‘ข้าวเป็ดหงส์’ เป็นข้าวที่เกิดมาจากเป้าหมายอยากอนุรักษ์ ‘นกเป็ดหงส์’ สัตว์ป่าคุ้มครองที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ซึ่งเป็นเป้าหมายของ ไวศักดิ์ พูลสวัสดิ์ นักอนุรักษ์และชาวนาฝึกหัด

ไวศักดิ์อุทิศผืนนากว่า 300 ไร่ริมทะเลสาบสงขลาให้เป็นที่อยู่อาศัยของนกเป็ดหงส์ พร้อมกับตั้งชื่อให้ว่า ‘ขนำเป็ดหงส์’ แห่งอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา (ขนำ เป็นภาษาใต้ ใช้เรียกกระท่อมในท้องนา)
“ข้าวในนานี้เริ่มจากปลูกไว้แบ่งนกกิน นกกินเหลือแล้วคนถึงได้กิน”

ความตั้งใจอยากอนุรักษ์นกเป็ดหงส์ของไวศักดิ์ตั้งต้นมาจากความคิดถึงบ้าน เขาตัดสินใจย้ายกลับมาตั้งหลักปักฐานที่บ้าน และพบกับพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ไม่ไกลจากชุมชนบ้านเกิด ที่ที่คนในชุมชนและสัตว์น้อยใหญ่พักพิงอาศัยมานานหลายชั่วอายุคน และเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจกลับมาลงหลักปักฐานเป็นการถาวรในที่แห่งนี้ และพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่อนุรักษ์นกเป็ดหงส์ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของไทย

1
“ในอำเภอระโนดมีเรื่องเล่าจากคนรุ่นก่อน ๆ บอกต่อ ๆ กันมาว่าเคยมีนกชนิดหนึ่งลักษณะคล้ายเป็ด เป็นนกที่สวยมาก ชอบบินมาหากินแถว ๆ พื้นที่ชุ่มน้ำแถบนี้ แล้ววันหนึ่งมันก็หายไปจากพื้นที่ อาจจะด้วยการเปลี่ยนแปลงของนิเวศหรือสภาพอากาศก็ตาม

“แต่แล้วไม่กี่ปีก่อนนกชนิดนี้ก็เริ่มกลับมา ชาวบ้านเขาเห็นดูเหมือนเป็ด เขาก็ล่ามากินกันโดยที่ไม่รู้ว่ามันคือนกหายาก ซึ่งไม่ใช่ความผิดของชาวบ้าน เพราะมันคือวิถีชีวิตของเขา แต่คำถามคือเมื่อเราเป็นคนที่รู้ว่านกชนิดนี้ควรอนุรักษ์ เราจะทำยังไงให้มันไม่โดนล่า และทำให้กลายเป็นนกประจำถิ่นของอำเภอระโนดได้ไหม”

ไวศักดิ์ไล่เรียงเป้าหมายที่ปักธงไว้ให้เราฟัง ก่อนเสริมว่ากระบวนการอนุรักษ์สัตว์ของเขาเริ่มจากการสังเกต จดบันทึก และทำความเข้าใจระบบนิเวศของพื้นที่อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ก่อนจะลงลึกศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยตัวเองเป็นแรมปี
“หลังตัดสินใจว่าจะกลับมา เราพบกับเจ้าของที่ดินชุ่มน้ำริมทะเลสาบสงขลา เขายื่นข้อเสนอให้เช่าที่ดินทั้งผืน 300 ไร่ในราคาที่เป็นมิตรมาก ๆ เพราะเขาเองก็อยากอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่เหมือนกัน พอได้ที่ดินลงตัว เราถึงเริ่มศึกษาพื้นที่ด้วยตัวเอง เฝ้าสังเกตดูชีวิตนกเป็ดหงส์ จดบันทึกทุกวัน จนรู้ว่ามันชอบทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก

“บริเวณน้ำตื้นเอาไว้หากินสัตว์น้ำเล็ก ๆ บนผิวน้ำ ส่วนแอ่งน้ำลึกเอาไว้อาบน้ำเล่นน้ำ และรู้อีกว่าเมื่อก่อนนกเป็ดหงส์บินอพยพหนีหนาวมาจากแถบยุโรป มาอยู่แป๊บ ๆ แล้วก็กลับ แต่หลัง ๆ เริ่มมีบางฝูงมาอยู่อาศัยตรงนี้ถาวร เพราะพื้นที่อุดมสมบูรณ์มาก เราเรียนรู้เรื่องนกแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เพื่อหาแนวทางที่จะอยู่ร่วมกัน” เขาเล่าถึงวันแรก ๆ ของการเป็นนักอนุรักษ์ฝึกหัด

2
แม้จะเป็นงานที่รัก แต่ในความเป็นจริงแล้วก็มีอุปสรรคให้ไวศักดิ์ต้องก้าวข้ามอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อค่าใช้จ่ายในการดูแลพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สะกิดให้เขาต้องมองหาลู่ทางที่จะอยู่กับธรรมชาติผืนนี้ได้อย่างยั่งยืนมากกว่าเดิม
“พออยู่ไปได้สักพัก ก็เริ่มรู้แล้วว่าเราต้องจัดการพื้นที่ให้มีรายได้เข้ามาบ้าง จึงมองไปที่การทำเกษตร แต่ด้วยความที่ที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่สุดในอำเภอระโนด ถ้าฝนตกมาน้ำจะท่วมก่อนเพื่อน หน้าแล้งน้ำจะแล้งหลังเพื่อน ฉะนั้น นอกจากทำพื้นที่ให้สัตว์อยู่ พื้นที่นี้ยังเหมาะกับการปลูกข้าว”
เขาเชื่อมโยงให้เราเห็นที่มาที่ไปของการเลือกสวมหมวกชาวนาเพิ่ม ก่อนเสริมว่าจริง ๆ สงขลาและหลายจังหวัดภาคใต้ปลูกข้าวกันมานานแล้ว เพียงแต่ไม่ใช่ข้าวเพื่อบริโภคอย่างที่เราคุ้นกันเท่านั้นเอง

“ข้าวที่ปลูกในอำเภอระโนดเกือบทั้งหมดเป็นข้าวแข็ง หรือข้าวที่เขารับซื้อไปโม่ทำแป้งข้าวเจ้า ชาวนาที่นี่ส่วนใหญ่ยังต้องซื้อข้าวกิน รวมถึงเราด้วย เพราะช่วงแรก ๆ เราเลือกปลูกข้าวแข็งก่อน เพราะคุ้นกับข้าวชนิดนี้ คิดเพียงแต่ว่าปลูกแล้วแบ่งนกกินบ้าง เหลือก็ขาย” เขาพูดขำ ๆ ก่อนนิ่งคิดถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ
“ผ่านไปหลายปี เรากลับมาตั้งคำถามว่า ปลูกข้าวทุกปี แต่ทำไมยังต้องซื้อข้าวกิน เลยเริ่มศึกษาว่า ข้าวหอมมะลิปลูกยังไง ปลูกในพื้นที่ลุ่มต่ำแบบนี้ได้ไหม ศึกษาไปถึงวิธีการปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี เพราะอยากมีข้าวอินทรีย์ไว้กินเอง”
เขาบอกเหตุผลด้วยน้ำเสียงมั่นคง ก่อนเล่าต่อว่าการเรียนรู้วิธีปลูกข้าวอินทรีย์ด้วยตัวเองต้องอาศัยความมานะพอสมควร ทั้งเรียนจากสื่อออนไลน์ รวมถึงการไปเคาะประตูบ้านชาวนาอินทรีย์เพื่อขอความรู้ทั้งเรื่องเมล็ดพันธุ์ การจัดการน้ำ และการจัดการแปลงนาอย่างเป็นระบบ

“พอศึกษาเข้าจริง ๆ ก็พบว่าข้าวหอมมะลิเหมาะกับการปลูกพื้นที่ชุ่มน้ำอยู่เหมือนกัน แต่ต้องปลูกเป็นข้าวหอมมะลินาปรัง คือเริ่มปลูกช่วงเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวช่วงเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม เพราะเป็นช่วงที่แสงเหมาะกับการปลูกข้าวหอมมะลิ และเป็นช่วงที่ปริมาณน้ำขังในพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกข้าว”
แล้วผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่เกินความคาดหมาย เพราะข้าวหอมมะลิจากพื้นที่ที่ไวศักดิ์เรียกว่า ‘ขนำเป็ดหงส์’ ให้ผลผลิตเป็นข้าวหอมมะลิที่เนื้อนุ่มและมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ ซึ่งเขามั่นใจว่าเป็นเพราะการปลูกโดยปราศจากสารเคมี และความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุในดินของขนำแห่งนี้เอง


“เราเริ่มปลูกข้าวหอมมะลิครั้งแรกเมื่อปีกลาย (พ.ศ. 2567) แล้วก็ได้ผลผลิตดีมาก ลองนำไปขายนักท่องเที่ยวแป๊บเดียวหมด ขายกิโลกรัมละร้อยบาทก็หมด ซึ่งไม่ถูกนะ เพราะต้นทุนการผลิตแบบไม่ใช้สารเคมีแพงมาก ปลูกทั้งหมด 9 ไร่ ได้ข้าวเปลือกแค่ 2 ตัน สีข้าวแล้วเหลือประมาณตันนิด ๆ เท่านั้นเอง อีกอย่างคือเราปลูกข้าวเผื่อแผ่นกและสัตว์อื่นๆ ด้วย ไม่ได้กีดกันไม่ให้เขากิน เต็มใจแบ่งกัน เหลือเท่าไหร่ก็เท่านั้น” ชายหนุ่มเล่าอย่างติดตลก
เมื่อบ้านปลอดภัยทั้งยังมีอาหารแบ่งปันให้อย่างเหลือเฟือ จึงไม่แปลกที่จำนวนนกเป็ดหงส์จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากหลักสิบเป็นหลักร้อยตัวเพียงในระยะเวลาไม่กี่ปี

“ตอนนี้เฉพาะในขนำเป็นหงส์มีนกเป็ดหงส์หลักร้อยตัว บางวันเขาบินไปหากินที่อื่น แต่ก็จะกลับมานอนที่นี่เพราะปลอดภัย และเริ่มมาทำรังเป็นกิจจะลักษณะ เริ่มวางไข่สร้างครอบครัว จนมีนักวิชาการเข้ามาสำรวจหลายคน ยืนยันว่านกเป็ดหงส์กลายเป็นนกประจำถิ่นของอำเภอระโนดไปแล้ว ไม่ใช่เพียงนกอพยพเข้ามาเป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นเรื่องน่าดีใจที่ระบบนิเวศของระโนดอุดมสมบูรณ์มากพอจะให้สิ่งมีชีวิต มาพึ่งพิงได้”

3
อนาคตที่ไวศักดิ์และทีมงานขนำเป็นหงส์ต่างตั้งตารอคอย คือการทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นแหล่งปลูกข้าวหลากหลายสายพันธุ์ที่ดีต่อทั้งสิ่งแวดล้อม และดีต่อความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนในละแวกใกล้เคียงไปพร้อม ๆ กัน
“ตอนนี้เราปลูกข้าวหอมมะลิเพราะความชอบส่วนตัว แต่ในอนาคตอาจขยายไปปลูกข้าวที่น่าสนใจพันธุ์อื่น ๆ ด้วย อย่างข้าว กข43 ที่น้ำตาลต่ำก็เล็งไว้ว่าจะเริ่มปลูกในฤดูกาลถัดไป หรืออาจจะเป็นข้าวท้องถิ่นอื่น ๆ ที่ปลูกได้ดีในพื้นที่ลุ่มต่ำแบบนี้ เผื่อว่าในอนาคต ขนำเป็ดหงส์อาจเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องข้าวอินทรีย์ต่อไปก็ได้”
ชาวนานักอนุรักษ์นกเป็ดหงส์กล่าวอย่างเต็มความหวัง พร้อมทิ้งท้ายถึงเป้าหมายระยะไกลของ ‘ข้าว’ จากแปลงนาขนำเป็ดหงส์ที่เขาอยากเดินไปให้ถึง


“เราอยากให้ที่ตรงนี้เป็นบ้านที่ปลอดภัยของนกเป็ดหงส์ตลอดไป พร้อม ๆ กับการเผยแพร่ความรู้การทำนาข้าวอินทรีย์ให้ชุมชนนำไปต่อยอดสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืน ยั่งยืนในแง่ที่ว่าคนปลูกมีข้าวไว้กินเอง และสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ก็ได้ประโยชน์จากผืนนาตรงนี้ไปด้วยกัน
“เพราะนอกจากนกเป็ดหงส์ เริ่มมีนกชนิดอื่น ๆ เข้ามาอยู่กันบ้างแล้ว ทั้งนกอินทรีย์หรือนกกระติ๊ดหัวขาวที่ปกติหาดูยากมาก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี สะท้อนว่าเรากำลังเดินมาถูกทาง” เขาปิดบทสนทนาทั้งรอยยิ้ม

