แน่นอนว่าความคิดสร้างสรรค์คือส่วนสำคัญของทุกการงาน ไม่เว้นแม้แต่ในนาข้าวกลางชุมชนเล็ก ๆ ในอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาเติมแต่งท้องนาจนกลายเป็น ‘ในน้ำมีปลา ในนามีแมว’ ภาพงานศิลปะขนาดหลายไร่ เรียกความสนใจจากทั้งคนรักข้าวและคนรักศิลปะได้อย่างน่าประทับใจ
ทว่าเบื้องหลังของนาข้าวภาพแมวอุ้มปลาอันสะดุดตานั้นยังประกอบไปด้วยวิธีคิดและภูมิปัญญาเบื้องหลังที่น่าเรียนรู้ ดังที่ ดิว-ธันยพงศ์ ใจคำ ลูกหลานเกษตรกรและผู้ก่อตั้งไร่เกี้ยวตะวัน ธัญฟาร์ม กล่าวกับเราในบ่ายวันหนึ่งว่า จริง ๆ แล้วการปลูกข้าวมีศิลปะอันประณีตแฝงอยู่ในทุกขั้นตอน ก่อนที่เราจะนำศิลปะไปแต่งแต้มมันเสียอีก
“ถ้าถามว่าทำไมผมถึงมองเห็นความพิเศษของข้าว ต้องย้อนกลับไปว่าตัวผมโตมากับท้องนา เพราะครอบครัวทำโรงสี จึงหนีไม่พ้นต้องวิ่งเล่นในนาข้าว แล้วมันมีความสุขมาก เป็นความสุขที่ฝังอยู่ในใจมาตั้งแต่เด็ก ที่สำคัญคือทำให้ได้เห็นกระบวนการผลิตข้าวตั้งแต่ต้นจนจบ ได้ทำความรู้จักข้าวมาตั้งแต่นั้น ก่อนที่ผมจะออกไปใช้ชีวิตเหมือนคนอื่น ๆ เรียนจบ เริ่มต้นทำงาน แล้ววันหนึ่งความสนใจเรื่องข้าวที่อยู่ในตัวเราก็ค่อย ๆ แสดงออกมา”
จังหวะชีวิตที่เหมาะสมเปิดโอกาสให้ดิวได้ออกเดินทางเรียนรู้เรื่องข้าวเพิ่มเติม โดยเขาเลือกเข้าไปศึกษาวิธีการทำนาอินทรีย์และการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการปลูกข้าวจากปราชญ์ชาวนาอย่าง อาจารย์เดชา ศิริภัทร ณ มูลนิธิข้าวขวัญ จังหวัดสุพรรณบุรี


“พอคิดว่าอยากกลับมาฟื้นฟูการทำนาที่บ้านเกิด ผมก็ตั้งใจว่าจะทำนาอินทรีย์ เพราะอยากผลิตข้าวปลอดสารที่กินได้อย่างสบายใจ เรียกว่ากินข้าวเป็นยาได้” เขายิ้ม พร้อมอธิบายถึงความรู้ที่ได้รับให้เราฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“นอกจากความรู้เชิงเทคนิคการทำนาอินทรีย์ เรื่องการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นปลูกข้าวก็เป็นส่วนสำคัญที่เปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดของผม เช่น ได้รู้ว่าข้าว 1 เมล็ดแตกกอออกมาได้หลายสิบจนถึงร้อยต้น ผมว่าเรื่องนี้หลายคนก็น่าจะยังไม่รู้ เพราะปกติคนจะนึกว่าข้าวต้องปลูกทีละมาก ๆ ถึงจะแตกกอได้ดี และต้องปลูกจากข้าวเปลือกเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วเราปลูกข้าวจากข้าวกล้องได้ และได้ผลที่ดีกว่าด้วย เพราะการปอกเปลือกออกถึงจะทราบได้ว่าเมล็ดภายในเปลือกข้าวนั้นสมบูรณ์จริง ๆ นำมาเพาะแล้วจะได้ลักษณะเด่นของแต่ละเมล็ดและพันธุ์ที่เราเลือก” เขาลงรายละเอียดให้เราเห็นภาพ
“เมื่อข้าว 1 เมล็ดแตกออกมาได้เป็นร้อยกอ และข้าว 1 กอก็อาจมีเป็นร้อยรวง ชาวนาจึงคัดกอข้าวที่สมบูรณ์หรือมีลักษณะพันธุ์ตรงตามต้องการเพื่อปลูกลงดินต่อไปได้ แม้จะใช้เวลามากหน่อย แต่การปลูกข้าววิธีนี้ให้คุณภาพผลผลิตตรงตามต้องการมากที่สุด ผมเรียกกระบวนการนี้ว่าการปลูกข้าวแบบประณีต”
เขาย้ำ ก่อนยกตัวอย่างพันธุ์ข้าวกระแสหลักอย่างข้าวหอมมะลิ 105 ว่าจริง ๆ แล้วก็เกิดจากกระบวนการคัดสรรทำนองเดียวกัน นั่นคือการคัดเลือกข้าวกอที่ 105 จากจำนวน 199 รวง ซึ่งมีลักษณะสมบูรณ์ที่สุดมาเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ต่อ จนได้เป็นข้าวเนื้อนุ่มหอมกลิ่นมะลิที่เราคุ้นเคย


หลังเก็บเกี่ยวความรู้และภูมิปัญญาได้เป็นกอบเป็นกำ จังหวะชีวิตก็พาเขาออกเดินทางอีกครั้ง จนได้พบกับศิลปะในนาข้าวของชาวญี่ปุ่น หรือ ‘Tanbo Art’ จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่มาพร้อมกับคำถามว่า ทำไมเมืองอู่ข้าวอู่น้ำอย่างประเทศไทยจึงไม่มีศิลปะเช่นนี้กับเขาบ้าง
“หลังกลับจากญี่ปุ่นผมก็เริ่มค้นว่าในไทยมีคนทำศิลปะในนาข้าวบ้างไหม พบว่ามีอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ยังใช้เพียง 2 – 3 เฉดสี จึงพยายามหาข้อมูลไปเรื่อย ๆ จนเมื่อปี 2021 มีกระแสข่าวเรื่อง ‘ข้าวสรรพสี’ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวโภชนาการสูง 5 เฉดสีที่ได้รับการพัฒนาโดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
“และในปี 2022 ทางมหาวิทยาลัยฯ เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการศิลปะบนนาข้าวด้วยข้าวสรรพสี ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ได้รับเลือกเข้าร่วมโครงการ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ได้ความรู้เรื่องข้าวพันธุ์ใหม่ ๆ มาต่อยอดไอเดียการทำนาอินทรีย์ให้มีจุดขายที่น่าดึงดูดมากขึ้น”
เขาไล่เลียงถึงคุณสมบัติของข้าวสรรพสีให้เราฟังว่า เป็นสายพันธุ์ข้าวที่เกิดจากการผสมพันธุ์ข้าวหอมนิลและข้าวก่ำหอมนิล ทดลองพัฒนากระทั่งได้ข้าวสรรพสีจำนวน 5 พันธุ์ คือข้าวใบสีชมพูทับทิมต้นสูง (สรรพสี 01) ข้าวใบสีชมพูทับทิมต้นเตี้ย (สรรพสี 02) ข้าวใบสีชมพูแถบเขียวและขาวต้นสูง (สรรพสี 03) ข้าวใบสีชมพูแถบเขียวและขาวต้นเตี้ย (สรรพสี 04) ข้าวใบสีขาว (สรรพสี 05)

ที่มากกว่านั้น คือใบข้าวสีสวยเหล่านั้นบริโภคได้ ทั้งยังอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต รวมถึงต่อต้านการสะสมไขมันอุดตันในเส้นเลือด ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเดินเรื่องขอการรับรองอย่างเป็นทางการ ก่อนจะปล่อยพันธุ์ข้าวสู่ท้องนาทั่วประเทศในอนาคตอันใกล้
นอกจากคุณค่าทางโภชนาการ อีกหนึ่งจุดขายสำคัญของข้าวสรรพสีย่อมหนีไม่พ้นเรื่องความสวยงามของต้นข้าวสีสันสดใส หากบรรจงปลูกอย่างตั้งใจ จากนาข้าวธรรมดาก็อาจกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรได้ดีทีเดียว
และหากข้าวสรรพสีคือเมล็ดพันธุ์ ศิลปินก็เปรียบเหมือนคนปลูกเมล็ดพันธุ์นั้นให้งอกงามเป็นงานศิลปะกลางนา ซึ่งดิวออกปากว่า การตามหาศิลปินผู้มีมุมมองคลับคล้ายกับเขานั้นถือเป็นเรื่องท้าทายอยู่พอสมควร
“ผมนำไอเดียศิลปะในนาข้าวไปคุยกับศิลปินเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าผมกำลังทำอะไร ซึ่งเข้าใจได้นะครับ แต่ผมคิดว่าถึงจะมีความหวังน้อยนิด แต่ถ้าเกิดมีศิลปินแค่สักคนเดียวที่พร้อมทำงานกับเรา มันก็น่าลองพยายามดูสักตั้ง จนสุดท้ายได้มาเจอกับ ผัก-วัจนีย์ บุญเจ็น ผู้จัดการขัวศิลปะ จังหวัดเชียงราย ที่ช่วยเชื่อมโยงกับศิลปินอย่าง อั๋น-นักปราชญ์ อุทธโยธา ให้มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานกันตั้งแต่นั้น”


ทั้งนี้ การเดินหน้าสร้างงานศิลปะในนาข้าวต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ ด้วยต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างดาวเทียมช่วยวิเคราะห์ เพื่อช่วยออกแบบพื้นที่และกำหนดจุดว่าตรงไหนต้องปลูกอะไรให้ได้ภาพตามต้องการ และผลลัพธ์ก็ปรากฏให้เห็นที่ไร่เกี้ยวตะวัน ธัญฟาร์ม เมื่อปีที่ผ่านมา กับ ‘ในน้ำมีปลา ในนามีแมว’ นาข้าวรูปแมวสีขาวหลับตาพริ้มกอดปลาคาร์ปไว้อย่างน่ารักน่าเอ็นดู แล้วยังมีภาพแมวนอนหลับอย่างสบายใจ และภาพแมวตาโตอีกหนึ่งตัว สะท้อนความหมายถึงการเปิดโลกศิลปะระหว่างการจัดงาน Thailand Biennale 2023 ที่ผ่านมา
“หลายคนถามว่าทำไมต้องเป็นรูปแมวกอดปลาคาร์ป จริง ๆ ความหมายเรียบง่ายมากครับ เพราะใคร ๆ ก็รักแมว ถูกไหมครับ (หัวเราะ) อีกอย่างคือผมอยากให้เครดิตต้นทางของศิลปะในนาข้าวอย่างญี่ปุ่น เพราะตามคติคนญี่ปุ่นแล้วแมวเป็นสัตว์นำโชค แมวสีขาวจึงสะท้อนถึงความโชคดีและความบริสุทธิ์ของนาข้าวที่ไร้สารเคมี ส่วนปลาคาร์ปสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของนาข้าวครับ” ดิวขยายความ ก่อนกล่าวว่า แก่นของงานออกแบบนี้ตั้งอยู่บนหลัก 3 ข้อ คือสะท้อนภูมิปัญญา (Wisdom) สะท้อนวัฒนธรรม (Culture) และสื่อถึงการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาแต่งแต้มให้เกิดงานศิลปะ
“สำหรับผม ศิลปะเป็นประตูที่เปิดให้คนเข้ามาทำความรู้จักเราง่ายขึ้น ได้มารู้วิธีคิดวิธีการทำงานของไร่เกี้ยวตะวัน ธัญฟาร์ม ว่าภูมิปัญญาในการปลูกข้าวที่เราใช้มันทำได้จริง การไม่ใช้สารเคมีทำนาให้ผลผลิตที่ดีจริง ๆ และเป็นวิธีการที่นำไปสู่ความยั่งยืนได้จริง ๆ”


ดิวเสริมถึงความหมายของความยั่งยืนสำหรับตัวเขาและไร่เกี้ยวตะวัน ธัญฟาร์ม ว่าหมายถึงการพึ่งพาตนเองได้แม้ในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะการมีแหล่งอาหารที่ดีหล่อเลี้ยงตนเองได้อย่างไม่เดือดร้อน
“เราไม่จำเป็นต้องผลิตข้าวได้เยอะมากในคราวเดียว แต่ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตหรือภัยพิบัติอะไรขึ้นมา เราจะดูแลตัวเองได้ไหม นี่คือคำถามสำคัญ ถ้าเราพึ่งพาตนเองด้านอาหารได้ในทุก ๆ สถานการณ์ นี่แหละคือความยั่งยืนที่แท้จริง” เขาย้ำอย่างมั่นใจ ก่อนเปรยว่าในอนาคตอันใกล้ไร่เกี้ยวตะวัน ธัญฟาร์ม ก็อยากส่งต่อไอเดียความยั่งยืนนี้ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวชุมชนและศูนย์การเรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ด้วยเช่นกัน
“ผมอยากเห็นไร่เกี้ยวตะวัน ธัญฟาร์ม เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ให้ชาวนาหรือคนทั่วไปได้มาทดลองทำนาอย่างประณีตว่าทำได้จริงเหมือนที่ผมพูดไหม (หัวเราะ) และถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ดูเหมือนยากและไกลตัว ให้เป็นเรื่องง่ายที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ เหมือนกับงานศิลปะ” เขาทิ้งท้ายทั้งรอยยิ้ม


หากใครอยากไปสัมผัสความสวยงามด้วยตาตัวเอง ตอนนี้ผลงาน ในน้ำมีปลา ในนามีแมว กำลังเปิดให้ชมเป็นปีที่ 2 สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook : ศิลปะบนนาข้าว เกี้ยวตะวัน ธัญฟาร์ม
