27 มิถุนายน 2025
1 K

วงการดอกไม้ประดิษฐ์ แม้จะฟังดูไกลตัว แต่เชื่อว่าทุกคนย่อมเคยผ่านตาเหล่าผกามาลีสีสดใสที่ปรากฏตัวในรูปพานพุ่มหรือพวงมาลัย รวมถึงดอกไม้ช่อใหญ่ที่เรามอบให้กันในวันสำคัญ 

เมื่อมองในรายละเอียด ดอกไม้เสมือนจริงเหล่านั้นเทียบได้กับงานศิลปะที่ต้องอาศัยทั้งความประณีตในการปั้นแต่งแต่ละกลีบ แต่ละช่อ และความใส่ใจดูแลรักษาให้ความงามของดอกไม้นั้นไม่สึกหรอ การเลือก ‘วัสดุ’ มาปั้นดอกไม้จึงต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ไม่น้อยกว่างานศิลป์ใด ๆ ด้วยข้อจำกัดทั้งเรื่องต้นทุนและคุณภาพที่เป็นโจทย์ใหญ่ให้นักประดิษฐ์ดอกไม้ไทยต้องขบคิด 

จากโจทย์ดังกล่าว กลายเป็นผลลัพธ์ในรูปแบบของนวัตกรรม ‘ดินปั้นจากแป้งข้าว’ ที่ล่าสุดได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดนวัตกรรมข้าวไทยประจำ พ.ศ. 2567 ซึ่งพอจะยืนยันได้ว่า ดินปั้นชนิดนี้คือความหวังของทั้งวงการหัตถศิลป์และวงการข้าว ด้วยผลิตจากแป้งข้าวหอมมะลิ วัตถุดิบจากท้องนาที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือในประเทศไทย ทั้งยังเป็นดินปั้นที่ปราศจากสารเคมีอันตราย มีต้นทุนต่ำกว่าดินปั้นนำเข้าจากต่างประเทศเป็นไหน ๆ ที่สำคัญ เมื่อนำมาปั้นดอกไม้แล้วคงความงามไว้ได้ยาวนาน 

ความพิเศษของดินปั้นจากแป้งข้าวหอมมะลิ คือแรงจูงใจที่ทำให้เราอยากทำความรู้จักกับผู้เชี่ยวชาญงานศิลป์แขนงนี้อย่าง ผศ.ดร.จักรพันธ์ รูปงาม อาจารย์ประจำสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ศึกษา คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ผู้ผูกพันกับงานหัตถศิลป์มาตั้งแต่ครั้งช่วยคุณย่าคุณยายประดิษฐ์งานใบตองและดอกไม้สมัยเด็ก กระทั่งความรักในงานหัตถศิลป์นำพาให้อาจารย์กลายเป็นผู้ร่วมพัฒนาวงการนี้ให้เดินหน้าอย่างก้าวกระโดด 

“ต้องเกริ่นก่อนว่าเราชอบงานประดิษฐ์มาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะเป็นคนจังหวัดลำปาง ซึ่งมักมีงานประเพณีที่ต้องใช้งานฝีมืออยู่บ่อย ๆ อย่างงานบายศรี งานใบตอง เราก็ช่วยผู้ใหญ่ในบ้านหยิบจับมาตั้งแต่นั้น กลายมาเป็นความชอบติดตัว จนเลือกเรียนปริญญาตรีด้านคหกรรมศาสตร์ สาขาธุรกิจงานประดิษฐ์ และด้วยความชอบ เราก็อาสาไปแข่งงานร้อยมาลัย งานพานพุ่ม งานประดิษฐ์อยู่ตลอด ทำให้ฝีมือพัฒนามาเรื่อย ๆ จนยึดเป็นอาชีพและได้มาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาอีกทีหนึ่ง” 

อาจารย์หัวหน้าสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ศึกษาค่อย ๆ เรียบเรียงจุดเริ่มต้น ก่อนขยายความถึงกระบวนการพัฒนางานดอกไม้ประดิษฐ์ที่เป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญของเขาในฐานะอาจารย์ ผู้อยากยกระดับงานหัตถศิลป์ให้มีคุณภาพและเข้าถึงง่ายกว่าเดิม

“โจทย์ของงานสายนี้ คือเราจะทำให้งานประดิษฐ์ที่ทำขึ้นมาเหมือนจริงมากที่สุดได้อย่างไร ก็มีทั้งใช้วัสดุเป็นผ้าบ้าง กระดาษบ้าง และวัสดุที่สำคัญมากชนิดหนึ่งก็คือดินสำหรับปั้น หรือที่เรียกกันว่าดินปั้น ปกติดินปั้นคุณภาพดีมักต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ราคากิโลกรัมละเกือบพันบาท ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นอุปสรรคสำหรับคนที่อยากเข้ามาเรียนรู้งานศิลป์แขนงนี้อยู่เหมือนกัน” 

อาจารย์จักรพันธ์เล่าถึงเงื่อนไขที่ทำให้เขาเริ่มต้นงานวิจัยวัสดุสำหรับงานหัตถศิลป์หลังจากนั้น “เราก็ตั้งคำถามต่อมาว่า แล้ววัสดุในประเทศชนิดไหนบ้างที่เอามาทำดินปั้นแล้วมีคุณภาพดีเหมือนกัน ในวงเล็บว่าต้นทุนต้องไม่สูงมาก และถ้าได้ช่วยเหลือเกษตรกรด้วยก็จะยิ่งดี เมื่อศึกษาจากงานวิจัยต่าง ๆ ที่มีอยู่ก็เจอว่า มีการทดลองใช้แป้งข้าวเหนียวบ้าง ดินขาวบ้าง แต่เมื่อเรานำมาทดลองทำเป็นดินปั้นดอกไม้ ก็พบว่าคุณสมบัติของมันยังไม่ใกล้เคียงกับที่ใจเราต้องการ” 

จากนั้นการเดินทางค้นหาวัตถุดิบจึงเริ่มต้นขึ้น กระทั่งอาจารย์จักรพันธ์ค้นพบผลิตภัณฑ์แป้งข้าวหอมมะลิของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเมื่อนำมาทดลองทำเป็นดินปั้นแล้วได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ทั้งยังมีปัจจัยบวกอีกมากมายที่ทำให้เขาตัดสินใจเลือกใช้แป้งข้าวหอมมะลิเป็นพระเอกในงานศิลป์แขนงนี้ 

“ด้วยความที่เมืองไทยเป็นเมืองข้าว แต่ละปีข้าวหอมมะลิผลิตออกจนล้นตลาด เมื่อเทียบกับแป้งอื่น ๆ แป้งข้าวหอมมะลิจึงราคาไม่ได้แพงมาก และถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพดินปั้นที่ได้” เขาย้ำคุณสมบัติอันโดดเด่นของแป้งข้าวหอมมะลิว่าอยู่ตรงเมื่อนำมาปั้นเป็นดอกไม้แล้วขึ้นรูปดี เนื้อดินเนียนและนุ่ม เมื่อนำมารีดเป็นกลีบดอกไม้ จึงได้ดอกไม้ประดิษฐ์ที่สวยงามเหมือนจริง ซึ่งให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับดินปั้นสัญชาติญี่ปุ่นที่ทั่วโลกให้การยอมรับในคุณภาพ 

“หรือในมุมของประโยชน์สาธารณะ แป้งข้าวหอมมะลิก็เพิ่มมูลค่าให้ข้าวได้อย่างน่าสนใจ เพราะจากแป้งข้าวหอมมะลิกิโลกรัมละ 40 – 50 บาท หากนำมาเติมส่วนผสมอื่น ๆ ให้กลายเป็นดินปั้นสำหรับงานหัตถกรรม ราคาจะเพิ่มขึ้นถึงราว 30 เปอร์เซ็นต์ และถ้านำมาปั้นเป็นพวงมาลัยหรือดอกไม้ต่าง ๆ แล้วราคาจะยิ่งเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว” 

เขาไล่เลียงให้เราเห็นถึงโอกาส ก่อนเสริมว่ากว่าผลลัพธ์ที่คุ้มค่าจะเกิดขึ้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยต้องผ่านการลองผิดลองถูกนานนับปี ซึ่งใช้ทั้งพลังใจและพลังสมองอย่างมหาศาล

“การจะเปลี่ยนแป้งข้าวหอมมะลิให้เป็นดินปั้นมีกระบวนการที่ต้องผ่านความร้อน ซึ่งพอข้าวถูกความร้อนก็เพิ่มโอกาสเน่าเสีย มันก็เป็นความท้าทายในการทดลองอยู่เหมือนกัน เราต้องลองเติมส่วนผสมใหม่ ๆ ไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ดินคงตัว ไม่บูดง่าย และเหมาะกับการทำงานฝีมือ 

“แต่คำถามถัดมาก็คือ แล้วเราจะเติมส่วนผสมอะไรลงไปล่ะ ถ้าใช้ส่วนผสมที่ปราศจากสารเคมีอันตรายน่าจะดีกว่าหรือเปล่า เพราะการที่ศิลปินคนหนึ่งจะผลิตงานปั้นแต่ละชิ้นขึ้นมา เขาต้องอยู่กับดินนั้นนานหลายวันหรืออาจจะเป็นเดือน สุดท้ายเราจึงเลือกส่วนผสมที่ปราศจากสารเคมีอันตรายทั้งหมด เพื่อให้ดินปั้นจากข้าวหอมมะลิดีต่อทั้งตัวเกษตรกร คนปั้น และคนได้รับดอกไม้” 

อาจารย์จักรพันธ์ยืนยันในเป้าหมาย ก่อนเสริมถึงเส้นทางสายการประกวดที่ทำให้ดินปั้นชนิดนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อย ๆ 

“หลังมั่นใจในคุณภาพ เราก็นึกอยากส่งผลงานเข้าประกวดนวัตกรรมข้าวไทยดูบ้าง เพราะอยากให้ไอเดียเผยแพร่ไปในวงกว้าง เพราะจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของดินปั้นจากข้าวหอมมะลิอยู่ตรงใช้งานง่าย ไม่จำเป็นต้องอาศัยเครื่องจักรใหญ่ ใช้แค่เครื่องนวดแป้งตามครัวเรือนเครื่องเดียวก็ทำได้ แค่เพียงมีแป้งข้าว กาว ออยล์ และส่วนผสมอื่น ๆ อีกเล็กน้อย ก็ผสมและนวดดินเองได้เลย ทำให้การเรียนรู้งานฝีมือชนิดนี้เข้าถึงคนง่ายขึ้น และด้วยเป้าหมายที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ด้วยคุณภาพของตัวดินแป้งข้าว และด้วยกระบวนการผลิตที่ไม่ซับซ้อน เราจึงได้รับรางวัลชนะเลิศจากเวทีนวัตกรรมข้าวไทย พ.ศ. 2567 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญสำหรับการผลักดันวงการหัตถศิลป์บ้านเราเหมือนกัน”

เขาย้ำ ก่อนทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันดินปั้นจากแป้งข้าวหอมมะลิได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า OTOP ประจำจังหวัดนนทบุรีเป็นที่เรียบร้อย นับเป็นก้าวแรกอันมั่นคงในการเดินสู่เป้าหมายที่อาจารย์จักรพันธ์วาดไว้ตั้งแต่วันแรก นั่นคือการทำให้งานหัตถศิลป์แขนงนี้มีส่วนพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน รวมถึงช่วยยกระดับทั้งคุณภาพชีวิตและความรื่นรมย์ของคนรักดอกไม้ประดิษฐ์ไทย

ติดตามผลงาน Thai Rice Clay ได้ที่ Facebook : จักรพันธ์ปั้นศิลป์ Thai Rice Clay

Writer

อรุณวตรี รัตนธารี

นักสื่อสารเรื่องราวของมนุษย์ผ่านอาหาร ผู้อยากเห็นระบบอาหารของไทยใส่ใจคนทุกกลุ่ม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล