ถ้าว่ากันตามกฎการสร้างความสุข 4 ข้อของนักเขียนชื่อดังอย่าง อัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus) แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือการได้อาศัยอยู่ในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ ทว่านั่นราวกับจะสวนทางกับอากาศในประเทศไทย เมื่อบ้านเราต้องเผชิญกับวิกฤตฝุ่นพิษ PM 2.5 อย่างต่อเนื่องมานานหลายปี กระทั่งเหมือนจะเป็นปัญหาที่คนในบ้านชินชาก้มหน้ารับชะตากรรม ทว่าการยอมรับชะตากรรมนั้นใช้ไม่ได้กับ ชยุต มณีผาสุขกุล กรรมการ บริษัท มณีผาสุข จำกัด ผู้ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับอากาศพิษในประเทศ พร้อมกับมองหาวิธีการและช่องทางที่จะเข้าไปร่วมแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

หลังเรียนจบปริญญาตรีสายวิทยาศาสตร์ และทำงานในแวดวงเคมีอุตสาหกรรมมาหลายปี วันหนึ่งหมอกควันรอบตัวก็สะกิดให้ชยุตหันมาสนใจปัญหามลพิษทางอากาศ ยิ่งเมื่อได้นั่งลงคุยกับ ก่อคเณศ รุ้งสันเทียะ และ พสธร เดชศิริอุดม รุ่นน้องและผู้ก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จังหวัดอุดรธานี กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการนำวัสดุธรรมชาติมาดัดแปลงเป็นสี ที่แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือสีจากฟางข้าว วัสดุที่มีอยู่อย่างดาษดื่นในภาคอีสาน
จากนั้นไม่นานพวกเขาก็ค้นพบปัญหาที่อยากร่วมกันแก้ นั่นคือปัญหาการเผาฟางข้าวในที่นาหลังการเก็บเกี่ยว โดยแต่ละปีประเทศไทยมีฟางข้าวเหลือทิ้งถึงราว 27 ล้านตัน เป็นตอซังอีกราว 18 ล้านตัน เป็นเหตุให้เกษตรกรต้องหาวิธีกำจัดโดยใช้ต้นทุนน้อยที่สุด ซึ่งหนีไม่พ้นการเผา อันเป็นต้นทางของฝุ่น PM 2.5 ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา


“ปัญหาฝุ่นควันอาจจะไกลตัว แต่จริง ๆ ใกล้ตัวเรามาก อย่างที่ดินข้าง ๆ โรงงานของเราเองก็เป็นนาข้าว และประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวเยอะมาก ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดในการกำจัดฟางก็คือการเผา ทีนี้เราเลยกลับมาตั้งคำถามว่า ทำยังไงชาวนาถึงจะไม่ต้องเผาฟางข้าว น่าจะมีวิธีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่สร้างมูลค่าและแก้ปัญหาได้”
หลังมองเห็นโจทย์ตรงกัน ชยุตและก่อคเณศจึงตัดสินใจสร้างโปรเจกต์ขึ้น โดยก่อคเณศนำความรู้การสกัดสีจากฟางข้าวมาผนวกกับความรู้ในเรื่องการใช้เคมีภัณฑ์ของชยุต กระทั่งเกิดการทดลองนำฟางข้าวมาเข้ากระบวนการแปรรูปเป็นหนังเทียมภายใต้ชื่อ ‘มณีผาสุข’ โดยตั้งเป้าเป็นแบรนด์หนังเทียมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างหมดจด
“ถ้าจะอธิบายกระบวนการอย่างง่าย ๆ ขั้นแรกเรานำฟางข้าวมาแช่ในน้ำผสมเอนไซม์ที่ได้จากกากน้ำตาลเหลือทิ้ง จะเกิดกระบวนการเคมีย่อยเนื้อฟาง แล้วถึงนำฟางที่ได้ไปต้มจนเละ พอต้มแล้วนำมาใส่ในถุงผ้าแล้วใช้เท้าย่ำและรีดน้ำทิ้ง พอถึงขั้นตอนนี้นำฟางที่ได้มาเข้ากระบวนการเดียวกับการทำกระดาษสาได้แล้ว เพียงแต่ต้องเติมสารช่วยยึดเกาะที่ได้จากน้ำยางพาราหรือพอลิเมอร์บางชนิดเพื่อให้แผ่นหนังแข็งแรงขึ้น” เขาย้ำว่าตั้งใจออกแบบให้ทุกขั้นตอนทำมือได้ ด้วยคิดถึงประโยชน์ของเกษตรกรที่จะนำวิธีการไปใช้เป็นสำคัญ นอกจากนั้น สารเคมีที่นำมาใช้ในการผลิตยังเป็นสารสกัดจากธรรมชาติเกือบทั้งหมด แม้แต่พอลิเมอร์ที่นำมาผสมกับฟางก็เป็นพอลิเมอร์ที่ผลิตอย่าง Low Carbon ที่เขาสั่งมาจากประเทศเกาหลีใต้โดยเฉพาะ


“เป้าหมายของมณีผาสุขคืออยากแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้น กระบวนการผลิตของเราจะต้องไม่สร้างมลพิษถมเข้าไปอีก เราจึงทำงานในกรอบกรีนคอนเซปต์ ซึ่งคิดว่าเป็นจุดที่ทำให้สินค้าของเราแตกต่างจากสินค้าอื่น ๆ ในท้องตลาดพอสมควร” และเป็นจริงดังเขาว่า เพราะปัจจุบันหนังเทียมมณีผาสุขได้รับการรับรองมาตรฐาน ZDHC (Zero Discharge of Hazardous Chemicals Programme) หรืออุตสาหกรรมที่ปราศจากสารเคมีอันตรายตกค้างและปล่อยสู่ธรรมชาติ และนอกจากคุณภาพของผลิตภัณฑ์ สีสันและความสวยงามก็เป็นองค์ประกอบสำคัญไม่แพ้กัน
และเมื่อพิจารณาฟางข้าวแต่ละสายพันธุ์ ชยุตและก่อคเณศก็พบความพิเศษที่หลายคนมองข้าม ด้วยสีของฟางของข้าวแต่ละสายพันธุ์นั้นต่างมีลักษณะเฉพาะ เมื่อแปรรูปเป็นหนังเทียมแล้วมีเอกลักษณ์ที่ช่วยเพิ่มมูลค่า


“จริง ๆ แล้วฟางข้าวแต่ละสายพันธุ์ให้สีสันไม่เหมือนกัน” เขาเกริ่น “ฟางข้าวหอมมะลิให้หนังสีน้ำตาล ส่วนฟางข้าวหอมนิลหรือข้าวไรซ์เบอร์รีจะให้หนังสีเข้มขึ้น ซึ่งเราได้ความร่วมมือจากกลุ่มอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม อย่างมากในเรื่องการออกแบบสี เพราะตอนเริ่มโปรเจกต์นี้เราก็ไปเริ่มที่ฟาร์มของพวกเขาที่อุดรฯ (หัวเราะ) และช่วงแรกก็ใช้ฟางข้าวในภาคอีสานมาทดลองเป็นหลัก ก่อนจะเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพมาเรื่อย ๆ จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ประมาณ 2 ปี”
นอกจากความร่วมมือจากกัลยาณมิตร มณีผาสุขยังแสวงหาการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา กระทั่งได้รับการสนับสนุนโครงการจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ทั้งในเรื่องของเงินทุนและองค์ความรู้ “เรากับ NIA มีเป้าหมายร่วมกัน คืออยากถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ให้เกษตรกร เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควันในระยะยาว” เขาย้ำ
และด้วยการมุ่งพัฒนาอย่างไม่ลดละ ปัจจุบันหนังเทียมจากฟางข้าวจึงมีคุณภาพทัดเทียมกับหนังเทียมในท้องตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกันนั้น มณีผาสุขก็ได้เริ่มทำงานกับชุมชนเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง อย่างในชุมชนชาวนาในอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ที่มณีผาสุขส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่ และพัฒนาองค์ความรู้การนำฟางข้าวมาผลิตหนังเทียม กระทั่งปัจจุบันสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรได้หลายหมื่นบาทต่อเดือน

ถัดไปจากคุณภาพ เรื่องการตลาดและการวางแผนอนาคตก็เป็นสิ่งที่ชยุตไม่เคยมองข้าม โดยเขาขยายความว่ามณีผาสุขมองการเจาะตลาดแบรนด์เครื่องหนังต่าง ๆ ทั้งกระเป๋าและเฟอร์นิเจอร์ เนื่องจากเป็นตลาดที่มีความต้องการซื้อหนังเทียมสูง และหากเป็นหนังเทียมที่ตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนก็น่าจะตีตลาดใหญ่ตลาดนี้ได้ไม่ยาก
“ถ้าถามว่าตอนนี้เราเดินมาถึงจุดไหน ก็ต้องบอกว่าอยู่ในจุดที่กำลังเรียนรู้และต่อยอด ตอนนี้ยังมีอีกหลายโจทย์ให้มณีผาสุขต้องแก้ไข อย่างหนังของเรายังมีติดกลิ่นหมักอยู่บ้าง ก็กำลังหาวิธีแก้จุดนี้อยู่เหมือนกัน และเมื่อคุณภาพโดยรวมได้มาตรฐาน หลังจากนั้นตั้งใจว่าจะพยายามขยายตลาดและขยายสเกลการผลิตให้แมสมากขึ้น เพราะยิ่งเราผลิตได้มาก ก็เท่ากับได้ใช้ฟางมากขึ้น และก็ย่อมบรรลุเป้าหมายที่อยากจัดการฟางให้เกิดประโยชน์สูงสุด” เขาตอบทั้งยิ้ม

ภาพ : มณีผาสุข
