“พี่ซันนี่ไม่ได้แสดงมานานแล้ว เด็กวัยรุ่นหลายคนไม่รู้นะว่าคนนี้ชื่อซันนี่ ล่าสุดไปห้าง มีเด็ก ม.ต้น มาขอถ่ายรูปแล้วเรียกว่า ‘ชาวี’ ซึ่งเขาเสียเซลฟ์เหมือนกัน”
ปิ๊ง-อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม เล่าถึง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ พระเอกคู่ใจจาก น้ำตากามเทพ พร้อมกับเสียงหัวเราะ เพราะสมัยออกอากาศครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2558 เสียงตอบรับที่คืนกลับมามีแต่ความเงียบ
น้ำตากามเทพ หรือ Stupid Cupid คือซีรีส์แนวล้อเลียนที่ผสมผสานฉากยอดฮิตของละครไทยซึ่งผู้ชมคุ้นเคยกันดีจนออกมาเป็นรสชาติใหม่ แต่ด้วยความไม่เหมือนใครนี่เอง ทำให้หลายคนบอกว่า ดูไม่รู้เรื่อง ไม่เห็นเหมือนละครช่อง 3 หรือช่อง 7 เลย
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ละครที่อุดมไปด้วยมุกตลกมหาศาล กลับกลายเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ มีผู้ชมตัดคลิปสั้น ๆ มาเผยแพร่ในบ้านแดง บ้านดำ บ้านฟ้า หลายคลิปมียอดรับชมทะลุ 100 ล้านครั้ง แม้แต่เด็กเจนฯ อัลฟา ก็ยังรู้จัก
เพื่อค้นหาว่าเหตุใดซีรีส์เรื่องนี้จึงกลายเป็นตำนานที่ข้ามทศวรรษใหม่มาได้
ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ชวน ปิ๊ง ผู้กำกับ มาร่วมถ่ายทอดเบื้องหลังของ น้ำตากามเทพ ซีรีส์ที่มีความหมายมากกว่าแค่การล้อเลียน แต่เป็นเสมือน ‘จดหมายรัก’ ถึง ‘ละครไทย’ ที่มอบความสุขและความบันเทิงให้ผู้ชมนับไม่ถ้วนมาอย่างยาวนาน

01
ในรถไฟฟ้าฯ มีละคร
แม้จะออกมาเพียงสั้น ๆ แค่ 2 ฉาก แต่ผู้ชมต่างจดจำฉากชิงรักหักสวาทของสองพี่น้อง อารยา และ ดีดี้ เพื่อแย่งชิงหัวใจของ ชาวี ได้เป็นอย่างดี
นี่คือครั้งแรกที่ น้ำตากามเทพ ปรากฏตัวขึ้นในฐานะละครที่ซ้อนอยู่ในภาพยนตร์ร้อยล้านอย่าง รถไฟฟ้า..มาหานะเธอ เมื่อ พ.ศ. 2552
เหตุผลที่ต้องทำเป็นละคร เพราะปิ๊งอยากสะท้อนวิถีชีวิตของคนไทยที่พอรับประทานอาหารเย็นเสร็จก็จะล้อมวงกันชมละครหลังข่าว หนึ่งในนั้นคือครอบครัวของ ‘เหมยลี่’ นางเอกของเรื่อง โดยปิ๊งตั้งใจวางให้นางเอกในละครเป็นแฟนเก่าของ ‘ลุง’ ผู้ชายที่เหมยลี่แอบชอบ เพื่อให้เหมยลี่เกิดความรู้สึกเปรียบเทียบว่า ตัวเองคงจะสู้กับผู้หญิงที่สวยและเพียบพร้อมแบบนั้นไม่ได้
แต่เมื่อคิดจะทำแล้วก็ไม่อยากให้เสียของ พอดีก่อนหน้านั้นปิ๊งเคยคุยกับซันนี่ว่า ทำไมละครไทยหลายเรื่องถึงชอบเล่นใหญ่ บางทีก็มีฉากแปลก ๆ ที่ผู้ชมคาดไม่ถึง เช่น คุยกับตัวเอง ติดหนวดแล้วคนจำไม่ได้ นินทาคู่สนทนาต่อหน้าแต่อีกฝ่ายไม่ได้ยิน จึงเกิดแรงบันดาลใจอยากหยิบมายั่วล้อบนแผ่นฟิล์ม

“มาจากนิสัยที่ไม่ดีของผมกับซันนี่ เพราะเวลาคุยเล่นก็มักพูดถึงละครต่าง ๆ ว่าทำไมถึงแอคติ้งแบบนี้ มึงจะโมโหอะไรขนาดนั้น หรือทำไมมึงถึงโง่ขนาดนั้น จนเกิดคำถามในใจ และอยากนำเรื่องเหล่านี้มาล้อเลียน ถ้ามาย้อนดูว่าทำไมถึงทำได้ คงเพราะเราดูละครแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก และมีอิทธิพลให้เราซึมซับเรื่อยมา”
จากไอเดียตั้งต้นที่ดูเหมือนเล่นสนุก นำมาสู่การออกแบบที่จริงจัง ตั้งแต่ชื่อเรื่อง ซึ่งปิ๊งหยิบยกชื่อของละครที่ตัวเองคุ้นเคยมาผสมผสานเข้าไว้ด้วยกัน หรือแม้แต่เพลงจิงเกิล ก็ต้องศึกษาว่าแต่ละช่องทำอย่างไร แล้วถึงค่อยมาแต่งให้เข้ากับละครมากที่สุด

เช่นเดียวกับเนื้อเรื่องที่ได้แรงบันดาลใจจาก ดาวเปื้อนดิน ละครตบตีทางช่อง 7 สี ซึ่งมีฉากเด็ดที่ปิ๊งจดจำได้ไม่ลืม คือนางอิจฉาหยิบเศษแก้วแตกมาข่วนหน้าตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจจากพระเอก จึงขอนำมาเป็นจุดขายของ น้ำตากามเทพ ฉบับละคร ที่ซ้อนในภาพยนตร์
ส่วนนักแสดงในเรื่อง นอกจากซันนี่ที่มารับบท ‘ชาวี’ พระเอกแล้ว ยังมีนางเอกในค่าย GTH อย่าง พีค-ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ มาพลิกบทบาทเป็น ‘ดีดี้’ น้องสาวนางเอกที่ทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะพี่สาว รวมถึง แมว-จารุณี บุญเสก ซึ่งยังคงรับบทคนรับใช้อย่างต่อเนื่อง และที่พิเศษสุดคือ แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ ที่ยอมกระโจนจากจอแก้วมาแสดงบท ‘อารยา วิวัฒนานนท์’


“ตอนนั้นเราได้ พี่เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ มาแสดงเป็นลุง ก็เลยอยากได้แอฟมาแสดงเป็นตัวซีเคร็ตของเรื่อง ก่อนหน้านั้นแอฟเพิ่งแสดงละครเรื่อง ใจร้าว ซึ่งดังทั่วบ้านทั่วเมือง ความจริงแอฟเป็นรุ่นน้องที่คณะ แต่เราไม่เคยทำงานด้วยกันมาก่อน ซึ่งเขาก็ยินดีมาให้”
ในละครเรื่องนี้ ทุกคนจะได้เห็นแอฟในรูปแบบที่ไม่เคยเห็นจากละครเรื่องใดมาก่อน เพราะจากนางเอกเรียบร้อย ผ้าพับไว้ แอฟกลายเป็นนางเอกที่กล้าสู้คน โดยระหว่างการดูโลเคชัน บังเอิญบ้านหลังนั้นมีเปียโนตั้งอยู่พอดี เก้ง-จิระ มะลิกุล โปรดิวเซอร์ จึงนำมือไปรูดแป้นกดเล่น ทำให้ปิ๊งคิดว่าคงจะดีไม่น้อย ถ้ามีฉากอารยาจับศีรษะของดีดี้รูดไปกับเปียโน อารมณ์น่าจะไม่ต่างจากเอาข้าวราดหัว
หลังออกฉาย ปรากฏว่า น้ำตากามเทพ ได้เสียงตอบรับที่ดีไม่แพ้เส้นเรื่องหลักของลุงกับเหมยลี่เลย โดยเฉพาะการแสดงของ 3 นักแสดงหลักที่ใส่อารมณ์แบบถึงพริกถึงขิง เสียดสีละครไทยอย่างเผ็ดร้อน ถึงขั้นที่มีคนตัดคลิปเฉพาะส่วนนี้มาลงออนไลน์
ปิ๊งไม่เคยคิดมาก่อนว่าละครซ้อนหนังที่ทำเอาสนุก ไม่คิดอะไรมาก จะเลยเถิดและกลายเป็นละครโทรทัศน์จริง ๆ ในอีก 6 ปีต่อมา

02
จดหมายรักถึงละครไทย
ในยุคที่สงครามทีวีดาวเทียมยังดุเดือด พร้อมกับการมาของทีวีดิจิทัล ผู้ประกอบการต่างทำกล่องโทรทัศน์เพื่อแย่งชิงกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่ทั่วประเทศ
GMMZ คือผู้เล่นรายใหญ่ ซึ่งมีจุดเด่นอย่างฐานทรัพยากร ทั้งเพลง ละคร ภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ ที่สั่งสมมานานกว่า 20 ปี หนึ่งในนั้นคือค่ายหนังอารมณ์ดี GTH ซึ่งเริ่มต้นผลิตสถานีโทรทัศน์ของตัวเองอย่าง Play Channel ก่อนจะแปลงร่างเป็น GTH ON AIR
วันหนึ่ง จินา โอสถศิลป์ บอสใหญ่ของค่ายเรียกเหล่าผู้กำกับในสังกัดมารวมตัว ณ ร้านอาหารครัวเจ๊ง้อ สุขุมวิท 20 พร้อมกับแจ้งว่า อากู๋-ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) อยากขอแรงผู้กำกับมาช่วยทำ Premium Content มาลงเผยแพร่ในสถานี
“ตอนนั้น เดียว-วิชชพัชร์ โกจิ๋ว (หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน) ซึ่งเป็นบอร์ดของ GMMZ และ GTH ON AIR มาถามว่าช่วยอะไรได้ไหม ก็เหมือนมาช่วยกู๋ แล้วก็ช่วยเพื่อนด้วย เราเลยบอกไปว่า เอา น้ำตากามเทพ มาขยายไหม ไม่ได้คิดว่าเดียวจะเอาหรอก แต่ปรากฏว่าเขาให้ทำ แล้วเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเดียวที่เกิดขึ้น เพราะคนอื่นไม่มีใครสนใจทำเลย”
จากโจทย์ในวันนั้น ปิ๊งเริ่มต้นกลับไปทำการบ้าน โดยค้นข้อมูลด้วยการนำละครที่เคยรับชมตลอดชีวิต มาจัดกลุ่ม จัดประเภท ทำตาราง Excel เพื่อหาว่ามีละครแนวไหนที่น่าต่อยอดบ้าง จนตกผลึกออกมาเป็น 3 แนว คือละครแนวตบตีแย่งสมบัติ ใครคือทายาทที่แท้จริง เช่นเรื่อง บ้านทรายทอง ละครแนวผู้หญิงปลอมตัวเป็นผู้ชาย เช่น ทัดดาวบุษยา และละครแนวตบจูบ เช่น จำเลยรัก
ภาพที่ปิ๊งอยากเห็นต่างจาก น้ำตากามเทพ เวอร์ชันภาพยนตร์พอสมควร เพราะนอกจากการล้อเลียนแล้ว เขายังอยากเขียน ‘จดหมายรัก’ ถึงละครที่รับชมมาตลอดชีวิต
หลายคนอาจมองว่าละครไทยเป็นเรื่องน้ำเน่า แต่ปิ๊งเลือกจะใช้คำว่า ‘ประโลมโลก’
เพราะถ้าย้อนดูที่มาของนิยายที่ถูกนำมาสร้างเป็นละครในช่วงหลายทศวรรษ บางเรื่องเขียนมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 จนถึงยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม และส่วนใหญ่มักเขียนโดยสตรีที่มีฐานะ มีการศึกษา จึงอยากถ่ายทอดจินตนาการที่ก้าวข้ามกรอบบางอย่างในชีวิตของตัวเอง


“มันคือความโรแมนซ์ของเขา ถ้าสังเกตหลายเรื่องจะดูแฟนตาซีมาก เช่น ฉันเป็นลูกคุณหนู ถูกคลุมถุงชน แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีชายป่าเถื่อนโหดร้ายมาฉุดฉันออกไปอยู่ข้างนอก ซึ่งความประโลมโลกนี้ทำให้เราตั้งคำถามว่า เรื่องพวกนี้อยู่ในโลกความเป็นจริงได้ด้วยเหรอ อย่างเรื่องตบจูบหรือโลกที่ชายเป็นใหญ่มาก ๆ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้หล่อหลอมสังคมและมีอิทธิพลต่อเรามาตลอด
“อย่างคนที่ดูละครหลังข่าว มีเป้าหมายเพื่อการพักผ่อน หลีกหนีไปจากความจริง ดูฆ่าเวลา ทำงานไปด้วย เลี้ยงลูกไปด้วย หลายคนอาจถามว่าทำไมนักแสดงถึงต้องเล่นใหญ่ ต้องโกรธมาก เสียใจมาก เพราะสมัยก่อนทีวีแต่ละบ้านแค่ 14 – 20 นิ้ว จอนูนด้วย หากนักแสดงเล่นไม่ชัด ก็อาจดึงความสนใจของผู้ชมไม่ได้ ซึ่งเรื่องพวกนี้ฝรั่งก็เป็น เม็กซิโกหรือเกาหลียุคแรกเป็นหมด ตัวละครต้องมาพูดความรู้สึกให้ได้ยิน ดังนั้น เมื่อโตขึ้น ถึงมุมมองต่าง ๆ ในชีวิตจะเปลี่ยนไป แต่เรายังรู้สึกว่าละครพวกนี้มีส่วนในการประกอบร่างประกอบวิญญาณของเราขึ้นมา เราจึงอยากทำละครด้วยความรัก ให้เกียรติ และให้ความเคารพ แม้ว่าคนที่มาดูภายหลังอาจคิดว่า นี่มึงให้เกียรติแล้วใช่ไหมก็ตาม”
คราวนี้ก็มาถึงเรื่องการพัฒนาบท ซึ่งตามปกติ ปิ๊งจะอยู่ในกระบวนการเขียนบทภาพยนตร์ที่ตัวเองกำกับทุกเรื่อง ตั้งแต่ แฟนฉัน หมากเตะรีเทิร์นส และ รถไฟฟ้า..มาหานะเธอ แต่สำหรับ น้ำตากามเทพ เขาปล่อยให้กับมือโปรเรื่องละครไทย อย่าง ปุ๊กกี้-ปวีณ์นุช แพ่งนคร, ไตเติล-กิตติภัค ทองอ่วม และ อิ๊กชอ-ปารเมศ สำราญรมย์
“ตอนคุยกับเดียวก็ชัดเจนว่า ไม่เขียนนะ เพราะพอเราเป็นคนทำหนัง จะมีตรรกะเรื่องความสมเหตุสมผลบางอย่างที่เราก้าวข้ามไม่ได้ โดยตอนแรกทีมเขียนบทหลักคือปุ๊กกี้และไตเติ้ล ซึ่งเวลานั้นเขาทำรายการในช่อง GTH ON AIR ชื่อว่า จิกหน้าจอ เป็นรายการที่นำละครหลังข่าวมาวิจารณ์ โดยทั้งคู่เป็นทีมเขียนบทของ เนื้อคู่ประตูถัดไป ด้วย จากนั้นเขาก็ไปชวนรุ่นน้องอีกคนมาช่วย ซึ่งทีมนี้ทำงานเข้าข้อกันมาก อย่างมุกตลกเกินครึ่ง ผมไม่มีทางคิดเองได้ มันต้องเป็นคนที่นิสัยไม่ดีพอถึงจะทำสิ่งนี้ขึ้นมา”
โจทย์ใหญ่ที่ทีมเขียนบทต้องคิด คือทำอย่างไรถึงจะหลอมรวมละครทั้ง 3 แนวให้เป็นเนื้อเดียวกัน ดังนั้น แทนที่จะมีแค่พระนางคู่เดียว ก็เปลี่ยนเป็น 3 คู่ เพื่อเล่าเส้นเรื่องแต่ละเส้นไปเลย
น้ำตากามเทพ เล่าเรื่องความปั่นป่วนของตระกูล ‘อัมราภรณ์’ ซึ่งประกอบด้วย ‘คุณย่าสมหญิง’ เป็นประมุขของบ้านที่คอยบงการทุกคน ‘คุณแม่สมหญิง’ ลูกสะใภ้ชื่อเดียวกันที่เต็มไปด้วยความโลภและริษยา ‘ชาวี’ ลูกชายคนโต จอมเก๊กที่ใส่สูทและมักจะโกรธจนหน้าสั่นอยู่ตลอด และ ‘ชลลี่’ ลูกสาวคนเล็กแสนปากร้ายเหมือนถอดแบบมาจากผู้เป็นแม่ แต่ที่จริงแล้วเป็นคนดี
ไม่เพียงแค่นั้น ยังวางโจทย์ให้คุณหญิงย่าไปอุปการะเด็กหญิงกำพร้าชื่อ ‘อารยา’ เป็นเด็กขี้แย อ่อนแอ มองโลกในแง่ดี แต่ไม่วายถูกหญิงแม่ตั้งข้อรังเกียจ เพราะมองว่าจะมาแย่งสมบัติของตัวเอง แถมต่อมายังถูกคุณหญิงย่าคลุมถุงชนให้แต่งงานกับชาวีที่ไม่ถูกชะตากันตั้งแต่เด็ก
นอกจากนี้ ยังวางปมต่าง ๆ ให้ซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะรักสามเส้า อย่าง ‘ดีดี้’ ซึ่งบทดั้งเดิมเป็นน้องสาวของอารยา ก็ปรับเปลี่ยนให้เป็นแฟนของชาวีที่คบมา 5 ปีแล้ว และกำลังจะถูกแย่งคนรักไป ‘หมอแมะ’ หมอประจำตระกูลที่หลงรักอารยา แต่ตอนหลังทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อเขาได้พบกับคนสวนหนุ่ม ‘ไพโรจน์’ ซึ่งความจริงแล้วคือ ‘ไพลิน’ หญิงสาวผู้ปลอมตัวมาตามหาครอบครัวที่แท้จริง

อีกตัวละครที่ถูกคิดขึ้นมาสำหรับเติมเต็มแนวเรื่องตบจูบ คือ ‘พิศาล’ ชายหนุ่มที่ต้องการแก้แค้นดีดี้ที่หลอกลวงพ่อจนล้มละลาย แต่ดันจับชลลี่มาแทน โดยชื่อนี้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ พิศาล อัครเศรณี ผู้กำกับละครตบจูบอันดับ 1 ตลอดกาลของเมืองไทย
ทั้งนี้ ยังมีการสอดแทรกฉากเด็ดจากละครหลาย ๆ เรื่องที่ทุกคนคุ้นเคย ทั้งฉากติดกระท่อมกลางสายฝน ฉากพระเอกดูดพิษให้นางเอก ฉากพระเอกกำลังจะตายแล้วไปบอกลานางเอกว่าจะไปรออยู่บนทางช้างเผือก รวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่สังเกตเห็นได้บ่อย ๆ จากหน้าจอ อย่างบทพูดที่ประดิดประดอยราวกับออกมาจากหนังสือ ฉากนอนหลับทั้งที่ยังแต่งหน้าอยู่ หรือฉากรับประทานอาหารที่สุดท้ายไม่เคยได้กินจริง ๆ สักที เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการถ่ายทำ
“ถ้าถามว่าแถไหม ก็แถแหละที่เอาละคร 3 แบบนี้มารวมกัน แต่เมื่อมองจากภาพรวม อย่างน้อยมันก็มีความสมเหตุสมผลในโลกของละคร”
ต่อมาก็เป็นเรื่องนักแสดง แน่นอนว่าบทสำคัญสุดคือพระเอก ชาวี ซึ่งปิ๊งยืนยันว่าอย่างไรก็ต้องเป็นซันนี่เท่านั้น ถึงขั้นประกาศว่า หากซันนี่ไม่ยอมเล่น ก็จะล้มโปรเจกต์นี้
ทว่าครั้งแรกที่ทาบทาม ซันนี่ปฏิเสธทันที เพราะมองไม่ออกว่าเรื่องบ้าบอนี้จะออกมาเป็นละครได้อย่างไร แต่ปิ๊งก็ใช้ความพยายามกล่อมอยู่นาน ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่ต้องการสะท้อนถึงอิทธิพลของละครไทยที่มีต่อผู้ชม
“ซันนี่เป็นคนปฏิเสธหนังเยอะมาก ถ้าเขานึกไม่ออกว่าทำไมต้องมาเล่นจะไม่รับเลย แต่ผมมองไม่เห็นใครในวงการที่เล่นล้อเลียนได้ ปล่อยมุกได้ เล่นตลกได้ แล้วให้ผลลัพธ์แบบที่ซันนี่ทำ มันเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่ง ซึ่งต้องเป็นคนนิสัยไม่ดีพอ ชอบล้อเลียน ชอบแกล้ง มีอะไรพวกนี้อยู่ในจิตใจก่อน ถึงจะเข้าใจและนำเสนอออกมาได้”
ส่วนตัวละครอื่นอย่างอารยา ซึ่งต้องปะทะกับชาวีโดยตรง คงเป็นไปไม่ได้ที่จะดึงแอฟมา เนื่องจากเป็นดาราในสังกัดของช่อง 3 ปิ๊งจึงเลือก แพทตี้-อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์เมธา นางเอกในสังกัด GTH มาสวมบทนี้ ข้อดีของแพทตี้คือมีความน่าทะนุถนอม ใสซื่อ เหมาะที่จะเป็นเหยื่อให้ซันนี่กลั่นแกล้ง

“แพทตี้เป็นคนที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก เขาอินโนเซนต์กว่าอายุจริง โลกที่เขาโตมานั้นบริสุทธิ์มาก ดังนั้นเวลาที่เราปล่อยมุกอะไรไป ถึงเขาจะหัวเราะออกมา แต่เราดูออกว่าเขาไม่ได้เข้าใจมุกนิสัยไม่ดีที่เราเล่นกันหรอก แต่ด้วยบุคลิกแบบนี้ เวลาที่โดนพี่ซันนี่แกล้ง จะทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า ไปทำเขาทำไม พูดจาดี ๆ ไม่ได้เหรอ ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มความนิสัยไม่ดีให้กับพระเอกโดยอัตโนมัติ”
เช่นเดียวกับตัวละครดีดี้ ปิ๊งชักชวน ไอซ์-อภิษฎา เครือคงคา มารับบทเพราะติดใจการแสดงเป็นเด่นจันทร์ ในละคร ดอกส้มสีทอง ซึ่งไอซ์ระเบิดอารมณ์ได้ยอดเยี่ยม แต่ปิ๊งกลับรู้สึกขำกับบทสนทนาบางประโยค โดยเฉพาะ อย่างแกก็เป็นได้แค่ดอกส้มสีทอง เลยคิดว่าผู้หญิงคนนี้มีเซนส์ตลก น่าจะเหมาะสมกับบทนางอิจฉา ซึ่งมีทั้งความร้ายและความตลก
ขณะที่บทหมอแมะตกเป็นของ โจ๊ก-กรภพ จันทร์เจริญ เพราะปิ๊งเห็นฝีไม้ลายมือมาตั้งแต่มิวสิกวิดีโอของวง So Cool แล้ว แถมตอนที่มาแสดงภาพยนตร์เรื่อง ATM เออรัก..เออเร่อ ก็เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้ไม่หยุด หากดึงมาเล่นใน น้ำตากามเทพ ด้วย คงช่วยเพิ่มสีสันความสนุกได้ไม่น้อย
สำหรับบทไพลิน ปิ๊งบอกว่าเท่าที่สังเกตละครแนวหญิงปลอมตัวเป็นชาย นักแสดงแต่ละคนล้วนหน้าอกโตหมดเลย ถึงจะติดหนวดใส่วิกยังไงก็ไม่เหมือนผู้ชายอยู่ดี เขาจึงอยากได้คนที่มีเสน่ห์ความเป็นผู้หญิงเยอะ ๆ จนมาลงล็อกที่นางเอกหน้าหวาน ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร พร้อมกับสั่งให้ทีมงานช่วยเสริมหน้าอกเพิ่มเข้าไปอีก เพื่อให้ผู้ชมเห็นความย้อนแย้งนี้ชัดเจนขึ้น

อีกตัวละครหนึ่งที่ปิ๊งวางไว้แต่แรก คือปุ๊กกี้ ซึ่งถือเป็นนักแสดงตลกในดวงใจของผู้กำกับหนุ่มตลอดมา เพียงแต่ที่ผ่านมาปุ๊กกี้อาจจะไม่โดดเด่นสักเท่าไหร่ รับบทสมทบเป็นหลัก นี่จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ปุ๊กกี้จะได้ฉายแสงเต็มที่ในฐานะนางเอกอีกคน
นอกจากนี้ยังมีบทคนรับใช้ที่คอยสอดรู้สอดเห็นทุกเรื่องราวของเจ้านาย หลัก ๆ ในเรื่องก็คือแมว ซึ่งแสดงต่อเนื่องมาจากเวอร์ชันภาพยนตร์ กับไตเติ้ล ทีมเขียนบท ซึ่งแสดงเป็นตุ๊กติ๊ก คนสนิทของหญิงแม่ที่พร้อมจะช่วยทำเรื่องไม่ดีและคอยกลั่นแกล้งนางเอกอยู่เสมอ
ส่วนบทอื่น ๆ นั้น ปิ๊งเลือกใช้นักแสดงละครมืออาชีพที่ผู้ชมคุ้นหน้าเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น ป้าแอ๊ด-โฉมฉาย ฉัตรวิไล รับบทคุณหญิงย่า, กิ๊ก-มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ รับบทคุณหญิงแม่ หรือ ตั๊ก-บริบูรณ์ จันทร์เรือง ซึ่งรับบทพิศาล โดยสิ่งสำคัญคือต้องมีความเข้าใจถึงสิ่งที่ผู้กำกับต้องการนำเสนอ
“หลายคนพอฟังทีมแคสติงอธิบาย เขาก็จะคิดว่า เราจะเอาเขาไปล้อเลียน ไปเล่นตลก ซึ่งเขาไม่ตลกด้วยนะ มีหลายปฏิกิริยาที่ตอบกลับมา แต่คนที่เข้าใจก็จะเข้าใจ อย่างป้าแอ๊ด ถึงมีบางครั้งที่ไม่เข้าใจแต่พอเราบอก เขาก็ยินดีปรับให้เลย หรือพี่กิ๊ก เรารู้อยู่แล้วว่าเล่นได้ เพราะเคยเห็นแสดงทั้งละครช่อง ทั้งซิตคอม ความสามารถในการแสดงเขากว้างพอ
“บทพิศาลก็เหมือนกัน ภาพแรกที่เรานึกถึงคนที่เคราเฟิ้ม แบบลูกผู้ชายมาก ๆ ดีลไปหลายคนเหมือนกัน แต่เขาไม่เข้าใจ จนตอนหลังทีมแคสติงเสนอพี่ตั๊กขึ้นมา เราก็รู้สึกว่าเออ ได้ แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเขาจะเบอร์ไหน มารู้ตอนอยู่ในกอง บิดไม่ลงเลย” ผู้กำกับเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ
เมื่อทุกอย่างเตรียมการไว้พร้อม ก็ถึงคราวที่เรื่องราวในคฤหาสน์อัมราภรณ์จะเปิดฉากอย่างเป็นทางการ
03
ทุกอย่างเป็นไปได้ในน้ำตากามเทพ
แม้จะกระโจนสู่จอแก้วเป็นครั้งแรก แถมยังมีโจทย์ท้าทายรออยู่ แต่ปิ๊งก็พร้อมเดินหน้าเต็มที่
น้ำตากามเทพ มีเวลาถ่ายทำเพียง 4 – 5 เดือนเท่านั้น ดังนั้น การบริหารเวลาให้เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ อย่างคิวของนักแสดงถือเป็นงานหินที่กองละครต่าง ๆ รู้ซึ้งกันดี เนื่องจากนักแสดงบางคนรับงานพร้อมกัน 3 – 4 เรื่อง จึงต้องหาวิธีจัดสรรเวลาให้ลงตัวว่าวันไหนที่ทุกคนจะต้องปรากฏตัวพร้อมกัน หรือถ่ายทำเฉพาะนักแสดงบางคนไปก่อน
มากกว่านั้น คือซีรีส์ต้องมีฟุตเทจมากพอที่จะรองรับการออกอากาศ 12 ตอน ปิ๊งจึงใช้วิธีถ่ายพร้อมกัน 3 กล้องแบบละครทั่วไป แต่ไม่ได้ใช้เครื่องสวิตเชอร์ระหว่างการถ่ายทำ ส่งผลให้มีเทปจำนวนมหาศาลรอให้ทีมตัดต่ออย่างสวัสดีทวีสุขไปดำเนินการต่อ
หากแต่สิ่งที่ยากที่สุด คือการทำให้นักแสดงมองเห็นภาพเดียวกันว่า ถึงเป็นละครตลก ละครล้อเลียน แต่ทุกตัวละครก็เอาจริงเอาจังกับชีวิตของตัวเอง ดังนั้น การแสดงจึงต้องสมบทบาท
ข้อดีคือนักแสดงแต่ละคนพร้อมเปิดใจและเรียนรู้ไปด้วยกัน อย่างป้าแอ๊ด แม้จะเป็นนักแสดงรุ่นลายครามที่เล่นละครตั้งแต่ยุคช่อง 4 บางขุนพรหม แต่ก็ไม่ได้มีทิฐิ และยินดีรับฟังผู้กำกับเต็มที่

“เวลาเข้าฉาก แอคชันของป้าแอ๊ดจะใหญ่ไปหมดเลย อาจเพราะเข้าใจว่าเรามาเล่นละครล้อเลียน เราก็ต้องเดินเข้าไปคุยว่า อยากให้เล่นเป็นมาเฟีย พูดนิ่ง ๆ นิ่ม ๆ ไม่ต้องแบบเชือดเฉือน เล่นเหมือนหนัง ไม่เอาละคร ซึ่งพอปรับแล้วกลายเป็นทรงพลังขึ้นมา ต่างจากหญิงแม่ ซึ่งต้องเล่นเบอร์ละครแบบเต็มเหนี่ยวไปเลย เพราะผลลัพธ์ที่เราต้องการจากตัวละครแต่ละตัวไม่เท่ากัน
“แต่ช่วงแรกที่หนักหน่อยคือแพทตี้ เพราะเขาไม่ค่อยเข้าใจมุกตลก อย่างฉากที่ถูกซันนี่ด่าว่า คุณจงใจให้ผมหลงทางตรงแยกวัดแขก ทางนี้ก็ต้องพูดว่า ‘คุณดูถูกฉัน’ แล้วน้ำตาคลอ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า ใครจะไปร้องไห้ได้จริงกับอะไรแบบนี้”
ปิ๊งจำได้ดีว่า หลังถ่ายทำซีนแรกเสร็จ เขากับซันนี่เดินจากเซตแล้วมายืนมองหน้ากัน เพราะอินเนอร์ระหว่างถ่ายทำเวอร์ชันภาพยนตร์กับซีรีส์นั้นต่างกันแบบสุดขั้ว ทั้งคู่ไม่มั่นใจเลยว่าจะได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่ จนกระทั่งถ่ายทำฉากที่ชาวีกับหมอแมะต้องมองหน้าแล้วเดินสวนกันไปมา ปรากฏว่าทั้งซันนี่และโจ๊กต่างขำกันเอง ทำให้ปิ๊งรู้สึกว่า งานนี้รอดแล้ว เพราะสะท้อนว่านักแสดงเข้าใจบทบาทและมีอารมณ์ร่วมไปกับละคร
“ทุกคนเข้าใจ แฮปปี้หมดเลย แม้แต่พี่ตั๊กซึ่งบางทีแกเล่นแล้วอิน จัดให้โคตรแรง กระชากแขนเจ็บจริง ตะโกนอัดหน้า น้ำลายเต็ม ซึ่งเราก็ต้องบอกให้ช่วยเบาหน่อย แต่สุดท้ายก็ยังแรงเท่าเดิม” ผู้กำกับขอแซวนักแสดงสักหน่อย
สำหรับตัวปิ๊งเอง การถ่ายทำซีรีส์เรื่องนี้เป็นอีกช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดตั้งแต่ทำงานกำกับมา เพราะไม่ต้องต่อสู้กับตรรกะใด ๆ บางครั้งตอนอ่านสคริปต์ อาจมีความรู้สึกเอ๊ะอยู่ในที แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็เห็นว่า ไม่เป็นไร เพราะตราบใดที่อยู่บนความสมเหตุสมผลของโลกละครก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
อย่างฉากที่เขาจำได้ไม่ลืม คือการต่อสู้ระหว่างพิศาลกับชาวี ซึ่งปิ๊งยอมรับตามตรงว่า ลืมทำการบ้านเรื่องฉากแอคชัน จึงต้องปรับเปลี่ยนที่หน้างาน แต่ผลลัพธ์กลับออกมาน่าพอใจอย่างเหลือเชื่อ
“ปกติการถ่ายฉากแอคชันต้องเตรียมทั้งสถานที่ ทั้งทีมกล้อง ทีมตัดต่อ เพราะถ้าไม่ใช่ จา พนม หรือคนที่เล่นคิวบู๊มา ใครจะไปสู้กันโดยไม่มีการตัดต่อช่วยได้ แต่วันนั้นเราขึ้นเรือไปเกาะแสมสารเพื่อถ่ายฉากช่วยชลลี่ แล้วผู้ช่วยก็หันมาถามว่าจะถ่ายยังไงบ้าง ซวยแล้ว ไม่ได้คิดมา แต่พอดีคิวก่อนหน้านั้นผมเพิ่งถ่ายซันนี่ช่วยแพทตี้จากคนที่จะมาข่มขืน แล้วก็ให้ซันนี่ต่อยแบบมวยหย่งชุน ต่อยรัว ๆ ไป แต่พอสู้กับพี่ตั๊กจะยังไง แล้วเราไปกำหนดเลเวลเขาไม่ได้ด้วย

“โชคดีที่เราถ่ายไปเยอะ ชั่วโมงบินสูง เลยคิดว่าเรื่องนี้ไม่เห็นต้องมีตรรกะอะไรก็ได้นี่น่า ไม่เห็นจำเป็นต้องสู้กันก็ได้ ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวไปที่หาดแล้วทำฟุตเวิร์กใส่กัน แล้วต่างคนก็ต่างชื่นชมกันว่า มึงก็เก่งเหมือนกันนะ แล้วเราก็ใส่เพลงให้มันดุเดือด พอคิดเสร็จถ่ายออกมา ปรากฏว่าดีกว่าสู้กันเองเสียอีก”
แต่ถึง น้ำตากามเทพ จะเต็มไปด้วยไอเดียและมุกตลกนับไม่ถ้วน ทว่าในฉากจบกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะสิ่งที่ปิ๊งต้องการกับทีมเขียนบทอยากเห็นนั้นไม่ตรงกัน
ในมุมของทีมเขียนบท อยากให้ น้ำตากามเทพ ตลกที่สุด เสียดสีละครไทยจนสุดทาง แต่ปิ๊งอยากให้ซีรีส์เรื่องนี้วกกลับมาสู่โลกความเป็นจริง และสุดท้ายแล้วทุกคนต้องรับผลจากการกระทำของตัวเอง
ตั้งแต่คุณหญิงย่าที่พยายามบงการชีวิตของคนอื่น แต่ในที่สุดก็ไม่ได้มีใครเป็นทายาทตัวจริง ต้องใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่กับตัวเองและสมบัติที่สั่งสมไว้ หรือไพลินที่ปรากฏว่าเข้าผิดบ้าน แถมในซอยเดียวกันนั้นยังมีคนสวนที่ปลอมตัวเหมือนเธออีกเพียบ ทำให้วกกลับมาตั้งคำถามถึงความสุขที่แท้จริงในชีวิตนั้นเป็นอย่างไร รวมถึงคู่ชลลี่กับพิศาล ซึ่งแม้จะรักกัน แต่เมื่อพิศาลทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดี

“ตัวละครที่จบจริงจังที่สุดของผมคือดีดี้ ผมคุยกับไอซ์มาตลอด ตั้งแต่เวิร์กช็อปจนถ่ายวันสุดท้ายว่า มึงผิดตรงไหน ตัวละครนี้ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย แค่โลกกำหนดให้เป็นตัวอิจฉา มึงเป็นแฟนพระเอกมาแต่ไหนแต่ไร แค่มึงแต่งตัวแบบนี้ ทาปากแดง แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเลวร้าย จนมาเฉลยว่าเขาเคยปอกลอกพ่อของพิศาล ในตอนจบเราถึงให้มีซีนที่ดีดี้ขับรถออกไปแล้วร้องไห้ เหมือนกับเขาได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากสิ่งที่ได้ทำลงไป”

น้ำตากามเทพ เริ่มออกอากาศ EP. 0 พร้อมสโลแกน ‘ความรักของพวกเขา แม้แต่กามเทพยังต้องหลั่งน้ำตา’ ในวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2558 ทางช่อง GTH ON AIR ควบคู่กับช่อง GMM Channel หมายเลข 25 และมีเพลงประกอบสุดปัง ทำไมต้องรัก ร้องโดย นิว-จิ๋ว ซึ่งปิ๊งบรีฟทีมงานว่า อยากได้เพลงประกอบละครอารมณ์เดียวกับที่ทั้งคู่ร้องแล้วฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง
แต่คงเพราะเนื้อหาของละครที่ฉีกแนวจากตลาดในเวลานั้น แถมยังไม่ได้ออกอากาศในช่องใหญ่อย่าง 3HD, 7HD หรือ one31 ทำให้ น้ำตากามเทพ แทบไม่ถูกพูดถึงเลย แถมหลายคนบอกว่าดูแล้วไม่เข้าใจ แต่ก็มีบางคน เช่น สู่ขวัญ บูลกุล ที่ชอบมาก ดูซ้ำถึง 2 รอบ
ถึงอย่างนั้นปิ๊งก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือเสียความมั่นใจ เพราะเขาทำทุกอย่างเต็มที่อย่างดีที่สุดแล้ว และบางทีอาจจะต้องปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ผลงาน

04
น้ำตากามเทพแผลงศร
แม้ช่วงออกอากาศครั้งแรก เสียงตอบรับอาจไม่เปรี้ยงปร้าง แต่เชื่อไหมว่ามีคนชวนปิ๊งให้ทำ น้ำตากามเทพภาค 2 ถึง 2 รอบ
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีผู้หวังดีนำซีนเด็ดของ น้ำตากามเทพ ไปตัดรวมอยู่ในโลกออนไลน์ เช่นคลิปรวมฉากด่าของคุณหญิงย่า ซึ่งคลิปเก่าใน YouTube ก่อนถูกลบ มียอดรับชมมากถึง 20 ล้านครั้ง แถมแต่ละมุกก็ยังถูกตัดต่อเป็นร้อย ๆ คลิป แพร่กระจายไปตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยเฉพาะ TikTok จนกลายเป็นไวรัลที่แม้แต่เด็กที่โตไม่ทันก็ยังรู้จัก
“บางมุกตอนที่เราทำ ไม่ได้ขำขนาดนั้นนะ แต่กลับเป็นมีมถึงวันนี้ เช่นมุกที่ซันนี่บอกว่า บัดซบ นี่เราหยุดยิ้มไม่ได้ ตอนถ่ายก็ไม่ได้คิดอะไร แต่เวลาผ่านไปกลับได้ผลกับอีกฟอร์แมตหนึ่ง หรือล่าสุดซันนี่ส่งคลิป TikTok มาให้ เป็นคลิปขายน้ำมันเครื่อง แต่ดันไปตัดซีนที่พี่ซันนี่ปากดำจากการดูดพิษงู แล้วนั่งคุยกับ ไอซ์ อภิษฎา และก็มี แจ็ค แฟนฉัน (เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์) เป็นเด็กเสิร์ฟ พี่ซันนี่ถามว่ามีซีนนี้ด้วยเหรอ แต่ผมดูปุ๊บ อ้าวไอ้แจ็คเล่นด้วยเหรอ จำไม่ได้ แต่สิ่งที่เซอร์ไพรส์คือมีคนดูเป็นล้านวิว คอมเมนต์อีกเป็นหมื่น คือได้รับความนิยมกว่าตอนออนแอร์ระดับคนละโลก”
แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่า เมื่อ GDH นำผลงานเก่า ๆ ตั้งแต่สมัยยังเป็น GTH ไปออกอากาศใน Netflix ปรากฏว่า น้ำตากามเทพ กลับมียอดรับชมที่น่าสนใจ เพราะหลังจากนั้น ผู้บริหารสิงคโปร์ซึ่งบินมาเมืองไทยเพื่อเจรจาซื้อรายการจากบริษัทต่าง ๆ จึงแจ้งกับทีมงานของ GDH ว่า อยากให้ช่วยนัดผู้กำกับ น้ำตากามเทพ มาร่วมพูดคุยด้วยอีกคน เพื่อยื่นข้อเสนอว่า สนใจจะทำภาค 2 หรือไม่

“เราสงสัยว่าเขาดูรู้เรื่องด้วยเหรอ แต่คำตอบที่ได้ก็คือ Data มันดี มีคนกดเข้ามาดูเรื่อย ๆ แต่ตอนนั้นเราก็มีโปรเจกต์อื่นเลยขอผ่านไป พอปีต่อมาเขาก็ยังถามเหมือนเดิมว่า ไม่ทำจริง ๆ เหรอ
“บางทีผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเด็กรุ่นใหม่โดยเฉพาะปลาย ๆ Gen Y หรือ Gen Z ซึ่งคงไม่ได้คุ้นชินกับละครหลังข่าวแบบเราถึงชอบ ถึงยังดูอยู่ ทั้งที่ไม่น่าฟิตอินกับละครฟอร์แมต บ้านทรายทอง ทัดดาวบุษยา หรืออย่างล่าสุด ผมเพิ่งมารู้ว่า Netflix ยังต่อสัญญากับ น้ำตากามเทพ อยู่เลย คือมันอาจจะไม่แพง แต่หลายเรื่องที่หมดสัญญาแล้วเขาก็ไม่ได้ซื้อต่อ แสดงว่าคนรุ่นใหม่คงดูจริง ๆ”
แต่หากให้วิเคราะห์ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะวิธีการเล่าของ น้ำตากามเทพ นั้นเหมาะกับวิธีเสพสื่อของคนรุ่นใหม่ คือต่อให้ไม่ได้รับชมทั้งเรื่อง แค่ดูเป็นส่วน ๆ หรือเลือกชมเป็นมุกหรือแก๊ก ก็หัวเราะหรืออิ่มเอมกับความสนุกไปพร้อมกันได้
ตลอด 10 ปี น้ำตากามเทพ ถือเป็นซีรีส์ที่มีความหมายต่อชีวิตของปิ๊งอย่างยิ่ง เพราะในฐานะผู้กำกับ ผลงานของเขาอาจจะไม่ได้มีลายเซ็นที่ชัดเจนนักเมื่อเทียบกับคนอื่น แต่อย่างน้อยงานเหล่านั้นก็เติบโตได้ด้วยตัวเอง และเชื่อมโยงกับผู้คนทุกเพศ ทุกวัย แม้จะข้ามเวลามานานเพียงใดก็ตาม

ดังเช่นน้อง ๆ หลายคนที่เข้ามาทักทายและยกให้ น้ำตากามเทพ เป็นตำนานอีกบทของวงการบันเทิงไทย ทั้งหมดนี้นับเป็นความสำเร็จและความภูมิใจที่ปิ๊งอยากมอบให้ทีมงานและนักแสดงทุกคน และแน่นอนว่ายังรวมถึงละครไทยทั้งหมดที่บ่มเพาะให้เขาเป็นเขาอย่างทุกวันนี้

ขอบคุณภาพประกอบจาก คุณอดิสรณ์ ตรีสิริเกษม
รับชมซีรีส์ น้ำตากามเทพ ได้ที่ Netflix







