ผู้ป่วยมะเร็งมักเจอปัญหากลิ่นปากและโรคในช่องปาก เพราะผลกระทบจากการทำคีโมทำให้ต่อมน้ำลายถูกทำลาย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพช่องปาก เลยเป็นปัญหาที่หลายคนพยายามหาทางแก้ไข และหนึ่งในวิธีแก้ไขก็ได้จากของใกล้ตัวพวกเราอย่าง ‘ข้าว’
‘Mild Jelly’ เป็นเยลลี่ที่มีส่วนประกอบสำคัญอย่างสารแอนโทไซยานินซึ่งสกัดมาจากข้าวไทย ทำให้เยลลี่ตัวนี้มีคุณสมบัติพิเศษ คือทำหน้าที่ทดแทนต่อมน้ำลาย เมื่อกินเข้าไปเยลลี่จะเข้าไปเพิ่มความชุ่มชื้นในช่องปากได้นาน 3 – 4 ชั่วโมง และช่วยรักษาอาการอักเสบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่องปากได้ด้วย
อัครภณ โชติสุขเมธี หนึ่งในผู้ก่อตั้ง บริษัท กรีน ไลฟ์ ฮาร์โมนี จำกัด และมีส่วนร่วมในการพัฒนา Mild Jelly จะมาเล่าให้เราฟังถึงการเดินทางของพวกเขา

1
ข้าวไทยไม่ได้มีแค่สีขาว แต่ยังมีสีอื่น ๆ เช่น เหลือง น้ำตาล แดง ม่วง ฯลฯ ซึ่งสีเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่สีบ่งบอกถึงสารอาหารพิเศษที่อยู่ในข้าว อย่างเช่นข้าวสีม่วงมีสารที่ชื่อว่า ‘แอนโทไซยานิน’ (Anthocyanin) มีฤทธิ์ช่วยต้านสารอนุมูลอิสระในร่างกาย และเมื่อพิจารณาในรายละเอียด จะพบว่าข้าวสีม่วงแต่ละพันธุ์ต่างมีฟอร์มของสารแอนโทไซยานินที่ให้คุณสมบัติแตกต่างกัน อาทิ ข้าวสีนิล ข้าวพื้นเมืองในตระกูลข้าวก่ำ พบมากในภาคอีสานและเหนือของไทย ข้าวพันธุ์นี้นอกจากมีวิตามินและใยอาหารสูงมากแล้ว ข้าวสีนิลยังมีสารแอนโทไซยานินในฟอร์มที่มีคุณสมบัติเหมือนยาแก้อักเสบตามธรรมชาติ และมีในลักษณะที่เหมาะสมกับการใช้ในทางการแพทย์อีกด้วย
ด้วยจุดเด่นดังกล่าว ข้าวสีนิลจึงกลายเป็นพระเอกในงานวิจัยของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อพัฒนาอาหารเสริมช่วยดูแลและรักษาโรคในช่องปากของคนไทย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งและผู้สูงอายุที่ประสบภัยเงียบอย่าง ‘โรคปากแห้ง’ หนึ่งในปัญหาใหญ่ของแวดวงทันตกรรมไทย แต่ยังไม่ได้รับความสนใจในวงกว้าง
การเดินทางครั้งนี้มีบริษัทของอัครภณร่วมทางด้วย เพราะเป้าหมายการมีอยู่ของบริษัทเขา คือช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาไทย อัครภณเคยทำงานเป็นพนักงานในแวดวงการเงิน ก่อนจะย้ายมาทำธุรกิจการเกษตรและทุ่มความสนใจไปที่สินค้าเกษตรประจำชาติไทยอย่างข้าว หลังจากที่เขาได้พบปัญหาของภาคเกษตรในระดับประชิดตัว นั่นคือการที่เขาถูกกดราคาสินค้าเกษตรจากพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่เกษตรกรส่วนใหญ่ในประเทศเผชิญมานานนับศตวรรษ

“หลังทำงานด้านการเกษตรมาสักพัก เราพบว่าปัญหาในภาคเกษตรซับซ้อนมาก ทั้งเรื่องการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางที่เชื่อมโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคมอีกหลาย ๆ อย่าง มันทำให้เราได้สัมผัสปัญหาแบบเดียวกับเกษตรกรโดยตรง จนอยากทำให้ผลผลิตการเกษตรมีมูลค่าขึ้นมา อยากให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรอง ยืนได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องหวังพึ่งพาข้อต่ออื่นมากนัก”
นั่นเป็นทางแยกที่ทำให้เขาลงมือค้นคว้าข้อมูลงานวิจัยเรื่องข้าวในประเทศไทย กระทั่งพบกับงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเลือกข้าวสีนิลอินทรีย์มาผลิตเป็นอาหารเสริมและดึงความสนใจของอัครภณได้อยู่หมัด
“พอเจองานวิจัยที่น่าสนใจ ทางทีมรีบขอเข้าไปคุยกับทางมหาวิทยาลัย และพบว่าจริง ๆ เรามีเป้าหมายร่วมกันหลายข้อ ประเด็นหลักคือทางฝ่ายนักวิจัยต้องการทำงานสนับสนุนผู้ป่วย ส่วนเราอยากทำงานเพื่อสนับสนุนเกษตรกร โดยมีข้าวเป็นใจความสำคัญของผลิตภัณฑ์เช่นเดียวกัน”
อัครภณเสริมถึงมิติของปัญหาในวงการทันตกรรมที่คนนอกมักไม่ค่อยรู้ว่า เมื่อผู้ป่วยโรคมะเร็งต้องรับคีโมบำบัด ต่อมน้ำลายมักจะถูกทำลาย และเมื่อน้ำลายซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเชื้อโรคในปากลดลง ผู้ป่วยจึงมักมีกลิ่นปากและโรคทางช่องปากหลาย ๆ โรคตามมา นอกจากนั้นยังส่งผลทำให้ความอยากอาหารลดลง ย่อมบั่นทอนสุขภาพโดยรวม
“นอกจากผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องรับคีโมบำบัด ผู้สูงอายุก็เป็นอีกกลุ่มที่มีปัญหาปากแห้งเหมือนกัน เนื่องจากต่อมน้ำลายทำงานน้อยลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผู้ป่วยโรคอื่น ๆ เช่น โรคซึมเศร้า โรคเบาหวาน หรือโรคความดันที่ต้องรับยาต่อเนื่อง ก็มักได้รับผลกระทบจากยาที่ทำให้ปากแห้ง จากการสำรวจของเราพบว่า คนไทยยังตระหนักถึงเรื่องนี้กันน้อยมาก สวนทางกับตัวเลขคนที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากที่เพิ่มขึ้นทุกวัน”

2
เมื่อเป้าหมายชัดเจน การเดินทางบทต่อไปคือการทดลองและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพสอดคล้องกับเป้าที่ตั้งไว้ โดยเริ่มจากศึกษาความต้องการของผู้บริโภคเพื่อความเข้าใจ ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์และทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมหิดลนานร่วมปี
“เดิมทีทางคณะทันตแพทยศาสตร์ทดลองทำผลิตภัณฑ์เจลเคลือบช่องปากจากสารสกัดข้าวสีนิลมาก่อนหน้าแล้ว เพราะมีอาจารย์ท่านหนึ่งเกษียณอายุราชการแล้วหันไปทำนาข้าวสีนิลอินทรีย์จนได้รับรองมาตรฐาน USDA จึงเป็นโอกาสให้ทางคณะทันตแพทยศาสตร์ทดลองนำข้าวสีนิลมาสกัดเอาสารสำคัญเพื่อทำวิจัย
“แต่เมื่อเราเข้าไปทำงานด้วยกัน กลับพบว่าผลิตภัณฑ์แบบเจลมีปัญหาตรงที่กินไม่สนุก ซึ่งผู้ป่วยและผู้สูงอายุมักมีอาการไม่อยากอาหารอยู่แล้ว ยิ่งทำให้เขาไม่อยากกิน เราเลยคุยกันว่าอยากทำผลิตภัณฑ์ที่ผู้ป่วยกินได้ง่าย ให้ความรู้สึกเหมือนกับกินขนม และขนมนี้รักษาเขาได้ด้วย เราจึงตั้งโจทย์การพัฒนาจากเนื้อเจลมาเป็นเนื้อเยลลี่ แต่เมื่อพัฒนาจนพอได้เนื้อสัมผัสที่พอใจ คุณประโยชน์ที่ได้ก็กลับไม่เป็นที่น่าพอใจ”
ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Mild Jelly ย้อนเล่าถึงอุปสรรคแรก ๆ ที่ต้องเผชิญ เมื่อการทำขนมกินสนุกนั้นทำให้คุณสมบัติทางยาลดลงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ เขาและทีมวิจัยต้องร่วมกันแก้ปัญหายกใหญ่ กระทั่งได้พบนวัตกรรมการผลิตที่ตอบโจทย์ทุกข้อที่ตั้งไว้ในที่สุด


“จริง ๆ บ้านเรามีนวัตกรรมการทำผลิตภัณฑ์เนื้อเยลลี่เยอะมาก แต่ยังไม่ค่อยมีนวัตกรรมที่คงสารสำคัญไว้ได้ครบถ้วน เราพยายามศึกษานวัตกรรมเรื่องนี้จนได้เจอเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงตัวหนึ่ง (UHPLC-ESI-QTOF-MS) อธิบายง่าย ๆ คือวิธีทำเยลลี่โดยทั่วไปต้องต้มน้ำให้ร้อนแล้วใส่ผงวุ้น คนทุกอย่างให้เข้ากันแล้วรอจนเดือด ค่อยตักใส่ภาชนะและทิ้งไว้จนเย็น ก็จะได้เนื้อวุ้นออกมา
“แต่นวัตกรรมนี้เป็นการทำเนื้อเยลลี่โดยไม่ผ่านความร้อน ทำให้สารแอนโทไซยานินยังคงอยู่ถึง 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ และเป็นเนื้อเยลลี่ที่เคลือบช่องปากให้ชุ่มชื้นได้ถึงลำคอส่วนต้น และเคลือบอยู่ได้นานถึง 3 – 4 ชั่วโมง แม้ผู้ป่วยจะดื่มน้ำตาม”
หลังจากได้ผลงานตามต้องการ ก็ถึงกระบวนการทดลองใช้งานจริงด้วยการมอบผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ป่วยมะเร็งรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อพิสูจน์ผลลัพธ์ว่าตอบโจทย์ทุกข้อที่ตั้งไว้หรือไม่
“หลังครบเดือน เราพบว่าผู้ป่วยรับรสชาติได้ดีขึ้น เคี้ยวได้มากขึ้น เพราะช่องปากเขาชุ่มชื้นคล้ายตอนมีน้ำลายปกติ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่บอกให้รู้ว่า Mild Jelly กำลังเดินมาถูกทาง
“นอกจากจะใช้งานได้ดีในกลุ่มผู้ป่วย สำหรับคนทั่วไปที่มีปัญหาช่องปาก อย่างเป็นแผลในปากหรือร้อนใน พอเราทดลองให้รับประทานปริมาณ 1 ซองเล็กติดต่อกัน 3 วัน พบว่าอาการร้อนในดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะสารแอนโทไซยานินมีส่วนเข้าไปช่วยรักษาแผลด้วย ไม่ใช่เพียงเคลือบช่องปากให้ความชุ่มชื้นเท่านั้น”

3
ด้วยมั่นใจในคุณภาพ การก้าวเข้าสู่เวทีประกวดระดับประเทศจึงไม่ใช่เรื่องเกินกำลัง เพราะทีมวิจัยและกรีน ไลฟ์ ฮาร์โมนี ตัดสินใจส่ง Mild Jelly เข้าประกวดนวัตกรรมข้าวไทย ซึ่งจัดขึ้นโดยมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อ พ.ศ. 2567 และได้รับรางวัลชนะเลิศมาครอง
“พอได้รางวัลมาก็ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์มากขึ้น แต่ในมิติของการพัฒนาเราก็ยังต้องเดินหน้าอยู่ตลอด” อัครภณสำทับ ก่อนลงรายละเอียดของการทำงานกับเกษตรกรข้าวอินทรีย์ทั่วประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันกำลังขยายฐานการผลิตให้ได้คุณภาพและปริมาณตรงตามความต้องการ
“ตอนนี้ Mild Jelly รับซื้อข้าวสีนิลอินทรีย์จากเกษตรกรหลายกลุ่มมาก มีทั้งในจังหวัดฉะเชิงเทรา นครปฐม และพื้นที่อื่น ๆ แต่ปัญหาก็คือข้าวสีนิลเป็นข้าวพื้นเมือง เมื่อปลูกในพื้นที่เดิมซ้ำ ๆ มันจะกลายพันธุ์ง่ายมาก ทำให้ผลผลิตลดลงเรื่อย ๆ เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราขยายกำลังการผลิตไม่ได้ เป็นเรื่องที่เราต้องทำงานร่วมกับเกษตรกรต่อไป”
เขาย้ำความตั้งใจที่แฝงไปด้วยความหวัง ก่อนเผยแผนในอนาคตอันใกล้ให้เราตั้งตารอ
“แม้จุดเริ่มต้นของ Mild Jelly จะคิดขึ้นมาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นหลัก แต่ในอนาคตเราก็อยากขยับไปดูแลสุขภาพของคนกลุ่มอื่น ๆ เช่นกัน ยิ่งสำรวจตลาดผู้บริโภคแล้วได้เสียงตอบรับมากมาย ส่วนใหญ่อยากให้ทำซองเล็กลงจะได้กินหมดในทีเดียวโดยไม่ต้องเก็บ ซึ่งก็เป็นแนวทางที่เราอยากพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ตลาดที่กว้างขึ้น อีกอย่างหนึ่งในอนาคตน่าจะมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่รักษาโรคทางช่องปากได้เร็วขึ้นและตรงจุดมากขึ้น
“เราอยากนำมาใช้เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น เพื่อคงไว้ซึ่งเป้าหมายแรกของเรา นั่นคือพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรไทย และพัฒนาสุขภาพด้านทันตกรรมของคนไทยไปพร้อมกัน” เขาปิดท้ายด้วยน้ำเสียงเต็มความหวัง

สอบถามรายละเอียดผลิตภัณฑ์ได้ที่ Facebook : Mild Jelly, Green Life Harmony
