31 ตุลาคม 2024
3 K

“เคยเห็นกระสือตอนดึก ๆ เห็นเป็นแสง ไม่ใช่แสงแบบหิ่งห้อย แต่เป็นดวงไฟกลางทุ่งนา”

แล้วหลวงพี่กลัวไหม – เราถาม

“รู้สึกว่าอยากเข้าไปคุยมากกว่า อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร เขามีชีวิตยังไงบ้าง”

พระณัฐวัฒน์ ติกขวีโร (อุปนันท์) จำวัดอยู่ที่วัดสันคือ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย หลายคนก็เรียกท่านว่า ตุ๊ต๊ะ ซึ่ง ตุ๊ หรือ ตุ๊เจ้า ในบริบทของภาคเหนือ หมายถึง พระสงฆ์

นอกจากที่วัดสันคือแล้ว เราจะเห็นท่านได้ตามนิทรรศการศิลปะทั่วไทย 

ในวัย 27 ปี หลวงพี่เป็นศิลปินมากฝีมือที่เรียนจบมาทางพุทธศิลป์โดยตรง และด้วยความที่อยู่กับสิ่งลี้ลับมาตั้งแต่เป็นเณร งานของหลวงพี่จึงเต็มไปด้วยผี สัตว์นรก อสูรกายต่าง ๆ

ซึ่งเทคนิคที่หลวงพี่เลือกใช้ก็มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานดรออิ้งที่ใช้สีอะคริลิก สีโปสเตอร์ สีน้ำ หรืองานดรออิ้งที่เน้นการสานเส้นปากกา

ในวาระที่ River City Bangkok จัดนิทรรศการศิลปะ ‘House of Hungry Ghost’ รับเทศกาลฮาลโลวีน ตุ๊ต๊ะจะมาเล่าถึงเส้นทางในการเป็นศิลปินผู้ห่มผ้าเหลืองให้เราฟัง ตั้งแต่ซุ่มหัดอยู่ในกุฏิ จนเติบโตเป็นศิลปินรุ่นใหม่อนาคตไกลที่มองผีด้วยแง่มุมพุทธอย่างน่าสนใจ

1

เด็กชายต๊ะเกิดและเติบโตมากับชนบทจังหวัดเชียงราย ในครอบครัวที่ผูกพันกับวัดสันคือ อยู่กับ ‘พุทธศาสนา’ และ ‘ผี’ จนเป็นชีวิตประจำวัน บางคนในครอบครัวเป็นเจ้าอาวาส บางคนเป็นมัคนายก บางคนก็ไปทางสัปเหร่อ บางคนเป็นหมอธรรมที่ทำหน้าที่เซ่นไหว้ผีตามสามแยก ห้าแยก เด็กชายต๊ะก็คลุกคลีอยู่กับทุกบทบาทอย่างใกล้ชิด 

เขาสนใจธรรมะมาตั้งแต่เด็ก เขาใฝ่รู้เรื่องคำภีร์และชาดก พอ ๆ กับที่สนใจผีสาง สนใจเกี่ยวกับนรกขุมต่าง ๆ ที่ได้ฟังมาในวิทยุ แม้จะฟังแล้วกลัวผีแทบสิ้นสติ แต่ด้านงานสัปเหร่อหรือการเซ่นไหว้ผีที่คนในครอบครัวทำ เขาก็ได้ตามไปช่วยงานบ่อย ๆ จากที่กลัวผีก็ค่อย ๆ ชินไปโดยปริยาย

“เป็นเรื่องธรรมดาของทุกวันครับ” หลวงพี่ยืนยัน

เมื่อครั้งที่น้องชายของยายซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสันคือมรณภาพ เขาก็เคยบวชหน้าไฟให้ และรู้สึก ‘สนุกสนานจนไม่อยากสึก’ แต่แม่ก็ยืนยันว่าให้เรียนจบชั้นประถมก่อน

ขณะเดียวกัน เด็กชายต๊ะก็สนใจด้านศิลปะไปด้วย 

เขาเริ่มหัดวาดรูปด้วยตัวเองตั้งแต่เข้าชั้นประถม ด้วยวิธีการซื้อนิตยสารการ์ตูนอย่าง ทีวีแมกกาซีน จากรถเร่ขายมาลอกตามทั้งเล่ม จนได้รู้จักกับมาสเตอร์ผู้อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จากทางโทรทัศน์ ความฝันด้านศิลปะถึงเริ่มเป็นตัวเป็นตน

“อาจารย์ยังเป็นศิลปินได้เลย เราน่าจะเป็นได้นะ เขาก็เป็นคนเชียงรายเหมือนเรา” หลวงพี่เล่าถึงแรงบันดาลใจสมัยเด็ก

ด้วยฐานะทางบ้านที่ไม่สู้ดีนัก เมื่อจบชั้นประถมปีที่ 6 อายุได้ 12 ปี ทางบ้านตัดสินใจส่งเด็กชายเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อโอกาสในการเรียนหนังสือ อย่างที่เขาเคยคิดไว้ตั้งแต่บวชหน้าไฟ จากที่เคยวาดแต่การ์ตูนญี่ปุ่น พอได้ใช้ชีวิตอยู่ที่วัดก็รู้จักกับพุทธศิลป์มากขึ้น แค่ลืมตาตื่นมาในทุกวันก็เห็นลายไทย เห็นปูนปั้นแล้ว สามเณรต๊ะจึงได้แอบหัดวาดตามทุกวัน แต่ยังไม่อยากให้ใครดู

สำหรับพระแล้ว การวาดภาพถือเป็นกิจกรรมเพื่อความบันเทิงไหม – เราถามด้วยความไม่รู้

“ทุกอย่างอยู่ที่เจตนา” หลวงพี่ตอบ “ถ้าวาดเพื่อสนองความอยากของตัวเอง เช่น วาดสาวสวยเอาไว้ดู ก็ไม่ควรเท่าไหร่ แต่เราวาดเพื่อผนวกธรรมะกับศิลปะให้เล่าด้วยกันได้”

แต่ชีวิตมาเปลี่ยนเข้าจริง ๆ ก็ตอนขึ้นมัธยมปลาย เมื่ออาจารย์เริ่มเห็นแววว่าเณรวาดได้ (และเอาแต่วาดจนเต็มสมุด) ก็ส่งไปเรียนกับ อาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง ศิลปินจังหวัดเชียงราย เณรต๊ะจึงได้เรียนรู้การวาดลายไทยที่ถูกต้อง ดรออิ้งอย่างถูกวิธี เพียงแค่ 1 – 2 ปีแรกก็มีทักษะที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนเริ่มได้เหรียญจากการแข่งขันศิลปหัตถกรรมและการแข่งขันของสามเณร

แล้วเส้นทางการเป็นศิลปินก็ชัดขึ้นเรื่อย ๆ

เดิมทีแล้วครอบครัวตัดสินใจกันว่าจะให้เณรต๊ะบวชจนจบแค่ชั้นมัธยม แต่เมื่อถึงเวลานั้นจริง ๆ วิทยาลัยสงฆ์เชียงรายได้เปิดสาขาพุทธศิลป์ขึ้นมาเป็นปีแรก ซึ่งพระเข้าเรียนได้ด้วย

“ยังไงเราก็เรียนธรรมะมา สิ่งที่เรารู้เป็นข้อธรรมอยู่แล้ว ไม่ค่อยรู้เรื่องทางโลกเท่าไหร่ เลยคิดว่าเข้าทางเรามากกว่าศิลปากร” หลวงพี่ว่า “แล้วศิลปากรอยู่ไกลและค่าเทอมแพงมากด้วย แม่เราส่งไม่ไหวแน่นอน”

ตุ๊ต๊ะตัดสินใจบวชต่อเพื่อเข้าเรียนทางพุทธศิลป์โดยตรง และสอบชิงทุนพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ สำเร็จ

ตั้งแต่นั้นมา หลวงพี่ก็กลายเป็น ‘พระวาดภาพ’ ที่หลายคนรู้จัก โดยเริ่มวาดภาพตั้งแต่ 9 โมงเช้าของทุกวันหลังเสร็จกิจของสงฆ์ ยาวไปจนถึง 4 โมงเย็น และกลับมาทำต่อเมื่อเสร็จกิจของสงฆ์ตอน 6 โมงเย็น ทำจนเป็นกิจวัตร ทำจนเชี่ยวชาญ 

นี่อาจเป็นอีกหนึ่งการฝึกตนที่ต้องใช้ความอดทนสูงเลยก็ว่าได้

2

สาขาพุทธศิลป์ในหลักสูตรในการสอนวาดภาพเช่นเดียวกันกับมหาวิทยาลัยศิลปากร แต่งานที่นักศึกษานำเสนออาจารย์จะต้องเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาด้วย

กว่าจะมาถึงวันนี้ ตุ๊ต๊ะผ่านการทดลองค้นหาศักยภาพของตัวเองด้วยเนื้อหาหลายแบบ

ท่านเริ่มด้วยการวาด ‘เปรตวิสัย’ ก่อน ด้วยการวาดลายเส้นขาวบนพื้นดำ แล้วจึงค่อย ๆ ลองวาดเรื่องใกล้ตัวบ้าง ซึ่งเรื่องใกล้ตัวของตุ๊ต๊ะก็คือความชอบในเรื่องผี พิธีกรรม ชีวิตของสัปเหร่อและหมอธรรม ตามที่คุ้นเคยในครอบครัว

ภาคเหนือมีความเชื่อว่าโลกแบ่งเป็น 3 เมือง ได้แก่ เมืองฟ้า เมืองคน เมืองผี ตุ๊ต๊ะศึกษาแล้วตีความออกมาเป็นงานศิลปะ ชุด ‘เมืองผี’ โดยใช้วิธีการแบบ Folk Art วาดผีให้ดูน่ารัก เพื่อให้คนรู้สึกไม่กลัว

บ้างก็ลองเขียนพอร์เทรตตัวเองคู่กับผี เพราะความรู้สึกเชื่อมโยงกันบางอย่าง บ้างก็ลองเล่าถึงประเพณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผี

“พอเริ่มเรียนเยอะ เราก็เริ่มใส่ทักษะที่มีลงไปทุกอย่าง ทำให้งานรวน อาจารย์เลยแนะนำให้ใช้สีน้อยลง และเน้นไปที่การสานเส้นมากขึ้น”

นอกจากนั้น อาจารย์ยังแนะนำอีกว่าผีนั้นออกห่างจากศาสนาไปพอสมควร หลวงพี่จึงเริ่มทำเรื่อง ‘มาร’ เรื่อง ‘ความชั่ว’ ในวิทยานิพนธ์ โดยใส่ความเป็นผีที่ตนสนใจลงไปด้วย

นับว่าเป็นการก้าวข้าม Comfort Zone ครั้งใหญ่ในฐานะศิลปิน

3

สำนักสุดท้ายที่ตุ๊ต๊ะเข้าไปฝึกวิชาในช่วงโควิด-19 คือสาขาพุทธศิลป์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเปิดเป็นหลักสูตรระยะสั้น ระดับหนึ่งใช้เวลา 8 เดือน เต็มไปด้วยศิลปิน วิทยากร นักสะสม ทั่วฟ้าเมืองไทยมาให้ความรู้ และมีตั้งแต่เด็กชายอายุ 12 ถึงรุ่นใหญ่วัย 80 สอบแข่งกันกันเข้าไปเรียน

“ที่อยากเรียนต่อเพราะอาจารย์บอกว่างานเราเริ่มมาแล้ว ยังต่อยอดได้อีก เราไม่อยากทิ้ง เขาว่าไปได้อีก เราก็ไปได้อีก” หลวงพี่เล่าด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

แม้ค่าเทอมจะมากถึงคนละ 68,000 บาท แต่อาจารย์เฉลิมชัยก็เห็นความสำคัญของการศึกษา และอาสารับผิดชอบค่าเรียนให้ทุก ๆ คนในหลักสูตร

ระดับแรกที่เข้าเรียน ตุ๊ต๊ะตั้งใจเล่าเรื่อง ‘มาร’ ต่อจากที่เริ่มไว้ในระดับปริญญาตรี โดยใช้พู่กันใหญ่และปากกา และให้สีแดง-ดำ ดิบ ๆ ในการสื่อสาร ต่างจากตอนทำธีสิสซึ่งใช้ 4 – 5 สี เมื่อจบระดับแรก หลวงพี่ก็ตัดสินใจเรียนต่อในระดับสูงขึ้นไปอีก โดยใช้เพียงพู่กันอย่างเดียว และเริ่มนำสีเขียวนีออนซึ่งเป็นสีคู่ตรงข้ามมาใช้ เพื่อให้งานเกิดความรู้สึกดุขึ้นกว่าเดิม รวมแล้วหลวงพี่เรียนไปทั้งหมด 2 ระดับ รวม 16 เดือน

เราพบตุ๊ต๊ะครั้งแรกในนิทรรศการ Early Years Project #6 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งรวมผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ที่ได้รับการคัดเลือกไว้ด้วยกัน งานนั้นตุ๊ต๊ะก็เลือกชุดที่มีการใช้สีเขียวไปจัดแสดง

ซึ่งงานก็ให้ความรู้สึกดุดันอย่างที่หลวงพี่ตั้งใจไว้จริง ๆ

“เริ่มรู้แล้วว่าในหัวเราไม่ได้มีความใสแบ๊วเลย งานน่ารักไม่ใช่ตัวเรา เราเลยวาดไม่ถึง” หลวงพี่เล่าถึงรสนิยมในงานศิลป์ของตัวเอง ก่อนจะพูดถึงสื่อที่ตนเองได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างงาน อย่างนรกของ ดันเต ปีศาจโซโลมอน หรือมังงะชุด Berserk ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความเป็น Dark Fantasy ทั้งนั้น

“เราชอบความแปลก น่ากลัวก็น่ากลัว แต่เราไม่กลัว”

ก่อนจะจบหลักสูตร ตุ๊ต๊ะจึงตัดสินใจริเริ่มโปรเจกต์ ‘เขียนนรก’ เพราะนรกมีเยอะกว่า 400 ขุม และวาดได้หลากหลาย ต่างจากมารที่มีเพียงน้อยนิด

“นรกของเราคือความรู้สึกในช่วงนั้น ๆ ความอึดอัด ความทุกข์ ความอยาก” ตุ๊เจ้าอธิบาย “จุดประสงค์ของเราคือทำให้คนกลัวนั่นแหละ ให้คนดูแล้วมันแรง ไม่น่าพิศมัย คิดตามว่า ถ้าเป็นเราคงเจ็บปวดมาก ไม่อยากอยู่ในนั้นเลย”

หลวงพี่คิดว่า ทำไมการสอนไม่ให้คนทำบาปจึงต้องใช้ความกลัว – เราตั้งคำถาม

“ปลอบประโลมก็ได้ แต่มันจะนานหน่อย ธรรมะแท้ไม่มีคำปลอบใจหรอก มีแต่ความจริง” 

4

นิทรรศการ House of Hungry Ghost แปลตรงตัวได้ว่า บ้านผีหิว

ศิลปินแต่ละคนก็ตีความต่างกันไปตามประสบการณ์และความคิดสร้างสรรค์ หากสมณเพศอย่างตุ๊ต๊ะตีความความหิวออกมาเป็นความอยากและราคะของคนที่อยู่ในกามโลก จึงสื่อสารออกมาเป็นภาพเพนติ้งที่แสดงถึงการกินกันไปเรื่อย ๆ

ส่วนภาพอีกชุดที่อยู่บริเวณทางเข้าของนิทรรศการ เป็นดรออิ้งในธีมของ Hell Monster หรือสัตว์นรก

จากที่เคยเขียนรวมกันเป็นขุม คราวนี้หลวงพี่ท้าทายตัวเองด้วยการเขียนทีละตัว 1 ตัว แทน 1 ความรู้สึกในช่วงต่าง ๆ ของตัวเอง “ไปสะเทือนใจกับสิ่งใดมาแล้วเกิดญาณทัศนะหรือจินตภาพในหัว ก็ทำออกมาเป็นงานศิลปะ” หลวงพี่เล่า ซึ่งนี่เป็นหลักการเดียวกับที่ศิลปิน Surrealism ใช้

เช่น ภาพนกแสก มาจากตอนที่หลวงพี่วาดรูปดึก ๆ เห็นนกแสกบิน ก็ได้คิดถึงนกแสกที่บินไปไหนไม่ได้เพราะโดนหนามแทง เถาวัลย์เกี่ยว แทนความรู้สึกถูกพันธนาการ อยากปลดปล่อย

ส่วนภาพหัวกะโหลก ได้แรงบันดาลใจมาจาก แฮร์รี่ พอตเตอร์ ออกแบบให้มีแก้วครอบหัวกะโหลกไว้ แทนความรู้สึกอยากปิดกั้นตัวเองอยู่ใน Comfort Zone

“ตอนนี้ที่เขียนกลายเป็นนรกนานาชาติไปแล้ว เพราะนรกพุทธให้คนอื่นดูเขาก็ไม่อิน ไม่รู้จัก เราอยากให้งานเราอินเตอร์ขึ้น มีความเป็นไทยผสมตะวันตกเข้าไป รูปแบบอาจจะไม่ใช่พุทธ แต่เนื้อหายังเป็นหลักพุทธอยู่”

เราถามหลวงพี่ว่า ความเป็นพระทำให้หลวงพี่มีแนวคิดในการสร้างงานเกี่ยวกับศาสนาและผีต่างจากคนทั่วไปอย่างไรบ้าง ตุ๊ต๊ะก็ตอบมา 2 ข้อ

ข้อแรก คือคนข้างนอกกลัวผี ไม่อยากใกล้ แต่พระห่างไม่ได้และต้องยุ่งเกี่ยวกับผีอยู่ตลอด และข้อที่ 2 ที่ดูเหมือนเป็นข้อสำคัญมาก ก็คือ ‘ข้อมูล’ มากมายที่พระซึ่งบวชเรียนมานานรู้กันดี

“เป็นพื้นฐานของการเรียนนักธรรม ตรี โท เอก อยู่แล้ว เราบวชมา 15 ปี เทศน์มาเป็น 100 รอบ ต้องจำได้ อย่างเปรตที่ทุกคนพูดถึง จริง ๆ มีถึง 21 ชนิด มีเปรตต้นไม้ เปรตงู ไม่ได้มีแค่ที่ตัวสูงเท่านั้น”

ทำไมหลวงพี่จะต้องสื่อสารผ่านภาพอีก ในเมื่อเทศน์ก็อธิบายให้ญาติโยมเข้าใจได้แล้ว – เราถามต่อ

“แค่เทศน์มันไม่เห็นภาพมากพอ” หลวงพี่เอ่ย “จริง ๆ แล้ว คอนเซปต์ของจิตรกรรมฝาผนังก็คือการสื่อสารให้คนอ่านไม่ออกหรือคนหูหนวกเข้าใจอยู่แล้ว เป็นการสื่อสารโดยไม่ต้องพูดอะไรเลย”

ทั้งนี้ การทำงานอยู่กับเรื่องราวหนัก ๆ อยากนรก ผีสาง ก็หนักหนาเอาการไม่น้อย หลายครั้งตุ๊ต๊ะยอมรับว่าทำให้เกิดทุกข์ ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เหมือนกับคนเราดูหนังเศร้าทุกวัน แต่ท่านก็มีวิธีการผ่อนคลายตัวเองที่ค่อย ๆ เรียนรู้มา อย่างการวาดภาพน่ารักเนื้อหาสำหรับเด็ก และใส่แนวคิดพุทธศาสนาในทางอ้อม

ปัจจุบันนี้หลวงพี่ยังอยู่ในสมณเพศ แต่เมื่อหน้าที่ในการเขียนปริศนาธรรมบนผนังโบสถ์ที่ตั้งใจไว้เสร็จสิ้นลง ในปีหน้า หลวงพี่มีแผนจะสึกออกไปเป็นฆราวาส และประกอบอาชีพเป็นศิลปินในนามของสตูดิโอ Taloca ต่อไป ทั้งยังตั้งใจจะสอนในสาขาพุทธศิลป์ และต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยศิลปากรด้วย

สำหรับแนวทางของงานศิลป์ก็ยังคงเป็น Dark Fantasy ที่สนใจเช่นเดิม และอาจทดลองทำอาร์ตทอยที่ใส่ความเป็น Surrealism, Pop Culture และ Monster เข้าไป

จากเดิมที่ตุ๊ต๊ะรู้สึกว่ามี ‘ข้อจำกัด’ ในการทำงานศิลปะเพราะยังอยู่ในผ้าเหลือง ไม่ว่าจะการเมืองเรื่องทางโลกใด ๆ เมื่อสึกไปก็จะได้ขยายขอบเขตของเนื้อหาได้ แต่อย่างไรก็ตาม หลักพุทธจะยังคงอยู่กับหลวงพี่ตลอดไป เพราะกลายเป็นเนื้อเป็นตัวของตัวเองไปแล้ว

“ไม่เสียดายนะที่ต้องสึก มันก็เหมือนกับการผจญภัยไปเจอกับสิ่งใหม่ ๆ” ตุ๊เจ้าบอกกับเราตรง ๆ

“15 ปีที่ได้บวช ได้อะไรหลายอย่าง เราได้ความรู้ความเข้าใจในธรรมะที่นำไปปรับใช้กับชีวิตได้ ได้รู้จักการมองโลกตามเหตุปัจจัย ตามความเป็นจริง 

“ส่วนในแง่งานศิลปะก็ได้เยอะเหมือนกัน แก่นธรรมะกับแก่นศิลปะใกล้กันมาก ธรรมะเป็นอกาลิโก ไร้กาลเวลาใช่ไหม ศิลปะก็เช่นกัน ธรรมะรู้ได้ด้วยตัวเอง ศิลปะก็รู้ได้ด้วยตัวเองเช่นกัน อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี บอกให้ทำงานศิลปะให้เกิดตัวตน แล้วทำลายตัวตนทิ้งซะ สิ่งนี้ตรงกับธรรมะเลย คือหาว่าเราเป็นใครก่อน แล้วทำลายทิ้ง ธรรมะกับศิลปะใกล้กันนิดเดียว”

มาถึงตอนนี้ เราเริ่มมองหลวงพี่เป็นคนคนหนึ่ง เป็นคนอายุเท่ากันกับเราที่จะมีอนาคตอีกยาวไกลในเส้นทางที่ตนพากเพียรฝึกฝนมาทั้งชีวิต และการบวชเรียนมากว่า 15 ปีนั้น คงเป็นรากฐานที่แข็งแรงให้กับการเป็นศิลปินของเขาเลยทีเดียว

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง