...ลือ ชาง โฮ ชอย ตาย เหยื่อหมัดรายใหม่ของ เขาทราย แกแล็คซี่

นิตยสาร มวยสยาม พาดหัวข่าว หลังจากขวัญใจนักชกชาวไทยป้องกันแชมป์โลก WBA รุ่นซูเปอร์ฟลายเวท ครั้งที่ 8 ได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะน็อกนักชกแดนโสมขาวไปได้ในยกที่ 8 

แม้สุดท้ายจะเป็นเพียงแค่เรื่องโคมลอย เพราะเขาทรายออกมาสยบข่าวว่า ต่อให้หมัดของเขาจะหนักเพียงใด ก็คงไม่ถึงขนาดต่อยคนตายได้ แถมหลังชกเสร็จ คู่ต่อสู้ยังอยู่ในสภาพดี บอบช้ำตามใบหน้าเท่านั้นเอง ส่วนการเข้าโรงพยาบาล ทางนักข่าวได้ตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าเป็นเพียงตรวจร่างกายและสมองธรรมดาเท่านั้น

แต่อีกมุมหนึ่ง เหตุการณ์นี้ยังเป็นการยืนยันถึงกระแสความนิยมแบบสุดปรอทของแชมป์ตลอดกาลคนนี้ ซึ่งโดดเด่นในพลังหมัดซ้ายที่รุนแรงถึงขั้นบุกทะลวงคู่ต่อสู้จนแพ้ราบคาบมาแล้วนักต่อนัก หากย้อนกลับไปเมื่อเขาทรายคว้าแชมป์ครั้งแรก ในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2527 กลายเป็นคนไทยคนที่ 9 ที่ได้แชมป์โลก ผ่านมาครบ 40 ปีพอดี ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงถือโอกาสนี้ชักชวนเขาทราย หรือ ระ-สุระ แสนคำ วีรบุรุษแห่งเมืองมะขามหวาน มาพูดคุยถึงเส้นทางสุดวิบากที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ น้ำตา และความอดทนแบบเกินพิกัด จนก้าวขึ้นสู่เบอร์ 1 ได้เต็มภาคภูมิ ป้องกันแชมป์ได้ถึง 19 ครั้ง โดยไม่เคยเสียเข็มขัดให้ใคร และกลายเป็นตำนานคนกีฬาที่ทั่วโลกยอมรับอย่างแท้จริง

ในวันที่เขาทรายถล่ม ศักดิ์สมัย ช.ศิริรัตน์ ในศึกพลังหนุ่มจนน่วมไปทั้งตัว คว้าเข็มขัดแชมป์ประเทศไทยจากเวทีราชดำเนินมาครองได้สำเร็จ สิ่งแรกที่เขาทำคือเดินทางจากกรุงเทพ​ฯ กลับเพชรบูรณ์ และมุ่งตรงไปยังวัดที่ฝังร่างของแม่ เพื่อบอกว่า ลูกชายคนนี้เป็นแชมป์ให้แม่ได้แล้วนะ

เพราะหากไม่มีผู้หญิงที่ชื่อ คำ แสนคำ คอยสนับสนุนและส่งพลังอยู่เบื้องหลัง คงไม่มีทางเลยที่เด็กหนุ่มจากบ้านเฉลียงลับผู้นี้จะกลายเป็นตำนานของวงการมวยโลก

เขาทรายเป็นลูกหัวปีของ พ่อขัน กับแม่คำ เขามีฝาแฝดคือ เขาค้อ แกแล็คซี่ หรือ โรจน์-พีระชัย (วิโรจน์) แสนคำ แม้ว่าระจะออกมาจากท้องแม่ก่อน แต่ครอบครัวนับว่าเขาเป็นน้องของโรจน์ เนื่องจากชาวบ้านที่นั่นมีความเชื่อว่าลูกคนที่คลอดทีหลังเป็นพี่ เพราะยอมเสียสละให้น้องออกมาก่อน

สองพี่น้องมีแววเรื่องหมัดมวยมาตั้งแต่เด็ก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแม่คำนั้นหลงใหลมวยมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะ โผน กิ่งเพชร แชมป์โลกชาวไทยคนแรก ถือเป็นขวัญใจมานมนาน

อีกคนที่แม่ไม่เคยพลาดเชียร์คือ ธนูเล็ก เพชรเจริญ นักมวยไทยท้องถิ่นที่มีอาวุธเด็ดอย่างลูกเตะที่รวดเร็วมาก เวลามีงานที่วัดภูเขาดิน แม่จะเหมารถจูงลูกชวนชาวบ้านไปดูมวยแทบไม่ขาด

เพราะฉะนั้น พอเจอลูกอ้อนของระกับโรจน์ ลูกชายวัย 5 ขวบว่าอยากได้นวมมาชกเล่น แม่จึงใจอ่อนยอมซื้อให้คนละคู่เป็นของขวัญ นับแต่นั้นพอตกเย็น ฝาแฝดแทบไม่ทำอะไรนอกจากฝึกซ้อมมวย ต่อยกันเองตามประสา สมมติตัวเองเป็นธนูเล็ก เพื่อนฝูงคนไหนอยากมาชกด้วยก็ยินดีให้ยืมนวม บางครั้งมีชาวบ้านมาจ้างให้ต่อยโชว์ ใครชนะจะได้เงิน 1 – 2 บาท

“แม่ผมมีร้านกาแฟอยู่ เราเลยต่อยแถวลานหน้าบ้านนั่นแหละ พอชาวบ้านเห็นเลยให้ต่อยโชว์ แต่ต่อยสากลอย่างเดียว ได้เงินทุกวัน กติกาไม่มีอะไรมาก ถ้าฝ่ายใดร้องไห้คือแพ้ ยอมกันไป แต่เขาค้อร้องบ่อย ส่วนผมเป็นคนอดทน เป็นคนอดทนตั้งแต่เด็กแล้ว” แฝดน้องเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่ถึงจะชอบชกมวยเป็นชีวิตจิตใจ เขาทรายกลับไม่เคยคิดจะต่อยมวยจริงจัง จนกระทั่งอายุได้ 11 ขวบ มีคนชักชวนเขาค้อให้ไปต่อยมวยไทยรุ่นจิ๋วในงานวัดแลกกับเงิน 20 บาท ด้วยความเป็นคนขี้โรคตั้งแต่เด็ก แม่จึงสนับสนุนเต็มที่เพื่อจะได้ฝึกมวยให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งสุดท้าย ไม่เสียแรงที่ซื้อนวมให้ตั้งแต่เล็ก ๆ เพราะเจ้าโรจน์เอาชนะคู่ต่อสู้ได้ขาดลอย ไปที่ไหนมีแต่คนรู้จัก เด่นจ๋า ลูก ฉ.ล.

ส่วนเจ้าระ แม้ฝีหมัดจะไม่เป็นรองแฝดพี่ แต่เขายอมรับตามตรงว่าไม่อยากขึ้นชก เพราะกลัวเจ็บ กระทั่ง 2 ปีต่อมา เกิดจุดพลิกผัน เมื่อเขาทรายไปขอเงินเขาค้อ 10 บาท แต่เขาค้อไม่ยอมให้ แถมยังวิ่งหนี ด้วยความโมโหเขาจึงตัดสินใจหาเงินเองด้วยการชกมวยโดยใช้ชื่อว่า ดาวเด่น ลูก ฉ.ล.

แมตซ์แรกในชีวิตนักมวย ดาวเด่นต้องเจอกับ หงส์ทอง ศักดิ์จิตรเกษม มวยเด็กมือดีที่เคยมีประสบการณ์ไปซ้อมที่กรุงเทพฯ มาแล้ว โดยพ่อกับแม่ขนญาติพี่น้องมาเชียร์กันเต็มสนาม 

แม้จะชกแค่ 3 ยก ยกละ 3 นาที แต่ 9 นาทีนี้ถือเป็นห้วงเวลาที่นักชกหนุ่มไม่เคยลืม เพราะทั้งคู่ชกกันจนร่างกายสะบักสะบอม โดยหงส์ทองได้เปรียบความสูง เข่าหนัก ส่วนดาวเด่นโดดเด่นเรื่องหมัดกับการเตะขาพับคู่ ต่างฝ่ายต่างบุกตะลุยใส่แหลกแบบไม่ยั้ง จนแทบยืนไม่อยู่

ข้างเวทีมีเสียงตะโกนของแม่คำบอกให้ลุยเข้าไป กระทั่งกรรมการตีระฆังสั่งสัญญาณครบยก พร้อมชูมือให้ทั้ง 2 ฝ่ายเสมอกัน ท่ามกลางเสียงปรบมือลั่นของกองเชียร์ วันนั้นทั้งดาวเด่นและหงส์ทองได้ค่าชกมากเป็นพิเศษคนละ 50 บาท เพราะต่อยสนุก ต่อยมัน จนผู้ชมและกรรมการประทับใจ

แต่ด้วยสภาพร่างกายที่น่วมไปทั้งตัว นั่งถ่ายท้องไม่ได้ 3 – 4 วัน เจ้าระจึงเกิดความท้อและบอกแม่ว่าเข็ดแล้ว ไม่เอาอีกแล้ว ส่วนแม่ให้กำลังใจว่า หากคิดจะเป็นนักมวยต้องขยันซ้อม เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยซ้อมจริง ๆ จัง ๆ สักครั้งเลย

“แม่ปลุกตั้งแต่ตี 5 ให้มาวิ่ง แล้วเอาถุงปุ๋ยมาใส่ขี้เลื่อย แขวนบนต้นไม้เป็นกระสอบให้เราชกทุกเย็น พอเราซ้อมหนัก ๆ ก็เริ่มแข็งแกร่ง อยากโชว์พลัง แล้วผมเป็นมวยที่บู๊มาตั้งแต่เด็ก น็อกคนอื่นมาตลอด เลยได้เปรียบ เพราะใครจะมาสู้แรงเรา”

สองพี่น้อง เด่นจ๋า-ดาวเด่น จับมือกันตะลุยแข่งชกไปทั่ว ชื่อเสียงขจรขจาย ถึงขั้นที่ ครูปราการ วรศิริ เจ้าของค่ายมวยศรีเทพ ค่ายมวยที่ใหญ่สุดของจังหวัดเพชรบูรณ์ ไปขอตัวฝาแฝดมาร่วมคณะ ทำให้ทั้งคู่ต้องเปลี่ยนนามสกุลจาก ‘ศิษย์ ฉ.ล.’ มาเป็น ‘เมืองศรีเทพ’

ชีวิตในค่ายมวยต่างจากการซ้อมอยู่บ้านอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะระเบียบวินัย มีตารางการซ้อมที่ชัดเจน โดยมี ครูมานะ เหล่าประดิษฐ์ เป็นเทรนเนอร์หลักประจำค่าย พวกเขาได้เรียนรู้เชิงมวยใหม่ ๆ ที่ไม่เคยฝึกมาก่อน เช่นการเตะกระสอบทรายติด ๆ กันโดยไม่ต้องเอาขาลงดิน 

“ที่นี่ซ้อมแบบกรุงเทพฯ มวยกรุงเทพฯ กับมวยต่างจังหวัด มันห่างกันโดยสิ้นเชิง เตะเป้า 100 ครั้ง เตะกระสอบ 100 ครั้ง ซิตอัป 100 ครั้ง ปกติบ้านนอกไม่มีหรอก ฝึกกล้ามท้องกันไม่เป็น แต่ที่นี่เขาใช้วิธีเดียวกับในกรุงเทพฯ แล้วมีเทรนเนอร์ที่ซ้อมอยู่ที่นี่มาดูแล เราเลยพัฒนาได้เร็วมากขึ้น”

หากแต่การฝึกที่สุดโหดและอยู่ไกลครอบครัวทำให้ทั้งคู่แอบหนีกลับบ้านเป็นประจำทุกวันเสาร์ เพราะอยากเจอหน้าแม่ จนหัวหน้าค่ายจับได้และโดนเรียกตัวไปตำหนิ

“ครูบอกว่า ขาดนมแม่ไม่ได้เหรอ ตั้งแต่นั้นไม่ได้ไปเลย อายครู คือแกดุมาก สมัยนั้นจะถือไม้เรียว แล้วโดนตีกันหลายคน ผมไม่เคยโดน แต่พอเห็นเพื่อนโดนก็สงสาร จึงไปตกลงกับครูว่า ต่อไปนี้ครูห้ามตี ห้ามด่าได้ไหม ไม่อย่างนั้นพวกผมไม่มีกำลังใจซ้อม ไม่มีกำลังใจชก เชื่อไหมหลังจากนั้นหัวหน้าสละไม้เรียว เริ่มใจดี เริ่มโอนอ่อนกับเรา เพราะอย่างน้อยเราเป็นคนขยัน ไม่เคยขี้เกียจ”

จากนั้นครูปราการจึงเริ่มส่งนักมวยคู่แฝดเดินสายปะทะฝีมือกับนักชกทั้งในเพชรบูรณ์ พิจิตร และจังหวัดข้างเคียง ซึ่งพวกเขาต่างแสดงฝีมือออกมาได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะดาวเด่นที่ขึ้นชกเมื่อไหร่เป็นอันน็อกคู่ต่อสู้ได้แทบตลอด เรียกว่าในเมืองศรีเทพหาคู่ชกมาเทียบรัศมียากมาก

ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งเจ้าระยังปลอมตัวไปขึ้นชกแทนเจ้าโรจน์ เช่นเมื่อครั้งที่เด่นจ๋าพลาดท่าเสียทีนักมวยรุ่นโต ฤทธิชัย ผาแดงชัย โดนชกจนสะบักสะบอม ด้วยแรงแค้นที่อยากเอาชนะ จึงไหว้วานให้ดาวเด่นปลอมตัวไปขอชกแก้มือถึงถิ่นที่บ้านป่าแดง ซึ่งฤทธิชัยก็ยินดี โดยไม่ระแคะระคายว่าคู่ต่อสู้ไม่ใช่คนเดิม ผลปรากฏว่าเด่นจ๋าตัวปลอมใส่หมัดซ้ายเสยปลายคางเจ้าถิ่นเต็มแรง ลงไปนอนให้กรรมการนับ 8 ก่อนจะเป็นฝ่ายชนะคะแนน ล้างแค้นให้พี่ชายสำเร็จ

กระทั่ง พ.ศ. 2521 ชีวิตของเด็กหนุ่มวัย 19 ปีก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อครูปราการแนะนำให้เขารู้จักกับ นิวัฒน์ เหล่าสุวรรณวัฒน์ หรือ แชแม้ โปรโมเตอร์มวยชื่อดัง เจ้าของรายการ ศึกพลังหนุ่ม

ครูปราการคุ้นเคยกับแชแม้มานาน เพราะภรรยาของเซียนมวยผู้นี้เป็นชาวอำเภอวังชมภู เป็นเทพีเพชรบูรณ์ จึงแวะเวียนมาที่นี่อยู่เสมอ พร้อมกับเสาะหานักชกฝีมือเยี่ยมไปขึ้นชกที่กรุงเทพฯ ครูปราการจึงเสนอนักชก 2 คนในค่าย คือเจ้าระ กับ เล็ก กำภู 

เวลานั้น แชแม้ไม่ได้มีค่ายมวยเป็นของตัวเอง จึงต้องไปฝากฝังนักชกให้เพื่อนฝูงที่คุ้นเคยกันช่วยดูแล เด็กหนุ่มจึงต้องอาศัยอยู่ที่ค่าย ส.สิรินันท์ ของ เฮียกวง-สมชาย ดวงประเสริฐดี แถวตลาดน้อย

“เขาซ้อมโหดอยู่แล้ว ใคร ๆ ก็รู้ประวัติ แล้วที่พักเป็นเพิงหมาแหงน พวกนักมวยไม่มีชื่อจะมารวมตัวอยู่ตรงนี้ ทนร้อนทนแดดทนฝน มีพัดลมแค่ตัวเดียว พอถึงตี 5 ทุกคนต้องตื่นมาวิ่งกันแล้ว ลำบากมาก เล็กอยู่ได้เดือนเดียว ขอกลับเพราะทนไม่ไหว คิดถึงบ้าน แล้วมันซ้อมหนักจริง ๆ แต่ผมเป็นคนที่อดทนสูง ไม่เคยปริปาก มุ่งมั่นซ้อมเป็นหลัก”

ความฝันของเจ้าระ คืออยากได้เข็มขัดแชมป์ไปฝากแม่ อยากทำให้แม่รู้สึกภูมิใจว่าเส้นทางที่ส่งเสริมนั้นได้เปลี่ยนชีวิตลูกชายคนนี้อย่างไรบ้าง

“สมัยก่อนเวลาไปต่อยที่ไหน แม่จะพาเหมารถหมอลำไป แม่สนับสนุนเต็มที่ แต่พอมาอยู่ค่ายมวย แม่ไม่มายุ่งเลย ไม่มาดูด้วย ต่อยที่ไหนไม่เคยไปดู พอเราต่อยเสร็จก็บอกแม่ว่าชนะแล้วนะ คือสำหรับแม่แล้ว เขาถือว่าให้วิชาชีพเราแล้วไง แม่ทำให้แล้ว”

ในที่สุด สิ่งที่รอคอยเริ่มขยับเข้าใกล้ความจริง เมื่อแชแม้ส่งตัวนักชกหนุ่มขึ้นเวทีศึกพลังหนุ่มที่เวทีราชดำเนิน แต่ก่อนจะก้าวสู่สนามจริง โปรโมเตอร์ดังเห็นว่า ชื่อ ‘ดาวเด่น เมืองศรีเทพ’ ดูจะเฉยไปสักหน่อย ฟังแล้วไม่ฮึกเหิม จึงเปลี่ยนชื่อให้ใหม่เป็น ‘เขาทราย วังชมภู’ 

เขาทรายแสดงอิทธิฤทธิ์ได้สมกับเป็นยอดนักชกภูธร บุกถล่มคู่ต่อสู้จนพ่ายน็อกอย่างรวดเร็ว และเก็บชัยชนะได้ต่อเนื่อง โดยมีเคล็ดลับอยู่ที่หมัดซ้าย

“เหมือนพระเจ้าสร้างมาให้เราหมัดหนัก โดยเฉพาะหมัดซ้ายต่อยเป็นลง คือค้นพบเองจนกลายสไตล์ เตะขาตามด้วยต่อยหมัด ลงทุกราย ส่วนฮุกขวานั้นอย่าให้โดน ผมหากินได้เลย เพราะบางคนเห็นเราถนัดหมัดซ้าย จะเล่นลูกลักไก่ มาต่อยขวา ผมฮุกสวนล้มลงไปเลย”

หากแต่ในปีแรก ๆ เขาทรายต้องตระเวนขึ้นลงกรุงเทพฯ-เพชรบูรณ์ เพราะยังเรียน ปวช. อยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์ โดยระหว่างนั้นเขาอาศัยเวลาว่างไปชกมวยตามจังหวัดต่าง ๆ พร้อมกับรอแชแม้โทรศัพท์เรียกตัวถ้ามีคิวชกที่เวทีราชดำเนิน

สถิติการชกของเขาทรายในเวลานั้นถือว่าดีพอตัว เพราะแพ้แทบนับครั้งได้ ส่วนใหญ่จะน็อกคู่ต่อสู้บนเวทีมากกว่า แต่ในสายตาของเซียนมวยหลายคน กลับมองว่าไอ้ระคงไปถึงระดับยอดฝีมือได้ยาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาแพ้ทางศอก พอโดนหน้าเมื่อไรได้เลือดทุกที

อีกเรื่องคือรูปร่างที่เตี้ยกว่านักมวยรุ่นเดียวกัน ซึ่งเขาทรายมาวิเคราะห์ภายหลังว่าเป็นเพียงปัจจัยรองเท่านั้น เพราะสิ่งที่สำคัญมากกว่า คือทักษะการชก

“ถ้าไปดู ก้องธรณี พยัคฆ์อรุณ เขาไม่ได้ตัวสูงเลย แต่ไม่เคยเสียเปรียบใคร เพราะเขาใช้สมองในการชกไง เวลาชกก็ไม่ค่อยเจ็บ แต่ตอนนั้นผมไม่ค่อยใช้สมอง บุกอย่างเดียว เป็นมวยมุทะลุดุดัน”

 กระทั่งวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2523 ชีวิตของเขาทรายมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อคู่ชกมวยสากลที่ต้องต่อยกับ พุก ศรีธรรม เกิดเบี้ยวกะทันหัน แชแม้หันซ้ายหันขวามาเจอหน้าเจ้าระ จึงเอ่ยปากถามทันทีว่า มึงต่อยสากลเป็นไหม

แม้จะเติบโตบนเส้นทางมวยไทยมาตลอด แต่สมัยยังอยู่กับครูปราการ เขาทรายเคยมีโอกาสเป็นตัวแทนจังหวัดเพชรบูรณ์ คัดเลือกนักกีฬามวยสากลสมัครเล่นประจำเขต 6 เพื่อเข้าร่วมกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 10 ณ จังหวัดอุดรธานี เสียแต่ว่าครั้งนั้นไปไม่ถึงฝัน พ่ายนักมวยเจ้าถิ่นที่นครสวรรค์ คว้าเพียงเหรียญเงินเท่านั้น เพราะฉะนั้น เมื่อมีโอกาสแก้มืออีกครั้ง เขาทรายจึงกระโจนสู่สังเวียนทันที

พุกเป็นนักมวยรุ่นเก๋า ชกมวยสากลมานานหลายปี แต่หยุดต่อยไปพักใหญ่ และตั้งใจจะหวนกลับมาชิงแชมป์รุ่นฟลายเวท ระหว่างรอจึงต้องชกอุ่นเครื่องก่อน แน่นอนสำหรับสายตาของผู้ชม เขาทรายคือนักมวยโนเนมที่ไม่มีทางสู้เลย ยืนยันได้จากเซียนพนันที่เปิดอัตราต่อรองว่า พุกจะชนะถึง 7 – 1

แต่หลังจากดูเชิงกัน 1 – 2 ยก เขาทรายจึงปล่อยหมัดซ้ายขวา ไล่กระหน่ำนักชกรุ่นพี่แบบไม่ยั้ง จนพุกลงไปนอนให้กรรมการนับเพียงยกที่ 5 เท่านั้น

“เราได้เปรียบเรื่องหมัดหนัก เรื่องลุยเขาสู้เราไม่ได้เลย ยิ่งเข้าไปใกล้ ๆ แล้วแลกกัน ยิ่งเห็นชัด พอยิ่งชกก็จะลงทุกที แล้วสุดท้ายลงจริง ๆ”

ชัยชนะชนิดหักปากกาเซียน ทำให้แชแม้เห็นว่าอนาคตของเด็กหนุ่มคงไม่ใช่มวยไทย แต่ต้องเป็นมวยสากลเท่านั้น เขาจึงบอกกับเจ้าระว่าให้เบนเข็มมายังสายนี้เต็มตัว

“พอเราชกแล้วแววออกมา นอกจากเรื่องหมัดหนักแล้ว คือหัวจิตหัวใจ เราไม่กลัวใคร พอเฮียแม้บอกให้ต่อยสากลเท่านั้น เราก็คิดว่าดีสิ ต่อยสากลอย่างเดียว แล้วในโลกนี้ ใครจะมาสู้เราได้”

จากนั้นแชแม้จึงไปหานักชกมือดีมาประลองฝีมือกับเขาทราย เพื่อไต่อันดับการชิงแชมป์ให้เร็วที่สุด ซึ่งนักสู้จากเพชรบูรณ์ไม่ทำให้ผิดหวัง โดยนอกจากชนะรวดแล้ว ยังน็อกคู่ต่อสู้ได้แทบทุกครั้ง จนชื่อเสียงของเขาโด่งดังทั่วเวทีราชดำเนิน

พอดีกับช่วงนั้นเองที่แชแม้ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนเก่าคือ อมร อภิธนาคุณ เจ้าของภัตตาคารแกแล็คซี่ แถวสามย่าน อนุญาตให้เปลี่ยนใต้ถุนร้านเป็นค่ายมวย พร้อมกับรับนักมวยรุ่นใหม่ ๆ เข้าสู่สังกัด ‘เขาทราย วังชมภู’ จึงต้องเปลี่ยนนามสกุลเป็น ‘เขาทราย แกแล็คซี่’ โดยปริยาย

ทว่า ระหว่างรอลุ้นว่าจะชิงแชมป์ประเทศไทยเมื่อไหร่ เขาทรายได้รับโทรเลขด่วนแจ้งข่าวร้ายจากพี่ชายว่าแม่คำได้จากไปแล้ว เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 

เวลานั้นนักชกหนุ่มซวนเซหนัก หมดกำลังใจจะชกมวย ระหว่างนั่งรถ บขส. จากหมอชิตถึงเพชรบูรณ์ เขานั่งร้องไห้ตลอดทาง แต่ด้วยคำปลอบโยนของคนรอบข้าง ทำให้ลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง ด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้ากว่าเดิมว่าต้องคว้าเข็มขัดแชมป์มาเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายแด่แม่ให้ได้

และแล้วโอกาสครั้งแรกก็มาถึง เมื่อตำแหน่งแชมป์รุ่นแบนตัมเวทว่างลง เขาทรายจึงได้ประกบคู่ชกกับมวยร่วมรุ่น ศักดา ศักดิ์สุรีย์ ในวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 เวลานั้นทุกคนต่างมองว่าชื่อชั้นของเขาทรายเหนือกว่าศักดาทุกประตู โดยเฉพาะหมัดที่หนักหน่วง ชก 6 ครั้ง ชนะน็อกไปแล้วถึง 5 ไฟต์

แต่ผลที่ออกมากลับผิดคาด เพราะเขาทรายชกลมเป็นส่วนใหญ่ แทบไม่โดนคู่ชกเลย ปล่อยให้ศักดาทำคะแนนได้ต่อเนื่อง และแม้ยกที่ 7 เขาทรายจะเอาคืนด้วยการกระแทกหมัดซ้ายใส่หน้าคู่ต่อสู้จน เลือดออก กรรมการต้องยุติการชกชั่วคราวให้แพทย์ขึ้นมาทำแผล แต่ไม่ทันเสียแล้ว ครบ 10 ยก กรรมการยกมือให้ศักดาเป็นฝ่ายชนะ ส่วนเขาทรายชวดตำแหน่งแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย

เขาทรายพูดถึงการพ่ายแพ้ครั้งเดียวในการชกมวยสากลอาชีพว่าเรื่องรูปร่างก็มีส่วน แต่เหตุผลหลักคือหมดกำลังใจ และถ้าพร้อมกว่านี้รับรองว่าจะไม่มีทางเสียสถิติได้เลย

“ตอนนั้นผมรอเขาค้ออยู่หน้าเวทีราชดำเนิน เพราะกลัวว่าจะเข้าไม่ได้ คือเขาให้มีพี่เลี้ยงได้ 2 คน แล้วเรามีคิวชกเป็นคู่ท้าย ๆ ด้วย แต่โปรโมเตอร์วันนั้นจู่ ๆ ออกมาด่าเรา เมื่อไหร่จะขึ้นวะ เราก็งง แล้วอายด้วย สุดท้ายเขาค้อก็เข้าไม่ได้ เราเลยไม่อยากขึ้นชกแล้ว ปล่อยไปเลย พอแพ้ประวัติก็เสีย คนมารุมด่า หาว่าล้มมวยหรือเปล่า ไม่ใช่หรอก ผมไม่อยากชกเอง จากนั้นผมประกาศต่อหน้าทุกคนว่า หากแพ้อีก จะเลิกชกมวยทันที”

ความพ่ายแพ้ทำให้แชแม้เห็นว่าต้องหาครูมวยสักคนมาสอนเทคนิคและเสริมความแข็งแกร่งให้เขาทราย จนมาลงตัวที่ ครูเฒ่า-ชนะ ทรัพย์แก้ว ซึ่งเคยปลุกปั้น เวนิส บ.ข.ส. แชมป์โลกคนที่ 4 ของไทย 

ไม้ตายสำคัญที่ครูเฒ่าเน้นหนัก คือการสืบเท้าเข้าประชิดวงใน แล้วกระแทกซ้ายกระแทกขวาใส่คู่ต่อสู้ เพราะการออกหมัดแต่ละครั้งไม่ควรเสียเปล่า ควรเลือกเป้าที่ใหญ่สุดอย่างท้อง จะทำให้คู่ต่อสู้อ่อนแรงได้มากสุด ถ้าต่อยสม่ำเสมอไม่กี่หมัด รับรองว่าคู่ชกต้องเปลี้ยแน่นอน

หลังจากนั้นไม่นาน ศักดาสละแชมป์เพื่อเปลี่ยนไปชกรุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวท เขาทรายได้รับโอกาสแก้มือ โดยต้องสู้กับ ศักดิ์สมัย ช.ศิริรัตน์ ในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2525

เขาทรายต่อยประคองเกมไปเรื่อย ๆ ไม่ได้รีบร้อนอะไรมากนัก แต่พอชกได้ 3 – 4 ยก เริ่มเห็นแววว่า คราวนี้ชนะแน่นอน และพอถึงยกที่ 7 จึงถล่มซ้ายขวาไม่ยั้ง ก่อนจะปล่อยฮุกขวาเข้าหน้า จนศักดิ์สมัยล้มไปนอนแผ่กลางเวที ให้กรรมการนับ 10 และก้าวสู่การเป็นแชมป์ประเทศไทยได้สำเร็จ

“พอได้แชมป์ ผมกลับบ้านไปนั่งคุยกับแม่ที่หลุมศพว่าเป็นแชมป์แล้ว แม่คอยดูต่อไปนะ วันหนึ่งลูกคนนี้จะต้องเป็นแชมป์โลกเหมือน โผน กิ่งเพชร นักมวยที่แม่ชอบ” และนั่นคือสัญญาลูกผู้ชายที่เจ้าระปฏิญาณไว้กับตัวเองว่าต้องทำให้สำเร็จให้ได้

เส้นทางการเป็นแชมป์โลกของเขาทรายไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาใช้เวลานานถึง 2 ปี 9 เดือน แข่งอุ่นเครื่องถึง 25 ครั้ง จึงได้สัมผัสกับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้

หลังคว้าแชมป์ประเทศไทยตามที่หวัง คำสั่งแรกที่แชแม้และครูเฒ่าให้ปฏิบัติตาม คือสละแชมป์แบนตัมเวท (รุ่นน้ำหนัก 115 – 118 ปอนด์) เพื่อลงไปแข่งรุ่นจูเนียร์แบนตัมเวท (ปัจจุบันเรียก ซูเปอร์ฟลายเวท หรือรุ่นน้ำหนัก 112 – 115 ปอนด์) ด้วยเหตุผลว่ารุ่นเดิมเป็นรุ่นอาถรรพ์ ยังไม่เคยมีนักชกไทยรายใดคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการเปลี่ยนรุ่นเท่ากับต้องลดน้ำหนักเพิ่มขึ้น แต่เขาทรายเต็มใจปฏิบัติตาม ด้วยเชื่อมั่นว่าเส้นทางที่ผู้ใหญ่ขีดมาให้นั้นถูกต้อง ตัวเองมีหน้าที่ชกให้ดีที่สุดเท่านั้น

ระหว่างนั้น โจทย์สำคัญที่แชแม้และทีมงานต้องครุ่นคิด คือจะทำอย่างไรให้นักชกหนุ่มมีชื่อติดอันดับ เพื่อจะได้มีโอกาสเข้าชิงแชมป์โลกมากขึ้น พวกเขาต้องเดินสายประสานกับบรรดาผู้ใหญ่ในวงการมวย ทั้งจากสภามวยโลก (WBC) และสมาคมมวยโลก (WBA) รวมถึงตระเวนหานักชกต่างชาติฝีมือดีมาให้เขาทรายทดสอบกำลังหมัด

คนแรกส่งตรงมาจากเกาหลีใต้ชื่อ วู ยู อึก เพราะตอนนั้นมีข่าวลือว่าเขาทรายไปชกที่นั่นแล้วโดนน็อกกลับมา แต่ความจริงแล้วเป็นอีกคนหนึ่ง และเขาทรายก็ยังไม่เคยไปเมืองนอก ซึ่งผลลัพธ์เป็นไปตามคาด ไอ้หนุ่มพลังโสมโดนนักชกไทยกำราบอย่างรวดเร็วในยกที่ 4 

จากนั้นเขาไล่ปราบนักชกทั่วเอเชีย ทั้งฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น บางคนแม้ไม่ถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อคาเวที แต่สภาพก็ยับเยิน หน้าเปรอะเลือดเต็มไปหมด จนกรรมการต้องสั่งยุติการชก ต่อมาเขาจึงเริ่มขยับไปชกกับพวกลาตินอเมริกัน เริ่มตั้งแต่ อาดาน ยูริเบ นักมวยเม็กซิกัน ซึ่งเจ้าระไม่เคยทำให้ผิดหวัง แค่ 4 ยกก็ซัดคู่ต่อสู้ลงไปกอง คว้าชัยมาครอบครอง

และนักชกคนสำคัญที่ทำให้เขาทรายมีชื่อติดอันดับคือ วิลลี เจนเสน ชาวอเมริกัน ดีกรีรองแชมป์โลก ซึ่งเจ้าระใส่หมัดกระแทกคาง จนคู่ชกหมดสติตั้งแต่ยกที่ 2 ส่งผลให้เขาติดอันดับ 9 รุ่นจูเนียร์แบนตัมเวท ของสภามวยโลกได้สำเร็จ

แต่ถึงเขาทรายจะมีทีเด็ด น็อกคู่ต่อสู้มานับไม่ถ้วน ทว่าในสายตาของแฟนมวยในสนาม เขาเป็นนักชกที่ไม่ได้มีชั้นเชิง มีแต่แรง มีแต่กำลัง แต่ไม่มีทักษะ แถมหลายครั้งมีเสียงครหาว่า แชแม้หา ‘หมู’ มาให้เขาทรายเคี้ยวเล่นอีกต่างหาก จนมีเสียงตะโกนจากข้างเวทีอยู่เสมอ เรียกเขาว่า ‘เขาควาย’

“ไม่หมูหรอกแต่ละคน ชกเหนื่อยทุกครั้ง พอสื่อมวลชนและเซียนมวยตะโกนเรียก เขาควาย ก็มีฝังใจบ้าง แต่เราไม่สนหรอก และความจริงมวยสไตล์แบบผม ทั่วโลกเขายอมรับ แต่คนไทยเวลานั้นหลายคนไม่รู้จัก อย่าง ไมค์ ไทสัน ก็ลุยชก ลุยน็อก ใช้แต่กำลังเหมือนกัน”

เขาทรายยังคงเดินหน้าไต่อันดับไม่หยุด หลายคนเป็นนักชกที่มีประวัติโชกโชน เคยเผชิญหน้ากับแชมป์โลกมาแล้ว เช่น โฮเซ หลุยส์โซโต แต่พอถึงมือเจ้าระ ก็ใช้เพียง 2 ยกสำเร็จโทษนักชกอาวุโสลงได้ หรือ หลุยส์ อิบาเนซ รองแชมป์โลกอันดับ 3 ของสมาคมมวยโลก ซึ่งใครต่อใครต่างเกรงกลัว และเชื่อว่าเขาทรายต้องเสียท่าแน่นอน แต่สุดท้ายกลายเป็นนักชกไทยที่เดินหน้าใส่หมัดไม่ยั้งตั้งแต่ยกแรก กระทั่งนักมวยเปรูถึงกับจุก ลงไปนอน ปล่อยให้กรรมการยุติการชก

ผลจากการไล่เก็บสถิติอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ชื่อของเจ้าระเข้ามาจ่อเป็นผู้ท้าชิงลำดับต้น ๆ ของทั้ง 2 สถาบัน ซึ่งหากเป็นสถานการณ์ปกติ เขาคงได้ชิงแชมป์ไปนานแล้ว แต่คงเพราะชื่อเสียงเรื่องการน็อกอันโด่งดัง ทำให้ใคร ๆ ต่างพากันขยาด ไม่กล้าปะทะกับนักมวยหนุ่มผู้นี้

เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกว่าเหตุใดนักชกไทยหลายคนที่มีชื่อติดอันดับทีหลังกลับได้แชมป์ก่อน ไม่ว่าจะเป็น พเยาว์ พูลธรัตน์ ฮีโร่เหรียญทองแดงโอลิมปิกคนแรกของไทย ซึ่งต่อยรุ่นเดียวกับเขาทรายก็ได้แชมป์ของสภามวยโลกไปตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2526 หรือ สด จิตรลดา นักชกหนุ่มจากชลบุรี ก็คว้าแชมป์รุ่นฟลายเวทของสถาบันเดียวกันไปได้เรียบร้อย

“ผมรอนานมาก อันดับโลกคาอยู่นั่นแหละ สมาคมมวยโลกก็บังคับให้ต่อยกับคนนี้นะ เราก็ต่อยไป เฮียแม้ยังกัดฟันจัดอุ่นเครื่องไปเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าเป็นนักมวยคนอื่น เจอแบบนี้คงทนไม่ไหว กลับบ้านไปทำไร่ไถนาเหมือนเดิม แต่เรามีความอดทน จะกี่ปีช่างมัน”

และแล้วการรอคอยที่แสนยาวนานก็ใกล้ถึงจุดสิ้นสุด เมื่อ จิโร่ วาตานาเบ้ แชมป์โลกชาวญี่ปุ่นของสมาคมมวยโลก ซึ่งควรจะมาชกกับเขาทราย กลับเลือกไปขอท้าชิงกับพเยาว์ แชมป์โลกของอีกสถาบัน ส่งผลให้เขาถูกปลดจากตำแหน่ง เมื่อบัลลังก์แชมป์ว่าง ทาง WBA เลยเกิดไอเดียว่าจะจัดชิงแชมป์แบบเซมิไฟนอล โดยให้ผู้ท้าชิงอันดับที่ 1 แข่งกับอันดับที่ 3 และอันดับที่ 2 แข่งกับอันดับที่ 4 จากนั้นจึงให้ผู้ชนะของแต่ละไฟต์มาแข่งกันอีกที

แต่แชแม้คิดว่าวิธีนี้เสียเวลา จึงหาทางให้เขาทราย ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 3 ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 แล้วจัดชิงแชมป์กันไปเลย ผลจากการเจรจาประสบความสำเร็จ เขาทรายได้ประกบคู่ชิงแชมป์กับ ยูเซบิโอ เอสปินัล นักชกโดมินิกัน โดยระหว่างนั้นเขายังต้องต่อยอุ่นเครื่องกับนักชกฟิลิปปินส์และเกาหลีใต้

นักชกโดมินิกัน เจ้าของฉายา ‘จิ้งจอกดำ’ ผู้นี้ ถือเป็นนักมวยยอดฝีมือ ชกมาแล้ว 21 ครั้ง ไม่เคยแพ้แม้แต่หนเดียว และมีความมั่นใจเต็มร้อย ถึงกับให้สัมภาษณ์ก่อนแข่งว่า ต้องขอโทษชาวไทยด้วย หากเขาจะมาสอนมวยนักชกไทย เช่นเดียวกับนักวิเคราะห์บางคนบอกว่าเขาทรายเจอของปลอมมาเยอะแล้ว ถึงเวลาที่ต้องเจอของจริงเสียที

ในที่สุด ศึกชี้ชะตา 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2527 ณ เวทีมวยราชดำเนิน ก็มาถึง 

แม้เป็นการชิงแชมป์โลก แต่น่าแปลกที่ไม่มีการถ่ายทอดสดผ่านหน้าจอโทรทัศน์ อาจเพราะสปอนเซอร์ส่วนใหญ่เชื่อตามคำทำนายของบรรดาเซียนมวยบางคนที่ว่า เขาทรายไม่มีทางจะเป็นแชมป์โลก สวนทางกับนักชกหนุ่มที่มั่นอกมั่นใจเต็มที่ว่า ถึงอย่างไรเข็มขัดแชมป์ต้องเป็นของเขาแน่นอน

ตามกำหนดการ ทั้งคู่ต้องต่อยกัน 15 ยก โดยยกแรกเจ้าระยังไม่ออกอาวุธมากนัก เน้นดูเชิงว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน ซึ่งจิ้งจอกดำปล่อยฮุกซ้ายขึ้นนำไปก่อน พร้อมกับพยายามใช้ท่าเดิมทำคะแนนต่อเนื่อง แต่นักชกไทยไม่ปล่อยให้รอนาน เมื่อถึงจังหวะเอาคืนในยกที่ 3 เขาก็กระแทกหมัดขวาใส่ปลายคางคู่ต่อสู้ ตามด้วยหมัดซ้ายที่ตำแหน่งเดิม จนเอสปินัลถึงกลับชะงักรีบถอยไปพิงเชือก

พอยก 4 – 5 เอสปินัลหันมาเล่นลูกฉาบฉวย เน้นแย็บซ้ายจากวงนอก แต่เจ้าระรู้ดีว่า หากปล่อยให้คู่แข่งคุมเกม เขาจะเสียเปรียบและหมดแรง จึงรุกไล่ประชิดลำตัว ออกหมัดต่อเนื่อง กระทั่งนักชกโดมินิกันออกอาการ ทรุดฮวบให้กรรมการนับ 8 ก่อนจะตะเกียกตะกายเข้ามากอดเขาทรายเพื่อผ่อนแรงไว้

พอถึงยก 6 เขาทรายตัดสินใจปิดเกม แม้เอสปินัลพยายามต่อยหน้าจนเจ้าระมีแผลแตก เลือดอาบ แต่เจ้าระยังคงเน้นทะลวงไส้ใส่ลำตัว จนผู้ท้าชิงอันดับ 1 สภาพสะบักสะบอม ลุกไม่ขึ้น สิ้นฤทธิ์กลางเวที พิสูจน์ให้ชาวโลกได้เห็นว่า ใครกันแน่ที่เป็นของจริง

ชัยชนะนี้ทำให้ ‘เขาทราย แกแล็คซี่’ เข้าสู่ทำเนียบแชมป์โลกคนที่ 9 ของไทยสำเร็จ พร้อมกับตั้งปณิธานว่าจะรักษาตำแหน่งแชมป์ให้ได้นานที่สุด ให้สมกับการรอคอยอันแสนยาวนาน

ในช่วงแรกที่คว้าแชมป์ หลายคนบอกว่าเขาทรายเป็นแชมป์โลกที่อาภัพที่สุด เพราะไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เวลาจัดป้องกันแชมป์ก็ยังขาดทุนแทบตลอด

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้คนยังไม่เชื่อมั่นในความสามารถ เสียงเรียก ‘เขาควาย’ ไม่ได้จางหายไปไหน ถึงขั้นมีคนบอกว่า หากไปแข่งขันที่เมืองนอกรับรองว่า ‘ไอ้ระตายแน่!’

มากกว่านั้น หลังเสร็จศึกป้องกันแชมป์ครั้งแรกกับ ดอง ฮุน ลี นักชกเกาหลีใต้ แชแม้ตัดสินใจแยกทางกับครูเฒ่า จำเป็นต้องหาเทรนเนอร์คนใหม่มาดูแล ซึ่งบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจคือ โกฮง-พงษ์ ถาวรวิวัฒน์บุตร

เดิมทีโกฮงเป็นเทรนเนอร์ให้นักมวยไทยมาตลอด อยู่เบื้องหลังยอดมวยไทยมาแล้วหลายคน โดยเฉพาะ ณรงค์น้อย เกียรติบัณฑิต ซึ่งเคยปราบนักชกคิกบ็อกซิงแดนปลาดิบ นามว่า ฟูจิวารา ลงได้อย่างราบคาบ เพราะฉะนั้น ถึงไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องมวยสากลมาก่อน แต่แชแม้เชื่อว่าเขาคนนี้จะช่วยปั้นเขาทรายให้กลายเป็นตำนานนักชกได้แน่นอน

วิธีการทำงานของโกฮง คือการวิเคราะห์คู่ต่อสู้โดยละเอียด ด้วยการนำเทปการชกย้อนหลังมาศึกษา เพื่อค้นหาจุดเด่นจุดด้อยนำมาใช้ปรับเวลาขึ้นชกจริง

อย่างในศึกป้องกันแชมป์ครั้งที่ 2 ซึ่งต้องประจัญหน้ากับ ราฟาเอล โอโรโน อดีตแชมป์โลกชาวเวเนซุเอลา โกฮงเห็นว่าเป็นนักชกที่ว่องไวมาก ดังนั้น ต้องทำให้ช้าลงด้วยการต่อยลำตัว จากนั้นเขาจึงจำลองสถานการณ์ให้นักชกที่เป็นคู่ซ้อมมาออกสเตปเลียนแบบโอโรโน โดยเฉพาะท่าเด็ด ลูกอัปเปอร์คัต เพื่อให้เจ้าระเตรียมพร้อมหาทางรับไว้

มากกว่านั้น เรื่องคู่ซ้อม หากเป็นนักมวยทั่วไปคงไม่คำนึงถึงตรงนี้เท่าใดนัก แต่โกฮงกลับเลือกจัดนักชกมาซ้อมกับเขาทรายถึง 4 คน คนแรกจะใช้นักมวยที่ตัวเล็กหน่อยเพื่อฝึกเรื่องการหลบหลีกเป็นหลัก ส่วนอีก 3 คนนั้นเน้นไปที่นักมวยตัวใหญ่ ๆ บางคนหนักถึง 140 ปอนด์ เพื่อฝึกรับมือแรงปะทะโดยเฉพาะ ซึ่งมีเหมือนกันที่เขาทรายถูกต่อยท้องลงมานอนจุกคาเวที โดยในมุมของเทรนเนอร์ วิธีนี้นอกจากช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกายแล้ว ยังเป็นบทเรียนให้เขาทรายว่า ต่อให้เป็นแชมป์โลก หากประมาท ไม่ระวังตัวก็มีสิทธิ์แพ้ได้เสมอ

ขณะที่ตัวเขาทรายเองเริ่มตระหนักว่า การตะลุยชกอย่างเดียวไม่อาจทำให้ยืนระยะได้ยาวนาน ต้องรู้จักพลิกแพลง หากลวิธีการต่อสู้ที่หลากหลาย ตั้งแต่การนำประสบการณ์สมัยชกมวยไทยมาประยุกต์ เช่นการดึงตัว โยกตัว เล่นกับเชือก ซึ่งข้อดีคือทำให้เขาคาดคะเนคู่ต่อสู้ได้ชัดเจนว่าจะมาทิศทางใด รวมทั้งยังช่วยเปิดเกมบุกได้ง่ายขึ้น 

อีกเรื่องคือการศึกษาต้นแบบจากนักชกที่ประสบความสำเร็จ โดยผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญคือ มูฮัมหมัด อาลี ตำนานนักชกผู้ยิ่งใหญ่ชาวอเมริกัน รวมถึง มาร์วิน แฮ็กเลอร์ และ ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด 

“สมัยนั้นยังมีร้านแมงป่อง เราไปหาวิดีโอเทปของ มูฮัมหมัด อาลี มาศึกษา โอโห้มันพลิ้ว จังหวะฟุตเวิร์กเยี่ยมมาก เราก็ทำตาม ซ้อมเสร็จเราฝึกฟุตเวิร์กอย่างเดียววันละ 2 ยก แล้วพอฟุตเวิร์กเป็น เลยเอาตัวรอดได้ทุกครั้ง ใครจะมายำผมไม่มีทางหรอก สังเกตไหม ผมเป็นฝ่ายกระทำเป็นส่วนมาก ไม่เคยโดนกระทำ อีกอย่างคือผมคิดอยู่เสมอว่า ถ้ากูเจ็บ มึงต้องเจ็บกว่า 2 – 3 เท่า สักพักเราไปยำเขาแล้ว”

การเตรียมตัวอย่างดีและรอบคอบ ทำให้เขาทรายไม่เคยกลัวเลยว่าคู่ชกจะมาในรูปแบบไหน

“ตอนต่อยกับโอโรโน มีแต่คนบอกว่าผมสู้ไม่ได้หรอก ผมคิดในใจว่า เดี๋ยวจะน็อกให้ดู เพราะโอโรโนเคยต่อยกับพเยาว์มาแล้วไง แล้วแพ้ พเยาว์ได้แชมป์ไป ซึ่งสุดท้ายเราน็อกได้จริง ๆ คือบางครั้งเฮียแม้แกดูแค่ว่าตัวนี้เก่งก็พยายามหลบ พยายามหลีก แต่ผมบอกว่า ไม่ต้องหลบหรอก เราเป็นแชมป์ ให้ไปต่อยบนดาวอังคารยังไปเลย จะกลัวทำไม ผมพร้อมไปป้องกันทุกที่”

จุดเปลี่ยนที่ทำให้แชมป์โลกผู้เกือบถูกลืม กลายเป็นวีรบุรุษนักชกตลอดกาล คือการป้องกันแชมป์ครั้งที่ 4 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 เมื่อเขาทรายลัดฟ้าไปกูราเซา ดินแดนที่แสนห่างไกลในทะเลแคริบเบียน เพื่อต่อสู้กับ อิสราเอล คอนเตรรัส นักชกเวเนซุเอลา โดยมีการถ่ายทอดสดข้ามทวีป เพื่อให้ผู้ชมชาวไทยได้รับชม

การแข่งขันครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเหนื่อยสุด ๆ ตั้งแต่การเดินทาง เพราะนอกจากจะเป็นการข้ามประเทศครั้งแรก เขาทรายยังต้องนั่งเครื่องบินนานถึง 34 ชั่วโมง แถมตกเครื่องที่สหรัฐอเมริกา ต้องนอนรออีกพักใหญ่ ยิ่งกว่านั้นชื่อชั้นของคู่แข่งก็ไม่ธรรมดา เป็นนักชกอันตรายที่ใช้หมัดแย็บซ้ายได้รวดเร็วและหนักหน่วง รั้งตำแหน่งผู้ท้าชิงอันดับ 1 ของ WBA แต่ถึงจะกดดัน เขาก็ไม่เครียด ด้วยมั่นใจว่าจะต้องสยบคู่แข่งด้วยพลังหมัดได้แน่นอน

“เรื่องกดดันมีอยู่แล้ว เพราะเราแพ้ไม่ได้ บางคนบอกว่าเขาทรายขึ้นต้องน็อก จะเอายกคู่หรือยกคี่ดี แต่หารู้ไม่ว่า กูจะตายจริง ๆ คือมวยไม่ใช่เรื่องง่าย ผมคิดอย่างเดียว เราไปชก เราเอาหัวใจคนไทยทั้งประเทศไปด้วย ดังนั้นยิ่งต้องซ้อมหนักขึ้น จากเดิมเคยวิ่ง 5 – 6 กิโลเมตร ต้องไปให้ได้ 10 กิโลเมตร เคยซ้อมครั้งละ 12 – 13 ยก ต้องเพิ่มเป็น 15 – 16 ยก เพื่อสร้างกำลังใจ สร้างร่างกายให้พร้อม จะได้เกิดความเชื่อมั่นในทุกครั้งเวลาต่อย”

ที่สำคัญคือต้องอ่านสถานการณ์ให้ออก พร้อมเปลี่ยนแผนอยู่เสมอ เนื่องจากบางครั้งคู่แข่งแข็งแกร่งมาก ชกเท่าไหร่ไม่ยอมลงสักที ดังนั้น แทนที่จะบุกตะลุยชกลำตัว ควรหันไปปล่อยหมัด ต่อยหน้า เสยปลายคาง เน้นต่อยเก็บคะแนนมากขึ้น แต่ถ้าเป็นสนามเมืองนอก ซึ่งเสียเปรียบทั้งเรื่องกองเชียร์และกรรมการ มีโอกาสแพ้สูง อาจต้องพยายามหาจังหวะน็อกให้เร็วที่สุด เพื่อรับประกันชัยชนะ

อย่างเช่นศึกที่กูราเซา เดิมทีเขาทรายและโกฮงประเมินว่าการเน้นต่อยลำตัวเป็นหลักอาจเพียงพอ แต่พอชกไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าคอนเตรรัสรวดเร็วกว่าที่คิด หลบหมัดได้ตลอด แถมยังฮุกขวาใส่คืนอีกต่างหาก จึงปรับแผนกะทันหันเปลี่ยนไปเล่นปลายคางแทน จากนั้นทั้งคู่แลกหมัดกันอุตลุด โดยในยกที่ 5 เขาทรายโดนอัปเปอร์คัตขวาจนเซถลา คอนเตรรัสพยายามตามเข้ามาซ้ำ เขาทรายจึงใช้ทีเผลองัดหมัดขวาใส่ไปที่กกหูของคู่ต่อสู้สุดแรงจนทรุดไปคลานกับพื้นเวทีทันที ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 4 สำเร็จ

“เขาเรียกว่า เสร็จลูกลักไก่ จะมาต่อยขวา ผมฮุกขวาสวน เรียบร้อยโดนนับเลย”

ชัยชนะครั้งนั้นจุดกระแส ‘เขาทรายฟีเวอร์’ ทั่วประเทศ ทุกคนต่างยอมรับว่าเขาคือแชมป์ผู้ยิ่งใหญ่ สื่อมวลชนตั้งสมญาว่า ‘ซ้ายทะลวงไส้’ เช่นเดียวกับเสียงครหา ถ้อยคำเสียดสีที่เคยเผชิญมานานร่วม 2 ปีหายเกลี้ยงในชั่วพริบตา ไปไหนมาไหนมีแต่ผู้คนต้อนรับ จากที่เคยจัดชิงแชมป์แล้วขาดทุนตลอด กลายเป็นว่ามีผู้ชมหลั่งไหลมาให้กำลังใจจนล้นสนาม สปอนเซอร์ต่างวิ่งเข้าหา จนอาจกล่าวได้ว่า ในยุคนั้นเขาทรายเป็นพรีเซนเตอร์ที่ฮอตที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย

“สมัยก่อนผมวิ่งจากค่ายมวยตรงซอยสารภี 3 แถวฝั่งธนฯ มาที่สวนลุมพินี วิ่งเสร็จก็จะนั่งรถเมล์กลับ พอทุกคนเห็นหน้าบอกว่า แชมป์โลก ไม่เก็บตังค์ เออ เป็นคนดังมันดีแบบนี้เอง”

ยิ่งกว่านั้น พอถึงเวลาแข่ง ถนนทุกสายในเมืองไทยที่เคยคับคั่งด้วยรถรากลับโล่งจนแทบไม่เหลือเลย งานบุญงานศพยังต้องเลื่อนออกไปก่อน แม้แต่การประชุมสภาก็ต้องหยุดพักจนกว่าเขาทรายจะต่อยเสร็จ นับเป็นปรากฏการณ์ของสังคมไทยที่ยากจะเกิดขึ้นได้อีกครั้งหนึ่ง

“เขาทรายป้องกันแชมป์วันไหน เขาจะวงปฏิทินไว้เลย พอใกล้ถึงวันชกแล้ว ใครมีหน้าที่หุงข้าวตอนเย็นจะเตรียมตั้งแต่หัววัน เพื่อรอดูเขาทราย เวลาผมชกคนจะไม่ลุกไปไหน กลัวดูไม่ทัน เพราะไม่รู้ว่าจะน็อกยกไหน น็อกยังไง บางคนมาเล่าให้ฟังว่าญาติพี่น้องเขาดูเราแล้วเชียร์หนักไปหน่อย ถึงขั้นตายเลยก็มี ตายกัน 4 – 5 คน ลงหน้า 1 หนังสือพิมพ์ด้วย”

ไม่เพียงแค่นั้น ความโด่งดังของวีรบุรุษเมืองมะขามหวานยังก่อให้เกิดวัฒนธรรมการแจกทองที่อยู่คู่กับวงการมวยมาถึงทุกวันนี้ โดยหลังบุกไปถล่ม ชาง โฮ ชอย ถึงถิ่นเกาหลีใต้ ในศึกป้องกันแชมป์ครั้งที่ 8 สร้างความประทับใจให้แก่ เจ๊ด้วง-วรรณฤดี กลิ่นขจร เจ้าของร้านช่อชะม่วง จังหวัดนครนายก อย่างมาก ถึงขั้นมอบสร้อยทอง 10 บาทเป็นรางวัล จากนั้นมีผู้ใหญ่ใจดีหลายคนทำตาม กลายเป็นประเพณีว่าก่อนขึ้นชกจะต้องมีพิธีมอบทอง โดยปริมาณทองสูงสุดที่เขาทรายได้รับคือ 130 บาท

“คนอยากให้เยอะจริง ๆ จนผมต้องบอกเฮียแม้ว่าขอ 3 บาทขึ้นไปนะ ส่วน 1 – 2 บาทปัด ๆ ไปก่อน เพราะตอนนั้นราคาทองแค่ 4,000 – 4,500 บาท อีกอย่างคือเวลาถ่ายทอดสดมีจำกัด”

อีกช่วงที่กระแสเขาทรายขึ้นสูงแบบสุดขีด คือเมื่อครั้งที่เจ้าโรจน์หวนกลับมาชกมวย เนื่องจากเป็นครั้งแรกของวงการมวยที่มีคู่แฝดครองแชมป์โลกในเวลาเดียวกัน

โดยหลังร้างราไปทำกิจการของตัวเองอยู่แถวภาคเหนืออยู่นานหลายปี เขาทรายก็ชวนให้พี่ชายมาเป็นคู่ซ้อม แต่ด้วยฝีมือที่เด่นจ๋าจัดจ้าน แชแม้จึงผลักดันให้ต่อยอาชีพ พร้อมตั้งชื่อใหม่เป็น ‘เขาค้อ แกแล็คซี่’ ลงแข่งในรุ่นแบนตัมเวท รุ่นเดียวกับที่เขาทรายเคยได้แชมป์ประเทศไทย ซึ่งหลังชกอุ่นเครื่องไปได้ 10 กว่าครั้ง เขาค้อก็ได้เข้าชิง และทำลายอาถรรพ์เป็นแชมป์รุ่นนี้คนแรกของเมืองไทย 

ถึงอย่างนั้นไม่น่าเชื่อว่ายังมีผู้พยายามจ้างวานให้เขาทรายและแชแม้ล้มมวยเสมอ โดยเหตุการณ์หนึ่งที่เจ้าระจำได้ดีเกิดขึ้นระหว่างไปป้องกันแชมป์ที่ต่างประเทศ

“เขาบอกจะให้ 500,000 เหรียญฯ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 13 ล้านบาท เราได้แต่บอกว่า Get Out ไล่ออกไปเลย เพราะถ้าเรารับจะกลับเมืองไทยได้ยังไง Come Back to Thailand I Die คนไทยเอาตาย ต่อให้ 100 ล้านบาทก็ไม่เอา เพราะชีวิตผมตั้งแต่เด็ก ค่าตัว 150 บาท เขาจ้าง 2,000 บาท ช่วยล้มให้ลูกเขาหน่อย ถ้าไม่ล้ม หนูออกจากที่นี่ไม่ได้นะ แต่ผมไม่กลัว แม่ผมไปด้วย แกบอกว่าอย่าไปล้มเลย เราล้มไม่เป็น เราปฏิเสธตั้งแต่แรกแล้ว”

ความยากลำบากในการเป็นแชมป์ของเขาทรายจึงไม่ใช่แค่เรื่องการต่อสู้เท่านั้น หากยังต้องแบกความคาดหวังของแฟน ๆ ชาวไทยนับล้านชีวิตขึ้นเวทีไปพร้อมกัน แต่เขามั่นใจเสมอว่าตัวเองทำได้ อาจจะมีเพียงหนเดียวที่รู้สึกหนักใจ คือการป้องกันแชมป์ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2531 ซึ่งต้องเผชิญหน้ากับ ก้องธรณี พยัคฆ์อรุณ เพราะนอกจากเป็นคนไทยเหมือนกันแล้ว ทั้งคู่ต่างเป็นศิษย์ครูเฒ่า เคยลงนวมด้วยกันมาก่อน จึงรู้ทางซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี

“ประสบการณ์บนเวทีเขามากกว่าผมหลายเท่า เขาต่อยมวยไทย 300 – 400 ครั้ง แต่เรามีประสบการณ์สากลเยอะเหมือนกัน เราจึงเน้นไล่ต่อยเป็นหลัก ตอนนั้นต้องยอมรับว่าก้องเป็นต่อเยอะ เพราะ ครูธง-ยอดธง เสนานันท์ เขาจัดเองที่สนามมวยลุมพินี ทั้งหลังคาเขาเอาก้องหมดเลย แต่ผมไม่สนหรอก เดินหน้าบุกเต็มที่ ส่วนก้องเป็นฝ่ายหนี คือเน้นชั้นเชิง แล้วช่วงยกที่ 5 ผมโดนนับด้วย คือขามันขัดกันแล้วล้ม ไม่ได้โดนหมัดหรอก โมโหตัวเอง แต่เราสู้ไม่ถอย ตอนแข่งจบยังคิดว่าแพ้ด้วยซ้ำ เพราะไม่ยอมประกาศสักที แต่ผลปรากฏว่ากรรมการ 3 คนให้ผมชนะเอกฉันท์”

เขาทรายหยัดยืนเป็นแชมป์ต่อเนื่อง กระทั่งหลังจากป้องกันแชมป์ครั้งที่ 13 กับ อาลี บลังกา นักชกตากาล็อกที่สนามมวยราชดำเนิน เขาทรายได้ประกาศข่าวสุดช็อกหัวใจแฟนมวยว่าเตรียมจะแขวนนวมหลังจบศึกป้องกันแชมป์ครั้งที่ 16 เพราะทำลายสถิติของ ชาง จุง กู อดีตแชมป์โลกชาวเกาหลีใต้สำเร็จแล้ว

หากแต่ปัจจัยที่มากกว่า คืออายุเริ่มมากขึ้น แตะเลข 3 แล้ว แถมคู่ชกเริ่มหาลำบาก ไม่ค่อยมีใครอยากชกด้วย เพราะหลายคนมักเปรียบเปรยว่า ต่อยกับเขาทรายเหมือนกับต่อยอิฐต่อยปูน ต่อยยังไงก็ไม่ล้ม และหากมาชกแล้วแพ้จะเสียประวัติ ต้องไปไต่อันดับขึ้นมาใหม่ 

อีกเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่า คือเขาเหน็ดเหนื่อยกับการลดน้ำหนัก บางครั้งต้องลด 10 – 11 กิโลกรัมภายใน 2 สัปดาห์ อาหารรับประทานได้แต่สเต๊กกับสลัดผัก แม้แต่น้ำเย็นก็ดื่มไม่ได้ แถมมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เกือบลดไม่ทัน แต่โชคดีที่รอดมาได้หวุดหวิด

“ตอนไปต่อยกับ เอลลี ปิกัล ที่อินโดนีเซีย ถือว่ายากสุด เพราะตอนเช้าชั่งแล้วเกินมา 2 ปอนด์ครึ่ง หรือประมาณ 1 กิโลกรัม ต้องคิดว่าจะทำยังไงดี ฝนก็ตก ไปไหนไม่ได้ โดดเชือกในโรงแรมก็ไม่ค่อยได้ผล สุดท้ายต้องไปหาเสื้อโคตหลาย ๆ ตัวมาใส่ให้เหงื่อซึม หาหม้อข้าว ใส่น้ำร้อน เสียบปลั๊กให้ร้อน ๆ แล้วใช้ผ้ายางในโรงแรมมาคลุม จนกระทั่ง 10 โมงเช้าต้องทดสอบ ผมเดินไปชั่ง ใจหายใจคว่ำ คิดอย่างเดียวว่าต้องได้ สุดท้ายลงมาพอดี”

ในการแข่งขันช่วงหลัง เขาทรายจะเน้นสู้ศึกในเมืองไทยเป็นหลัก เน้นการเดินสายไปแข่งตามต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ สุพรรณบุรี เพชรบูรณ์ สมุทรสงคราม และสมุทรปราการ เพื่อเปิดโอกาสให้แฟนมวยในภูมิภาคต่าง ๆ ได้รับชมบรรยากาศการชกแบบสด ๆ สักครั้งในชีวิต พร้อมกันนั้นเขาทรายยังขยายการป้องกันแชมป์เพิ่มอีก 3 ครั้ง เพราะเลข 19 ถือเป็นเลขมงคลของตัวเอง

หลังเสร็จศึกไฟต์บังคับกับ เดวิด กรีนแมน ด้วยการทะลวงไส้นักชกหนุ่มจากเวเนซุเอลา ในยกที่ 5 กลางฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ เขาทรายต้องรออีกนานร่วม 7 เดือน สมาคมมวยโลกจึงได้ส่งดาวรุ่งจากเม็กซิโกมาเป็นคู่ชกให้แชมป์โลกชาวไทยประลองศักดิ์ศรีเป็นครั้งสุดท้าย

22 ธันวาคม พ.ศ. 2534 แฟนมวยกว่า 3,000 ชีวิตหลั่งไหลเข้าสู่เวทีมวยชั่วคราว ณ สนามฟุตบอลเทพหัสดิน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของศึกประวัติศาสตร์ระหว่าง เขาทราย แกแล็คซี่ กับ อาร์มันโด คาสโตร เช่นเดียวกับคนเกินครึ่งประเทศที่ต่างเปิดช่อง 7 สี รอลุ้นไฟต์อำลาของวีรบุรุษนักชกชาวไทย

เวลาทุ่มเศษ สองนักมวยพร้อมแล้ว พอเสียงระฆังดัง ทั้งคู่ปรี่ตัวออกจากมุมแบบไม่มีใครกลัวใคร ต่างฝ่ายต่างจ้องมอง พยายามหาจุดอ่อนอีกฝ่าย กระทั่งเข้าสู่ยก 2 เขาทรายขยับตัวประเคนกำปั้นลงบนลำตัวของคาสโตรอย่างหนักหน่วง แต่นักชกจังโก้ก็ไม่หวาดหวั่น ปรับกลยุทธ์ด้วยการเข้าคลุกวงใน หาจังหวะทีเผลอ ก่อนที่จะฟาดอัปเปอร์คัตขวาเข้าเต็มคางแชมป์โลก จนเขาทรายเซถลา หลังพิงเชือกทรุดลงไปให้กรรมการชาวอเมริกันนับ 8 เล่นเอาแฟนมวยชาวไทยแทบจะหัวใจวาย เพราะถ้าไม่ลุก ก็เท่ากับขวัญใจตลอดกาลต้องปิดฉากด้วยความพ่ายแพ้

แต่หัวใจนักสู้ที่ยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด ทำให้เขาทรายประคองตัวลุกขึ้นมาได้สำเร็จ ขณะที่คาสโตรอาศัยจังหวะนี้ไล่บี้อย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยประสบการณ์ที่โชกโชน เจ้าระไม่ปล่อยให้คู่ชกทำเกมแต่เพียงฝ่ายเดียว ตะลุยปล่อยหมัดไม่หยุด จนทิ่มหน้าคู่แข่ง โดนจมูกแตกเลือดกำเดาไหล ในยกที่ 4 

“เหนื่อยมาก เหนื่อยที่สุดในชีวิต เพราะเขาทนมาก คือเม็กซิโกเป็นเมืองมวยอยู่แล้วใช่ไหม พวกนี้ผ่านการฝึกฝนมาเยอะ เผลอ ๆ ความอดทนมันเยอะกว่าเราด้วยซ้ำ ผมเลยต้องคิดใหม่ว่า ถ้าไฟต์เต็มตัว บางทีหมดแรงตั้งแต่ยก 4 แล้ว และพอเข้าสู่ยก 6 ก็รู้แน่ว่าน็อกไม่ได้แล้ว หันไปเล่นเชิง เล่นฝีมือดีกว่า จากนั้นเราต่อยข้างเดียวตั้งแต่ยกนั้น”

จากเกมที่สูสี พอเข้าสู่ยกที่ 8 เจ้าระจึงพลิกกลับมาคุมเกมได้ ด้วยการเปิดแผลที่คิ้วขวาจนคู่แข่งเลือดอาบ จากนั้นยิงซ้ายตอกย้ำแผลเดิมซ้ำ ๆ เป็นชุด จนคาสโตรเริ่มวนหนีไม่ยอมปะทะด้วย 

พอยก 11 เขาทรายเดินเข้ามาเคาะซ้ายขวา พอได้จังหวะจึงทิ่มซ้ายโป้งเข้าปลายคาง จนคาสโตรเป็นฝ่ายหงายท้อง ปล่อยให้กรรมการนับ 8 บ้าง พอลุกขึ้นมาได้ เขาทรายยังคงกำหน่ำยิงซ้ายไม่หยุด หมายเผด็จศึกให้ได้ แต่น่าเสียดายที่เรี่ยวแรงของทั้งคู่เริ่มหมด จึงปิดเกมไม่สำเร็จ และพอถึงยกสุดท้าย คาสโตรพยายามเร่งเกมสุดชีวิต แต่เขาทรายจับทางได้ เต้นหลบหลีกซ้ายขวา ปล่อยให้นักชกหนุ่มต่อยอากาศ ก่อนจะใช้จังหวะดี รัวหมัดซ้ายขวาเข้าหน้าอีกชุด กระทั่งกรรมการตีระฆังจบเกม

ผลคะแนนออกมาเป็นฝ่ายเขาทรายเอาชนะด้วยเสียงเอกฉันท์ จากกรรมการทั้ง 3 คน คือ กุสตาโว ปาดิลลา จากปานามา ซุล ฮี ฮัน จากเกาหลีใต้ และ ซิสเวสเตอร์ อเมียนซา จากฟิลิปปินส์ ปิดตำนานแชมป์โลกอภิมหาอมตะนิรันดร์กาล 20 สมัย 7 ปี 1 เดือน 1 วันของสมาคมมวยโลกอย่างสมบูรณ์แบบ

หลังแขวนนวม เขาทรายหันเหชีวิตเข้าสู่วงการบันเทิงเต็มตัว โดยเดือนมีนาคม พ.ศ. 2535 เขาออกอัลบัมเพลงชุด ขอบคุณครับ ซึ่งมีเพลงเด่นชื่อเดียวกัน ฮอตฮิตไปทั่วเมือง จากนั้นจึงเริ่มแสดงละครเรื่อง ภูตแม่น้ำโขง ทางช่อง 7 สี โดยตลอด 30 กว่าปีมีผลงานละครและภาพยนตร์รวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่าครึ่งร้อย รับบทหลากหลาย ตั้งแต่เป็นจอมโจร เป็นตัวตลก ไปจนถึงเป็นกะเทย

บางห้วงของชีวิตยังเคยไปเปิดกิจการโต๊ะสนุกเกอร์ชื่อไดโนสนุกเกอร์ที่ซอยสุขุมวิท 71 เคยเปิดร้านหมูกระทะ หรือแม้แต่หมู่บ้านจัดสรรก็เคยลงทุนทำมาแล้ว

แต่ดูเหมือนเส้นทางหนึ่งที่เขาทรายแทบไม่เคยวกกลับไปเลยคือสังเวียนมวย คงเพราะเมื่อตัดสินใจหยุด ก็อยากเลิกขาด แม้กระทั่งวันที่แชแม้ทาบทามให้กลับมาชกอีกรอบ เขายังตอบปฏิเสธ

“ตอนนั้นเลิกต่อยไปเกือบ 2 ปีแล้ว เฮียแม้มาถามว่า ไอ้ระเอาไหม ต่อยครั้งเดียวได้ชิงแชมป์เลย ให้ครั้งละ 2 ล้านบาท ใจหนึ่งอยากหวนเหมือนกัน แต่ ป๋าเปรม (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานองคมนตรี) เคยบอกว่าไม่ต้องกลับไปแล้ว สถิติดีอยู่แล้ว รักษาเกียรติประวัติของเราไว้ดีกว่า”

แต่ถึงจะวางมือไปนานเพียงใด ความยิ่งใหญ่ของชายผู้นี้กลับไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน โดยใน พ.ศ. 2542 เขาทรายได้รับยกย่องให้นำชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศ International Boxing Hall of Fame ประเภท Modern ของ Boxing Writers Association of America นับเป็นนักชกเอเชียคนที่ 2 ซึ่งได้รับเกียรตินี้ต่อจาก ไฟติง ฮาราดะ ยอดนักชกแดนซามูไร

ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 สมาคมมวยโลกประกาศให้เขาทรายเป็น 1 ใน 17 นักชกที่ได้รับรางวัล Boxing Legend ในฐานะยอดแชมป์ตลอดกาลที่ไม่เคยพ่ายแพ้ให้ใคร ร่วมกับตำนานของวงการมวยอย่าง มูฮัมหมัด อาลี, ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด และ อีแวนเดอร์ โฮลีฟิลด์ นับเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของผู้ชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจากเพชรบูรณ์ที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเติบโตมาเป็นขวัญใจของคนทั่วโลก

เพราะฉะนั้น ถึงอย่างไรเขาทรายก็ไม่มีทางตัดขาดตัวเองจากมวยได้ ด้วยกีฬานี้ได้กลายเป็นเลือดเนื้อและตัวตนไปเรียบร้อยแล้ว

ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2557 เขากับ วรรณภา ขำบุญศรี ภรรยา จึงร่วมกันเปิด Khaosaigalaxy muay thai gym โรงเรียนสอนมวยที่แรกในซอยอินทามระ 47 ก่อนจะโยกย้ายมาอยู่ที่ศูนย์กีฬาและนันทนาการเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา (เคหะชุมชนห้วยขวาง) โดยลูกศิษย์มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดจนเยาวชนที่สนใจกีฬามวย ซึ่งรวมไปถึงบุตรสาวทั้ง 2 คนของเขาด้วย

“ผมอยากให้ลูกสาวมีศิลปะป้องกันตัว ใคร ๆ จะได้มาแกล้งไม่ได้ ซึ่งเขาชอบเรียนนะ คนหนึ่งมาสายบู๊ อีกคนมาสายฝีมือ และถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้โรงเรียนนี้เป็นเหมือนที่สนับสนุนเด็ก ๆ ที่มีความฝัน อย่างเช่น ถ้าเราได้เจอช้างเผือก ก็อยากสนับสนุนให้โด่งดัง ไปออกรายการใหญ่ ๆ หรือพวกเด็กเคหะฯ ถ้าเขาสนใจ ผมให้เรียนฟรีเลย”

จากแรงบันดาลใจนี้เองที่ผลักดันให้เขาทรายและผองเพื่อนรวมตัวกันจัดมวยเด็ก โดยที่ผ่านมาได้ตะลุยจัดกิจกรรมตามในจังหวัดต่าง ๆ ทั้งกรุงเทพฯ พัทลุง และพระนครศรีอยุธยา ด้วยหวังส่งเสริมให้เยาวชนเหล่านี้มีกำลังใจเดินตามความฝันของตัวเอง เหมือนสมัยวัยเยาว์ที่เขากับพี่ชายเคยได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ใจดีให้ขึ้นชกในเทศกาลต่าง ๆ จนต่อยอดและกลายเป็นอาชีพที่พลิกชีวิต

และทั้งหมดนี้คือความฝันอันยิ่งใหญ่ของวีรบุรุษนักชกแห่งสยามประเทศที่ไม่ได้เป็นแค่ผู้ชนะบนสังเวียนเท่านั้น แต่เขายังสร้างความสุขและความภูมิใจให้คนไทยจากวันวาน ถึงวันนี้ และตลอดไป

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง
  • บทสัมภาษณ์คุณเขาทราย แกแล็คซี่ วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2568
  • หนังสือเขาทราย ไอ้หมัดทลายโลก โดยจ่าแฉ่ง
  • นิตยสารลลนา ปีที่ 15 ฉบับที่ 358 วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530
  • นิตยสารมวยสยาม พ.ศ. 2531 – 2534
  • นิตยสารแพรว ปีที่ 10 ฉบับที่ 231 วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2532
  • นิตยสาร Young Executive ปีที่ 4 ฉบับที่ 47 เดือนกันยายน พ.ศ. 2533
  • นิตยสาร GM ปีที่ 6 ฉบับที่ 65 เดือนมกราคม 2535
  • นิตยสารขวัญเรือน ปีที่ 44 ฉบับที่ 971 ปักษ์แรก เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2555
  • นิตยสาร ฅ.คน ปีที่ 7 ฉบับที่ 82 เดือนกันยายน พ.ศ. 2555
  • หนังสือพิมพ์สยามกีฬา วันที่ 22 – 24 ธันวาคม พ.ศ. 2534
  • หนังสือพิมพ์โลกกีฬา วันที่ 22 – 24 ธันวาคม พ.ศ. 2534

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์