16 กุมภาพันธ์ 2026
610

ในอนาคต ถ้าลูกจะกลายเป็นรัฐบุรุษมีเงินล้นฟ้า แต่สิ่งเดียวที่หาไม่ได้ก็คือภาพแห่งความทรงจำเหล่านี้

นี่คือข้อความที่คุณแม่ของ อริญชย์ รุ่งแจ้ง ศิลปินศิลปะร่วมสมัยไทยเขียนไว้ด้านหลังอัลบั้มภาพลูก ๆ เพื่อเป็นมรดกทางจิตใจ ขับเคลื่อนให้อริญชย์ในวัยเยาวน์จรดปากกาเขียนกลอนส่งประกวด กลายมาเป็นผลงานวรรณกรรมชิ้นแรกของเขา 

ในตอนนี้ที่ใช้ชีวิตระหกระเหินตั้งแต่เด็กจนโต จนมาเป็นศิลปินร่วมสมัยคนสำคัญของประเทศไทย มีผลงานจัดแสดงตามเทศกาลใหญ่ทั่วโลก ทั้ง Singapore Biennale, Venice Biennale ไปจนถึง documenta อริญชย์ยังคงยึดทักษะงานเขียนนี้เป็นสรณะ ทั้งบทกวีที่เขาอ่าน บทความที่เขาเขียน และเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิต ถักทอเป็นส่วนหนึ่งของผลงานศิลปะทุกชิ้นที่อริญชย์ทำอย่างต่อเนื่องมานานหลายสิบปี 

และในโอกาสที่ผลงานล่าสุดของ Golden Teardrop ซึ่งเคยจัดแสดงที่ Venice Biennale เมื่อปี 2013 นำมาทำขึ้นใหม่อีกครั้งในบริบทที่เปลี่ยนไปตามแนวคิดที่เติบโตและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนหมดช่วงเวลาจัดแสดงใน MOCA BANGKOK เราจึงยกหูสอบถามหาเวลาที่สะดวก แล้วขอเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของเขา เพื่อชวนอริญชย์คุยถึงชีวิตและผลงานตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

วัยเด็กที่ไม่ราบรื่น

เด็กชายอริญชย์สูญเสียคุณพ่อไปตั้งแต่อายุ 2 ขวบ เขาเป็น LGBTQ และเลือกเรียนศิลปะในช่วงปลายศตวรรษที่ 20

“คุณพ่อเป็นวิศวกรอยู่บนเรือบริษัทน้ำมันเยอรมันตั้งแต่ปี 1977 ถูกพวกนีโอนาซีที่เหยียดเชื้อชาติทำร้าย หลังจากสลบอยู่ 1 วันเพื่อนก็ลากขึ้นเรือ หลังจากนั้นคุณพ่อป่วย น้ำหนักลงเยอะมาก ถูกส่งไปรักษาที่ฝรั่งเศสแต่อาการไม่ดีขึ้นเลยส่งกลับไทย กลับมาอยู่ได้ไม่นานท่านก็เสียชีวิต”

เรื่องราวการสูญเสียคุณพ่อจากคำบอกเล่าของคุณแม่ ทำให้อริญชย์สนใจในประวัติศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก เพื่อหาคำตอบและทำความเข้าใจว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 มีที่มาอย่างไร ทำไมนีโอนาซีถึงเหยียดเชื้อชาติ และบริบทของโลกในยุคนั้นเป็นอย่างไร

รวมถึงการที่คุณแม่เป็นนักพิสูจน์อักษร ทำงานในโรงพิมพ์ บ้านของเขาจึงเต็มไปด้วยหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือปรัชญาและประวัติศาสตร์ที่อริญชย์นับเป็นหนังสืออ่านเล่น และกลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญที่อยู่ผลงานของอริญชย์เสมอ

ในวัยเรียน อริญชย์ลองหัดเขียนบทกลอน เล่นดนตรีไทย หัดวาดรูป แต่สุดท้ายเขาก็เข้าสู่เส้นทางศิลปินตอนที่แอบคุณแม่ไปสอบวิทยาลัยช่างศิลป ก่อนชีวิตจะพัดพาอริญชย์เข้าสู่รั้วคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

“ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจิตรกรรมคืออะไร ศิลปะคืออะไร เข้าไปในห้องวารสารที่ในช่วงนั้นมีหนังสือศิลปะร่วมสมัย เห็นว่าศิลปะมีหลายรูปแบบ เราก็เริ่มตื่นเต้น กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ชอบงานเขียนหนังสือ เพราะแสดงออกได้น้อยกว่า แต่ศิลปะแสดงออกได้หมด”

ศิลปะนอกรั้วมหาวิทยาลัย

ในห้องเรียนอริญชย์ส่งงานอาจารย์ตามปกติ แต่นอกห้องเรียนเขาทดลองทำศิลปะหลายรูปแบบ ทั้งงานเขียน ภาพ และเสียง ต่างเป็นเครื่องมือที่อริญชย์หยิบจับมาสร้างงานศิลปะ อย่างในตอนปี 2 ที่เขาไปร่วมจัดแสดงที่ About Studio ซึ่งกำลังเปิดพื้นที่ให้ศิลปินหน้าใหม่ 

พื้นที่ของ About Studio ปูด้วยแผ่นไม้ที่ทาสี 2 ด้าน ด้านหนึ่งสีแดง ด้านหนึ่งสีฟ้า มีข้อความเขียนว่า คุณกำลังเหยียบอยู่บนพื้นสีฟ้าที่มองไม่เห็น กลายเป็น Red and Blue Floor งานศิลปะที่อยู่บนพื้นให้ผู้ชมเดินเหยียบไปมา โดยชื่องานก็มาจากเพลง It’s No Good ของวง Depeche Mode ซึ่งเกี่ยวพันกับชีวิตรักส่วนตัวของอริญชย์อีกที ในงานเปิดมี แจนนิส เอ็ม วงศ์สุรวัฒน์ ที่ตอนนั้นเป็นอาจารย์สอนวิชาทฤษฎีศิลป์ คณะจิตรกรรม เป็นผู้กล่าวเปิดงาน

ในช่วงนั้นศิลปะร่วมสมัยกำลังอยู่ในช่วงเข้มข้น มีศิลปินไทยที่เรียนจบจากต่างประเทศเข้ามาสอนในคณะจิตรกรรมมากมาย ทั้ง ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช, จิตติ เกษมกิจวัฒนา, สุรสีห์ กุศลวงศ์ เป็นต้น

“ช่วงนั้นเป็นช่วงเริ่มต้นของศิลปะร่วมสมัยที่งานศิลปะไม่ได้ถูกจำแนกเป็นหมวด ๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ต่อยอดมาจาก Postmodernism และ Poststructuralism ที่มองว่าสถาบันศิลปะหรือการจำแนกหมวดหมู่งานศิลปะเป็นภาพวาด ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และอื่น ๆ นั้น ทำให้เกิดข้อจำกัด 

“วงการศิลปะจึงเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เกิดการทดลองต่าง ๆ นานา สุดท้ายก็กลายมาเป็นศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบันที่แม้เครื่องมือจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่แนวคิดยังอยู่”

การถูกห้อมล้อมด้วยศิลปินร่วมสมัยชั้นแนวหน้า ทำให้อริญชย์เริ่มดำดิ่งลงในโลกศิลปะและโลกปรัชญามากยิ่งขึ้น แต่เมื่อเริ่มขึ้นปี 3 ครอบครัวรุ่งแจ้งก็ต้องพบกับข่าวร้าย เมื่อ คุณแม่รัศมี ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันกับวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง อริญชย์จึงเริ่มดูแลคุณแม่มาตั้งแต่ตอนนั้น พร้อมกับทำงานเลี้ยงตนเองไปด้วย แต่ 2 ปีถัดมาก็มีข่าวดี เมื่อเขาได้ทุนไปแลกเปลี่ยนที่ฝรั่งเศส 

“เป็นการออกนอกประเทศที่เปลี่ยนความคิดเราไปโดยปริยาย ในตอนนั้นฝรั่งเศสยังชาตินิยมมาก ๆ เราโดนเหยียดหนักมาก 

“ตามประวัติศาสตร์ไทยช่วงยุคล่าอาณานิคม คนไทยถูกปลูกฝังให้เป็นแบบตะวันตกมาโดยตลอด แต่พอไปเจอกลับไม่ใช่อย่างที่คิด คล้ายกับประโยคว่า There is Nothing Outside of the Text ของนักปรัชญา Jacques Derrida หมายถึงไม่มีอะไรอยู่นอกเหนือความคิด สะท้อนความเป็นจริงที่ว่าความคิดอยากเป็นคนตะวันตกนั้นไม่ยึดโยงกับความเป็นจริง ต่อให้เราพยายามทำงานศิลปะให้เหมือนเขา แต่สุดท้ายเราก็ไม่ใช่เขาอยู่ดี เราเลยเลือกใช้เรื่องราวส่วนตัวหรือเรื่องรอบตัวมาทำงานศิลปะ เริ่มทำความเข้าใจศิลปะในบริบทของเราเอง” 

ผลงานของอริญชย์เริ่มคิดจากการยึดโยงกับประสบการณ์ส่วนตัวและบริบทของสถานที่เป็นหลัก อย่างผลงาน Ghost Dance ที่ทำร่วมกับศิลปินชาวฝรั่งเศส อริญชย์สร้างงานชิ้นนี้จากตอนที่เผลอเหยียบโค้กหน้าร้านขายของชำ แต่ด้วยอากาศที่หนาวมาก โค้กติดรองเท้าจนก้าวเท้าไม่ออก เขาเผลอคิดไปว่าถูกผีอำ จึงไปซื้อโค้กมาราดลงบนพื้นห้องที่ว่างเปล่า จุดเทียนจุดธูปสร้างบรรยากาศ พร้อมขึ้นข้อความว่า 

วิญญาณอยู่ในตัวคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว แต่เมื่อคุณรู้ตัวเมื่อไหร่ นั่นหมายความว่าคุณได้กลายเป็นวิญญาณแล้ว

ข้อความนั้นอ้างอิงกับงานเขียนของ Jacques Derrida ตรงกับความรู้สึกของผู้ชมเมื่อเดินเข้าไปในพื้นที่ จะรู้สึกหนึบ ๆ ตรงเท้า แต่เมื่อยืนคุยกันไปเรื่อย ๆ จนไม่รู้ตัว ไม่มีสติ แต่เมื่อรู้สึกตัว สัมผัสจากเท้าก็จะกลับมาอีกครั้ง 

จนมาถึงผลงานที่อริญชย์ทำหลังเรียนจบอย่าง Emotion as Water จัดแสดงที่หอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก็มาจากตอนที่เขานั่งรถเมล์ แล้วใส่หูฟังฟังเพลงจนหลับไป พอรถเมล์เหยียบเบรกก็สะดุ้งตื่นจนเหลือบไปเห็นพื้นน้ำสะท้อนแสงลงตรงตอหม้อสะพาน บวกกับเรื่องเล่าการทำธุรกิจบ่อกุ้งของคนขับแท็กซี่

อริญชย์สร้างบ่อน้ำในหอศิลป์ด้วยการสร้างกรอบไม้ แล้วเอาน้ำใส่ลงในพลาสติกไวนิล จัดไฟส่องด้านบน จัดพื้นที่ให้คนเดินเข้าไปได้ ผู้ชมจะเห็นคลื่นน้ำสะท้อนแสงตีทั่วห้อง เกิดเป็นประกายระยิบระยับ สะท้อนว่าอารมณ์ต่างก็สั่นไหวไม่ต่างอะไรกับคลื่นน้ำ 

ศิลปะจากบทสนทนาของแม่

ในช่วงเวลาหลังจากเรียนจบ เขาไปทำงานเป็นพนักงานบริษัทหลายแห่ง ทั้งนักเขียนบทความวิจารณ์ศิลปะที่นิตยสาร Esquire Thailand ของ เทพประทาน เหมเมือง เป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ให้ Kai Boutique ของ สมชาย แก้วทอง เป็น Art Director ของสำนักพิมพ์อมรินทร์ จนสุดท้ายไปทำแบรนด์เสื้อยืดขายกับเพื่อน ทั้งหมดก็เพื่อหาเลี้ยงชีพ ดูแลแม่ และทำงานศิลปะไปพร้อม ๆ กัน 

แต่ความสงบสุขอยู่ไม่นาน ครอบครัวรุ่งแจ้งก็พบข่าวร้ายอีกครั้ง แต่นั่นกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้อริญชย์ทำงานเกี่ยวกับเรื่องราวในครอบครัวอย่างจริงจัง

“ตอนนั้นแม่เป็นพาร์กินสันไม่พอ ยังเจอตรวจเจอก้อนเนื้ออีก เราเลยเริ่มทำงานศิลปะเกี่ยวกับแม่ ตอนที่แม่รู้ว่าเราเป็น LGBTQ+ เราไม่คุยกันเลย สิ่งหนึ่งที่หมอแนะนำแม่ก็คือห้ามแตะต้องลูก ซึ่งทำให้เราทุกข์ใจมาก จากที่เรากอดกับแม่ตลอดเวลา อยู่ดี ๆ แม่ก็ไม่แตะ ไม่กอดเรา หลังจากนั้นเรากับแม่ก็ไม่คุยกันจนกระทั่งงานนี้ที่เราอยากจะคุยกับแม่

“เราบอกแม่ว่าจะมีคนมาสัมภาษณ์ ให้มานั่งรอในแกลเลอรี แล้วก็ตั้งกล้องไว้ ระหว่างที่แม่รอก็เปิดเพลงที่แม่ชอบ เราคิดอยู่ว่าจะเข้าไปคุยหรือไม่คุย สุดท้ายไม่ได้เข้าไป เลยฝาก พี่บี๋-คัทลียา เผ่าศรีเจริญ คุย เป็นจุดเริ่มต้นในงานของเราที่พูดถึงความทรงจำของพ่อแม่และครอบครัว กลายมาเป็นผลงานวิดีโอชื่อ Never Congregate, Never Disregard ไม่พบพาน ไม่คลาดคลา

การทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่องบ่มเพาะให้ผลงานของอริญชย์เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ และทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักจนได้รับเชิญไปจัดแสดงในต่างประเทศ 

เริ่มจากผลงาน Unequal Exchange/ No Exchange Can Be Unequal ใน Singapore Biennale ปี 2011 ที่สะท้อนชีวิตแรงงานไทยในสิงคโปร์ ด้วยการนำเฟอร์นิเจอร์ 800 ชิ้นมาวางเต็มห้อง แล้วป่าวประกาศในย่าน Golden Mile Complex ซึ่งเป็นศูนย์รวมคนไทย ให้เอาเฟอร์นิเจอร์ที่บ้านมาแลกกับเฟอร์นิเจอร์ IKEA ที่จัดแสดงฟรี ๆ โชว์รูมนี้จึงเปลี่ยนจากเฟอร์นิเจอร์นอร์ดิกแสนเก๋มาเป็นข้าวของเครื่องใช้ของคนไทยที่เราคุ้นตา 

ประวัติศาสตร์นอกกระแส

ต่อมายังผลงาน Mongkut จัดแสดงที่ฝรั่งเศสในปี 2015 เป็นการจำลองพระมหาพิชัยมงกุฎขึ้นมาใหม่ ด้วยฝีมือช่างทำหัวโขนจากตระกูลสุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา เครือญาติเจ้าจอมมารดาจันทร์ในรัชกาลที่ 4 

เริ่มต้นจากอริญชย์ไปพบภาพในนิตยสาร Le monde illustré ที่บันทึกภาพคณะทูตสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 ไปเข้าเฝ้าจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 เพื่อมอบพระมหาพิชัยมงกุฎ ซึ่งเขามองว่าเป็นวิธีแสนแยบยลที่ใช้ในการหลีกเลี่ยงการถูกล่าอาณานิคม เนื่องจากจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 เคยเป็นทหารม้า ไม่มีพื้นเพเป็นเจ้าขุนมูลนายมาก่อน จึงกังวลว่าจะเกิดการต่อต้านจากประชาชน การที่สยามมอบมงกุฎให้จึงสร้างความประทับใจให้กษัตริย์ฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก 

ในช่วงเวลานี้เองที่ผลงานของอริญชย์เกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ งานของเขาไม่เล่าแค่เรื่องประวัติศาสตร์กระแสหลัก แต่ขุดคุ้ยไปถึงเรื่องเล่า เรื่องซุบซิบ ในแวบแรกงานของเขาอาจจะเข้าใจง่าย แต่ก็แอบสอดแทรกไปด้วยเรื่องราวที่ซับซ้อนและลุ่มลึก

“ในตอนนั้นงานศิลปะเชิง Historical Material ที่อิงกับประวัติศาตร์ยังโดนโจมตีจากนักประวัติศาสตร์ ซึ่งเป้าหมายของเราไม่ได้ต้องการสร้างหลักฐานที่มั่นคงทางประวัติศาสตร์ขึ้นมา ไม่มีความจำเป็น และเราไม่มีแนวคิดนั้น เราพยายามเบลอสิ่งที่มีการบันทึกเป็นหลักฐานให้ชัดแจ้งขึ้นมากกว่า

“ข้อมูลที่มีการบันทึกเป็นหลักฐานไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องจริงเสมอไป อย่างเวลาขึ้นศาลแล้วเกิดกระบวนการสอบสวน เป็นการไล่หาต้นตอของหลักฐาน เรื่องระหว่างทางจึงขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเขียน และคนจะชอบฟังความจริงแบบไหน ประวัติศาสตร์ก็เหมือนกัน ไม่มีทางที่จะมั่นใจว่านี่คือเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง ๆ ซึ่งงานศิลปะลักษณะนี้ คือการพิจารณาประวัติศาสตร์อีกครั้ง ผ่านวัตถุและการพูดถึงมันใหม่อีกครั้ง”

หลังจากนั้นกลับมาไทยไม่นาน อริญชย์ก็ได้รับเชิญไปแสดงงานที่ documenta ครั้งที่ 14 เทศกาลศิลปะร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เขากลับมาขุดคุ้ยประวัติศาสตร์อีกครั้ง ระหว่างที่หาข้อมูลอยู่ในกรุงเอเธนส์ เขาไปพบหนังสือพิมพ์ที่เขียนว่า Tomorrow we will become Thailand แปลว่าพรุ่งนี้เราจะเป็นแบบประเทศไทย เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 14 ตุลา ซึ่งจุดประกายให้ชาวกรีซออกมาประท้วงล้มล้างเผด็จการ 

หนังสือพิมพ์เล่มนั้นจึงกลายมาเป็นภาพวาดประกอบกับวิดีโอของ คุณป้าบุญช่วง นักร้องหมอลำที่โดนแย่งตัวจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและคอมมิวนิสต์ พออยู่กับรัฐบาลก็ร้องเพลงเกลี้ยกล่อมคอมมิวนิสต์ อยู่กับคอมมิวนิสต์ก็ร้องเพลงให้กำลังใจ

ผลงานที่แสดง ณ เมืองคาสเซิลในเทศกาลเดียวกัน อริญชย์เลือกนำเสนอเรื่องราวสงครามโลกครั้งที่ 2 จากการไปดูสารคดี Inside Hitler’s Reich Chancellery ฉายภาพสมุดเยี่ยมฮิตเลอร์ที่ปรากฏชื่อ ประศาสน์ ชูถิ่น 1 ใน 4 ทหารเสือคณะราษฎร เผยให้เห็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างไทยกับเยอรมนี 

บวกกับเรื่องราวของ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่เมื่อสืบย้อนกลับไปพบว่าก่อนมาไทย อาจารย์ได้ทำงานภายใต้รัฐบาลพรรค National Fascist Party ที่ก่อตั้งโดย Benito Mussolini ซึ่งสะท้อนผ่านผลงานของอาจารย์ที่ไม่ใช้วัสดุฟุ่มเฟือยเหมือนศิลปะยุคก่อนหน้า แต่ใช้วัสดุราคาถูก เข้าถึงง่าย เป็นที่มาของการก่อสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย งานนี้จึงแสดงออกผ่านประติมากรรมนูนต่ำทองเหลืองที่มาจากการสแกนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

หลังจากนั้นเรื่องเศร้าก็พัดพาเข้ามาในชีวิตอริญชย์ไม่ขาดสาย ทั้งการสูญเสียพี่สาว การจากไปของคนรักเพราะโควิด-19 และความเบื่อหน่ายในวงการศิลปะ 

พอมาถึงช่วงปี 2023 อริญชย์ได้รับเชิญให้ไปเป็นภัณฑารักษ์ใน Thailand Biennale 2025 

“ตอนนั้นได้เสนอชื่อไปเป็น Artistic Director รู้สึกว่านี่แหละคือสิ่งที่อยากทำ พอทำงานไปสักพัก ต้องลงไปภูเก็ต ไปดูแหลมพรหมเทพ แม่เราชอบเพลง ชั่วนิจนิรันดร ของ นริศ อารีย์ เลยได้ไอเดียเรื่อง Eternity หรือ ความเป็นนิรันดร์ และนึกถึงบทกวี L’Éternité ของ Arthur Rimbaud ที่กล่าวว่า Eternity, when the sun engulfs into the sea เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์เมื่ออาทิตย์ถูกท้องทะเลกลืนลงไป จึงใช้เป็นชื่อธีมของ Thailand Biennale 2025 ว่า นิรันดร์กัลป์” 

อริญชย์ขยายความให้เราฟังว่า นิรันดร์กัลป์ เชื่อมโยงกับ 4 คีย์เวิร์ดหลักของเทศกาล คือความอาทร เวลาที่แตกต่าง การเปลี่ยนผ่าน และการอพยพ ศิลปินทุกคนที่คัดสรรมาจะทำงานเชื่อมกับสิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะการย้ายถิ่นฐานเพราะภัยธรรมชาติหรือเศรษฐกิจ ​ซึ่งส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของมนุษย์ เมื่อความทุกข์และความวิตกกังวลขับเคลื่อนให้ผู้คนขยับขยาย หรือแม้แต่ภาษาที่ไม่ได้นำเสนอแค่ภาษาสมัยใหม่ แต่ยังมีภาษาท้องถิ่น ภาษาชนเผ่า ภาษากาย ภาษาของสัตว์หรือธรรมชาติ

ทองหยอดที่ไม่หวาน

มาถึงช่วงล่าสุด อริญชย์ได้รับงาน Commission มาจาก MOCA BANGKOK ให้หยิบผลงานสร้างชื่อ Golden Teardrop กลับมาทำใหม่อีกครั้งในบริบทพื้นที่ที่เปลี่ยนไป เดิมทีแล้วงานนี้มีจุดกำเนิดมาจากการที่ศิลปินได้ทุนไปทำงานศิลปะที่นิวยอร์กในปี 2012 และได้ทำงานร่วมกับศิลปินจากเปอร์โตริโก จึงมาสู่หัวข้อประวัติศาสตร์การค้าขายน้ำตาลที่เชื่อมโยงไทยและเปอร์โตริโกเข้าด้วยกัน เพราะเปอร์โตริโกซึ่งมีสถานะเป็นเครือรัฐตั้งอยู่ในทะเลแคริบเบียน ภายใต้การปกครองของสเปน ในช่วงศตวรรษที่ 16 เป็นแหล่งผลิตน้ำตาล

อริญชย์แวะไปที่ ‘ร้านน้ำตาล’ ร้านขนมไทยในย่านควีน นิวยอร์ก พบกับ คุณเจี๊ยบ ที่เป็นคนทำขนมทองหยอดส่งมาขายที่ร้าน และถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะเล่าเรื่องคุณเจี๊ยบทำทองหยอด คลอไปกับบทสัมภาษณ์เรื่องราวการย้ายถิ่นฐานจากไทยมายังสหรัฐอเมริกา 

แม้จะไม่ได้จัดแสดงเพราะพายุเฮอริเคนแซนดี แต่ไม่นานอริญชย์ก็ได้รับสายจากทีมงาน Venice Biennale ปี 2013 ให้ไปจัดงานนี้ในศาลาไทยพาวิเลียน ทำให้ผลงานนี้จึงได้พัฒนาต่อภายใต้บริบทสถานที่ที่เปลี่ยนไป นั่นคือประเทศอิตาลี 

เรื่องราวของต้นตระกูลคอนสแตนติน ฟอลคอน ซึ่งเดิมทีมาจากกรุงเวนิสจึงสอดแทรกเข้ามาในงานศิลปะ ส่วนวิดีโอการทำขนมทองหยอดก็เปลี่ยนเป็นเรื่องราวของ Hisako Kubo Saringkan เพื่อนคนญี่ปุ่นที่แต่งงานกับคนไทยและมาเปิดร้านขนมหวานในไทย เชื่อมโยงไปกับเรื่องราวของท้าวทองกีบม้า

หญิงที่มีเชื้อสายญี่ปุ่นและโปรตุเกส ผู้คิดค้นขนมทองหยอด โดยในงานมีประติมากรรมขนมทองหยอดที่หล่อจากทองเหลืองจัดแสดงไว้ด้วยกัน 


ภาพ : MOCA BANGKOK

เมื่อ Golden Teardrop เดินทางมาถึง MOCA BANGKOK จึงเกิดการทำขึ้นใหม่อีกครั้ง เดิมที MOCA BANGKOK เคยเป็นที่ตั้งของบริษัทโทรคมนาคม งานศิลปะจึงเปลี่ยนจากการยึดครองพื้นที่ทางกายภาพ มาสู่การยึดครองพื้นที่เสมือน

“ปัจจุบันค่ายมือถือหรือบริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ ล้วนทำการค้าขายพื้นที่ Virtual Space มันคือการยึดครองในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่ใช่พื้นที่ทางกายภาพ งานนี้จึงเหมาะกับพื้นที่นี้ เป็นการตั้งคำถามว่า เมื่อเกิดการยึดครองในลักษณะนี้ ในอนาคตหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น 

“อย่าเพิ่งคิดว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องปกติ ในสมัยที่เขายึดครองดินแดนกัน เขาก็คิดกันว่าเป็นสิ่งชอบธรรม เหมือนเราในตอนนี้ที่เสียเงินค่าสมาชิกให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ทุกเดือน ในอนาคตเราอาจจะมองว่ายุคนี้คือกลียุคของการยึดครองพื้นที่ Virtual และการควบคุมข้อมูลข่าวสาร

“หรือเมื่อก่อนเราอาจจะบริจาคเงินให้โบสถ์เพื่อเข้าถึงพระเจ้า แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องถามพระเจ้าแล้ว เราใช้ Google แทน เพราะฉะนั้น กลายเป็นว่าคนที่ครอบครองข้อมูลข่าวสารทั้งหมด คือคนที่มีอำนาจในการควบคุม”

ภาพ : MOCA BANGKOK

ผลงาน Golden Teardrop ชิ้นใหม่นี้จึงชี้ชวนให้เราคิดถึงอุตสากรรมดิจิทัลที่กำลังดูดทรัพยากรธรรมชาติในโลกความเป็นจริง ใช้น้ำ ใช้ไฟฟ้า ในการขับเคลื่อนระบบอัลกอริทึมและปัญญาประดิษฐ์ และค่อย ๆ เข้ามาครอบงำความคิดความรู้สึกมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ 

แม้ในช่วงนี้อริญชย์จะเล่าให้เราฟังว่าเขากำลังหยุดพักรักษาหัวใจ หลังจากเผชิญหน้ากับความสูญเสียของครอบครัวอีกครั้ง เมื่อคุณแม่จากไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่เขากล่าวไว้ว่าการมาร่วมสนทนานั่งย้อนความทรงจำของคุณแม่ ของครอบครัว กับเราในครั้งนี้ ทำให้เขามีความสุข โดยเฉพาะในบทสนทนาช่วงที่น่ารักจนเรายิ้มตาม 

“มีช่วงหนึ่งที่แม่ถามว่าไปเรียนอะไรมา เราบอกว่าเรียนทำศิลปะจัดวาง แม่บอกเหมือนอันนี้มั้ย สมัยแม่ทำงานโรงแรม เวลาแม่คิดถึงพ่อ แม่จะกดลิฟต์ขึ้นไปที่ห้องอาหารเทียร่าในโรงแรมดุสิตธานีที่แม่กับพ่อเคยทำงานด้วยกัน เดินไปที่กระจกและมองไปข้างล่าง แล้วแม่ก็จะค่อย ๆ รู้สึกสบายใจขึ้น 

“โห แม่เราเป็นศิลปิน Site Specific” 

ก่อนจากกัน อริญชย์แอบสปอยล์ผลงานในอนาคตให้เราฟังอีกด้วย เมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น เราว่าศิลปินคนนี้จะยังคงหยิบเรื่องราวในความทรงจำ ประวัติศาสตร์ที่ไม่ถูกเล่า และวิจารณ์สถานการณ์ในปัจจุบันไปจนถึงอนาคตผ่านผลงานศิลปะต่อไป

Writer

สาริณ ส่งเกรียงไกร

นักเขียนที่อยากเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดเวลา เผื่อพื้นที่ให้สะสมความรู้ผ่านบทความบ้าน เมือง งานออกแบบ และศิลปะ

Photographer

ณัฐพงศ์ ครึกเครือ

ช่างภาพหนุ่มที่รักธรรมชาติฝันว่าอยากเดินทางทั่วยุโรป เชื่อว่าเราเดินทางไม่ใช่ เพื่อหนีจากชีวิต แต่เพื่อให้ชีวิตไม่หนีไปจากเรา