7 โมงเช้า เรามาเดินตลาดสถานีรถไฟคลองตัน ที่นี่เต็มไปด้วยของป่า สินค้าท้องถิ่น และวัตถุดิบแปลกตาจากทั่วสารทิศ กับไกด์คนพิเศษที่แม้ทุกวันนี้คนจะเริ่มเรียกเธอว่าเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่มีสไตล์และผลงานน่าจับตา แต่เธอเลือกที่จะเรียกตัวเองว่า นักสำรวจตลาด นักสังเกตอาหาร ผู้คน และวิถีชีวิต
เพราะสำหรับ ปราง สายะศิลปี การเดินตลาดของเธอก็เหมือนการใช้ช่วงเวลาพักผ่อนไปกับการกวาดสายตาดูไอเทมหน้าแปลก แต่มีรูปร่างสะดุดตา วิธีปรุงจำเพาะเจาะจง
ตลาดเป็นเหมือนห้องทดลองและสนามเด็กเล่นของเธอ

การเดินตลาดตลอดหลายปีกลายเป็นคลังข้อมูล ปรางนำวัตถุดิบ พันธุ์พืช วิธีกิน วิธีปรุง ไปแปลงเป็นงานศิลปะ ทั้งบนภาพถ่าย เฉดสี ไปจนถึงจานอาหารที่ปรุงและหมักให้เน้นถึงเนื้อแท้ของวัตถุดิบ ถ่ายทอดอัตลักษณ์พื้นถิ่น ผ่านการกิน การดม การสัมผัส และการพูดคุยในบนโต๊ะอาหาร
งานของปรางไม่เพียงเปิดให้คนได้ลิ้มลองวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาล แต่ยังเผยแพร่และเก็บข้อมูล ผ่านการใช้พืชผักเหล่านี้ไม่ให้ถูกกลืนไปโดยพืชเศรษฐกิจจนกลบความหลากหลายทางชีวภาพบนแผงผัก เป็นงานศิลปะสไตล์ Experimental ที่น้อยครั้งจะได้เห็นคนทำ (เพราะใช้ต้นทุนสูง)
การเดินตลาดกลายมาเป็นงานศิลปะอย่างไร และปรางนำวัตถุดิบในตลาดมาแปลงเป็นงานศิลปะได้อย่างไร
เด็กเลือกกิน
ก่อนจะมาเป็นนักชิมตามตลาด ปรางเคยเป็นคนเลือกกินมาก่อน แถมยังเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด แต่การเติบโตมากับคนอีสานและคนเหนือ เป็นหน้าต่างบานเล็ก ๆ ที่ทำให้เธอได้เห็นวัฒนธรรมนอกเขตเมือง บวกกับอุปนิสัยเลือกกิน ไม่ชอบกินซ้ำ การค้นพบวัตถุดิบพื้นถิ่นจึงเป็นเรื่องใหม่สำหรับเธอ

ปรางไม่ได้เริ่มหยิบตะหลิวมาทำอาหารเพราะแพสชัน แต่เป็นเพราะวิชาเรียนสมัยเรียนมัธยมที่ให้นักเรียนจับกลุ่มออกไปจ่ายตลาดแล้วกลับมาทำอาหารในช่วงครึ่งเช้า เวียนกันทำเหมือนเวรทำความสะอาดห้อง เธอต้องไปจ่ายตลาดเดือนละ 2 ครั้ง แม้จะไม่มีการให้คะแนน แต่เพื่อน ๆ ที่ได้ชิมอาหารจะให้ฟีดแบ็กเรื่องรสชาติ ซึ่งกลุ่มของปรางเลือกทำเมนูทั่วไป ทุกคนทานได้
เรียนรู้จากการลงพื้นที่
ช่วงวัยเรียนของปรางเต็มไปด้วยการทดลอง แต่ละปีจะมีวิชาที่ครูเลือกหัวข้อขึ้นมาแล้วให้นักเรียนลงไปเรียนรู้ในพื้นที่ ไปคุยกับคนที่ทำงานส่วนนั้นจริง ๆ เธอจึงซึมซับวิธีเก็บข้อมูลด้วยการพาตัวเองลงไปในพื้นที่จริง มากกว่าการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องทุ่นแรง
“การที่เราเรียนรู้จากกระบวนการเป็นจุดแข็ง แต่ก็เป็นจุดอ่อนด้วย ถ้าเราไม่ได้สัมผัสหรือไม่ได้ลงไปตรงนั้นจริง ๆ จะเรียนรู้ยากขึ้น มันส่งผลต่อการทํางานตอนนี้ด้วย ครึ่งหนึ่งจึงต้องทํางานออนไลน์ อีกครึ่งหนึ่งต้องทํางานออนไซต์ แบบนี้ถึงจะทำงานได้เยอะและเร็วกว่า”
เมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัย ปรางเลือกเรียนคณะจิตรกรรม แต่ 2 ปีผ่านไป เธอกลับพบว่านี่ไม่ใช่ทางที่อยากเดินต่อ จึงตัดสินใจลาออกอย่างเด็ดเดี่ยว แล้วใช้เวลา 1 ปีในการค้นหาตัวตนผ่านการฝึกงาน
ที่แรกคือสตูดิโอออกแบบที่ทำงานหลากหลาย ทั้งนิทรรศการ ภาพยนตร์ ไปจนถึง Installation สองคือสตูดิโอเซรามิกที่ทำงานคราฟต์ 100% สถานที่ฝึกงาน 2 แห่งแตกต่างกันชัดมาก แห่งหนึ่งทำงานดิจิทัลเป็นหลัก อีกแห่งเป็นงานฝีมือ ซึ่งในช่วงนั้นงานดิจิทัลกําลังเติบโต
เธอค้นพบว่าตัวเองชอบทำงานฝีมือมากกว่า ที่สตูดิโอเซรามิกปรางได้ทำงานหลากหลาย โดยเฉพาะการผสมน้ำยาเคลือบที่ต้องวัดสัดส่วนให้เป๊ะ ถ้าสูตรผิดนิดเดียว สีที่ออกมาจะไม่เหมือนกับที่คาดหวังไว้
สิ่งนี้ทำให้ปรางเข้าใจเรื่องความเรียบง่ายและความไม่สมบูรณ์แบบ การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่เราควบคุมไม่ได้ มันเปลี่ยนปรางจากคนที่รับความเปลี่ยนแปลงได้ยาก เป็นคนที่โอบรับและชื่นชมความเปลี่ยนแปลงที่ควบคุมไม่ได้เหล่านี้แทน

นักสำรวจตลาด
ต่อมาปรางเลือกเรียนต่อด้าน Graphic Design ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เธอเลือกเดินตามสิ่งที่ตลาดแรงงานโลกต้องการ นั่นคืองานศิลปะในแพลตฟอร์มดิจิทัล และการไปเรียนต่างประเทศครั้งนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เธอเริ่มเดินสำรวจตลาด
“ช่วงนั้นเราต้องหาวัตถุดิบเองหมดเลย เพราะอยากกินอาหารที่คุ้นเคยในที่ไม่คุ้ยเคย ตอนนั้นเมืองที่ไปเรียนไม่ได้ใหญ่ มันเป็นเมืองข้างเมืองหลวง มีตลาดกลางแจ้งทุกวันศุกร์-อาทิตย์ มีซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ 3 แห่ง และมีตลาดออร์แกนิก แม้จะราคาแรง แต่เราหาวัตถุดิบที่อื่นไม่ได้แล้ว”
ปรางตระเวนไปตามตลาดทั่วเมืองเพื่อกลับมาปรุงอาหารทานกับรูมเมตซึ่งเป็นคนดัตช์และคนญี่ปุ่น เธอมักจะใช้วิธี Mix & Match เอาของเหลือในตู้เย็นมารังสรรค์เมนูใหม่ รวมถึงพยายามเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป กระบวนการไหนที่ไม่ยากเกินมือ ปรางก็จะปรุงเองทั้งหมด เธอเคยทำกระเทียมเจียวเองแบบง่าย ๆ ม้วนเนื้อหมูทำหมูชาชู ไปจนถึงนวดเส้นอูด้งในหอพัก

หลักสูตรในเนเธอร์แลนด์ที่เธอเรียนก็มีความลูกครึ่ง กึ่งงานออกแบบ กึ่งงานศิลปะ มีสตูดิโอให้ปรางเรียนรู้เทคนิคที่หลากหลาย โดยเฉพาะสตูดิโองานพิมพ์ที่มีทั้งงานพิมพ์แบบ Digital, Silk Screen, Riso Print ที่เปิดให้นักศึกษาลองทำงานพิมพ์ตั้งแต่พิมพ์งาน เข้าเล่ม และเย็บหนังสือเองกับมือ โดยมีผู้ช่วยคอยแนะนำ สิ่งเหล่านี้หาไม่ได้ในไทย มีร้านพิมพ์แต่ไม่มีพื้นที่ให้เรียนรู้ และปรางเองก็มองว่าองค์ประกอบแต่อย่างในงานพิมพ์สื่อสารเป็นคอนเซปต์ได้เช่นกัน แค่เย็บเล่มคนละแบบก็สร้างการสื่อสารที่แตกต่างกันได้แล้ว
ปรางจึงนิยามว่า ตั้งแต่เรียนจิตรกรรมมาจนถึงกราฟิกที่เนเธอร์แลนด์ เหมือนเป็นการโตแบบแนวราบ เป็นการเติบโตที่ได้เรียนรู้หลากหลาย เธอได้ลองทำนู่นทำนี่เพื่อรู้จักตนเองมากยิ่งขึ้น ไปพร้อมกับได้สร้างความรื่นรมย์ด้วยการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยมือตนเอง

ปรุงจากรสดั้งเดิม
หลังจากเรียนจบกลับมาไทย ปรางเริ่มต้นอาชีพกราฟิกดีไซเนอร์ฟรีแลนซ์ ไปพร้อมกับเป็นนักสังเกตการณ์ตามนิทรรศการต่าง ๆ การเริ่มก้าวเข้ามาสู่วงการศิลปะไทย ประกอบกับกิจวัตรที่เธอชอบออกไปสำรวจวัตถุดิบ เธอจึงไปเตะตาภัณฑารักษ์ที่กำลังจัดงานนิทรรศการซึ่งได้ทุนมาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งธีมและหัวข้อในนิทรรศการนั้นคือ Migration หรือการย้ายถิ่นฐาน
“คิวเรเตอร์สนใจเรื่องการย้ายถิ่นฐาน แล้วไม่ค่อยมีใครทํางานอาหารในเชิงทดลอง ทีนี้เราอยู่กึ่งกลางระหว่างศิลปะกับอาหาร ตอนแรกเราก็เชื่อมโยงกับหัวข้อนั้นไม่ได้ แต่พอนั่งคุยกันไปก็มองว่าจริง ๆ เราก็ถูกย้ายถิ่นอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ตัวที่ย้ายไปเรื่อย ๆ แต่ด้วยระบบความคิดหรือแนวคิด ในปัจจุบันทุกคนไม่ได้แบบลงหลักปักฐานที่เดียว และยิ่งสัมพันธ์กับการที่เราไม่ได้รู้สึกว่าเป็นคนที่ไหนเลย เลยเลือกทำงานในนิทรรศการนี้”
นิทรรศการ A Part, Apart ซำได๋ ซำนึง ก็พาปรางออกเดินทางไปหลายที่ ทั้งขอนแก่น มหาสารคาม เชียงใหม่ เชียงราย เน้นไปที่การสำรวจวัตถุดิบในตลาดท้องถิ่นที่เธอรู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง เธอถึงกับเข้าป่าไปกับชาวมูเซอทางภาคเหนือเพื่อเก็บผักป่า เป็นช่วงเวลาที่ปรางได้ทำงานรีเสิร์ชแบบเข้มข้น
“เราสนใจในรูปลักษณ์และรูปทรงใหม่ ๆ ของวัตถุดิบ อันนี้ไม่เคยเห็นเลยอยากรู้จัก รสชาติมันจะเป็นยังไง แล้วมันก็ไม่ใช่ทุกอันที่เรารู้วิธีปรุง สิ่งนี้น่าจะทําให้เราสนใจอยากออกตามหาวัตถุดิบไปเรื่อย ๆ แล้วด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ วัตถุดิบในป่าเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์มาให้ ธรรมชาติเสิร์ฟให้เราเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นได้เรื่อย ๆ”
จากการเดินตลาดทำให้ปรางสนใจในวัตถุดิบตามฤดูกาลเป็นพิเศษ ซึ่งการสำรวจที่ว่าก็ไม่แค่มองเฉย ๆ แต่เธอเข้าไปทำความรู้จักผ่านการสัมผัส ดม กิน รวมถึงพูดคุยกับคนท้องที่ถึงวิธีเตรียมวัตถุดิบที่แตกต่างกันไป
ในช่วงคาบเกี่ยวกันนั้น ปรางได้เข้าร่วมโปรเจกต์ Artist Residency ของ Studio Kura ที่เมือง Itoshima, Fukuoka ไปพำนักที่ญี่ปุ่นเป็นเวลา 2 เดือน
ปรางใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเดินสำรวจเมือง แวะตลาดท้องถิ่นกว่า 20 แห่ง เก็บประสบการณ์และสะสมวัตถุดิบออกมาเป็นงาน (I Know People Come and Go) But Can You Stay A Little Longer ที่เธอตั้งใจยืดอายุรสชาติตามฤดูกาล จึงเลือกเอาพืชผักที่เจอมาทำเป็น Cider ซึ่งเหมาะกับช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่นพอดี แถมยังมีแวบไปเกาหลีใต้อีก 8 วัน ซึ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ตลาดที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จึงเขียวขจีไปด้วยพืชผักป่า
สุดท้ายข้อมูลทั้งหมดที่สะสมมาตลอด 5 เดือนก็กลั่นออกมาเป็นงานศิลปะชื่อ There Are So Many Places You Haven’t Been Yet Where You’re Going To Belong ที่จัดแสดงใน Alien Art Space แกลเลอรีในเมืองขอนแก่น

“เราอยากนำสิ่งที่ไปเจอมาทั้งออกมาเล่า เลยออกมาเป็นงานภาพถ่าย เราชอบเก็บสะสมและชอบจัดระเบียบด้วย เลยเอารูปที่มีทั้งหมดมาจัดอีกทีหนึ่ง กลายเป็นชุดภาพพืชและผักที่เจอตลอด 5 เดือน ส่วนผนังตรงข้ามจัดเป็นชุดสีที่ดึงออกมาจากพืชผักเหล่านั้นอีกที”
นอกจากงานจัดแสดงใน Alien Art Space ปรางยังจัดกิจกรรมเล็ก ๆ Commual Meal Gathering ที่ชวนคนมาล้อมวงทานอาหารร่วมกัน
ในงานนั้น พืชผักท้องถิ่นถูกนำมาปรุงและดองให้ชิม ด้วยความที่ต้องการโชว์รสชาติของวัตถุดิบแท้ ๆ มากกว่าปรุงให้เกิดรสชาติใด ๆ โทนอาหารอีสานของเธอในช่วงที่ 1 จึงเน้นไปที่รสจืด ใช้ผักเป็นตัวชูโรง ส่วนมากเป็นยอดผักเพราะจัดในช่วงต้นฤดูฝน เป็นเมนูหลากหลาย มีทั้งยำดอกไม้ ยอดผักหลังฝน ผักดอง ผักย่าง สาโท ชาข้าว และซุปเห็ด
ช่วงที่ 2 ปรางเสิร์ฟวัตถุดิบที่ผ่านกระบวนการเก็บรักษา เพราะเธอกลับมาจัดในช่วงกลางของนิทรรศการ เลยเลือกนำเสนอการเสิร์ฟที่ถูกยืดเวลาออกไป จึงมาเป็นของว่างที่มีมะม่วงกวนเป็นส่วนประกอบหลัก เติมด้วยธัญพืช ดื่มกับน้ำลิ้นจี่ มะม่วงหาว มะนาวโห่ มะยม มะขามป้อมดองผสมโซดา เป็นอาหาร 2 ชนิดที่ใช้วิธีถนอมอาหาร 2 แบบ คือการดองเปรี้ยวและการเติมหวาน
ทั้งหมดนี้กลายเป็นการนำเสนอภาคอีสานผ่านจานอาหารจากการเก็บข้อมูลและการตีความของปราง ซึ่งการรวมตัวล้อมวงทานอาหารแบบนี้เป็นบรรยากาศที่ปรางเองก็ชื่นชอบ โดยเฉพาะบทสนทนาที่แลกเปลี่ยนกันบนโต๊ะอาหาร ฟีดแบ็กที่ได้มามีหลากหลายกันไป
“คนที่มาชมนิทรรศการคนหนึ่งบอกเราว่า ขอบคุณที่เป็นอีสานแฝงเหมือนกัน เราชอบคํานั้นมาก ในใจก็รู้ว่าเราไม่ใช่คนอีสาน แต่ว่าถ้าให้พูดว่าตัวเราเชื่อมโยงมั้ย ก็อาจจะเชื่อมโยงในแง่รูปแบบที่ไม่ได้เกิดและโตในพื้นที่นั้น อาหารอีสานที่เรากินมาตลอดชีวิต คนอีสานอาจจะไม่ยอมรับว่าเป็นอาหารอีสานก็ได้ คนอีสานเองในแต่ละภาค แต่ละจังหวัด ก็ไม่เหมือน ลาบยโสฯ ลาบอุบลฯ ลาบขอนแก่น ลาบอุดรฯ ก็แตกต่าง เราว่าลิ้นแต่ละคนไม่ได้ต้องการสิ่งเดียวกัน”
ปรางเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการศิลปะเรื่อย ๆ เริ่มมิตรสหายชวนไปร่วมกิจกรรมเล็ก ๆ โดยในช่วงนั้นเองที่ร้าน Verb คอมมูนิตี้ที่กำลังจะมีนิทรรศการสำหรับวันย้ายร้าน ปรางจึงแพ็กเครื่องครัว เตรียมวัตถุดิบ ไปจัดซุ้มเล็ก ๆ ในนิทรรศการ Moving Out โดยนำกระบวนการการย้ายออกมาแปลงให้ผู้คนลองผสมข้าวยำตามอารมณ์ความรู้สึก
“เราคิดว่าการ Moving Out ของเราคืออะไร มันคือการแพ็กของ แล้วการแพ็กของจะมีใบที่ใช้เวลาส่งของว่าในกล่องมีอะไรบ้าง เราทําเป็นแบบฟอร์มขึ้นมาแล้วจดว่าของที่ย้ายมีอะไรบ้าง แล้วเอาไปแปลงเป็นพืช อาหาร วัตถุดิบ ออกมาเป็นข้าวยําที่ผสมวัตถุดิบที่คนเลือกมา”

ไม่นานหลังจากนั้น นิทรรศการ this page is intentionally left ___. ที่ Bangkok Kunsthalle กำลังจะจัดปาร์ตี้ปิด จึงชวนปรางไปทำ Closing Bite ตีความจากผลงาน 3 ชิ้นของศิลปินในนิทรรศการ ซึ่งเดิมทีโลเคชันของแกลเลอรีอยู่ใกล้ย่านเยาวราช ปรางจึงนำวัตถุดิบที่ในเยาวราชมาหีบห่อด้วยใบไผ่ กลายเป็นบ๊ะจ่างสไตล์ Plant-based คำเล็ก ๆ หน้าตาน่ารัก ปิดท้ายด้วยบัวลอยน้ำขิงแบบแห้ง ใช้เม็ดบัวลอยคลุกงาดำแล้วโรยขิงข้างบน
นักสังเกตอาหารและวัตถุดิบ
ปรางรู้จักตลาดสถานีรถไฟคลองตันแห่งนี้จากภารกิจตามล่าหาไข่มดแดง แต่หลังจากนั้น ทุกครั้งที่ฤดูกาลเปลี่ยนแปลง ปรางจะไปเดินตลาดใต้ทางด่วนแห่งนี้เพื่ออัปเดตวัตถุดิบใหม่ ๆ หรือไปในวันที่อยากหาวัตถุดิบที่ที่อื่นไม่มี ส่วนมากเธอจะไปเก็บภาพ ถามคนท้องที่ เพื่อหาข้อมูลของวัตถุดิบแต่ละชนิดก่อนนำมาใช้จริง
“ตลาดทุกแห่งคือสนามเด็กเล่นของเรา การมาตลาดในหลายฤดูตอกย้ำว่า ความหลากหลายทางชีวภาพฝั่งพืชของประเทศเราเยอะใช้ได้ ทั้งรูปร่าง รูปทรง มีหลากหลายมาก ๆ อาจจะไม่ได้มีสีสันจนดูแปลกตา แต่มีหลากหลายพันธ์ุ ยิ่งได้รู้จัก ยิ่งต้องศึกษาเพิ่มมากขึ้น”
จากการเดินในสนามเด็กเล่นที่ประจำแห่งนี้เป็นเวลา 2 ปี ปรางเปลี่ยนความเข้าใจจากเดิมที่ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดขายของภาคอีสาน พ่อค้าแม่ค้าขนของขึ้นรถไฟมาขาย แต่จริง ๆ ที่นี่มีของภาคพื้นอื่นผสมปนเปอยู่ด้วย เธอจึงนิยามว่าการไปเดินตลาดใต้ทางด่วนเหมือนไปเสี่ยงโชค คาดเดาไม่ได้ว่าวันนี้จะเจอวัตถุดิบอะไร และวัตถุดิบที่เล็งจะซื้อในวันนี้จะมีหรือไม่
สิ่งที่ต้องตาต้องใจคือเป็นเหล่าพืช ผัก เห็ด และสมุนไพร แต่ก็มีสิ่งที่เธอสังเกตได้จากความผันผวนของเศรษฐกิจและภาวะโลกร้อนเช่นกัน
แม้ภาวะโลกร้อนจะทำให้วัตถุดิบตามฤดูกาลในตลาดท้องถิ่นเปลี่ยนไปบ้าง แต่ปรางก็บอกกับเราว่า เธอไม่ได้ฝืนหรือต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนี้ ผลงานของเธอจึงโอนเอนตามไป ฤดูนี้มีวัตถุดิบชนิดไหนก็เลือกใช้ เลือกศึกษาไปตามแต่ละฤดู
ด้วยพื้นฐานเดิมที่เรียนจบสายกราฟิก รูปลักษณ์ของอาหารและวัตถุดิบเป็นสิ่งที่ปรางสนใจเป็นพิเศษ นอกจากการเก็บภาพถ่าย เก็บรักษาเป็นอาหารแห้งแล้ว เธอเลือกที่จะเก็บรูปทรงอาหารด้วยการสเกตช์ลงสมุด กลายเป็นหนังสือที่จะวางขายใน Bangkok Art Book Fair 2025
“มีหนังสือที่จะออกเล่มใหม่ชื่อ sometimes food comes in a circle พิมพ์กับสตูดิโอที่เนเธอร์แลนด์ เป็นสตูดิโอที่เราทำงานด้วยตอนฝึกงาน ช่วงว่าง ๆ ตอนฝึกงานเรานั่งวาดรูป แล้วเขาถามว่าลองปรินต์ออกมาเป็นเล่มมั้ย เลยกลายเป็นหนังสือเล่มแรก Some Towels I Found (ปี 2023) เป็น Riso Print กับ Silk Screen
“หนังสือพิมพ์ไป 300 เล่ม พอขายหมดเขาก็ชวนทำเล่มใหม่ เลยออกมาเป็นเล่มนี้ที่มีคอนเซปต์เป็นคอลเลกชันวาดตอนไปอยู่ญี่ปุ่น อาหารที่อยู่ในรูปทรงวงกลม ขนมญี่ปุ่นเป็นวงกลมเยอะเลยทำเป็นภาพวาดด้วยเทคนิคเดียวกับเล่มแรก”
ในช่วง 1 ปีที่ทำงานจัดนิทรรศการ ออกสำรวจวัตถุดิบ ทำอาหารให้แกลเลอรี ปรางมองตัวเองเป็นนักสำรวจและนักสังเกต เธอกำลังตามหาวิธีเข้าหาข้อมูลและจัดเก็บข้อมูล ทั้งวัตถุดิบ การทำอาหาร และวัฒนธรรมการกิน ไปจนถึงหาวิธีนำข้อมูลเหล่านั้นมาถ่ายทอดเป็นงานศิลปะ
ส่วนบทบาทศิลปิน เธอมองว่ามันคือใบเบิกทางที่พาเธอออกไปสำรวจพื้นที่ใหม่ ๆ อย่างล่าสุดเธอก็สมัครไป Artist Residency ที่สหรัฐอเมริกาและไต้หวัน


ติดตามผลงานและการเติบโตของปรางได้ที่ Instagram : pranggnarp















