12 ธันวาคม 2024
1 K

น้ำท่วมใหญ่ภาคเหนือที่ผ่านมา นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของประเทศไทย โดยเฉพาะเกษตรกรในภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรก ๆ ชนิดที่น้อยคนจะเตรียมตัวตั้งรับทัน เช่นกันกับ ‘กลุ่มทุ่งต้อมเกษตรอินทรีย์’ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ที่ถูกน้ำป่าทะลักเข้าท่วมกะทันหันในระดับที่ เบียร์-พิชญาภา ณรงค์ชัย เกษตรกรผู้ก่อตั้งกลุ่มทุ่งต้อมเกษตรอินทรีย์และลูกหลานคนอำเภอเทิง ออกปากว่าหนักหนาเอาการ

ทว่าท่ามกลางวิกฤตนั้น เธอเองกลับมองเห็นความหวังอยู่รำไร “น้ำท่วมครั้งนี้พิสูจน์การทำงานของเราเหมือนกัน และพบว่าระบบเกษตรอินทรีย์ที่ทำกันมากว่าทศวรรษนั้นเดินมาไม่ผิดทาง เพราะแปลงนาของสมาชิกในกลุ่มราว 70 เปอร์เซ็นต์รับมือกับน้ำท่วมได้ดี เป็นผลจากการออกแบบการทำเกษตรโดยคำนึงถึงลักษณะนิเวศ เช่น ส่งเสริมให้ขุดบ่อเลี้ยงปลาและปลูกไม้ยืนต้นในไร่ ซึ่งช่วยชะลอการไหลทะลักของน้ำป่าได้มาก”  

เธอเท้าความถึงผลลัพธ์หลังผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วม เพื่อให้มองเห็นภาพของการทำงานของกลุ่มทุ่งต้อมเกษตรอินทรีย์ ก่อนจะเล่าถึงจุดเริ่มต้นของเส้นทางนักพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์ให้เราฟังไปอย่างใจเย็น 

“เราเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่จากบ้านไปทำงานในเมือง จนถึงราว ๆ พ.ศ. 2558 จึงตัดสินใจกลับบ้าน แล้วก็ได้กลับมาเห็นปัญหาเรื้อรังในชุมชนเกษตร ทั้งหนี้สินเกษตรกร ราคาผลผลิตตกต่ำ มลพิษจากการเผาตอซัง โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพของพี่น้องในชุมชน เพราะเห็นได้ชัดเลยว่าชาวบ้านเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นมาก เพราะใช้สารเคมีต่อเนื่องกันมาหลายสิบปี” 

เมื่อมองเห็นปัญหา คำถามถัดมาที่เบียร์ต้องการหาคำตอบ คือเธอจะมีส่วนร่วมแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร 

“พอเริ่มศึกษาข้อมูล เราก็มั่นใจว่าทางออกคือการหันมาทำเกษตรอินทรีย์ คราวนี้ถ้าจะเริ่มก็ต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน จึงค่อย ๆ ปรับปรุงที่ดินของครอบครัวให้เป็นเกษตรอินทรีย์มาเรื่อย ๆ เริ่มจากเลี้ยงหมูดำเหมยซานที่เลี้ยงค่อนข้างง่าย จากนั้นขุดบ่อเลี้ยงปลานิล ปลูกผักและไม้ยืนต้น รวมถึงปลูกข้าวควบคู่กันไปด้วย”   

เมื่อเริ่มลงมือก็ยิ่งเรียนรู้ และการเรียนรู้ก็นำมาซึ่งความเข้าใจบริบทของพื้นที่อย่างลึกซึ้ง  

“ต้องเข้าใจก่อนว่าอำเภอเทิงและบริเวณรอบ ๆ มีลักษณะพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ ไม่มีทางน้ำไหลผ่านหากัน และไม่มีเขื่อน ต้องใช้น้ำฝนทำเกษตรเท่านั้น ซึ่งพื้นที่แบบนี้เหมาะกับการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะสารเคมีปะปนมาทางน้ำยาก แต่ข้อจำกัดคือเราปลูกได้เพียงข้าวนาปีเท่านั้น จึงต้องวางแผนการผลิตอย่างรอบคอบและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในไร่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ใช้ฟางข้าวและปลายข้าวหักมาเลี้ยงสัตว์ หรือนำรำข้าวมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย เพื่อหาวิธีใช้ผลิตผลทุกอย่างให้คุ้มค่ามากที่สุด”

โดยในระยะแรก เบียร์รวมกลุ่มกับคนรุ่นใหม่ในชุมชนศึกษาระบบเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง พร้อมเดินหน้าขยายแนวคิดนี้สู่เกษตรกรคนอื่น ๆ ในท้องถิ่น โดยใช้หลักพูดคุยทำความเข้าใจทั้งปัญหาและความต้องการของเกษตรกรอย่างไม่ชี้นำและไม่ตัดสิน เพราะเธอเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนนั้นต้องเกิดจากความเต็มใจ    

“การโน้มน้าวให้เกษตรกรหันมาทำอินทรีย์ต้องสร้างทั้งความรู้และแรงจูงใจ เช่น การจัดอบรมกระบวนการทำเกษตรอินทรีย์ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้อยู่เรื่อย ๆ และที่สำคัญต้องทำให้เขาเห็นภาพว่า ถ้ายอมเปลี่ยนแล้วชีวิตจะดีขึ้นอย่างไร ไม่ว่าจะในแง่สุขภาพหรือแง่เศรษฐกิจ พูดง่าย ๆ ก็คือการพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์ต้องทำไปพร้อม ๆ กับเสาะหาตลาดรับซื้อผลผลิตที่มีศักยภาพ เกษตรอินทรีย์จึงจะปักหมุดในชุมชนได้อย่างยั่งยืน”

และนับเป็นจังหวะดีใน พ.ศ. 2562 คนต้นน้ำได้มาเจอกับคนกลางน้ำที่มีศักยภาพอย่าง Lemon Farm ซึ่งเข้ามาร่วมพัฒนาผลผลิตของกลุ่มทุ่งต้อมเกษตรอินทรีย์ พร้อมรับซื้อในราคาเป็นธรรม เป็นส่วนช่วยสร้างแรงจูงใจได้อย่างดี และส่งผลให้จำนวนของเกษตรกรที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด   

“การมีตลาดรับซื้ออย่างเลมอนฟาร์ม ทำให้เกษตรกรมั่นใจว่าเขาจะมีรายได้ต่อเนื่องและวางแผนการผลิตได้มากขึ้นด้วย เพราะเกษตรกรประเมินได้ว่าต้องผลิตอะไรเท่าไหร่ และการประกันราคาผลผลิตก็ทำให้เกษตรกรไม่ต้องรอลุ้นราคารับซื้อผลผลิตเป็นรายปี ซึ่งเรื่องเหล่านี้ช่วยสร้างกำลังใจให้เกษตรกรอยากพัฒนาผลผลิตให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ” 

เธอเสริมว่าการที่สินค้าจากกลุ่มทุ่งต้อมเกษตรอินทรีย์อย่างปลานิลอินทรีย์และข้าวอินทรีย์ทั้งหลายได้โอกาสวางขายในร้าน Lemon Farm นอกจากสินค้าจะเป็นที่รู้จักมากขึ้น ยังทำให้เกษตรกรเชื่อมโยงกับคนกินได้ง่ายขึ้น และได้รับฟีดแบ็กที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย    

“ถ้าถามว่าข้าวของเราแตกต่างอย่างไร ก็ต้องบอกว่าจริง ๆ แล้วพื้นที่ปลูกมีผลต่อรสชาติของข้าวพอสมควร อย่างพื้นที่เราไม่มีระบบชลประทานก็ต้องเลือกปลูกเป็นข้าวนาปี นำมาปลูกในนาดินเหนียวปนทราย ซึ่งใช้วิธีไถกลบต้นถั่วเหลืองปรับธาตุอาหารในดินให้สมบูรณ์ และทำให้ข้าวของเราหอมนุ่มเป็นพิเศษ”   

นอกจากเมล็ดข้าวที่อร่อยด้วยตัวมันเองแล้ว เบียร์และสมาชิกในชุมชนยังหาทางเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวในยุ้งฉางด้วยอีกหลายวิธี หนึ่งในนั้นคือการแปรรูปข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุม และข้าวเหนียว กข6 เป็นข้าวเคลือบสมุนไพร 5 ธาตุ โดยเลือกใช้สมุนไพรปลอดสารพิษที่มีในชุมชน เช่น อัญชัน ใบเตย ขมิ้น มาอบและบดละเอียด ก่อนนำมาคลุกกับข้าวสารเพื่อเติมสีสันให้สดสวยและเพิ่มสรรพคุณทางยา เป็นหนึ่งในไอเดียสร้างจุดเด่นให้ข้าวจากผืนนาเชียงรายมีจุดขายไม่เหมือนใคร   

“กลุ่มทุ่งต้อมเกษตรอินทรีย์มีพื้นที่ปลูกข้าวค่อนข้างเยอะ เพราะปลูกกินในครัวเรือนด้วย และใช้วัสดุจากนาข้าวหลาย ๆ อย่างไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์ด้วย แต่ถึงจะปลูกเยอะและใช้เยอะอย่างไร ผลผลิตข้าวแต่ละปีก็ยังมากกว่าความต้องการอยู่พอสมควร ดังนั้น นอกจากจะผูกปิ่นโตกับ Lemon Farm และการแปรรูปข้าวแล้ว เราจึงมองถึงการเชื่อมตลาดในท้องถิ่นด้วยเหมือนกัน อย่างร้านอาหารเพื่อสุขภาพในเชียงรายหลายร้านก็เปิดรับและซื้อสินค้าจากชุมชนต่อเนื่อง ซึ่งพอมีตลาดใกล้กับแหล่งผลิตมันก็ง่ายในแง่การขนส่งและลดการใช้พลังงานลงได้มาก”    

เบียร์เล่าถึงเส้นทางการเติบโตของตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในบ้านเกิดให้เราฟังอย่างมีความหวัง พร้อมกระซิบรายชื่อร้านอาหารในตัวเมืองเชียงรายที่หาชิมสินค้าจากกลุ่มทุ่งต้อมเกษตรอินทรีย์ได้หลายรายการ ไม่ว่าจะร้านใบหม่อนฟาร์ม ร้านปิ่นโต โอชา รวมถึงร้านมาลองเต๊อะ ที่ที่ทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นต่างคุ้นหูกันดี  

กล่าวได้ว่า ในปัจจุบันกลุ่มทุ่งต้อมเกษตรอินทรีย์กำลังเติบโตอย่างเข้มแข็ง โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมเป็นสมาชิกกว่า 800 ครัวเรือน กระจายตัวอยู่ทั้งในอำเภอเทิง อำเภอแม่ลาว อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอขุนตาล อำเภอเชียงของ และอำเภอแม่ฟ้าหลวง ทั้งยังมีแผนจะขยายพื้นที่การทำงานไปยังบริเวณติดแม่น้ำโขงมากขึ้น เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลผลิตและเพิ่มโอกาสให้กับเกษตรกรรายย่อยที่มีใจอยากเข้าร่วมวิถีเกษตรอินทรีย์    

“นอกจากชุมชนจะมีแหล่งอาหารปลอดภัย อีกหนึ่งผลลัพธ์ที่จับต้องได้ช่วงหลายปีให้หลัง คือจำนวนไร่ข้าวโพดน้อยลงมาก จากที่เกษตรกรต้องปลูกข้าวโพดเพราะไม่รู้จะปลูกอะไร แต่ตอนนี้มีเกษตรกรปลูกข้าวโพดไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ และทำให้ฝุ่นควันจากการเผาตอซังลดลงอย่างมีนัยสำคัญ”    

เธอกล่าวทิ้งท้าย ก่อนย้ำว่าความสำเร็จของการดำเนินวิถีเกษตรอินทรีย์นั้นไม่ใช่เพียงตัวเลขของรายได้ที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ทว่าคือระดับคุณภาพชีวิตของทั้งฝั่งคนปลูกและคนกินที่พัฒนาไปพร้อม ๆ กัน  

Facebook : ทุ่งต้อมเกษตรอินทรีย์Tungtom organics village

Writer

อรุณวตรี รัตนธารี

นักสื่อสารเรื่องราวของมนุษย์ผ่านอาหาร ผู้อยากเห็นระบบอาหารของไทยใส่ใจคนทุกกลุ่ม

Photographer

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น