ใครจะคิดว่าจากซีดีแผ่นไรต์ที่ทำกันง่าย ๆ มีข้อความแค่ ‘SLEEPER 1 PLSLISTEN’ บนหน้ากล่องดีวีดี ซึ่งวางขายแบบงง ๆ ในงาน Fat Festival ครั้งที่ 2 ณ อิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว เพียง 100 กว่าแผ่น จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘No More Belts’ ค่ายเพลงอินดี้เล็ก ๆ ที่อยู่คู่วงการเพลงไทยมาอย่างยาวนาน

เพลง ฟัง ที่อยู่ในซีดีแผ่นนั้นไม่เพียงไต่ไปจนถึงอันดับ 1 ของ Fat Radio คลื่นโต ๆ มัน ๆ แต่ยังทำให้วัยรุ่นผู้ชอบฟังเพลงนอกกระแสได้รู้จักกับ Sleeper 1 หรืออีกภาคของ หนึ่ง-เกรียงไกร วงษ์วานิช แห่งวง Friday ซึ่งต่อมาเขาออกอัลบัม Sleeping Letter ด้วยคอนเซปต์แปลกใหม่ โดยนำบทเพลงมาเชื่อมร้อยกับเรื่องเล่าผ่านจดหมาย และมีเพลง ฝันร้าย [In my dream with you] ทะยานไปสู่ผู้คนในวงกว้าง

ขณะที่ ปอย-ตวัน ชวลิตธำรง เพื่อนสนิทของหนึ่ง ผู้มาถ่ายทอดเสียงร้องในเพลง ฟัง ก็กลายเป็น PORTRAIT เจ้าพ่อเพลงเศร้าที่สร้างงานเพลงขึ้นหิ้งอย่าง ขอดาว ซึ่งกระหึ่มไปแทบทุกชาร์ตวิทยุทั่วประเทศ พวกเขายังร่วมกันปลุกปั้นวงดนตรีวัยรุ่นสุดเท่ที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งความพลุ่งพล่านอย่าง Morningsurfers, Soundlanding และ Moon ให้ออกมาสร้างสีสันใหม่ ๆ กับวงการดนตรีไทย

มากกว่านั้น ที่นี่ยังเป็นพื้นที่ทดลองที่เปิดโอกาสให้ศิลปินแถวหน้าได้ปล่อยผลงานที่แตกต่าง ทั้ง นอ-นรเทพ มาแสง หัวหน้าวง PAUSE และ Crescendo, บอย-ตรัย ภูมิรัตน และ อดุลย์ รัชดาภิสิทธิ์ แห่งวง Friday หรือแม้แต่ เจอรี่-ศศิศ มิลินทวนิช แห่งวง 2 Days Ago Kids

ตลอด 2 ทศวรรษของ No More Belts แม้อาจไม่ยิ่งใหญ่เมื่อเทียบกับค่ายเพลงมหาชน แต่ผลงานมากมายที่พวกเขาสร้างสรรค์ขึ้นก็อยู่ในความทรงจำของแฟนเพลงยุคอินดี้เฟื่องฟู และยังมีอิทธิพลทางความคิดให้กับศิลปินรุ่นน้องอีกหลายวง

เพื่อรำลึกถึงหนึ่งในจิ๊กซอว์ของวงการเพลงยุค 2000 ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงถือโอกาสนี้ชักชวน 2 แกนหลักของค่ายไร้เข็มขัดอย่างหนึ่งและปอยมาร่วมย้อนเรื่องราวแห่งมิตรภาพ ตลอดจนความตั้งใจในการจัดคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งสุดท้าย No More Belts ‘The Last Reunion Concert’ ในวันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ที่พวกเขาอยากชวนผู้ชมมาย้อนรำลึกความหลังสุดพิเศษร่วมกัน ฟังเพลงที่อาจไม่เคยเล่นที่ไหนมาก่อน และเพลงที่อาจเล่นครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2531 ณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเพื่อนรัก 2 คน

แม้จะเรียนอยู่คนละห้อง แต่หนึ่งกับปอยก็คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะทั้งคู่ต่างเป็นมนุษย์ที่คลั่งไคล้การฟังดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ ชอบพกกีตาร์มาเล่นที่โรงเรียน ร้องเพลงคุยถึงศิลปินคนโปรดได้ไม่หยุด โดยเฉพาะหนึ่ง ถือเป็นหนึ่งในกีตาร์ฮีโร่ประจำรุ่นที่ทุกคนยอมรับในความสามารถ แถมบ่อยครั้งยังชอบอัดเพลงจากบ้านแล้วมาแบ่งปันให้เพื่อนฝูงฟังอีกต่างหาก

“ในสายตาของเพื่อน ๆ เขาคือ Music Genius อย่างเพลงของ Guns N’ Roses หนึ่งจะเล่นแล้วบันทึกทีละแทร็กลงเทป ซึ่งมีคนเชื่อด้วยว่าเป็นการแสดงสดของศิลปินจริง ๆ หรืออย่างในงานโรงเรียนที่มีการตั้งเวทีเล่นกัน หนึ่งเล่นเพลง ดับเครื่องชน ของไมโคร โซโลกีตาร์เป็นไฟ ซึ่งสำหรับเด็ก ม.5 ที่แกะเพลงได้ทุกเม็ดแบบนั้นมันน่าทึ่งมาก” ปอยเล่าถึงหนึ่ง

พวกเขาสนทนาเรื่องเพลงเป็นประจำ กระทั่งเรียนจบชั้นมัธยม ต่างฝ่ายจึงแยกย้ายไปตามเส้นทาง ปอยเลือกเรียนต่อที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนลัดฟ้าไปศึกษาที่สหรัฐอเมริกา ส่วนหนึ่งแยกไปเรียนต่อที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และรวมตัวกับเพื่อน ๆ อย่างบอยและอดุลย์ตั้งวง Friday พร้อมกับออกอัลบัมแรกที่ Music Bugs เมื่อ พ.ศ. 2540 โดยหนึ่งรับหน้าที่เป็นมือเบส

จุดพลิกผันที่ทำให้ทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกครั้งเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งหยุดพักจากการทำวงดนตรี และเริ่มเล่นดนตรีกลางคืนอยู่ที่ร้านสะพาน แถวตลาด อ.ต.ก. ปอยซึ่งเพิ่งกลับมาจากเมืองนอกและมีโอกาสได้รับชมหนึ่งแสดงจึงขึ้นเวทีไปร้องเพลงแจม ก่อนที่ภายหลังหนึ่งจะทาบทามให้ปอยมาร้องประจำทั้งที่ร้านสะพานและร้านรักเอย บรรยากาศเดิม ๆ สมัยนั่งเกากีตาร์อยู่หน้าห้องเรียนจึงหวนกลับมาอีกครั้ง

ในเวลาเดียวกันนั้น พี่ชายของหนึ่งก็ได้ส่งเครื่องบันทึกเสียงมาให้จากสหรัฐอเมริกา เขาจึงทดลองนำมาผลิตงานเดโมของตัวเองแล้วนำไปเสนอเพื่อน ๆ ซึ่งเพลงแรกอย่าง อยากให้คุณอยู่ โดนใจทุกคนและถูกบรรจุลงอัลบัม Time Machine ของวง 2 Days Ago Kids ซึ่งสมาชิกทั้ง 3 ของวง Friday ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์นี้ด้วย

จากก้าวแรกในวันนั้นทำให้หนึ่งคิดถึงการทำงานเดี่ยวของตัวเองที่มีเฉดสีต่างจากงานของ Friday จนเกิดเป็น Sleeper 1 หรือแปลเป็นไทยว่า ‘หนึ่ง นักหลับ’ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากการที่ชอบนอนหลับในห้องอัดอยู่เป็นประจำ

“ถ้าเปรียบเทียบเป็นภาพวาด งานของ Friday ก็เหมือนกับผ้าใบผืนหนึ่งที่คน 3 คนช่วยกันวาด บางทีโครงสร้างของภาพอาจจะเป็นบอยร่างมาก่อน แล้วผมกับอดุลย์ค่อยเติมสีเข้าไป แต่ Sleeper 1 เราเป็นคนวาดโครงรูป โครงสร้าง วางกระดาษ วาดรูประบายสีไปก่อน บางเพลงอาจจะบู๊หรือร็อกมาก ซึ่งเกินกว่าพื้นที่ขอบเขตของ Friday เป็นเพลงที่มีความ Deep Down ลงลึกมากกว่า ถือเป็นอีกลายมือของเรา” หนึ่งขยายความ

แต่กว่าทุกอย่างจะลงตัวก็เมื่อเข้าสู่งาน Fat Festival ครั้งที่ 2 โดยหนึ่งหยิบเอาเพลง ฟัง กับ เปลี่ยน เขียนโดย พี-พีระยุทธ ปลอดปิยะคุณ เพื่อนสนิทที่มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเคยแต่งเพลง คืนหนึ่งที่กรุงเทพฯ ให้กับวง Friday มาทำเป็นเพลงเปิดตัว พร้อมกับชักชวนปอยมาเป็นคนให้เสียงในเพลงแรก ส่วนเพลง เปลี่ยน หนึ่งร้องเอง เล่นเอง โดยมีนอวง PAUSE มาช่วยเล่นเบสให้

“เพลง ฟัง ทุกคนก็เคยฟังหมดแล้ว แต่ไม่ได้คิดว่าจะเอามาทำเป็นซิงเกิล จนตอนหลังเรารู้สึกว่างาน Fat เป็นโอกาสที่เราจะมีงานพิเศษได้นี่หว่า จึงตัดสินใจว่าเอาเพลงนี้มาทำ ถามปอยว่าว่างไหม เพราะผมรู้สึกว่าเพลงนี้มันเข้ากับปอย คือเราเล่นดนตรีกลางคืนด้วยกัน เราจำมวลเสียง จำวิธีการต่าง ๆ ของปอยได้อยู่แล้ว คุยกันง่าย ที่สำคัญคืออยากให้งานที่ออกมามีความแตกต่าง”

อีพี Pls Listen จำนวน 4 เพลง ผลิตขึ้นอย่างง่าย ๆ ด้วยการไรต์แผ่นเปล่าจำนวน 50 แผ่น จากนั้นหนึ่งก็ไปซื้อกระดาษห่อของขวัญมาตัดเป็นปก พร้อมแปะกระดาษขาวที่เขียนข้อความชื่อศิลปิน อัลบัม เครดิตคนทำงาน รวมถึงสังกัด No More Belts Group หรือกลุ่มคนไร้เข็มขัดที่ปราศจากกรอบใด ๆ มากีดขวาง นับเป็นงานทำมืออย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายเพื่อขายให้ทันวันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 เพราะฉะนั้น หลังจากที่นำซีดีไปฝากขายที่บูท Playground Music ต้นสังกัดของวง Friday หนึ่งจึงไม่เคยคาดหวังถึงความสำเร็จในเชิงธุรกิจแม้แต่น้อย

หากแต่เพียงวันแรก ซีดีทั้งหมดก็จำหน่ายหมดเกลี้ยง หนึ่งกับปอยจึงต้องช่วยกันเร่งไรต์แผ่น แทบไม่ได้หลับได้นอน แต่ทำได้เพิ่มอีกราว 100 แผ่นเท่านั้น ซึ่งแฟนเพลงก็ยังคงตอบรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง อุดหนุนจนไม่เหลือเลย

หลังจบงาน Fat Festival หนึ่งจึงนำซีดีชุดนี้ไปให้โรงงานปั๊มเป็นแผ่นจริงจัง พร้อมกับปรับปรุงรายละเอียดทางดนตรีของเพลงต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เพิ่มเพลง ฟัง เวอร์ชันภาษาอังกฤษและเพลง ระยะทาง ซึ่งได้เพื่อนสนิทกับแฟนคลับของวง Friday มาช่วยร้อง รวมทั้งทำปกอัลบัมใหม่ โดยมี หมู-นนทวัฒน์ เจริญชาศรี รุ่นน้องที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กับทีมงาน DUCTSTORE The Design Guru มาช่วยออกแบบให้เป็นรูปยามถือกระบอง ซึ่งเป็นอาชีพที่ย้อนแย้งกับชื่อศิลปินซึ่งเป็นนักหลับโดยสิ้นเชิง

อีพีชุดนี้ใช้กลยุทธ์การขายแบบกองโจร คือไปฝากขายตามร้านเล็ก ๆ ไม่ได้วางตามแผงอัลบัมทั่วไป หรือมีตัวแทนจัดจำหน่าย แต่กลับขายได้มากถึง 6,000 แผ่น

ยิ่งกว่านั้นคือเพลง ฟัง ซึ่งส่งไปออกอากาศทาง Fat Radio ยังไต่ขึ้นสู่อันดับ 1 ได้ในวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 หลังจากอยู่ในชาร์ตนานถึง 14 สัปดาห์ เช่นเดียวกับเพลง ระยะทาง ที่ค่อย ๆ ไต่ชาร์ตตามมาติด ๆ ส่งผลให้พวกเขาได้ขึ้นแสดงในรายการ ทไวไลท์โชว์ ทางไทยทีวีสีช่อง 3

หนึ่งกับปอยยังจำความรู้สึกในวันนั้นได้ดี แม้จะเป็นการบันทึกเทป ไม่ได้ร้องหรือเล่นดนตรีจริง ๆ แต่ทั้งคู่ก็ตื่นเต้นกันสุด ๆ เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้มาออกรายการเบอร์ 1 ของประเทศ

“อยู่ดี ๆ คนที่เพิ่งทำเพลงกัน ยังไม่ได้ทำอัลบัมด้วยซ้ำไปแต่กลับได้มาออก ทไวไลท์โชว์ ได้มาร้องเพลงต่อหน้า อาต๋อย-ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ผมยังหันหน้าไปหาหนึ่งแล้วบอกว่า มันเกิดอะไรขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ผมเป็นแค่คนฟังเพลง เป็นแฟนเพลงของวง Friday วันหนึ่งหนึ่งก็ดึงมาร้องเพลง เพลงได้ขึ้นชาร์ต แล้วก็วาร์ปมาอยู่ที่นี่ มันเหนือจินตนาการมาก จำได้ว่าวันนั้นเราอัดกัน 2 เทก เป็นภาพกว้างกับภาพมุมแคบ พอถ่ายเทกแรกเสร็จ อาต๋อยเดินเข้ามาพูดว่าชอบมาก ขอแบบเดิมอีกเทก มันทำให้เราใจฟูเกินคำว่าตื่นเต้นไปเยอะเลย” ปอยย้อนเรื่องราว

“อีกสิ่งหนึ่งที่ผมว่าน้าต๋อยตั้งใจจะสื่อไปสู่วงกว้าง คืออยากให้ทุกคนเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ก็ทำอะไรแบบนี้ได้เหมือนกัน เพราะตอนออกอากาศ เขาถ่ายภาพพวกเราแพ็กซีดีผสมลงไปด้วย เหมือนเป็นเทรนด์ที่เขาอยากส่งเสริมว่า ไอ้เด็กพวกนี้มันกล้าที่จะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง” หนึ่งขยายความ

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้หนึ่งกลับมาทบทวนตัวเอง และเห็นว่าคนตัวเล็ก ๆ ก็มีโอกาสสร้างผลงานที่ทุกคนยอมรับได้เช่นกัน เขาจึงตัดสินใจมุ่งมั่นบนเส้นทางศิลปินนามว่า Sleeper 1 พร้อมกับเปลี่ยน No More Belts Group จากกลุ่มดนตรีมาสู่ค่ายเพลงอย่างเป็นทางการ

คงไม่ผิดถ้าจะบอกว่า หากไม่มีร้าน Someday Music Canteen ก็คงไม่มี No More Belts เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นแหล่งรวมตัว พบปะสังสรรค์ ก่อร่างความคิดต่าง ๆ จนเกิดเป็นโปรเจกต์และอัลบัมมากมายแล้ว สมาชิกของร้านยังเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่หนึ่งชักชวนมาถือหุ้นในค่ายไร้เข็มขัด

“ที่นี่มีหุ้นส่วนเยอะมาก บางคนก็เป็นเด็กเซนต์ดอมินิก บางคนเรียนที่ ม.รังสิต ผมก็มีหุ้นด้วย แต่จุดเด่นของร้านนี้คือทุกวันมีดีเจมาเปิดเพลง ซึ่งแต่ละคนมีเทสต์ไม่เหมือนกันเลย บางคนจบอังกฤษมาก็ชอบเพลงแบบหนึ่ง บางคนเข้าใจเพลงนอกกระแสเยอะมาก หลายเพลงที่ไม่เคยฟังมาก่อนก็มีคนหามาให้ฟัง เราเลยได้ฟังไปโดยธรรมชาติเพราะนั่งอยู่ตลอด เหมือนได้เปิดโลกให้กว้างขึ้น ที่สำคัญที่นี่ยังเป็นต้นกำเนิดของการคุยกัน การวางแผนงาน ฟังฟีดแบ็กต่าง ๆ ได้เจอศิลปินจากค่ายอื่น เช่น smallroom หรือ Bodyslam คือเรื่องราวทุกอย่างของเราอยู่ที่นี่ เหมือนซิตคอมมากเลย” หนึ่งย้อนความทรงจำ

อย่างอัลบัมเต็มชุดแรกของ Sleeper 1 ก็เป็นอีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด โดยนอกจากการที่หนึ่งจะระดมมิตรสหายในแวดวงดนตรี ทั้งบอยและอดุลย์จากวง Friday เจอรี่จากวง 2 Days Ago Kids นอจากวง PAUSE โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา จาก Yokee Playboy โตน-จักรธร ขจรไชยกูล จากวง Sofa และ น้ำ-นุสรี เลาหวงศ์เพียรพุฒิ นักแต่งเพลงมือดี ซึ่งคุ้นเคยกันมาตั้งแต่หนึ่งทำอัลบัม Friday I’m in love มาช่วยทำเพลงแล้ว เขายังชักชวนเพื่อนฝูงจากร้าน Someday Music Canteen มาร่วมโปรเจกต์นี้อีกหลายคน อาทิ ปี๊-สมภพ ตั้งควิวิช ซึ่งเป็นผู้ร้องเพลง ระยะทาง และเป็นเจ้าของเสียงอ่านจดหมาย ซึ่งสอดแทรกอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของอัลบัม

“หนึ่งเป็นคนประหลาด ชอบบีบคอคนรอบตัวมาทำเพลงหมดเลย อย่างถ้าไปดูในเครดิตจะเห็นชื่อ Jackael Owen ซึ่ง แจ็ค-กุลศักดิ์ วัฒนะโชติ ก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็นลูกพี่ลูกน้องของหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้เป็นนักดนตรีหรือทำเพลงมาก่อน แต่หนึ่งก็ไปป้ายยาไว้ว่ามึงทำได้ จนทุกวันนี้แจ็คถีบตัวขึ้นมาเป็นโปรดิวเซอร์แถวหน้าได้” ปอยเผยถึงคนเบื้องหลังของ No More Belts

“แจ็คเรียนวิศวกรรมศาสตร์และชอบพวกเสียงต่าง ๆ ผมจึงส่งไปเรียนที่ Gen-x Academy ไป ๆ มา ๆ มันก็แต่งเพลง ซึ่งงานที่ออกมาก็เท่ดี ยังคุยกับปอยว่าหลายเพลงทำดนตรีเพราะมาก เมื่อมีของก็ทำเลย หรือ JOE DE LAMAE-เสกสรรค์ มีเดช ก็เป็นหลานเหมือนกัน ซึ่งเรารู้ว่าเขามีลายมือที่น่าสนใจก็ส่งไปเรียนแล้วก็ให้ทำ” หนึ่งเสริมรายละเอียด

ส่วนแนวคิดในการทำอัลบัม หนึ่งได้แรงบันดาลใจจากการฟังผลงานที่เป็น Concept Album อย่างเช่น อัลบัม The Wall ของ Pink Floyd อัลบัม 12 ราศี ของวงตาวัน หรืออัลบัม คนเขียนเพลงบรรเลงชีวิต ของ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ จึงเกิดความคิดว่าตัวเองก็น่าจะทำได้เหมือนกัน บวกกับแฟนสาวในเวลานั้นก็เป็นนักเขียน ดังนั้น หากนำผลงานหนังสือมาผสมกับเสียงดนตรี อาจจะได้ชิ้นงานที่น่าสนใจและฉีกกรอบไปจากอัลบัมของ Friday ซึ่งแต่ละเพลงนั้นแยกขาดจากกันอย่างชัดเจน

โดยเนื้อหาหลัก ๆ ว่าด้วยเหตุการณ์ความรักของหญิงชายที่อยู่ห่างไกลกัน แล้วก็เขียนจดหมายเล่าเรื่องราวถึงกัน พร้อมกับสอดแทรกประโยคพูดไว้ระหว่างเพลงเสมือนเป็นจุดเชื่อมโยงเนื้อหาทั้งหมด จึงเป็นที่มาของชื่ออัลบัม Sleeping Letter

“เราคิดจากหนังสือก่อน ซึ่งพูดถึงเรื่องคนที่อยู่ต่างกัน คนละพื้นที่ คนละเวลา คนละบรรยากาศ คนละบริบท แล้วมาคุยกัน จากนั้นแตกเป็นเพลงว่าจะถ่ายทอดมุมนี้ของหนังสือ แล้วก็มาอัดดนตรี ซึ่งส่วนใหญ่แวดล้อมไปด้วยน้อง ๆ ที่เล่นให้ Friday นั่นแหละ ส่วนคนร้อง ด้วยความที่เราตั้งต้นจากเพลงฟัง ดังนั้นต้องเป็นปอยอีก 1 – 2 เพลง แล้วบางคนก็จับพลัดจับผลูดึงคนนั้นคนนี้มาช่วยร้อง เป็นแฟนเพลงบ้าง เป็นน้องที่รู้จักกันบ้าง ส่วนตัวผมชอบนักร้องที่เป็นคนธรรมดา เพราะเราเล่าเรื่องของมนุษย์ทั่วไป เพียงแต่ต้องมีเสียงที่เพราะ ฟังแล้วสบาย เว้นแต่บางเพลงที่ต้องการพลังก็ต้องใช้นักร้องจริง ๆ”

เพราะฉะนั้น หากฟังทั้ง 12 เพลงเชื่อมต่อกัน จะได้อรรถรสและเห็นภาพความผูกพันของหนุ่มสาวคู่นี้ได้ชัดเจน หรือต่อให้เลือกฟังเป็นเพลง ๆ ก็ยังสัมผัสได้ถึงความไพเราะไม่แพ้กัน ยืนยันได้จากการที่หลายบทเพลงต่างพาเหรดขึ้นสู่อันดับของ Fat Radio และมีผู้คนอีกไม่น้อยที่หลงเสน่ห์ความเท่ในบทเพลงของ Sleeper 1 ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนการรับชมภาพยนตร์ดี ๆ เรื่องหนึ่ง

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือเพลง ฝันร้าย ที่ปอยร้อง ยังข้ามฝั่งไปติดอันดับที่ Hotwave เสมือนเป็นภาพสะท้อนว่า งานของหนึ่งและเพื่อน ๆ ก้าวข้ามกรอบจำกัดของผู้ฟังไปสู่วงกว้างเรียบร้อยแล้ว

“อัลบัมชุดนี้คือความสำเร็จอยู่แล้ว เพราะนอกจากเป็นงานเดี่ยวชิ้นแรก อย่างน้อยเราก็พามันไปถึงจุดที่คนรู้จัก สร้างความสุขให้กับเขา เพราะเราได้ฟีดแบ็กจากแฟนเพลงที่ซื้อไปว่าชอบอะไร เขาเข้าใจสิ่งที่เราจะสื่ออย่างไรบ้าง” หนึ่งเผยความรู้สึก

“จริง ๆ เหมือนโชคชะตาพาไป เพราะเราไม่เคยกะเกณฑ์วางแผนใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่เคยมาเฝ้าชาร์ตหรือทำการตลาดเลย ซึ่งถ้าวิเคราะห์ อาจเพราะเรามีองค์ความรู้การทำเพลงโดยไม่รู้ตัว อย่างเนื้อเพลงก็มีความเป็นกวีสูง อย่าง ฝันร้าย หรือ ฟัง ถ้าแยกธาตุดี ๆ จะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ฟังแล้วเพลินดี เรียกว่าไม่รู้เรื่องแต่ว่ารู้สึก เป็นรสชาติใหม่ที่ตลาดตอนนั้นไม่มี มีความเป็นศิลปะสูง เพียงแต่เสพง่าย ไม่ได้เป็นแบบเพลงใต้ดินหรือต้องปีนกระไดฟัง เป็นความพอดีที่เราไม่ได้ตั้งใจด้วยซ้ำ” ปอยช่วยเสริม

ความสำเร็จของอัลบัม Sleeping Letter ทำให้พวกเขาเร่งทำงานต่อทันที โดยคราวนี้เป็นคิวของปอย ซึ่งเลือกใช้ชื่อว่า PORTRAIT ซึ่งพ้องไปกับชื่อ ‘นายภาพนิ่ง’ นามแฝงสมัยยังเล่นเว็บบอร์ด Pantip

จุดเด่นของอัลบัม Prop Trade คือให้บรรยากาศในยุค 80 ดนตรีจะมีความเป็นแนวสังเคราะห์ มีการใช้เครื่องซินธิไซเซอร์เข้ามาผสมผสาน บทเพลงที่ออกมาจึงให้อารมณ์ที่แตกต่างกับเพลงอินดี้ส่วนใหญ่ในเวลานั้น ขณะที่เนื้อเพลงส่วนใหญ่นั้นปอยเป็นผู้รับผิดชอบ โดยมีพื้นฐานสำคัญจากการเป็นนักเขียนเพลงฝึกหัดของ GMM Grammy

“ตอนนั้น พี่ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค กำลังจะปั้นนักแต่งเพลงรุ่นใหม่ของแกรมมี่ แล้วผมก็ไปเจอน้องในแก๊ง Pantip มาชวนว่าจะไปเรียนแต่งเพลงกับ พี่แว่น-จักราวุธ แสวงผล พี่ปอยจะไปด้วยกันไหม ชวนกันแบบดื้อ ๆ ผมก็ไปสิ ตอนแรกไปนั่งดูเขาแต่งเพลงกัน จากนั้นพี่แว่นก็ให้การบ้านว่า อาทิตย์หน้ามาส่งเพลงด้วยนะ ผมเลยบอกว่าเดี๋ยวผมส่งด้วย สรุปก็ไปเรียนอยู่ปีหนึ่ง ตอนนั้นได้ทดลองเขียนเพลงที่เป็นเดโมของศิลปินจริง ๆ ทั้ง พี่เบิร์ด ธงไชย, มาลีวัลย์ เจมีน่า, Mr.Team แต่ผมไม่ผ่านเลยสักเพลง เพราะต้องไปแข่งกับมืออาชีพ แล้ววิชาเราก็ยังอ่อนมาก แต่ก็เป็นโอกาสที่ดี เพราะเราได้ความรู้มาใช้ต่อยอด”

ไอเดียหลาย ๆ อย่างในอัลบัมนี้จึงได้รับอิทธิพลมาจากค่ายใหญ่ฝั่งอโศกค่อนข้างมาก โดยเฉพาะความหลากหลายของเพลงที่ต้องมีทั้งเพลงเร็ว เพลงช้า เพลงให้กำลังใจ เพลงเกี่ยวกับธรรมชาติ หรือแม้แต่เพลงคู่ ซึ่งปอยกับหนึ่งได้เชิญ เอ๋-อรนิดา วิมลวัฒนาภัณฑ์ นักร้องนำวง XYZ ซึ่งทั้งคู่ชื่นชอบตั้งแต่เด็ก มาร่วมร้องในเพลง เพราะเรามีเรา

หากแต่หลังจากปล่อยผลงานชุดนี้ออกไป ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2546 สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบ เพราะ 3 เพลงแรกที่ส่งโปรโมตอย่าง ยิ้มหน่อย ในคืนที่ไม่มีเธอ และ เพราะเรามีเรา แทบไม่ได้รับความสนใจจากผู้ฟัง จนพวกเขาอดสงสัยไม่ได้ว่า การทำโปรเจกต์ PORTRAIT เป็นเรื่องผิดพลาดหรือไม่

แต่ก่อนจะถอดใจ ปอยกับหนึ่งก็ขอทดลองครั้งสุดท้าย ด้วยการส่งเพลง ขอดาว ไปยังคลื่นวิทยุต่าง ๆ โดยตั้งใจว่า หากไม่ประสบความสำเร็จอีกก็จะเลิกทำ PORTRAIT และหันไปทำศิลปินอื่นแทน แต่ผลปรากฏว่าเพลงนี้กลับโดนใจผู้ฟัง และทะยานขึ้นอันดับ 2 ของ Fat Radio อย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังเข้าชาร์ต Hotwave อีกต่างหาก จนกลายเป็นหนึ่งในตำนานเพลงเศร้าที่ข้ามกาลเวลาถึงปัจจุบัน

“เพลง ขอดาว ไม่ได้เขียนจากแรงบันดาลใจอะไรเลย แจ็คแต่งทำนองมาให้ เราก็นึกเรื่องต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ ระหว่างที่นั่งอยู่ในรถก็มองไฟที่เสาไฟฟ้า เหมือนได้ยินคำคำหนึ่งขึ้นมาว่า ฉันนั้นเจอแต่คนใจร้าย และสุดท้ายก็ต้องเจ็บช้ำทุกที ไม่ได้อิงจากชีวิตจริงใด ๆ แค่รู้สึกว่าอยากพูดเรื่องนี้ บนเมโลดีนี้ และพอดีช่วงนั้นเรากำลังหมดศรัทธากับความรัก ไม่แน่ใจว่ารักแท้มีอยู่จริงหรือเปล่า จึงเซตฉากนี้ขึ้นมา เป็นคนนั่งคุยกับดาว เราแต่งไปโดยไม่ได้คาดหวัง ไม่ได้คิดเลยว่าจะกลายเป็นเพลงที่ช่วยชีวิต และทำให้ยังมี PORTRAIT ถึงทุกวันนี้”

นั่นเองที่กลายเป็นก้าวย่างสำคัญที่ผลักดันให้ No More Belts กล้าสร้างสรรค์ผลงานตามความเชื่อของตัวเอง พร้อมกับก้าวสู่การเป็นหนึ่งในค่ายเพลงอินดี้ที่น่าจับตามองของคนฟังเพลงทั่วประเทศ

หลังประสบความสำเร็จจากอัลบัมเต็มของ Sleeper 1 และ PORTRAIT หนึ่งเริ่มคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่ No More Belts จะต้องสยายปีกไปสู่การเป็นค่ายเพลงที่พร้อมสร้างศิลปินใหม่ ๆ เต็มตัว

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น หากทดลองทำแค่เพลงเดียว แล้วมาดูผลตอบรับว่าเป็นอย่างไร น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการผลิตทั้งอัลบัมไปเลย ดังนั้น ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2547 อัลบัม Belter 1.0 – Chapter One จึงถือกำเนิดขึ้น เป็น Compilation ที่รวบรวมศิลปินทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่เข้าด้วยกัน

อย่างรุ่นเก๋าก็มีตั้งแต่ อดุลย์, เจอรี่, นอ, โป้, เอ๋ XYZ, วง Nolens.Volens รวมถึง หนุ่ม-พิทยา โยเทิง มือกลองของวง Rule Dark ซึ่งเคยมาช่วยบันทึกเสียงทั้งในอัลบัมของ Sleeper 1 และ PORTRAIT ก็มาเปิดตัวด้วยเพลง ความทรงจำ (Ram) ภายใต้ชื่อแฝงว่า Gupre Lover ส่วนวงรุ่นใหม่นั้นมีทั้ง 60 C, Morningsurfers และ Alamode โดย 2 วงหลังนั้นก็มีการต่อยอดทำเป็นอัลบัมเต็มด้วย

เริ่มต้นจาก Alamode ซึ่งครั้งแรกเป็นวง 3 คน ส่งเพลง Two of Us มาอยู่ในอัลบัม Belter 1.0 แต่ทำไปได้พักหนึ่ง สมาชิกแต่ละคนก็แยกย้าย เหลือเพียง ปุ้ย-นิสรา ตั้งตระกูล นักร้องนำคนเดียว แต่หนึ่งรู้สึกว่าวิธีแต่งเพลง วิธีร้องของปุ้ยน่าสนใจ มีความล่องลอย เบา ๆ แต่มีเสน่ห์ดึงดูดน่าหลงใหล จึงทดลองทำเป็นอีพี 6 เพลง พร้อมเปลี่ยนชื่อศิลปินเป็น Chopsticks แทน ซึ่งได้เสียงตอบรับที่ดีพอสมควร

ขณะที่ Morningsurfers ซึ่งมีเพลง เช้า (Chaos) เป็นจุดขาย หนึ่งรู้จักมาตั้งแต่งาน Fat Festival ครั้งที่ 2 แล้ว เพราะพวกเขาเคยนำผลงาน Bedroom Studio ไปจำหน่ายเช่นกัน โดยพื้นเพเป็นการรวมตัวของเพื่อน 6 คนจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย คือ เชี่ยง-เกษมศักดิ์ เซี่ยงฉิน นักร้องนำ, มะเหมี่ยว-ภูเก็ต ช้างเสวก มือกลอง, กล้วย-ศิวัช หอมขัน มือเบส, กาจ-กาจวิศว์ ริเริ่มวณิชย์ มือกีตาร์, ไบ-พลภัทร เหล่าจรุงเภสัชกร มือกีตาร์ และ เต่า-วทัญญู วิบูลมงคลชัย มือทรัมเป็ตและคีย์บอร์ด

สมัยก่อนเคยชื่อว่า ‘คณะรวยกุ้ง’ เป็นวงที่ฝีมือจัดจ้าน เริ่มแรกเน้นเล่นเพลงป๊อปหวาน ๆ จนชนะเลิศการประกวด Hotwave Music Awards ครั้งที่ 6 เมื่อ พ.ศ. 2544 มาแล้ว แต่พอเวลาเปลี่ยนไป จึงหันมาเล่นเพลงสไตล์โมเดิร์นร็อกแทน พร้อมกับทดลองทำเพลงไรต์แผ่นขายกันเอง โดยหนึ่งได้ซีดีชุดนั้นมาจากเพื่อนสนิทสมัยทำวง 2 Days Ago Kids ซึ่งพอได้ฟังเพลงเช้า เขาก็ทราบทันทีว่าเด็กพวกนี้เป็นคนมีของ

“เราฟังแล้วทึ่ง ทำไมถึงบ้าพลังขนาดนี้ ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าเขาเคยเป็นแชมป์ รู้แต่ว่ามันเท่ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำต่อไป คือหาวิธีให้วงเป็นที่รู้จักมากกว่าที่พวกเขาทำกันเอง แน่นอนว่ามีบางพื้นที่ซึ่งเราจะไม่เข้าไปแตะ อย่างตัวเพลง เพราะเรารู้ว่ามึงทำเองได้ขนาดนี้ ไม่ต้องมาพึ่งกูหรอก อาจจะมีแนะนำเพิ่มในส่วนที่ขาด เช่น น่าจะมีเพลงช้าเพิ่มสักเพลงเพื่อดึงภาพความแรงของวงให้ลงมาหน่อย แล้วโชว์ศักยภาพอื่น ๆ มากขึ้น ตอนนั้นมีเพลงที่ทำเมโลดีไว้แล้ว จากนั้นจึงให้บอย ตรัย มาช่วยเขียนเนื้อ ชื่อเพลง เพียงเธอตอบฉัน แล้วถามวงว่าเอาไหม พี่อยากให้วงมีเพลงแบบนี้ไว้สักเพลง ซึ่งวงก็รับไป

“หน้าที่หลัก ๆ ของเราคือการประคองให้งานเสร็จตามเวลา หาวิธีโปรโมต วางแผนการทัวร์คอนเสิร์ต ซึ่งต้องยอมรับว่าทั้งเราและวงล้วนใหม่หมด เราเริ่มต้นพร้อมกัน มีอะไรก็ต้องช่วยกัน อย่างครั้งหนึ่งวงไปเล่นคอนเสิร์ตที่จุฬาฯ เราต้องเอาแฉกลองกับใบทองเหลืองไปเปลี่ยนให้ เราทำงานเหมือนพี่น้อง ไม่ได้คิดว่าเป็นเจ้านายหรือเจ้าของค่าย ทุกอย่างเลยสนุกไปหมด”

12 เพลงในอัลบัม Love Room ของ Morningsurfers จึงมีส่วนผสมที่หลากหลาย ทั้งความเป็นบริตป๊อปและโมเดิร์นร็อก แต่ไม่ซ้ำแนวใคร ตั้งแต่เสียงร้องที่แม้จะต่ำแต่กลับโหนเสียงสูงได้ดี เสียงกลองที่หนักหน่วงแต่แฝงด้วยความหวาน เสียงกีตาร์ที่มีความลุ่มลึกและเร่าร้อง เสียงเบสที่ดุดันแต่สวยงามและมั่นคง รวมถึงเสียทรัมเป็ตที่เพิ่มความสนุกให้แต่ละบทเพลง

ไม่แปลกใจเลยงานของเด็กกลุ่มนี้จึงโดนใจวัยรุ่นอย่างมาก ถึงขั้นที่ซีดีจำนวน 1,000 แผ่นที่เตรียมมาขายใน Fat Festival ครั้งที่ 4 ที่สนามม้านางเลิ้ง หมดภายในครึ่งวัน ยิ่งกว่านั้นงานของพวกเขายังเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินรุ่นน้องอีกหลายคน หนึ่งในนั้นคือ โอม-ปัณฑพล ประสารราชกิจ ซึ่งมาเผยภายหลังว่าชื่นชอบเพลงของ Morningsurfers มาก จนอยากนำผลงานของวง COCKTAIL มาเสนอที่ค่าย No More Belts

พอในปีถัดมา หนึ่งก็เริ่มต้นโปรเจกต์ Belter 2.0 – Man Standing โดยรวบรวมเหล่าเพื่อนฝูงมาร่วมทำเพลงเช่นเคย ทั้ง ฆ้อง มงคล มือกีตาร์วง Yokee Playboy กับ หลวง-ตรรก ธีรชัย ซึ่งจับมือกับวงเฉพาะกิจอย่าง Road Movie, จั๋ง-ธีรพงษ์ ธนานิกกุล มือเพอร์คัชชันวง Crescendo มาทำเพลงชื่อ Saraya ร่วมกับ ริค วชิรปิลันธิ์ แล้วยังมี เภา-รัฐพล พรรณเชษฐ์ อดีตมือกีตาร์วง Bodyslam ก่อนจะทำอัลบัมเดี่ยว Present Perfect ก็เคยใช้ชื่อ The Rice Bucket ทำเพลง ข้อตกลง (ก่อนที่เราจะรัก) รวมถึง วิภว์ บูรพาเดชะ บรรณาธิการนิตยสาร happening และอดีตนักแต่งเพลงของ Music Bugs ก็นำทีมเพื่อน ๆ จากวงสาธร มาทำ 2 เพลง คือ สิ่งที่ขาดหาย และ กลางวันตื่น กลางคืนฝัน

แต่วงที่ถือเป็นเด็กปั้นของอัลบัมชุดนี้คงต้องยกให้ Soundlanding วงบริตร็อกซึ่งประกอบด้วย 4 หนุ่มจากครุศิลป์ จุฬาฯ คือ โย-ชโยดม ดิษฐ์อุดม ร้องนำและมือกีตาร์, อาร์ม-วรัญชัย รุ่งแสง มือกีตาร์, พี-ภัทรพี เอกสุภาพันธุ์ มือเบส และ กิต-กิติคุณ วรสรธร มือกลอง ซึ่งปล่อยเพลงที่ชื่อว่า เวลาแห่งความสุข

โดยก่อนหน้านี้พวกเขาเคยชิมลางเล่นคอนเสิร์ตในงาน Live in a day ครั้งที่ 3 และส่วนตัวพีก็เป็นทีมงานของ DUCTSTORE ซึ่งทำปกอัลบัมให้ No More Belts มาตลอด หนึ่งจึงมีโอกาสฟังเพลงของวงตั้งแต่ต้น และพบว่าในแง่มวลรวมของซาวนด์ดนตรีนั้นเท่ไม่แพ้ Morningsurfers เลย

“พวกนี้มีวิธีคิด วิธีออกแบบดนตรีที่น่าสนใจ มารวมกันแล้วยิ่งเท่มาก ซึ่งความยากคือเราจะขุดออกมายังไง เพราะบางทีพอทำไปเรื่อย ๆ ก็จะมีความล้นอยู่ เช่น บอกให้อาร์มไปคิดไลน์กีตาร์มา ซึ่งเขาคิดมาเต็มไปหมด ต้องมาเลือกว่าจะใช้ไลน์ไหน ซึ่งอาร์มเลือกไม่ได้ วงก็เลือกไม่ได้ ต้องมีคนมาตัดสิน แล้วก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่วงมีปัญหา ไม่รู้ว่าจะทำต่อหรือเปล่า แต่เราก็คุยกัน จนสุดท้ายออกมาเป็นอีพี 4 เพลงชื่อว่า SPOT แต่ถึงออกมาแค่นั้น กลับเป็นงานที่มีคนพูดถึงเยอะมากในความ Shining ที่ดูเท่ เป็นอังกฤษเลย แต่ก็เป็นอังกฤษที่ไม่เหมือนใคร

เพลงของ Soundlanding มีความเป็นงานศิลปะสูงมากกว่าเป็นงานเชิงพาณิชย์ โดดเด่นที่ซาวนด์อันเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก จนครั้งหนึ่งปอยเคยนิยามพวกเขาว่า นักออกแบบบรรยากาศ ซึ่งสมาชิกเกือบทั้งวงก็มีอาชีพเป็นนักออกแบบอยู่แล้ว

“พอเสร็จงานชุดนี้ก็พักวงยาว ปล่อยให้เวลาช่วยกล่อมเกลา ให้เขาได้เรียนรู้ว่าแต่ละคนเป็นแบบไหน วิธีคิดยังไง จนปัญหาคลี่คลาย โดยเราเข้าไปช่วยดูบ้าง แต่สุดท้ายเรื่องดนตรีก็ให้เขาจัดการเองไปเลย โดยเราถอยออกมาเป็นคนฟัง เพราะถ้าเราเป็นคนทำ เราก็ชอบทุกเพลงนั่นแหละจึงต้องมีคนนอกมาช่วยฟัง ช่วยตัดสินใจ จนอัลบัมเต็มชุดแรก Sonique Agent เสร็จเรียบร้อย”

นอกจากวงดนตรีคนรุ่นใหม่ที่ No More Belts ช่วยผลักดัน ที่นี่ยังเป็นพื้นที่ปล่อยของของเหล่ามิตรสหายในวงการมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอดุลย์ซึ่งทดลองทำอีพีอัลบัมจำนวน 7 เพลง หรือเจอรี่ที่รวบรวมเพลงซึ่งทำไว้หลังยุค 2 Days Ago Kids มาทำเป็นอัลบัมพิเศษ โดยมีเพลงเด่นอย่าง เพราะฉันพบเธอ ซึ่งได้ วิน ศิริวงศ์ แห่งวง Sqweez Animal มาช่วยร้อง แล้วยังมี The Siamese Twin ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่างบอย ตรัย กับ ยักษ์-คมสัน นันทจิต ทำเพลงลูกทุ่งแนวใหม่ รวมถึง อีพี ปากเกร็ด ผลงานของนอ วง PAUSE และ Crescendo ซึ่งภายหลังเข้ามาเป็นหุ้นส่วนอีกคนของ No More Belts

“ทุกคนเป็นเพื่อนกัน อีกอย่างที่ผ่านมาเราตะบี้ตะบันทำจนรู้ขั้นตอนทั้งหมดของการผลิตว่าต้องทำอย่างไร ดังนั้นเมื่อเพื่อนอยากทำ แล้วเราทำได้ เราก็พร้อมจะช่วย” หนึ่งอธิบาย

“เหมือนเราวางโครงสร้างทุกอย่างไว้ครบแล้ว โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าศิลปินทุกคนอยากออกเพลงตัวเองอยู่แล้ว แต่พอทำเพลงเสร็จ ไม่รู้จะทำส่วนที่เหลืออย่างไร จะไปปั๊มซีดีที่ไหน ขอเลขยังไง ส่งแผ่น ส่งข่าวต้องทำอย่างไร พวกนี้เป็นสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้ศิลปินออกเพลงได้ แต่ No More Belts ลุยมาหมดแล้ว ดังนั้นหลายคนจึงเดินมาหาเราเต็มไปหมด” ปอยช่วยเสริม

“อย่างที่เห็นชัด ๆ คืองาน Fat Festival ทุกคนอยากปล่อยสิ่งที่ตัวเองทำโดยไม่ต้องเหนื่อยมาก พอมีเวลาว่างก็ทำดีกว่า เช่น บอยมีทั้งงานเดี่ยว หรือบางทีก็ทำเพลงลูกทุ่งกับพี่ยักษ์ คมสัน หรืออย่าง Crescendo ด้วยความที่นอเป็นหุ้นส่วนก็จะเอาวงมาแฮงเอาต์ตลอด และพอพวกนี้จะมีโปรเจกต์ส่วนตัว เราก็มาช่วยทำให้ ทั้งของนอเอง หรือ แชมป์-ชินพัฒน์ หงส์อัมพร ก็มี แสนแสบ Department รวมถึง บี-พีระพัฒน์ เถรว่อง ตอนทำซิงเกิลแรก ก่อนจะแยกไปทำเดี่ยว” หนึ่งอธิบาย

ไม่ใช่แค่เพื่อนฝูงเท่านั้น แม้แต่ตัวหนึ่งกับปอยเอง หากมีโครงการสนุก ๆ ที่อยากทดลองทำ พวกเขาก็พร้อมเดินหน้าลุยเต็มที่ อย่างครั้งหนึ่งทั้งคู่อยากทำเพลงเมทัลสไตล์ HAIR BAND ที่เคยชื่นชอบสมัยเด็ก ๆ ก็เลยรวมวงเฉพาะกิจ ประกอบด้วย หนึ่ง ปอย นอ อดุลย์ และ เอก-เอกพงศ์ เชิดธรรม มือกลองวง Sepia ผลิตผลงาน Yesterday Metal Kids หรือบางครั้งก็อยากทำเพลงคัฟเวอร์เพราะ ๆ หนึ่งกับปอยจึงชักชวน จั๋ง, บอส-นิรุจ เดชบุญ มือกลองวง PAUSE และ ป่าน-ชุติกาญจน์ พงศ์ประเสริฐ นักร้องเสียงใสจากวง August 6th มาฟอร์มวง Siam Belts Club นำเพลงเก่าอย่าง หมื่นคำลา รักหนอรัก ขอดาว และ กลับมา มาทำใหม่ในสไตล์อะคูสติกส์ที่ฟังง่ายและไพเราะ

“เราทำงานด้วยความมุ่งมั่น มุทะลุดุดัน พลุ่งพล่าน ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น เหมือนคนที่วิ่งไปข้างหน้าโดยไม่สนใจว่าจะมีหลุมอะไรหรือเปล่า งานที่ออกมาจึงมีความบริสุทธิ์มาก เพราะเราใส่ทุกอย่างโดยไม่ยั้งมือ” ปอยย้อนความทรงจำพร้อมเสียงหัวเราะ

แม้อาจไม่ได้มีผลงานมากมายเมื่อเทียบกับสังกัดอื่น แต่ด้วยตัวตนที่ชัดเจนของศิลปินแต่ละคน รวมถึงตัวเพลงที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ดังนั้นเมื่อ GMM Grammy รุกตลาดเพลงอินดี้ เปิดค่ายเพลงสนามหลวง การดนตรี ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2549 No More Belts จึงเป็นค่ายแรก ๆ ที่ถูกชักชวนให้มาเข้าร่วมโครงการ พร้อมได้พูดคุยกับ อากู๋-ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม นายใหญ่แห่งฝั่งอโศก

สิ่งหนึ่งที่อากู๋ย้ำคือแกรมมี่ไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำเพลง ทุกคนมีอิสระในการสร้างสรรค์งานเต็มที่ โดยบริษัทจะเข้ามาอุดช่องว่างในเรื่องการตลาด การทำโปรโมต พร้อมกับดูแลลิขสิทธิ์เป็นเวลา 10 ปี นับเป็นข้อเสนอที่ดีมาก สำหรับค่ายเล็ก ๆ ที่อยากเผยแพร่งานไปสู่วงกว้าง

และสุดท้ายก็เป็นไปตามนั้นจริง ๆ เนื่องจากทุกอัลบัมของ No More Belts ในสังกัดสนามหลวง ยังคงสะท้อนตัวตนและวิธีคิดที่ไร้กรอบชัดเจน โดยเฉพาะอัลบัม Difference ของ Sleeper 1 ซึ่งคงรูปแบบ Concept Album ไม่เปลี่ยนแปลง โดยมีเนื้อหาต่อเนื่องจากอีพี Post – Past นำเสนอผ่านเรื่องสั้นของ นราวุธ ไชยชมภู นักเขียนจาก OPEN ซึ่งบอกเล่าถึงชีวิตในเมืองใหญ่ และการพบกันของ 2 คนเหงา ซึ่งสำหรับใครหลายคนแล้วงานชุดนี้มีความเข้มข้น ลึกซึ้งและหลากหลายมากกว่าอัลบัมแรก แถมยังมีปริมาณเพลงมากถึง 30 แทร็ก จนต้องแบ่งครึ่งอัลบัมออกเป็น 2 ส่วน

“ชุดที่ 2 นี้เพลงโหดกว่าชุดแรกที่ทำกันเองอีก แถมยังมี Hidden Track ความยาว 10 กว่านาที แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรเลย” หนึ่งทบทวนความจำ

“ครั้งแรกหนึ่งอยากทำออกมาทีเดียว 20 เพลง จนตอนหลังทีมงานของสนามหลวงต้องบอกว่า พี่คะ ออกมาทีละครึ่งก่อนดีไหม เขาจะได้ทำการตลาดง่ายหน่อย” ปอยเล่าพร้อมหัวเราะ

“แต่สุดท้ายอัลบัมชุดนี้ก็ไปกว้างขึ้นนะ อย่างเพลงที่ลึก ๆ หน่อย เช่น เพลง จำ ไปไกลถึงลำปางเลยนะ คือแกรมมี่เขาทำได้จริง ๆ” หนึ่งปิดท้าย

อย่างอัลบัม ลวงตา ของ PORTRAIT ก็ไม่ต่างกัน เพราะชุดนี้ปอยอยากทำ Concept Album เช่นกัน และหลังจากทดลองร้องเพลงมาหลายแบบ จนรู้สึกว่าตัวเองเหมาะกับเพลงเศร้า จึงทำเพลงช้ามากถึง 8 จาก 10 เพลง ซึ่งวงการเพลงบ้านเราถือเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนทำ

“เรารู้สึกว่าหากทุกเพลงรับใช้คอนเซปต์เดียวก็น่าสนใจ จากนั้นจึงเริ่มค้นคว้า ครุ่นคิด วิเคราะห์ เกี่ยวกับความรักความสัมพันธ์เยอะมาก พยายามตั้งสมการหาสูตรที่จะเอาชนะความรัก เพื่อให้เราไม่เจอกับความผิดหวัง แล้วสุดท้ายก็ได้คำตอบว่า โคตรเวอร์เลย ไม่มีใครเอาชนะความรักหรือสร้างทฤษฎีความรักได้หรอก เราแค่หลับหูหลับตาในความรักไป แล้ววันหนึ่งก็อาจโชคดีมีความสุขเท่านั้นเอง

“ข้อสรุปของเราในวันนั้นคือความรักเป็นสิ่งลวงตา จับต้องไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทุกเพลงของเรารับใช้คำว่าลวงตา ไม่ว่าจะเป็นคนที่เศร้ามาก ๆ หรือสุขมาก ๆ หรือกำลังเพ้อฝัน หรือรอคอย เพราะทั้งหมดคืออาการของคนที่กำลังโดนความรักลวงตา โดยเพลงสุดท้ายเป็นเหมือนบทสรุป นี่จึงเป็นที่มาว่า ทำไมเพลงเศร้าถึงเยอะ เพราะส่วนใหญ่เป็นเพลงอกหัก ก็เหมือนเราค้นพบตัวเองด้วยว่าเราชอบอยู่กับความมืด ชอบอยู่กับความเศร้า เสพเพลงเศร้าแล้วมีความสุข”

แน่นอน แม้อัลบัม ลวงตา ฉีกธรรมเนียมปฏิบัติของการทำอัลบัมทั่วไป แต่สุดท้ายกลับเป็นผลงานที่โด่งดังที่สุดของ PORTRAIT และยังส่งให้ปอยกลายเป็นเจ้าพ่อเพลงเศร้าเรื่อยมาถึงปัจจุบัน

นอกจากผลงานของหนึ่งกับปอย ก็ยังมี Common People ผลงานชุดที่ 2 ของ Morningsurfers ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่เคยเกิดขึ้นหรือคาดว่าจะเกิดขึ้นกับคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ซึ่งล้วนไม่สมบูรณ์แบบในตัวเอง โดยหนึ่งยอมรับว่าอัลบัมชุดนี้ซับซ้อนมากขึ้น ย่อยยากสักหน่อย แต่ก็ยังคงความเท่และตัวตนของสมาชิกทั้ง 6 คนไว้อย่างครบถ้วน แล้วก็ยังมีวง Moon ซึ่งมาพร้อมกับอัลบัม Midnight 

จุดเริ่มต้นของวง Moon มาจากช่วงที่หนึ่งทำอัลบัม Difference แล้วมีเพลงร็อกหนัก ๆ หลายเพลง ซึ่งหากให้ปอยร้องก็คงไม่ต่างจากผลงานที่ผ่านมา จึงอยากให้นักร้องอีกคนมาช่วยเพิ่มสีสันให้งานหลากหลายมากขึ้น กล้วย Morningsurfers จึงแนะนำให้หนึ่งรู้จักกับ อั๋น-เอกวีร์ ศรีสรรพกิจ ซึ่งร้องเพลงประจำอยู่ที่ร้านแจ่มบาร์ ย่านเอกมัย

“พระอั๋นถือเป็นจิ๊กซอว์ที่ถูกต้องมาก เลยชวนให้มาร้องหลายเพลง พอคุยไปคุยมาก็คิดว่าตอนนี้เรามีวงดนตรีอยู่แค่ 2 วง แถมทั้งหมดก็เป็นอังกริ๊ตอังกฤษทั้งนั้น พอดีพระอั๋นกับเพื่อนคือ อ้น-วรัน ปวิดาภา กับ ป๊อป-รุ่งโรจน์ พุ่มพฤกษ์ เล่นร็อกอเมริกัน ซึ่งเราไม่มีวงแบบนี้ในค่ายเลย จึงชวนทำอัลบัมโดยให้นอมาช่วยโปรดิวซ์ ซึ่งถูกจริตมาก ทำให้วง Moon มีพื้นที่แมสในแบบร็อกได้ดี และยังถูกพูดถึงจนทุกวันนี้ ซึ่งผมยินดีมากเลย” พี่ใหญ่ของ No More Belts ย้อนเหตุการณ์

นอกจากนี้ พวกเขายังได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ Sanamluang Connects นำศิลปินอิสระกว่า 50 วงมาตีความเพลงของ GMM Grammy ใหม่ตามสไตล์ของตัวเอง โดย Sleeper 1 ทำเพลง เจ็บไปเจ็บมา PORTRAIT ทำเพลง เขียนไว้ข้างเตียง Morningsurfers ทำเพลง เกี่ยวกับเรา และ Moon ทำเพลง รักไม่ช่วยอะไร ซึ่งหลายเพลงก็โด่งดังไม่แพ้เวอร์ชันต้นฉบับ และกลายเป็นอีกหนึ่งโลโก้ประจำตัวที่พวกเขาต้องเล่นเสมอเวลาแสดงคอนเสิร์ต

หากแต่ No More Belts อยู่กับค่ายสนามหลวง การดนตรี ได้ประมาณปีเศษ ผลิตงานไปได้ 5 อัลบัม ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ได้ข้อสรุปร่วมกันแล้วว่า คงถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วที่ No More Belts จะกลับมาทำงานเพลงกันเองอีกครั้ง เริ่มต้นจากอัลบัมเต็มของ Soundlanding และ Belter 3.0 Seven Days โดยให้ศิลปินในค่ายและผองเพื่อนเลือกนำแต่ละวันในสัปดาห์มาตีความเป็นเพลง เช่น Moon ทำเพลง Monday, Sleeper 1 ทำเพลง Friday, Crescendo มาทำเพลง Weekend หรือเพลง Seven Days ที่เกิดจากการรวมศิลปิน No More Belts All Star

อีกโปรเจกต์ที่สำคัญคือ NO MORE BELTS’ HAPPENING music and art festival ตอน Circle of Friends คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของค่ายในรอบ 5 ปี เมื่อวันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ในงานนอกจากมีการแสดงดนตรีของชาวไร้เข็มขัดแล้ว ยังมีการแสดงงานศิลปะ ผลิตภัณฑ์กราฟิกอาร์ตสุดเท่จากเหล่าศิลปินและนักออกแบบอีกด้วย

“คอนเสิร์ตนี้เหมือนการสั่งลาการทำงานในกรุงเทพฯ ของผมเลยนะ ตอนนั้น วิภว์ บูรพาเดชะ เจ้าของ happening มาคุยว่าเรามาทำคอนเสิร์ตกันไหม ก็โอเค จากนั้นไปชวนน้อง ๆ จากทีม B.O.R.E.D ซึ่งสมัยนั้นเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ที่ดังมากอยู่แล้วมาช่วยกัน พวกไฟพวกแสงก็มาจากทีมแถวหน้าของประเทศ และเรายังต้องเตรียมทำซีดีเพื่อแจกในงาน ทำโปสเตอร์ ทำ DVD บันทึกคอนเสิร์ต และหนักสุดคือเราไม่ได้เล่นเฉพาะ No More Belts อย่างเดียว มีเพื่อน ๆ อย่าง Friday, Crescendo, Scrubb ซึ่งทั้งหมดเป็นงานที่ใหญ่เกินค่ายเล็ก ๆ อย่างเราจะทำ แต่ไม่เป็นไร เรารู้สึกว่าทำจนสุด เอาให้ดีที่สุด” หนึ่งเล่า

“ลองคิดดู ผู้ชม 1,500 คน ศิลปินอีก 40 ชีวิต สปอนเซอร์ แสง เสียง ทุกอย่างจัดการโดยหนึ่งคนเดียว ทำได้ยังไง” ปอยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

หลังจบคอนเสิร์ต หนึ่งรู้สึกว่าเขาอยากพัก จึงตัดสินใจหยุดการทำงานค่ายเพลงชั่วคราว พร้อมโยกย้ายกลับบ้านที่เกาะสมุยเพื่อไปดูแลคุณยาย ส่วนศิลปินในค่ายก็แม้จะอยู่ในสังกัดไร้เข็มขัดอยู่ แต่ทุกคนก็มีอิสระในการเติบโตและหยัดยืนด้วยขาของตัวเอง นับเป็นการปิดฉากยุครุ่งเรืองของ No More Belts อย่างสวยงาม

ชีวิตที่แสนสบายบนเกาะสมุย ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ กลิ่นลมและไอทะเล ทำให้หนึ่งเหมือนได้กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง

ในเวลานั้นเขาแทบจะปล่อยมือจากการเล่นดนตรีเลยทีเดียว โดยหลัก ๆ เหลือเพียงการแสดงร่วมกับวง Friday ขณะที่งานเพลงส่วนตัวมีแค่ Sleeper 1 ชุดที่ 3 Ferry และปัจฉิมลิขิต โปรเจกต์พิเศษที่หนึ่ง ปอย และนอ หุ้นส่วน 3 คนของ No More Belts ใช้เวลาว่าง ต่างคนต่างทำแล้วนำงานมารวมกัน

“เรารู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรผูกมัด ใครอยากทำอะไรก็ทำ หรือจะไปร่วมงานกับใครก็ยินดี เหมือนเราผ่านจุดพีกที่สุดในชีวิต ผ่านความรู้สึกพลุ่งพล่านแบบวัยรุ่นมาแล้ว นี่เป็นเวลาที่เราต้องพักตัวเอง เหมือนคลื่นที่เคยตูมตาม กลายมาเป็นคลื่นเล็ก ๆ เบา ๆ เรียบ ๆ”

หนึ่งใช้ชีวิตที่นี่ประมาณ 2 – 3 ปี กระทั่งยายและพ่อจากไป จึงกลับมาทบทวนว่าจะเดินไปทางไหนต่อ แน่นอนว่าการกลับเมืองหลวงเป็นสิ่งที่ตัดทิ้งไปตั้งแต่ต้น เพราะเขาติดใจชีวิตที่ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ส่วนการปักหลักอยู่สมุยต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนที่รู้จักก็มีแต่รุ่นใหญ่ แถมค่าครองชีพยังค่อนข้างสูง การเดินทางก็ไม่ได้สะดวกสบาย

พอดีก่อนหน้านี้หนึ่งเคยซื้อที่ดินในอำเภอแม่แตง แล้วยังมีเพื่อนฝูงอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่อีกเพียบ หนึ่งจึงปรึกษากับภรรยา แล้วตัดสินใจย้ายถิ่นฐานจากแดนใต้มาสู่ดอยเหนือเป็นการถาวร โดยมาสร้างบ้านพักอีกหลังอยู่ที่อำเภอหางดงเพื่อจะได้เดินทางเข้าเมืองได้สะดวกยิ่งขึ้น

ชีวิตที่เชียงใหม่เปรียบเสมือนการได้สัมผัสโลกใบใหม่

หนึ่งได้ทำไร่ ทำสวน เปิดร้านกาแฟ พบเจอกับผู้คนที่หลากหลาย โดยเฉพาะวงดนตรีที่น่าสนใจ อาทิ Harmonica Sunrise ซึ่งเขารู้สึกว่าเท่มาก และอยากทำงานด้วย จึงชักชวนมาร่วมโปรเจกต์ Belter 4 – Song From The North หรือ AfterBluesMoon ซึ่งหนึ่งทำอัลบัม Silhouette ให้ แถมหลาย ๆ เพลงยังโด่งดังไกลถึงกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น ดาวตก หลับฝันดี และ อยากจะหยุดเวลา

“ถ้าเทียบกับ Morningsurfers, Soundlanding หรือ Moon แล้ว AfterBluesMoon จะไม่หนักเท่า เขาเป็นเหมือนตัวแทนของความเป็นป๊อปที่ใกล้เคียงกับ Friday มาก มีความเย็น ๆ ผ่อนคลาย เราก็เลยอยากทำ แล้วมุมมองที่เขาหยิบมาเล่าก็ไม่ได้ซับซ้อน เป็นเรื่องราวของเด็กเชียงใหม่ที่อยู่แถว ๆ มหาวิทยาลัย และที่ชอบมากสุดคือเคมีมันคุยกันง่ายมาก อาจเพราะเขาโตมากับงานของเรา จำได้ว่าชุดนี้ทำได้เร็วมาก แล้วก็เป็นงานเต็มอัลบัมชุดแรกหลังจากมาอยู่ที่เชียงใหม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้เราทำแค่ซิงเกิลเล็ก ๆ น้อย ๆ กับอัลบัมของตัวเอง”

นอกจากนี้ก็ยังมี Tender Routine จากกลุ่ม No Signal Input, Meyvee หรือ เมธาวี โปธา นักร้องสาวเสียงใสที่หนึ่งชวนมาคัฟเวอร์เพลงเก่า ๆ ของ No More Belts รวมถึง วงคูเมือง-Crew Murng วงอินดี้ฟังก์คำเมืองที่มีลีลาการร้องการเล่นเป็นเอกลักษณ์

“ในมุมมองของผม เด็กเชียงใหม่เล่นเก่งกว่ากรุงเทพฯ มาก เพราะส่วนใหญ่เขาโตจากการเล่นดนตรีกลางคืน แต่ละที่ให้เล่นชั่วโมงเดียว จากนั้นก็เปลี่ยนร้านไปเรื่อย ๆ มันเหมือนเป็นการฝึกบางอย่าง เพียงแต่โอกาสในชีวิตมีน้อยกว่า ดังนั้น หากพวกเขาออกไปสู่โลกกว้างได้ โอกาสที่จะไปเร็วก็มีมาก เพราะหลายวงมีลายมือที่ชัดเจน อย่างคูเมืองเขากล้าผสมผสานความเป็นล้านนาเข้าไปในเพลง ไม่เขินอายที่จะใช้ภาษาคำเมือง โดยไม่ต้องสนใจว่าร้องไปแล้วใครจะเข้าใจ ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยความกล้า เป็นเรื่องของทัศนคติ แต่โดยรวมพวกเขามีความเป็นศิลปินสูงมาก”

เช่นเดียวกับหนึ่งที่ทุกวันนี้ยังสนุกกับการทำเพลงในแบบที่ตัวเองชื่นชอบ และต่อให้ No More Belts อาจไม่คึกคักเหมือนสมัยก่อน แต่ก็ยังมีผลิตผลงานออกมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเชียงใหม่ซาวนด์เข้ามาโลดแล่นในวงกว้าง อย่างอัลบัม Belter 9.0 “โฟล์คเน่อ” ซึ่งหนึ่งชักชวนศิลปินเชียงใหม่ ทั้ง ลานนา คัมมินส์, บอย Imagine, เขียนไขและวานิช, ดวงดาว เดียวดาย, เรืองฤทธิ์ บุญรอด, ชา สุเทพการบันเทิง และ สายกลาง จินดาสุ มาทำเพลงโฟล์กใหม่ ๆ ไปด้วยกัน หรือแม้แต่การเข้าไปช่วยโปรดิวซ์งานให้ศิลปินเลือดใหม่จากค่าย Made in chiangmai นับเป็นความภูมิใจของคนทำเพลงตัวเล็ก ๆ ที่ได้ส่งต่อความสุขผ่านเสียงเพลงตลอดมา

กว่า 50 อัลบัม กับบทเพลงร่วม 600 เพลง ตลอดระยะเวลา 22 ปีของค่ายเพลงไร้เข็มขัด พวกเขาได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำ และสร้างความประทับใจให้กับผู้คนมาแล้วมากมาย

หากเปรียบเทียบว่า No More Belts เป็นอะไรสักอย่างของวงการเพลงไทย ปอยบอกว่า ก็คงเหมือนไพ่โจ๊กเกอร์ที่ไม่เคยเป็นตัวเต็ง ไม่เคยอยู่ในความคาดหวัง แต่เมื่อเปิดไพ่ขึ้นมาแล้วกลับทำให้ทุกคนตกใจได้ และนึกไม่ถึงว่าจะมีสิ่งนี้อยู่ด้วย

“เราไม่ได้เริ่มจากนายทุนที่มีเงินเยอะ เราไม่ใช่ผู้บริหารที่ช่ำชองประสบการณ์ ไม่ใช่โปรดิวเซอร์ที่เก่งกาจ แต่เราเริ่มจากคนที่อยากทำ แล้วก็ทำอย่างมุ่งมั่น แล้วสุดท้ายดันกลายเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน”

เพราะฉะนั้น เมื่อมีโอกาสพวกเขาจึงกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้ายกับคอนเสิร์ต No More Belts ‘The Last Reunion Concert’ ซึ่งนอกจากมี 4 ศิลปินหลัก อย่าง Sleeper 1, PORTRAIT, Morningsurfers และ Soundlanding ยังมีผองเพื่อนอีกมากมายที่เคยทำงานร่วมกัน จะมาร่วมซึมซับบรรยากาศและภาพในวันวานไปพร้อมกัน

“คำว่า Reunion เราไม่ได้หมายถึงศิลปินเท่านั้น แต่หมายถึงคนฟังที่เติบโตมาพร้อมกัน หลายคนฟังเพลงของเราตั้งแต่มัธยมปลายจนถึงมหาวิทยาลัย ช่วงที่เปลี่ยนผ่านจากวัยรุ่นเป็นผู้ใหญ่ เป็น Soundtrack หนึ่งของชีวิต แล้วคอนเสิร์ตครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่แฟนเพลงในยุคนั้นจะกลับมาเจอกัน บางคนอาจเจอเพื่อนที่คุ้นหน้าคุ้นตา เคยสนุกด้วยกัน เคยร้องไห้ด้วยกัน เหมือนเป็นงานเลี้ยงรุ่นของทั้งศิลปินและแฟนเพลงไปพร้อม ๆ กัน เราเชื่อว่าจะเป็นความทรงจำที่มีค่ามาก” ปอยขยายความ

“งานคอนเสิร์ตนี้ต้องยกความดีความชอบให้ปอย เพราะปอยเป็นตัวตั้งตัวตี ส่วนผมทุกวันนี้อยู่เชียงใหม่ก็จะห่างออกมา แต่เราก็พยายามทำเท่าที่ทำได้ ทำให้ดีที่สุด เพราะคงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่จะได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันกับศิลปินที่เป็นพี่น้อง แฟนเพลงที่โตกันมา เราใช้เวลาให้คุ้มที่สุด” หนึ่งกล่าวเสริม

ทั้งคู่ตั้งใจอยากให้ผู้ชมมาร่วมดื่มด่ำกับซาวนด์ที่ทุกคนคุ้นเคยและคิดถึง พร้อมกับมีเซอร์ไพรส์เล็ก ๆ เช่น มีศิลปินรับเชิญที่เป็นแฟนเพลง Sleeper 1 ตั้งแต่เด็ก มาร้องเพลงที่เขาชื่นชอบให้ทุกคนได้ฟังกัน การแสดงสดครั้งแรกของศิลปิน 60 C เจ้าของเพลง I Miss U2 ที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาเป็นใคร หรือปอยก็ตั้งใจเลือกบางเพลงของ PORTRAIT ที่เคยเล่นในช่วงงาน Fat Festival ครั้งที่ 3 เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วกลับมาเล่นอีกครั้ง พวกเขาเชื่อว่าหลายอย่างบนเวทีนี้จะไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน และอีกหลายอย่างจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว ก่อนปิดตำนานนี้ลงอย่างสมบูรณ์

“สำหรับผม No More Belts เหมือนเป็นจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งของวงการที่ครั้งหนึ่งเพลงอินดี้เคยรุ่งเรืองที่สุด เราโชคดีที่ได้อยู่ในวงแหวนของพื้นที่ตรงนั้น ได้อยู่ในบรรยากาศที่มีรายการวิทยุอย่าง Fat Radio มีแฟน ๆ มาดูเล่นสด มาหาศิลปินที่ชื่นชอบที่บูท อุดหนุนสินค้า จากนั้นศิลปินก็นำเงินตรงนั้นมาทำเพลงแล้วส่งกลับไปให้ที่ Fat ใหม่ ผมเรียกสิ่งนี้ว่า Renaissance ของอินดี้ไทย และผ่านมา 20 กว่าปี เราก็ยังมีคนฟัง ศิลปินบางคนที่เราเพิ่งรู้จัก เข้ามาชื่นชม บอกว่าเขาโตมากับส่วนหนึ่งของเพลงเรา นี่ถือเป็นความสุขมาก เพราะอย่างน้อยบ้านหลังเล็ก ๆ นี้ยังมีคุณูปการต่อชีวิตของใครบางคน” หนึ่งทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของหนึ่งในค่ายเพลงอินดี้เล็ก ๆ แต่ยิ่งใหญ่ในใจของผู้ฟังที่หลงใหลเพลงนอกกระแสจำนวนมาก เป็นความทรงจำที่จะไม่เลือนหายไปอย่างแน่นอน

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน