังนึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าจะมีผลตอบรับยังไง แต่เชื่อว่าเขาอาจจะชอบ เพราะเป็นเรื่องที่เขาไม่มีแต่เรามี เช่น เรื่องวัฒนธรรมไทย คนอาจจะชอบเส้นสายหรืองานประเพณีที่เขาไม่มี” เขาพูดถึงความท้าทายครั้งใหม่

หากเลื่อนกลับไปเมื่อต้นบทความ แล้วทวนดูทางเดินที่วายุวางไว้อีกครั้ง ในความคิดคุณมองว่า หนุ่มคนนี้เดินทางมาไกลแค่ไหน – เราขอถามคำถามเดียวกันนี้กับเขา

“ไกลกว่าที่คิด ไม่คิดว่าเราทำแบบนี้แล้วมีคนชอบแบบเราด้วยเหรอ เรายังไม่รู้ว่าจะยอมรับในสิ่งที่เราทำรึเปล่า” วายุตอบทันที “แต่จริง ๆ งานส่วนใหญ่ของผมทำเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง เพื่อสนุก เพื่อผ่อนคลาย จรรโลงเราคนเดียว คนอื่นก็เป็นผลพลอยได้” 

ประติมากรที่ทำประติมากรรม

มีที่ดินสักผืน สร้างอาณาจักรของตัวเองที่ประกอบด้วยสตูดิโอและโรงหล่อ ตั้งโชว์ประติมากรรมต้นแบบฝีมือตัวเอง เพื่อให้แรงบันดาลใจกับผู้มาเยือน

เหล่านี้คืออนาคตที่วายุเริ่มมองเห็น หลังจากมีโอกาสได้ไปบ้านของ Antoine Bourdelle ประติมากรชาวฝรั่งเศสอีกคน

วันนี้บ้านและสตูดิโอของ Bourdelle ที่ปารีสปรับเป็นพิพิธภัณฑ์ มีประติมากรรมวางเรียงราย และคงสภาพบ้านไว้เหมือนเจ้าของยังใช้ทำงาน

เชื่อแน่ว่าถึงวันนั้น ประติมากรรมฝีมือวายุคงตั้งเรียงเต็มบ้านที่เขาฝันไม่ต่างกัน แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น นับจากเริ่มปั้นชิ้นแรกจนถึงวันนี้ เราอยากรู้ว่า มีชิ้นไหนที่เขาภูมิใจที่สุด

“ภูมิใจทุกชิ้น แต่มันจะรู้สึกภูมิใจตอนที่งานใกล้จะเสร็จ”

วายุเล่าว่า ตอนใกล้จะจบงาน เขาจะนั่งมองงานต่อไปอีกหลายวัน ดื่มด่ำความภูมิใจ หาจุดที่จะเน้นหรือจบในงานชิ้นนั้น หลังจากนั้นความรู้สึกต่าง ๆ จึงหมดไป และไปเริ่มต้นทำงานชิ้นใหม่

คุณตั้งใจจะทำงานไปถึงเมื่อไหร่ – เราถามเขาเป็นคำถามสุดท้าย 

เขานิ่งคิดก่อนตอบว่า “ยังไม่เห็น พรุ่งนี้อาจจะเปลี่ยนไปอีกแบบก็ได้ เพราะเราไม่รู้อนาคตอยู่แล้ว เราอาจจะไปเจออะไรที่มาเปลี่ยนแปลงงานของเรา เพราะประสบการณ์ก็มีผลในการสร้างงานเหมือนกัน

“จริง ๆ เป้าหมายชีวิตคือมีสตูดิโอทำงาน มีที่ทำงาน มีของกินพร้อม ตื่นมาแล้วได้ทำงานก็มีความสุขแล้ว ไม่ได้ต้องการมีชื่อเสียงระดับโลก”

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เขาแค่อยากให้คนจดจำ วายุพัด รัตนเพชร ในฐานะ ‘ประติมากรคนหนึ่ง’ เท่านั้นพอ

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง