18 เมษายน 2025
6 K

“ไม่เคยเห็นเล่มนี้มาก่อนเลยค่ะ คุณยายก็บอกว่าไม่เคยเห็น” เธอเล่าอย่างตื่นเต้น

Kanya Kim หยิบหนังสือที่เขียนหน้าปกว่า ภาพ ลาย ไทย ขึ้นมา ก่อนจะพลิกหน้าแรกให้เราดู หน้าแรกนี้เต็มไปด้วยตัวตนของคุณตาเธอ มีภาพของเขาในวัยหนุ่ม มีคติประจำใจ และที่สำคัญคือ ‘อีกนาม’ ที่เขาใช้ในการวาดภาพ

คุณตาของเธอมีชื่อจริงว่า สมเกียรติ กิมาวงศ์ แต่ตั้งชื่อตัวเองว่า เทอด  

เพราะด้วยชื่อ-นามสกุลแท้จริงของตัวเอง เขาไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นศิลปินดั่งใจคิด

ก่อนหน้าที่จะมาเป็นศิลปินน้องใหม่ดาวรุ่งพุ่งแรงเหมือนทุกวันนี้ Kanya Kim หรือ ปาล์ม-กัญญาภัค เลาหศรีสกุล เคยสูญเสียความมั่นใจไปสิ้นจากการเรียนศิลปะในมหาวิทยาลัย จึงหักเหเส้นทางไป ‘ทำอย่างอื่น’ ไม่หวนกลับมาแตะดินสออีกเลย

ทว่าเมื่อเธอค้นพบหนังสือฝึกวาดภาพของคุณตาผู้จากไปโดยบังเอิญ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป จู่ ๆ เธอก็มีแรงไปต่อในเส้นทางนักวาด และในเวลาไม่ถึง 2 ปี ปาล์มก็กลายเป็นศิลปินหน้าใหม่ดาวรุ่งพุ่งแรง

งานของเธอมุ่งเสนอ ‘พหุวัฒนธรรม’ ที่ผสมผสานทั้งความเป็นไทย ความเป็นไทยที่แท้จริงแล้วไม่ไทย รวมไปถึงวัฒนธรรมตะวันออก-ตะวันตกด้วย เธอทำงานหลากหลาย มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ถ้าใครสังเกตโปสเตอร์และ Key Visual ต่าง ๆ ของภาพยนตร์ ซองแดงแต่งผี ดี ๆ ก็จะเห็นลายเส้นของเธอซุกซ่อนอยู่

Studio Visit ครั้งนี้ เราจะไปเยี่ยมเยียนห้องแห่งความฝันของ Kanya Kim ที่ไม่ได้มีแค่ความฝันของเธอเพียงคนเดียว แต่ยังบรรจุความฝันยิ่งใหญ่ของคุณตาผู้เป็นที่รักไว้ในนั้นด้วย

นัก (เลิก) วาด

“Kanya Kim มาจากชื่อปาล์มเองค่ะ ปาล์มชื่อ กัญญาภัค ส่วนคิมมาจากส่วนแรกของนามสกุลของคุณตา คือ กิมาวงศ์ คนเลยชอบถามว่าเป็นลูกครึ่งเกาหลีรึเปล่า” 

นักวาดสาวยิ้มตาหยีเมื่อเล่าถึงชื่อในวงการซึ่งมีที่มาจากนามสกุลของคุณตา ก่อนจะเล่าถึงที่มาที่ตนได้มาเป็นนักวาด ซึ่งมาจากคุณตาเช่นเดียวกัน

“ตอนคุณตามีชีวิตอยู่แกอยากเป็นศิลปินมาก ถึงขนาดเดินนับรั้วที่เพาะช่างทุกวันเลย แต่ที่บ้านคุณตาเป็นคนจีน เป็นเจ้าสัวที่ทำมาค้าขาย ไม่สนับสนุนให้ลูกชายเป็นศิลปินไส้แห้ง ชีวิตของแกก็เลยต้องทำงานค้าขาย ไม่ได้ทำงานศิลปะเลย ช่วงหลังก็ประชดชีวิตนิดหน่อยด้วยการกินเหล้า สูบบุหรี่ ไม่ดูแลตัวเอง”

เราถามเธอว่า เคยเห็นงานของคุณตาบ้างไหม เธอก็ส่ายหัว จริง ๆ แล้วแม่ของเธอเคยเห็นคุณตาตัดภาพจากนิตยสารมาแปะเต็มผนังบ้านอยู่เหมือนกัน ภายหลังแม่จึงรู้ว่านั่นคือ ‘งานคอลลาจ’ แต่ย้อนกลับไปยุคนั้นยังไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่คุณตาพยายามทำเท่าไหร่นัก

ด้วยความที่เติบโตใกล้ชิดมากับคุณตา ปาล์มและพี่ชายก็ได้งานอดิเรกจากคุณตามาคนละอย่าง พี่ชายยิงปืนแบบคุณตา ส่วนปาล์มถูกจับไปวาดรูปตั้งแต่เล็ก เพราะคุณตาอยากแยกเธอออกจากพี่ชายที่ชอบแกล้งแหย่น้อง

“จำได้ว่าคุณตาสอนวาดเป็ดเป็นอย่างแรก” Kanya Kim ระลึกความหลังด้วยรอยยิ้ม “เริ่มจากวาดหางก่อน ขึ้นมาที่หัว แล้วลงมาที่ปีก เมื่อก่อนเวลาได้รางวัลอะไรมา ตาก็บอกว่า โอ๊ย นี่เริ่มจากเป็ดตัวเดียวนะเนี่ย”

ปาล์มในวัยเด็กวาดรูปประกวดมาเรื่อย ๆ ด้วยแรงสนับสนุนจากคุณตาและพ่อแม่ จบมัธยมต้นก็ได้โควตาศิลปะที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และเรียนต่อวิชาเพนติ้งในระดับปริญญาตรีที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียกได้ว่าเธอดูเหมือนจะไปได้สวยในเส้นทางสายนี้

แต่แล้วจุดพลิกผันในชีวิตก็มาถึง เมื่อปาล์มเจอกับความกดดันจากการเรียนในคณะจนสูญสิ้นความมั่นใจในฝีมือ

“การเรียนการสอนในรูปแบบนั้น เขาจะคิดว่าการกดดันจะทำให้เรายิ่งกระเด้งขึ้นไปเหมือนติดสปริง แต่มันไม่เป็นแบบนั้น ยิ่งทำเราก็ยิ่งแย่ ยิ่งดาวน์กว่าเดิม”

จากเดิมที่ชอบวาดคน กลายเป็นว่างานจบของเธอเป็นการวาด Still Life เพราะไม่กล้าบอกอาจารย์ว่านั่นไม่ใช่ทางของเธอ และในที่สุดเธอก็รู้สึกหลงทางเข้าจริง ๆ 

เมื่อเรียนจบในปีที่โควิด-19 ระบาด ปาล์มก็ตัดสินใจเลือกเดินออกจากเส้นทางศิลปินที่วางไว้แต่แรก แล้วไปทำอย่างอื่นที่ใกล้เคียงแทน เริ่มจากสอนศิลปะเด็กในปีแรก และไปทำงานให้ Art4C แกลเลอรีของ PMCU และคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเวลาต่อมา เธอรับบทบาทเป็น Project Manager คอยคิวเรตงาน ให้งบศิลปินมาจัดแสดงงาน

“ในเมื่อเราไม่มีความสามารถในการเป็นศิลปิน เราก็จะผลักดันคนอื่นแทน” เธอว่า ในฐานะซัพพอร์ตเตอร์ ปาล์มก็เต็มที่มาก และเป็นคนออกไอเดียเองว่าจะทำพื้นที่ Art4C ให้เป็นบันไดขั้นแรกให้กับศิลปินรุ่นใหม่ที่อยากแสดงงาน

“ตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่าเรากำลังหนีอะไรอยู่ เราแค่รู้สึกว่าเราทำได้ และแฮปปี้ที่จะสนับสนุนคนอื่น จนกระทั่งวันหนึ่งปาล์มชวนเพื่อนสมัย ม.ปลาย มาแสดงงาน แล้วกระแสตอบรับดีมากจนได้รับโอกาสอื่น ๆ ต่อ เราก็รู้สึกเหมือนเพื่อนห่างไกลเราไปเรื่อย ๆ แล้ว

“บางคนเห็นเราจบศิลปกรรมมาก็ถามเราว่า ตอนนี้วาดอะไรอยู่ เรารู้สึกเหมือนโดนแทงเข้ามาในใจ และเริ่มคิดว่าตัวเองกำลังหนีอะไรบางอย่างอยู่” เธอเล่ายิ้ม ๆ แม้จะเป็นความหลังที่น่าเจ็บปวด

หลังจากออกจากงานที่แกลเลอรี และเริ่มเรียนปริญญาโทด้านการจัดการวัฒนธรรมที่จุฬาฯ ศิลปินรุ่นพี่ที่ปาล์มสนิทชวนเธอลองสมัคร Bangkok Illustration Fair (BKKIF) ปีถัดไป (ปี 2023) ด้วยกัน 

ทว่าเมื่อเธอลองนั่งวาดกับรุ่นพี่ เธอก็พบว่ามือตัวเองสั่นระริกจนวาดไม่ได้เลย น่าเศร้าไม่น้อยที่จู่ ๆ คนคนหนึ่งก็เหมือนกับ ‘ไม่ถนัด’ ในสิ่งที่เคยถนัดมาทั้งชีวิต

“นักจิตวิทยาบอกว่าปาล์มเป็นโรคเครียด เป็นแพนิก” เธอเล่าช้า ๆ

“ปาล์มโดนส่งต่อไปที่คุณหมอ ซึ่งคุณหมอแนะนำให้ลองวาดด้วยปากกา ไม่ใช้ดินสอ ผิดพลาดก็ช่างมัน เราก็ลงทุนซื้อ LAMY แพง ๆ มาเลย เพื่อบอกตัวเองว่าจะต้องสร้างประโยชน์อะไรจากมันให้ได้”

เมื่อความฝันของคุณตาปรากฏตัว

หลังได้รับการบำบัด ปาล์มค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ เธอได้วาดในสิ่งที่อยากวาด วาดจำปา จำปี ดอกไม้ที่เธอชื่นชอบ วาดโดยไม่มีใครจ้องตัดสินอีกต่อไป 

แต่เหตุการณ์ที่จุดประกายเธอที่สุด คือการเจอหนังสือเก่าเก็บของคุณตาในลิ้นชักห้องนอนบ้านตายาย

ที่น่าแปลกใจคือไม่เคยมีใครเคยเห็นมันมาก่อน แม้แต่คุณยายของปาล์มเอง ราวกับว่าคุณตาตั้งใจเก็บแพสชันที่แท้จริงของตนไว้ลึกที่สุด แม้ในเวลาที่กายจากไปแล้ว

“พอเจอรูปตาในหนังสือก็รู้สึกว่ามัน… อิมแพกต์มากค่ะ เหมือนเราเจอของบางอย่างที่ตาทิ้งไว้” เสียงของหลานสาวเริ่มสั่นเครือ 

เธอร้องไห้

ปาล์มบอกว่า เมื่อเทียบกับพี่ชายที่ได้เป็นเยาวชนทีมชาติที่ตาภูมิใจจนตัดข่าวในหนังสือพิมพ์มาเก็บไว้ ตัวเองยังไม่ได้ประสบความสำเร็จให้ตาเห็นเลย นั่นคือสิ่งที่เธอเสียดายที่สุด

“พอคิดว่าคุณตามีความฝันอยากทำสิ่งนี้แต่ไม่มีโอกาส โชคดีนะที่พ่อกับแม่เราสนับสนุน เราเลยมีแรงฮึดสู้ อยากจะสานฝันให้ตาด้วย 

“มันไม่ใช่แค่ตัวเราแล้ว” ปาล์มเช็ดน้ำตา ยืนยันเหตุผลในการสู้ต่ออย่างเด็ดเดี่ยว

จากนี้ปาล์มจะไม่ได้ไปตัวเปล่า แต่มีความฝันของคุณตาเดินทางไปด้วยกันทุกที่

ปาล์มหัดวาดรูปใหม่อีกครั้ง

พุ่งทะยาน

วันหนึ่งในปี 2023 ภาพยนตร์ แมนสรวง กำลังจะเข้าโรงฯ และจัดประกวดวาดภาพในหัวข้อ ‘พหุวัฒนธรรม’ สำหรับบุคคลทั่วไป

เมื่อรุ่นพี่เห็นโปสเตอร์ก็นึกถึงปาล์มซึ่งกำลังจะกลับมาวาดรูป แล้วส่งมาให้เธอดูทันที

แม้ว่าปาล์มจะไม่ได้ติดตามซีรีส์วายมาก่อน แต่เดิมทีเธอสนใจวัฒนธรรมต่าง ๆ อยู่แล้ว เธอเดินพิพิธภัณฑ์ ชมของโบราณกับแม่มาตั้งแต่เด็ก ๆ แม้แต่เรื่องราวลึกลับชวนขนหัวลุกเธอก็มีมาเล่าให้เราฟัง เธอจึงตัดสินใจลงประกวดด้วยความมุ่งมั่น

เธอหยิบภาพมาให้ดู แล้วชี้อธิบายที่มาทีละองค์ประกอบด้วยความสนุกสนานกับงานของตัวเอง เริ่มจากช้างที่มาจากธงสยามในอดีต หัวโขนจากวัฒนธรรมพราหมณ์-ฮินดู รูปปั้นจีน เจดีย์พม่า (โยเดีย) ตะโพนมอญจากวงปี่พาทย์มอญ หุ่นกระบอกจากชวา-มลายู ตกแต่งพื้นหลังด้วยลายเครื่องแขวนดอกไม้ไทย และมีริบบิ้นเป็นกรอบภาพแบบทางยุโรป

โดยส่วนตัวแล้ว เราชอบงานชิ้นนี้ของเธอเป็นพิเศษ นอกจากองค์ประกอบที่ดูหลากหลายแล้ว มันมีพลังของผู้เริ่มต้นใหม่แผ่อยู่ทั่วภาพ คงไม่ได้มีสักกี่ครั้งในชีวิตที่คนเราจะมีพลังแบบนี้ได้

“นี่เป็นรูปแรกที่เราทำในชื่อ Kanya Kim เลยค่ะ” นักวาดยิ้มกว้าง

แล้วความตั้งใจก็สัมฤทธิ์ผล เธอได้รับรางวัลชมเชยกลับมานอนกอด

ปาล์มไม่เคยเป็นนักวาดที่มีชื่อเสียงมาก่อน หลังจากที่หายจากอาการแพนิก นี่เป็นการประกวดแรกที่เธอเข้าร่วม เธอเปิดแอคเคานต์อินสตาแกรมใหม่เอี่ยมเพื่อไปขอบคุณกับรางวัลที่เพิ่งได้รับ โพสต์ผลงานชิ้นนั้นไป 1 ภาพ และได้ผู้ติดตามคนแรกเป็นศิลปินรุ่นพี่ที่เธอปลาบปลื้ม อย่าง นักรบ มูลมานัส แล้วก็มีแฟนคลับนักแสดง แฟนคลับภาพยนตร์ตามมาอีกมากมาย จนเธอเริ่มเข้าไปอยู่ในแสงไฟมากขึ้นเรื่อย ๆ

การประกวดครั้งนี้ทำให้ค้นพบแนวทางในการทำงานของตัวเอง ‘พหุวัฒนธรรม’ คือสิ่งที่เธอสนใจ ทั้งยังกู้ความภูมิใจในตัวเองที่เคยหล่นหายไปกลับมาได้ด้วย

ถ้าการพบกับหนังสือของคุณตาคือการเติมเชื้อเพลิง ครั้งนี้ก็คงเปรียบได้กับการที่จรวดเริ่มพุ่งออกจากฐาน พร้อมพุ่งทะยานสู่อวกาศแล้ว

เมื่อ BKKIF2023 เปิดรับสมัคร เธอก็ลงสมัครตามที่ตั้งใจไว้

“เขากำหนดให้ส่งงานให้พิจารณาอย่างน้อย 10 ชิ้น จำได้ว่า 3 ชั่วโมงก่อนปิดรับสมัคร ปาล์มยังเหลืองานอีกตั้ง 5 ชิ้น!” แม้จะเป็นการเล่าย้อนหลังไปเป็นปี ๆ แต่อะดรีนาลีนของเธอก็ยังหลั่งไหลเมื่อพูดถึงเหตุการณ์ “แต่เราคิดออกแล้วว่าจะวาดอะไรบ้าง เรารู้แล้วว่าแนวทางคืออะไร ลายเส้นยังไงบ้าง” 

ปาล์มเปิดสมุดสเกตช์ภาพส่วนตัวของเธอให้ดู ในนั้นมีตั้งแต่ภาพที่หมอให้ใช้ปากกาวาด ภาพที่เธอใช้อ้างอิงในการวาด และภาพสเกตช์ไอเดียต่าง ๆ ที่บ่งบอกความเป็นตัวเธอ นักวาดสาวบอกว่าตนเกิดในยุคที่ความแอนะล็อกยังอยู่ ฉะนั้นการนำภาพต่าง ๆ มาแปะไว้รวมกันเป็นบอร์ดจะทำให้เธอเห็นภาพรวม Mood and Tone ได้ดีกว่าเก็บไว้ในออนไลน์

เราชอบสมุดของเธอมากตรงที่มีทั้งความเป็นระบบระเบียบของความคิด แต่ก็มีความสบาย ๆ ในลายมือ การขีดฆ่าข้อความ ไปจนถึงการใช้ Masking Tape ลายการ์ตูนแปะภาพข้าวของโบราณที่ใช้อ้างอิง

“อันนี้เป็นภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 6 ค่ะ มีคำว่า Siamese อยู่ด้วย สมัยนั้นคนจะเขียนภาษาอังกฤษได้ต้องเป็นฝรั่ง ไม่ก็คนชนชั้นสูง เราเลยรู้สึกว่ามันเท่มากเลย”

จากภาพเดิม เธอก็ชี้ให้ดูภาพอื่น ๆ ที่เธอหามาอ้างอิงประกอบกัน มาจากไทยบ้าง ตะวันตกบ้าง แล้วสร้างสรรค์งานออกมาเป็นของตัวเอง

“งานของปาล์มพูดเรื่องพหุวัฒนธรรม เราอยากทำงานที่ผสมไทยฝรั่ง และความหลากหลายในไทย บางอย่างที่ดูว่าไทย ความจริงมันก็ไม่ได้ไทย” เธอว่า “บางทีปาล์มก็ไปนั่งฟังเสวนาวิชาการ ฟังนักประวัติศาสตร์เล่านี่นั่น มันสนุกดีนะคะ”

นอกจากตัวชิ้นงาน ‘แบรนดิง’ ก็เป็นสิ่งที่ Kanya Kim ให้ความสนใจไม่น้อย

ในสมุดสเกตช์เล่มนี้ มีที่มาที่ไปตั้งแต่โลโก้ประจำตัวเธอ นามบัตรทั้งหมด 3 ดราฟต์ ไปจนถึงวอลล์เปเปอร์ลายรดน้ำที่ใช้ห่อหุ้มบูท

เธอตั้งใจกับการกลับมาครั้งนี้จริง ๆ

‘Kanya Kim’

กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ มีคนสนับสนุนเธอมากมาย ไม่ใช่แค่ครอบครัว แต่รวมถึงผู้คนรอบตัวที่คอยเป็นลมใต้ปีกด้วย

ช่วงต้นปี 2023 เธอไปทำงานในส่วนมาร์เก็ตติ้งของ Bangkok Art and Culture Centre (BACC) เมื่อมีงาน BKKIF จัดขึ้นด้วย ปาล์มก็ต้องวิ่งขึ้นลงระหว่างออฟฟิศและบูทนักวาดของเธอ ซึ่งทุกคนสนับสนุนเป็นอย่างดี

มากไปกว่านั้น เมื่อได้รับสิทธิในการออกบูทที่งาน Colorful Bangkok ควบในเวลาเดียวกันด้วย ชาว BACC ก็ไม่อยากให้เธอพลาดโอกาสนั้น และผลักดันให้เธอวิ่งไปออกบูทในช่วงค่ำต่อ

จนกระทั่งเธอได้รับโอกาสการเซ็นสัญญาทำงานวาดให้กับธนาคารเกียรตินาคินเป็นเวลา 1 ปีเต็ม เจ้านายและเพื่อนร่วมงานทุกคนต่างก็สนับสนุนให้เธอออกจากงานแล้วคว้าโอกาสนั้นไว้ จนสร้างอีกผลงานชิ้นโบแดงขึ้นมาได้

“ล่าสุดไปแสดงงานที่ไต้หวันก็มีเรื่องที่ประทับใจเยอะมากเลยค่ะ” ปาล์มพูดถึงงาน Illustration Taipei “มีคนไต้หวันมาร้องไห้ใส่เรา บอกว่าติดตามในอินสตาแกรม เขาชอบงานเรามาก”

งานที่ชาวไต้หวันดูจะให้ความสนใจกันมาก ก็คืองานวาดพระแก้วมรกตทรงเครื่อง 3 ฤดูที่ปาล์มวาดขึ้นใหม่จากภาพประกอบจดหมายที่รัชกาลที่ 4 เขียนถึงนโปเลียนที่ 3

“ที่ผ่านมาเราเจอคนพูดเหยียดหยามเยอะเหมือนกัน บางทีก็เป็นมนุษย์ป้ามาพูดหน้าบูทเลย งานแบบนี้มีคนซื้อด้วยเหรอ อะไรแบบนี้ แต่เราก็สู้ต่อไปเพราะว่ามีคนที่ชอบงานเราเหมือนกัน

“เราผ่านจุดที่แย่ที่สุดมาแล้ว ตอนนั้นเหมือนโลกมันมืดมนมาก เหมือนฝนตกบนหัวเราตลอดเวลา ไม่มีอะไรแย่ไปกว่านั้นแล้ว”

นับตั้งแต่วันที่เริ่มต้นในชื่อ Kanya Kim กับปัจจุบันนี้ เวลาผ่านมาราว ๆ 1 ปีครึ่งเท่านั้น แต่เธอก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากจนสร้างตัวตนและผลงานได้ขนาดนี้

ที่น่าตกใจคือปาล์มบอกกับเราว่าทุกวันนี้เธอนอนวันละ 2 – 3 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะเธอสนุกที่จะทำงานมาก ๆ จนไม่อยากล้มตัวลงนอน

เธอไม่ได้ทำงานวาดอย่างเดียว แต่ล่าสุดในงาน Bangkok Design Week 2025 เธอจัด Walk Tour พาผู้คนเดินเที่ยวย่านบางกอกใหญ่ ล่าตราปั๊มจากแต่ละจุด สะสมไว้บนเอกสารที่เธอออกแบบต่อยอดมาจาก บางกอกรีคอร์เดอร์ (The Bangkok Recorder) ซึ่งงานครั้งนี้ก็ทำให้เธอพบเพื่อน ๆ ที่สนใจเรื่องเดียวกัน และกลายเป็นคอมมูนิตี้ขนาดย่อม ๆ

เมื่อเริ่มมีผู้ติดตามมาขึ้น เสียงก็ดังขึ้น มีครั้งหนึ่งที่เธอพูดถึงงานครูช่างที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จนโด่งดังในทวิตเตอร์ และมีคนรุ่นใหม่ไปอุดหนุนงานของลุง ๆ ป้า ๆ มากมาย

บางครั้งงานของเธอก็ไปจุดประกายให้ผู้คน มีโปสต์การ์ดลายหนึ่งของปาล์มวาดมาจากหุ่นกระบอกม้าในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ก็มีคนที่ติดใจงานจนไปเยือนที่นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตเพื่อตามหาหุ่นกระบอกม้าตัวนี้

เราถามเธอว่า เธอคาดหวังอะไรในตัวเองบ้าง ปาล์มก็บอกว่าอยากจะอยู่ไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นนักวาดเพียงอย่างเดียว เธอชอบการจัดงาน งานสอน งานเป็นตัวกลางระหว่างคนในชุมชนเธอก็ชอบ

“เราไม่ได้อยากใช้ชื่อ Kanya Kim เพื่อให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นอย่างเดียว แต่อยากให้ชีวิตของคนอื่นดีขึ้นด้วย” ศิลปินประกาศ

ฟังถึงตรงนี้แล้วก็อดขนลุกไปกับเธอไม่ได้ ในฐานะคนที่เรียนจบมาปีเดียวกันและรู้สึกหลงทางกับสิ่งที่เรียนมาเหมือนกัน เรารู้ว่าการค้นหาที่ทางของตัวเองในโลกกว้างใหญ่นี้มันไม่ง่ายเลย แต่เธอก็พบเส้นทางที่ทั้งเหมาะกับเธอ ทั้งมีความหมายกับคุณตา และตั้งใจให้ประโยชน์เผื่อแผ่ไปถึงคนอื่น ๆ ด้วย

คิดว่าถ้าได้เจอตา ตาจะพูดกับคุณว่าอะไรบ้าง – เราถามปาล์ม

ทันทีที่สิ้นประโยคคำถาม น้ำตาที่เธอกลั้นไว้ก็หลั่งไหลออกมาอีกครั้ง

“ที่จริงเมื่อเดือนก่อนปาล์มฝันว่าเจอตา” ศิลปินตอบอย่างอ่อนไหว “ตาบอกว่า เดี๋ยวจะไปบอกพ่อแม่ของตาว่าหลานเก่งมาก ตาภูมิใจมาก

“จริง ๆ เราไม่ได้ต้องการให้ตาภูมิใจนะ มันไม่ใช่เป้าหมายของการทำสิ่งนี้ แต่เราอยากพาความฝันของตาไปด้วยกัน ตอนนี้ไม่ว่าจะฝนตกหรือแดดออก เราก็จะพุ่งไปอย่างเดียวแล้ว”

แล้วถ้ามีโอกาสบอกกับตาได้อย่างหนึ่ง จะพูดว่าอะไร 

“อยากขอบคุณตาที่สอนวาดเป็ดตอนนั้น ถ้าไม่มีเป็ดก็คงไม่มีเราในวันนี้”

ตาหลานผู้มีฝันเดียวกัน

Instagram : kanyakim_studio

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ภรัณยู วรรณศรีพิศุทธิ์

นักศึกษาเอกญี่ปุ่นจากมหาสารคาม สนใจภาพถ่าย ชีวิตขับเคลื่อนด้วยเสียงเพลง อยากมีเงินไปมิวสิกเฟสติวัลเยอะๆ