‘ราษีไศล’ อำเภอเล็ก ๆ ในจังหวัดศรีสะเกษ ตั้งอยู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำมูลตอนกลาง มีเขื่อนราษีไศลอยู่ทางตอนบน และมีอาณาเขตบางส่วนกินพื้นที่อยู่ในทุ่งกุลาร้องไห้ แหล่งผลิตข้าวคุณภาพเยี่ยมของไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาที่มีชื่อเสียงระดับโลก ที่สำคัญ ราษีไศลยังเป็นบ้านเกิดของ ‘เครือข่ายคนทาม’ เครือข่ายชาวนาที่เข้มแข็งทั้งในเชิงเนื้อหาและกระบวนการ ผู้ทำงานต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 ทั้งในประเด็นเกษตรยั่งยืน ส่งเสริมสิทธิเกษตรกร รวมถึงการหาวิธีรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศบนฐานของความเข้าใจบริบทของชุมชน
ปราณี มรรคนันท์ ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายคนทาม และหัวเรี่ยวหัวแรงในการผลักดันประเด็นความมั่นคงด้านอาหาร ผ่านการส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน ริเริ่มการจัดตลาดเขียวในภาคอีสาน และการสนับสนุนให้ชาวนาหันมาทำความเข้าใจพันธุกรรมข้าวเพื่อหาวิธีปลูกข้าวที่สอดคล้องกับนิเวศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะเมื่ออำเภอราษีไศลต้องเผชิญกับน้ำท่วมใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2565 นาข้าวของเกษตรกรนับพันครัวเรือนเสียหายไปกับสายน้ำ กระทั่งเครือข่ายคนทามผุด ‘โครงการผ้าป่าเมล็ดพันธุ์’ ขึ้นหลังจากนั้น และเป็นต้นธารของขบวนการปลูกข้าวหนีน้ำท่วมที่กลายเป็นโมเดลให้กับเหล่านาข้าวที่ลุ่มต่อมา

“อำเภอราษีไศลส่วนมากเป็นที่ลุ่ม มีความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วมมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ อยู่แล้ว แต่จุดที่ทำให้หันกลับมาสนใจเรื่องข้าวจริงจัง เพราะ พ.ศ. 2565 เกิดวิกฤตมากระแทกใจเรา น้ำท่วมหนักจนชาวนาที่ปลูกข้าวเองก็ไม่มีข้าวกิน ไม่มีเมล็ดพันธุ์ข้าวเหลือเลย ครั้งนั้นถือเป็นน้ำท่วมใหญ่ที่สุดในรอบ 44 ปี” เธอกล่าวถึงวิกฤตที่นับเป็นทางแยกครั้งสำคัญของชุมชน
“ในอดีตพื้นที่แถบแม่น้ำมูลตอนกลางน้ำจะท่วมช้าแต่ไปเร็ว ชาวนามีภูมิปัญญาที่คำนวณระดับน้ำได้ว่าน้ำจะมาเดือนไหน ควรใช้ข้าวสายพันธุ์อะไรปลูกให้รอดจากน้ำท่วม แต่พอมีการสร้างเขื่อนเมื่อหลายสิบปีก่อน กลายเป็นว่าน้ำท่วมเร็วมาก แต่น้ำไปช้า คำนวณระดับน้ำยากขึ้นมาก และเมื่อน้ำท่วมนานเป็นเดือน รากข้าวก็เน่า สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง”

ปราณีเล่าถึงช่วงเวลาอันยากลำบากที่ชาวนาราษีไศลต้องเผชิญ ก่อนเสริมว่า ในอีกทางหนึ่งก็เป็นแรงผลักดันให้เธอและเกษตรกรในเครือข่ายคนทามหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรในพื้นที่อย่างจริงจัง เพื่อหาทางเอาตัวรอดจากภัยธรรมชาติ
“เรากลับมาทบทวนกันว่า ชุมชนเราเคยมีข้าวกี่สายพันธุ์ และตอนนี้เราใช้ข้าวอะไรกันอยู่บ้าง นำต้นทุนด้านทรัพยากรมาวางแผน โดยมี อาจารย์บุญรัตน์ จงดี (อดีตนักวิจัยข้าวจากกรมการข้าว) และมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ช่วยเป็นพี่เลี้ยง โดยมีโจทย์ว่า จะทำนาในนาข้าวที่น้ำท่วมขังยังไงให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี”
แน่นอนว่าโจทย์ข้างต้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยทั้งภูมิปัญญาและองค์ความรู้ด้านการเกษตรที่รอบด้านในการหาคำตอบ โดยเฉพาะความเข้าใจลักษณะเฉพาะของข้าวแต่ละสายพันธุ์แบบลงลึก

“ความรู้เรื่องพันธุ์ข้าวนั้นสำคัญ ชาวนาต้องรู้ว่าข้าวชนิดไหน ไวแสงหรือไม่ไวแสง หมายถึงช่วงความยาวของแสงในแต่ละวัน ซึ่งข้าวแต่ละชนิดต้องการไม่เหมือนกัน อย่างข้าวไวแสงแตกกอได้ดีในช่วงที่กลางวันสั้น ส่วนข้าวไม่ไวแสงนั้น การแตกกอขึ้นอยู่กับอายุของต้นข้าวเป็นหลัก แทบไม่เกี่ยวกับแสงเลย”
ด้วยรายละเอียดเช่นนี้ ปราณีจึงร่วมทำงานกับกรมการข้าวและเครือข่ายพี่น้องชาวนาแจกแจงออกมาว่าข้าวแต่ละชนิดต้องการปัจจัยอะไรในการเติบโต เพื่อตั้งคำถามต่อไปว่า หากทดลองปรับลดปัจจัยต่าง ๆ เหล่านั้นจะเกิดอะไรขึ้น
“หลัง พ.ศ. 2565 เราจึงนำข้าวไวแสงหรือข้าวนาปีที่ปกติต้องหว่านกล้าช่วงต้นฤดูฝนและใช้เวลาปลูก 7 – 10 เดือน มาทดลองปลูกในช่วงฤดูนาปรัง ซึ่งจะเริ่มหว่านกล้าช่วงเดือนธันวาคม แล้วเก็บเกี่ยวราว ๆ เดือนมีนาคมซึ่งเป็นช่วงที่น้ำไม่ท่วม แต่ชาวนาต้องกำหนดวันหว่านกล้าให้เหมาะสม
“สำหรับอำเภอราษีไศล ช่วงที่เหมาะสมกับการหว่านกล้าคือก่อนวันที่ 15 มกราคม เพราะหลังจากนั้นช่วงแสงจะเริ่มยาวขึ้น อากาศร้อนขึ้น ข้าวแตกกอไม่ดี ทำให้ข้าวไม่ใส่น้ำนม (เมล็ดข้าวไม่สมบูรณ์) ถึงข้าวออกรวงแต่ก็อาจจะไม่ได้เก็บเกี่ยว การคำนวณช่วงแสงในแต่ละเดือนจึงสำคัญ”

การนำข้าวนาปีอย่างข้าวหอมมะลิหรือข้าวหอมสยามมาทดลองปลูกแบบนาปรังก็ให้ผลลัพธ์ดีเกินคาด เนื่องจากตามธรรมชาติของข้าวไวแสงจะแตกกอในเวลาที่ช่วงแสงสั้น หมายความว่าปลูกเดือนไหนไม่สำคัญเท่ากับการมีช่วงแสงที่เหมาะสม
“เมื่อเราเริ่มส่งต่อความรู้ในการดูช่วงแสงให้กับชาวนาในพื้นที่ เขาก็เริ่มเข้าใจว่าข้าวนาปีหลายชนิดเอามาปลูกในช่วงนาปรังได้เหมือนกัน และในบางครั้งให้ผลผลิตดีกว่าด้วย เพราะการปลูกข้าวช่วงหน้าหนาวไม่เจอฝนและไม่มีความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วม คุณภาพของเมล็ดข้าวจึงดีกว่า แม้ปริมาณผลผลิตต่อไร่อาจลดลงบ้าง แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่เกษตรกรรับได้”
เธอไล่เรียงกระบวนการทำงานให้เราเห็นภาพใหญ่ ก่อนเปรยถึงความท้าทายอีกข้อที่เครือข่ายคนทามและเกษตรกรทั่วโลกต้องเร่งปรับตัว


“ความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นปัญหาใหญ่ของชาวนาทั่วโลก และในแง่การหาทางรับมือ ทำให้เราคาดเดาช่วงแสงยากขึ้น ไม่รู้ว่าสภาพอากาศจะร้อนขึ้นแค่ไหน” เธอหยุดคิด ก่อนเสนอทางออกที่เครือข่ายคนทามเชื่อมั่นและเดินหน้ามานานหลายปี นั่นคือการรักษาความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวไว้ให้มากที่สุด
“ข้อแนะนำคือชาวนาควรปลูกข้าวหลากหลายสายพันธุ์เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ข้าวบางชนิดทนแล้ง บางชนิดทนน้ำขัง บางชนิดทนดินเค็ม และรวบรวมเมล็ดพันธุ์รักษาไว้เป็นทรัพยากรร่วมของชุมชน รวมถึงต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการปลูกไปพร้อม ๆ กันด้วย เช่น ปลูกข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ ผสมกับข้าว กข6 เนื่องจากเกษตรกรแถบราษีไศลมักกินข้าวเหนียวเป็นอาหารเช้า กินข้าวเจ้าเป็นอาหารเย็น และข้าว กข6 ก็เหมาะกับปลูกเพื่อส่งโรงงานทำแป้ง เป็นรายได้อีกทางของชาวนา”

ปราณียกตัวอย่างที่เธอค้นพบในฐานะคนข้าวที่ร่วมทำงานกับเกษตรกรมาหลายสิบปีอย่างนั้น ก่อนจบบทสนทนา เราหยอดคำถามถึงเส้นทางข้างหน้าที่เธอและพี่น้องเกษตรกรอยากก้าวไปสู่ ปราณียิ้มรับ ก่อนย้ำว่าคุณภาพของข้าวคือหมุดหมายสำคัญของเส้นทางนี้
“เราอยากพัฒนาให้ข้าวจากนาราษีไศลมีคุณภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการตั้งคำถามนำทางที่ถูกต้อง เช่น เราจะนำเสนอเรื่องข้าวสุขภาพได้ยังไง หรือข้าวของเราจะมีส่วนช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ยังไง เป็นชนวนให้เราผลิตข้าวออกมาหลากหลายรูปแบบ เช่น ผลิตภัณฑ์ข้าวฮาง ซึ่งเป็นข้าวที่เก็บเกี่ยวในระยะน้ำนมแล้วนำมาแช่น้ำ นำไปนึ่ง แล้วนำไปสีจนได้ข้าวสารจนได้ข้าวที่อร่อยและสารอาหารสูงกว่าข้าวชนิดอื่น
“ในอีกแง่หนึ่ง การเก็บเกี่ยวข้าวก่อนที่ข้าวจะแก่จัดเป็นภูมิปัญญาการจัดการข้าวเพื่อหนีช่วงน้ำท่วมด้วยเหมือนกัน และเป็นตัวอย่างของการทำงานที่ต้องบูรณาการทั้งการทำความเข้าใจตลาดคนกินข้าว พัฒนาคุณภาพข้าว และหาทางรับมือกับสภาพอากาศอันแปรปรวนไปพร้อม ๆ กัน การทำงานอย่างบูรณาการเช่นนี้ย่อมทำให้การพัฒนาเกิดความยั่งยืนในที่สุด” เธอกล่าวทิ้งท้ายอย่างมีความหวัง

Facebook : สมาคมคนทาม Taam And People Association
