17 มิถุนายน 2025
655

เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ในอดีตนั้นมีท้องนาผืนใหญ่กินพื้นที่กว่าครึ่ง

ทว่าเมื่อเมืองเติบโต ท้องนาก็เริ่มกลายเป็นตึกระฟ้า และชาวนาก็กลายเป็นชาวกรุง

แต่ถึงอย่างนั้น พื้นที่บางส่วนก็ยังคงอนุรักษ์ท้องนาไว้จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในเขตรอบนอกอย่างคลองสามวา สายไหม มีนบุรี ลาดกระบัง ประเวศ หนองแขม และทวีวัฒนา ที่ยังมีนาข้าวเขียวชอุ่มให้เห็นสุดลูกหูลูกตาแม้จะอยู่ริมถนนใหญ่ ทว่านอกจากเป็นพื้นที่สีเขียวของเมือง ในทางกลับกัน นาข้าวเหล่านี้ยังเป็นหนึ่งในต้นทางของฝุ่นควันจากการเผาตอซัง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขให้ทันควัน

เมื่อพิจารณาจากตัวเลข พบว่ากรุงเทพฯ มีพื้นที่นาข้าวราว 80,000 ไร่ อยู่ในครอบครองของเกษตรกร 4,000 ครัวเรือน และใน พ.ศ. 2565 ตรวจพบพื้นที่เผาตอซังบนที่นากว่า 5,625 ไร่ หรือคิดเป็น 7 เปอร์เซ็นต์ของนาข้าวทั้งหมด ตัวเลขเหล่านี้เป็นที่มาของโครงการ ‘ข้าวนาแปลงนี้ไม่เผา’ ซึ่งบรรจุเป็นหนึ่งในนโยบายสมัยของ ผู้ว่าชัชชาติ สิทธิพันธุ์ุ์ โดยเริ่มต้นโครงการตั้งแต่ พ.ศ. 2565 และผลลัพธ์ก็ปรากฏเมื่อ พ.ศ. 2567 พื้นที่เผาตอซังลดลงเหลือเพียง 625 ไร่ และมีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อย ๆ จนไม่เหลือพื้นที่เผาเลยภายใน พ.ศ. 2569

ผลลัพธ์จากการทำงาน ทำงาน ทำงาน ดังกล่าว ย่อมเป็นเรื่องที่น่าศึกษา และเป็นที่มาของบทสนทนาที่เกิดขึ้นกลางนาข้าวที่กำลังออกรวงในเขตคลองสามวา กับหนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงของโครงการข้าวนาแปลงนี้ไม่เผา อย่าง เจี๊ยบ-รุ่งนภา ตรีแก้ว ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมเกษตรกรรม สำนักงานการส่งเสริมอาชีพ สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร ผู้ไล่เลียงเรื่องข้าวให้เราฟังอย่างผู้เชี่ยวชาญ พลางชี้ให้เห็นชุมชนที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล

“ถ้าเทียบพื้นที่นาข้าวกับพื้นที่ทั้งหมดของกรุงเทพฯ คนอาจรู้สึกว่ามันไม่ได้เยอะมาก แต่ลักษณะเฉพาะของนาข้าวในเขตเมืองคือมักจะตั้งอยู่ติดกับชุมชนและบ้านเรือน อย่างในเขตคลองสามวา นาข้าวทั้งหมดอยู่ติดกับชุมชนและถนนใหญ่ ฉะนั้น หากเกิดการเผาตอซังขึ้น ชุมชนจะเป็นข้อต่อแรกที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นควัน”

ผอ.เจี๊ยบ ลงรายละเอียดถึงนาข้าวในพื้นที่ที่เธอรับผิดชอบอย่างเห็นภาพ ก่อนเสริมว่าการเผาตอซังข้าวนั้นแม้จะเป็นเรื่องที่สร้างมลพิษอย่างแน่นอน ทว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ก็ไม่ควรเริ่มจากการมองเกษตรกรเป็นผู้ร้าย แต่ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจว่า ทำไมเกษตรกรส่วนใหญ่จึงเลือกจัดการแปลงนาหลังเก็บเกี่ยวด้วยการเผาตอซัง เพราะเธอเชื่อว่าการทำงานพัฒนาที่ดีต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง

“เราไม่ได้เริ่มจากการออกคำสั่งให้เกษตรกรหยุดเผา แต่เราเริ่มจากการเดินเข้าไปคุยกับเขาว่า ทำไมถึงต้องเผา เขากำลังเผชิญกับปัญหาอะไรกันอยู่ เมื่อรู้ว่าที่เขาต้องเผาเพราะการเผาใช้ต้นทุนน้อยที่สุดในการจัดการแปลงนา เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีการจัดการแปลงที่มีประสิทธิภาพ และยังขาดการส่งเสริมความรู้การจัดการแปลงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เมื่อรู้แบบนี้แล้วเราถึงขยับไปหาวิธีแก้ปัญหาให้ตรงจุด”

จากนั้นเธอและทีมงานในกำกับของกรุงเทพมหานครก็ร่วมกันออกแบบวิธีการลดการเผาตอซัง กระทั่งได้แนวทางหลัก ๆ 3 แนวทาง คือ

1. ส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงรถอัดฟาง ด้วยการตั้งโครงการให้ยืมรถอัดฟางโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงเกษตรกรรวมตัวกันมาครบ 10 คน ก็ติดต่อขอยืมรถอัดฟางที่สำนักพัฒนาสังคมได้แบบไม่ต้องวางเงินมัดจำ และฟางอัดก้อนเหล่านั้นก็กลายเป็นรายได้อีกทางสำหรับเกษตรกรในหลายช่องทาง ทั้งจากการขายฟางอัดก้อนให้กับแหล่งรับซื้ออย่างธุรกิจรับตกแต่งสวนหรือร้านขายต้นไม้ หรือการนำฟางอัดก้อนมาใช้เป็นวัสดุปลูกพืชผักสวนครัวปลอดสารพิษที่เป็นทั้งแหล่งอาหารและแหล่งรายได้ให้ชุมชน

2. การจัดอบรมการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าว โดยเลือกใช้จุลินทรีย์ที่หาได้ง่ายและราคาถูกจากกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดิน มาเป็นตัวช่วยย่อยสลายตอซังในนาข้าวโดยไม่ต้องเผา

3. การตั้งทีมงานติดตามจุดความร้อน (Hot Spot) แบบเรียลไทม์ ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม NASA’s Fire Information for Resource Management System (FIRMS) เมื่อมีการแจ้งเตือนว่าพบการเผาตรงจุดไหน ก็จะมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจสอบและทำความเข้าใจกับเกษตรกรตรงจุดนั้นแบบทันท่วงที

“จริง ๆ แล้วความตั้งใจของเราไม่ใช่เพียงลดการเผาตอซังเพื่อลดควันพิษในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่รวมถึงความต้องการอยากพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนาในกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นด้วย ฉะนั้น เมื่อลดการเผาแล้วก็ต้องสร้างตลาดขึ้นมารองรับผลผลิตจากนาข้าวไม่เผาเหล่านี้ด้วยเช่นกัน” ผอ.เจี๊ยบย้อนความให้เราฟังถึงกระบวนการทำงานกับชาวนาในเมืองกรุงที่เธอเริ่มต้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2542 ด้วยการจัดตั้งโรงสีชุมชนในเขตรอบนอกของกรุงเทพฯ ขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนผลิตข้าวพร้อมขายได้ด้วยตัวเอง ซึ่งที่สุดแล้วโรงสีเหล่านี้ก็กลายมาเป็นต้นทุนให้กับโครงการข้าวนาแปลงนี้ไม่เผาในอีกหลายสิบปีต่อมา

“คำถามต่อมาคือ แล้วจะทำยังไงให้ข้าวของเราโดดเด่นขึ้นมาในตลาด” เธอเกริ่นเรียบ ๆ

“การสร้างมาตรฐานขึ้นมาจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะการสื่อสารว่าข้าวที่คุณกินมาจากนาข้าวที่ชาวนาดูแลมันอย่างดีและไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสังคม ย่อมสร้างมูลค่าให้กับข้าวเหล่านั้นได้ไม่มากก็น้อย”

ไม่นานหลังมาตรฐานลดการเผาตอซังเริ่มเห็นผลลัพธ์ ต้น พ.ศ. 2568 กรุงเทพมหานครจึงเปิดตัวแคมเปญ #ข้าวนาแปลงนี้ไม่เผา ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยทางกรุงเทพมหานครสนับสนุนให้เกษตรกรเข้ารับการรับรองมาตรฐาน Bangkok G อันเป็นเครื่องหมายยืนยันว่าการปลูกข้าวนั้นปลอดภัยจากทั้งสารเคมี ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ไม่เพียงเท่านั้น ยังแจกถุงบรรจุสุญญากาศติดตราสัญลักษณ์ Bangkok G ให้เกษตรกรในโครงการทุกคน โดยทุกถุงจะระบุรหัสแปลงนาแหล่งปลูก ซึ่งผู้บริโภคตรวจสอบย้อนกลับได้ด้วยตัวเองว่าผู้ปลูกข้าวเหล่านั้นคือใคร และชุมชนละแวกนั้นได้รับผลกระทบจากฝุ่นควันหรือไม่

“การสร้างตลาดต้องเริ่มจากการสร้างความมั่นใจ” เธอย้ำ 

“แต่นอกจากสร้างความมั่นใจ การสร้างพื้นที่ขายสินค้าให้กับเกษตรกรก็จำเป็น ตอนนี้กรุงเทพฯ เองพยายามสร้างตลาดขายสินค้าในพื้นที่สาธารณะให้มากขึ้น โดยเฉพาะในสวนสาธารณะและศาลาว่าการกรุงเทพมหานครทั้ง 2 แห่ง รวมถึงพื้นที่ของสำนักเขตต่าง ๆ ที่เราตั้งเป้าให้เกิดตลาดขายสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่องในอนาคต ทั้งเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเข้ามาร่วมพัฒนาระบบเกษตรในเมืองให้ปลอดสารเคมีและดีต่อสิ่งแวดล้อม และทั้งเพื่อให้คนกรุงเข้าถึงอาหารที่ดีได้ง่ายขึ้นด้วย”

ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมเกษตรกรรมผู้ทำงานคลุกคลีกับพื้นที่เกษตรในเมืองมายาวนานกล่าวอย่างมีความหวัง ก่อนชวนให้เราจับตาดูการเติบโตของท้องนาในเขตกรุงเทพฯ ที่แม้จะน้อยแต่ไม่ด้อยคุณภาพ และอาจจะกลายเป็นเครื่องมือการสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับคนเมืองอย่างเรา ๆ ในสักวันหนึ่งก็เป็นได้

ผู้ที่สนใจหาซื้อข้าวจากข้าวนาแปลงนี้ไม่เผาและสินค้าเกษตรปลอดภัยจากแหล่งปลูกในกรุงเทพฯ หาซื้อได้จากตลาดทั้ง 8 จุดดังนี้

  1. สวนจตุจักร เขตจตุจักร (ทุกวันเสาร์ เวลา 05.00 – 11.00 น.)
  2. สวน 60 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เขตลาดกระบัง (ทุกวันเสาร์ เวลา 05.00 – 11.00 น.)
  3. สวนลุมพินี เขตปทุมวัน (ทุกวันอาทิตย์ เวลา 05.00 – 10.00 น.)
  4. ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 1 เสาชิงช้า เขตพระนคร (ทุกสัปดาห์สุดท้ายของเดือน เวลา 05.00 – 14.00 น.)
  5. ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง เขตดินแดง (ลานน้ำพุ) (ทุกวัน เวลา 06.00 – 14.00 น.)
  6. สำนักพัฒนาสังคม เขตดินแดง (ทุกวันจันทร์ เวลา 06.00 – 14.00 น.)
  7. โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (อาทร สังขะวัฒนะ) เขตทุ่งครุ (ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 05.00 – 11.00 น.)
  8. ณ สำนักงานเขต 50 เขต วันเวลาตามที่เขตกำหนด

Writer

อรุณวตรี รัตนธารี

นักสื่อสารเรื่องราวของมนุษย์ผ่านอาหาร ผู้อยากเห็นระบบอาหารของไทยใส่ใจคนทุกกลุ่ม

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน