ในโลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครสักคนจะโดดเด่นในวงการของตัวเองได้
แต่สำหรับ ปลื้ม-ศุภวิชญ์ วีสเพ็ญ หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่างานของเขาน่าสนใจ
ด้วยวัย 27 ปี ศิลปิน Gen Z แบบเขาครุ่นคิดกับโลกดิจิทัลที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอย่างแนบเนียน ศึกษาปรากฏการณ์ที่มีและไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับตำนานปรัมปราของท้องถิ่นต่าง ๆ ไปพร้อมกัน
ผลลัพธ์ที่ได้มาคืองานสีน้ำมันที่บรรจุความเป็น Sci-fi และสื่อสารเรื่องเหล่านั้นในคราวเดียว
“ในแง่มุมที่ผมสนใจ ผมไม่ได้รู้สึกว่าวิทยาศาสตร์กับความเชื่อเป็นขั้วตรงข้ามกัน แต่เป็นอย่างเดียวกัน” เขาบอกกับเรา
ใน Bangkok Art Biennale 2024 ครั้งนี้ปลื้มก็ได้จัดแสดงนิทรรศการ ‘Starry Web Regeneration’ ซึ่งเกี่ยวกับการดูดาวในโลกดิจิทัลและตำนานของ ‘ไทอาหม’ มีผลงานชิ้นเด่นอย่าง ‘Thumb Centric Cosmology’ และ ‘Starry Web’
บ่ายวันหนึ่งขณะที่ผลงานยังจัดแสดง เราขอเวลาเขาชั่วครู่เพื่อทำความเข้าใจความคิดอันซับซ้อนของเขา
ในฐานะศิลปินรุ่นใหม่คนสำคัญของวงการ เขาต้องการจะสื่อสารอะไรกับโลกใบนี้

1
นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เข้าไปในหอศิลปแห่งแรกของประเทศไทย หลังจากที่ปลื้มพาเดินผ่านผลงานของศิลปินหลากหลายรุ่น หลากหลายเทคนิค เขาก็มาพบกับงานของตัวเขาเองที่ติดตั้งไว้ในห้องเกือบสุดท้ายของหอศิลป ทว่าด้วยฝีไม้ลายมือการใช้สีน้ำมันและการเล่าเรื่องที่ไม่ธรรมดา งานชุดนี้ดึงดูดความสนใจของผู้คนที่เดินผ่านได้ไม่ยาก
ปลื้มเริ่มด้วยการเล่าย้อนไปถึงวัยเด็กที่ชอบวาดรูปมาตั้งแต่จำความได้ วาดสัตว์ วาดท้องฟ้า วาดการ์ตูนไปตามผนังพื้นผนังบ้าน พ่อแม่ก็ไม่ว่า จนได้เข้าเรียนที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สมใจ
“แรก ๆ ไม่ได้วาดแนวนี้ครับ แต่มีวันหนึ่งที่ทดลองเทคนิคไปเรื่อย ๆ พอมองภาพแสงตัวเองที่วาด แล้วรู้สึกเหมือนว่ามันมีแสงอยู่ในภาพจริง ๆ” เขาพยายามอธิบาย
ปลื้มบอกว่าขณะนั้นเป็นช่วงการเมืองระอุ จึงทำให้มองแสงในแง่การเมือง นั่นคือการเป็นตัวแทนของอำนาจ โดยสิ่งที่เขาสนใจมักไม่ใช่อำนาจที่เห็นกันได้ชัด ๆ แต่เน้นไปที่อำนาจที่คนไม่ทันระแวงว่าถูกครอบงำ ซึ่งช่วงการเมืองไทยระอุก็เป็นช่วงเดียวกันกับที่โควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก จนทุกคนติดแหง็กอยู่กับบ้าน ปลื้มสังเกตว่าตัวเองวุ่นวายอยู่กับมือถือจนไม่ได้ทำอะไร และในที่สุดมือถือก็กลายเป็นพระอาทิตย์อีกดวงของเขา


อำนาจที่เขาว่าจึงมักจะเป็นสิ่งที่คนเคยชิน อย่างแสงอาทิตย์ แสงมือถือ หรือแสงไฟประดิษฐ์
“สนใจเรื่องวิทยาศาสตร์และตำนานปรัมปรา ความเชื่อ เรื่องเล่าพื้นบ้านของแต่ละที่ที่ไม่ใช่ Grand Narrative เรื่องผีก็ชอบนะ เพิ่งวาดตำนานน้ำตกที่อุบลฯ ไป เราชอบความไม่ลงรอยกันและการอธิบายไม่ได้ หากมองจากมุมมองศาสตร์อื่น มันเกิดพื้นที่ให้ความไม่รู้ซึ่งให้ความอิสระกับจินตนาการ”
กลับกันกับกระแสหลัก เขาคิดว่าวิทยาศาสตร์กับความเชื่อไม่ใช่ขั้วตรงข้ามกัน แต่เป็นอย่างเดียวกัน
“ทั้งคู่ใส่ความหมายให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เห็น ท่ามกลางบริบทสภาพแวดล้อมที่ต่างกันไป และความหมายนั้นก็ทำให้สิ่งธรรมดาโรแมนติกมากขึ้น” ปลื้มว่า
ถ้าได้ไปดูงานของเขา คุณจึงได้เห็นทั้ง 2 อย่างอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน ซึ่งสำหรับเราแล้ว นั่นคือความน่าสนใจที่สุดในโลกสมัยใหม่ที่ผู้คนไม่คิดว่าสิ่งใดเป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียว

2
ถ้าฟังแต่คอนเทนต์ที่เขาเล่า และความ Sci-fi แบบของศิลปิน Gen Z คงนึกไม่ถึงเลยว่าเขาเลือกใช้เครื่องมือที่คลาสสิกที่สุดเครื่องมือหนึ่ง อย่าง ‘สีน้ำมัน’
“หลายคนบอกว่ามันคอนทราสต์กันมาก แต่จริง ๆ มันก็ทั้งคล้่ายและตรงข้าม ด้วย Visual ที่อยากได้ ใน 1 วันผมต้องทำเลเยอร์แรกให้เสร็จไปเลย ก็เลยต้องรีบอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ทันสีแห้ง การขยับนิ้วมือไม่ได้ช้าไปกว่านิ้วที่กำลังไถโทรศัพท์เลย และการใช้สีน้ำมันก็เป็นวิธีสื่อสารที่ชอบ นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ชอบด้วยครับ
“ส่วน Digital Painting รู้สึกว่าพลังของผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นคนละแบบกัน”
เมื่อถามถึงกระบวนการคิดงาน ปลื้มเล่าว่าหากมีเรื่องอะไรรอบตัวที่เข้ามาสะกิดใจ เขาก็จะไปศึกษาต่อให้ลึกขึ้น และหาเรื่องเล่าหรือตำนานที่มองด้วยเลนส์ที่ต่างออกไปมาเชื่อมโยงกันไปกันมากับไอเดียแรก แล้วแปลออกมาด้วย ‘ความรู้สึก’ ที่มีต่อความคิดนั้น ๆ
สุดท้ายที่จะได้ก็คือภาพความรู้สึกที่มีต่อมุมมองใหม่ ๆ ให้กับเรื่องรอบตัว

ระหว่างคุย ปลื้มก็เปิดสมุดสเกตช์ที่เราขอให้หยิบมาให้ดู ซึ่งก็เป็นความรู้สึกแปลกใหม่เหมือนได้แอบย่องเข้าไปดูในสมองของเขา แม้ไม่อาจทำให้เข้าใจกระจ่างได้ เพราะทั้งหมดนั้นเป็นไอเดียตั้งต้นที่ยังคงกระจัดกระจาย แต่ก็ทำให้รับรู้ถึงความซับซ้อนในความคิดของศิลปิน บางหน้าเรื่องราวก็โยงใยกันเป็นแผนภาพ บางทีมาเป็นเรียงความ บางครั้งก็ลองขีดเขียนภาพในหัวออกมา
และเมื่อตาเหลือบไปเห็นอีกอย่างที่เขาหยิบติดไม้ติดมือมาด้วย อย่างหนังสือกวีนิพนธ์ภาษาไทย-อังกฤษที่เขาแต่งเอง ก็ทำให้เราเริ่มเข้าใจว่าเขาเป็นคนที่ผลิตงานออกมาเป็นทั้งรูปแบบภาพ ทั้งข้อความ และไม่มีอะไรด้อยไปกว่ากันเลย


3
สำหรับงานใน Bangkok Art Beinnale 2024 ปลื้มตั้งใจโฟกัสไปที่ ‘ความรู้สึกเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกับโลก’
จุดเริ่มต้นมาจากคืนหนึ่งที่ดาวหางจะมาปรากฏตัวบนท้องฟ้า แต่เมื่อแหงนมองดู เขากลับพบแต่ฝุ่นและแสงไฟจากเมือง จึงได้มาก้มดูดาวหางสุดคมชัดพร้อมผู้คนมากมายทางอินเทอร์เน็ตแทน แล้วการเชื่อมโยงกันผ่านรูปแบบดิจิทัลก็เกิดขึ้น แทนที่การเชื่อมโยงกันด้วยการมองฟ้าในอดีต
อย่างไรก็ตาม ด้วยความเป็นปลื้ม เขาไม่ได้มองว่า 2 สิ่งนี้แยกจากจากกัน ทรัพยากรที่ใช้สร้างอินเทอร์เน็ตก็มาจากโลก เขาจึงเลือกเล่าในมุมมองใหม่โดยการเล่าผ่านปรัมปราคติของ ‘ไทอาหม’ ที่ว่าแมงมุมมีปีก 2 ตัวเป็นผู้สร้างท้องฟ้าห่มดวงดาว ดั่งที่อินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ต่าง ๆ เกาะเกี่ยวกันเป็นใยเครือข่าย และทั้ง 2 อย่างนั้นเชื่อมโยงกัน
“หากการดูดาวด้วยตาเปล่ายามค่ำคืนทำให้รู้สึกเชื่อมต่อหรือเป็นหนึ่งเดียวกับโลกได้ ความรู้สึกนั้นจะเกิดขึ้นขณะดูดาวในมือถือได้ไหม เราจะรู้สึกเชื่อมต่อกับโลกขณะเล่นอินเทอร์เน็ตได้ไหม หากเป็นไปได้ โลกแบบไหนที่เราจะรู้สึกเชื่อมต่อด้วยดาวในมือถือ” ปลื้มตั้งคำถามไว้ในข้อความอธิบายงานชุดนี้

ซึ่งความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับโลกที่ว่า ก็นำไปสู่อีกเมสเซจที่ปลื้มตั้งใจใส่ไว้อย่าง ‘สิ่งแวดล้อม’ ด้วยปัจจุบันนี้ โลกเต็มไปด้วยมลพิษและขยะ แม้ว่าผู้คนจะมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แต่ความรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งกับมันได้ถูกกลบไป จนผลกระทบที่โลกได้รับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งแหล่งกำเนิดความรู้สึกดังกล่าว อย่างการดูดาวบนท้องฟ้า ก็ไม่สามารถทำมันได้ง่าย ๆ อีกแล้ว
แล้วทำไมถึงต้องเล่าเรื่องเหล่านี้ลงไปในงานศิลปะ
“ด้วยธรรมชาติเราชอบทำงานเชิงอุปมาอุปไมย เชิง Poetic แม้ไม่ใช่การเล่าต่าง ๆ แต่เรื่องนั้น ๆ ที่ทำมันกระทบเราและรู้สึกกับมัน การเอามาทำงานศิลปะ เหมือนการแชร์ความรู้สึกที่อธิบายได้และไม่ได้ท่ามกลางสภาพแวดล้อมปัจจุบัน อาจเชื่อมต่อกับคนดูบางคน อาจสร้างความสงสัย บทสนทนา หรือเกิดการตีความที่แตกต่าง มันมีความเป็นไปได้ที่หลากหลายมากกว่าสิ่งที่คิดตอนทำงาน และเราชอบที่มันบรรจุความเป็นไปได้นี้”

4
อยากให้ที่คนมาดูงานศิลปะของคุณได้อะไรกลับไป – เราถามต่อ
“ไม่ได้ซีเรียสเลยครับ จะดูยังไงก็ได้” ศิลปินตอบในสิ่งที่คาดไม่ถึง
เขาบอกว่าหากเขาไม่ได้ประจำอยู่ที่งานศิลปะ ไม่ได้มีโอกาสเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ใครฟัง ก็ไม่ได้คิดว่าคนมาดูจำเป็นต้องรู้เรื่องราวทั้งหมด เขามองว่านี่คือ Art Object ที่ประกอบไปด้วยความเชื่อส่วนตัว ไม่ได้ทำงานเชิงวิชาการ


“ฟีดแบ็กที่เราเห็นส่วนมากมักเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับ Visual ของงานเรา ด้วยความที่มันมีความเป็นออร่าอยู่ในนั้น คนก็จะรู้สึกกับตรงนั้นได้เร็ว” ปลื้มกล่าว ซึ่งก็จริงอย่างที่เขาว่า เราเองก็ยืนมองแสงในงานของเขาอยู่ตั้งนาน
แต่ในขณะเดียวกัน นอกเหนือไปจากภาพที่ทรงพลังแล้ว ปลื้มก็อยากพัฒนางานให้ ‘เข้าใจได้’ โดยคงความซับซ้อน ไม่สมเหตุสมผลและพื้นที่สำหรับคิดต่อยอดไว้ด้วย
เขาไม่ได้อยากให้เรื่องราวทั้งหมดที่คิดมากลายเป็นเรื่องลึกลับแต่อย่างใด

5
ปลื้มเป็นศิลปินที่แทบจะอายุน้อยที่สุดใน Bangkok Art Biennale 2024 ซึ่งเต็มไปด้วยตัวท็อปในวงการศิลปะ หลายคนมองว่าเขาเป็นคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามอง แต่เขาก็ยังรู้สึกว่ากดดันไม่ใช่น้อย
“กดดัน แต่ก็ทำสุดความสามารถ แน่นอนว่ามันไม่ได้ออกมาเพอร์เฟกต์ แต่ก็เต็มใจจะเห็นข้อผิดพลาดและรับข้อวิจารณ์ที่เกิดขึ้น สุดท้ายแล้วจะได้เรียนรู้และพัฒนาสำหรับคราวหน้าครับ”
เขามองว่าในวงการศิลปะร่วมสมัยตอนนี้มักนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับผลกระทบหลังอาณานิคม (Post-colonialism) ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เขามองเรื่องโซเชียลมีเดียในมุมมองเรื่องอาณานิคมด้วย
“โซเชียลมีเดียหรืออินเทอร์เน็ต มันกลายเป็นอีกพื้นที่หนึ่ง เป็นอีกจังหวัดหรือประเทศเลย คนที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตร่วมกันก็มีสังคม มี Echo Chamber มีประวัติศาสตร์ร่วมกันด้วยซ้ำ บางวันกิจกรรมในโลกออนไลน์ก็กลายเป็นความหมายหรือสิ่งสำคัญของวันนั้น ๆ ไปเลย ชีวิตเราเริ่มเข้าไปอยู่ในนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว”

เราถามเขาต่อถึงเป้าหมายที่วางไว้ เขาตอบมาว่า อยากเปลี่ยนความหมายของงานที่มีต่อตนเอง อยากทำงานร่วมกับคนอื่น ในขณะเดียวกันก็อยากให้งานให้ประโยชน์ทางใดทางหนึ่งต่อคนดูและสังคมด้วย
“คิดว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่อยากเรียนรู้” ปลื้มกล่าวก่อนจะนิ่งคิดไปสักพัก
“ด้วยความที่ไม่ได้มีประสบการณ์กับพื้นที่หลากหลาย เลยมีหลายเรื่องที่ส่งผลกระทบกับงาน แต่เรานึกไม่ถึง อย่างครั้งนี้ก็เป็นเรื่องการติดตั้งที่เพดานมันสูงมาก ทำให้เราจัดไฟในแบบที่ต้องการค่อนข้างยาก”
แม้จะเป็นห่วงบ้างกับอนาคตที่ไม่แน่นอน แต่ที่บ้านของปลื้มก็ภูมิใจกับการที่ลูกชายได้เป็นศิลปิน และแม้ว่าโอกาสและพื้นที่ในวงการศิลปะมีจำกัด แต่ก็มีหลายคน ‘เห็น’ ในสิ่งที่ปลื้มตั้งใจทำ จนทุกวันนี้เขาเซ็นสัญญากับ Nova Contemporary เรียบร้อยแล้ว
เราไม่ได้มีทักษะหยั่งรู้อนาคตแต่อย่างใด แต่การที่ได้มาเยี่ยมชมงานและได้ฟังเขาเล่ายาว ๆ ในวันนี้ คิดว่าด้วยวิธีคิดงานที่แข็งแรงในตัวเองของปลื้ม เขาคงทำงานที่เปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับผู้ชมได้อีกเยอะ

