“ช้างกูอยู่ไหน”

ประโยคสั้น ๆ แต่สะเทือนไปทั่ววงการภาพยนตร์ เพราะนี่คือประโยคเด็ดของ ต้มยำกุ้ง หนังไทยที่สร้างขึ้นเพื่อ ‘โกอินเตอร์’ โดยเฉพาะ พร้อมกับพาความยิ่งใหญ่ของมวยไทยไปสู่สายตาชาวโลก

มากกว่านั้น ต้มยำกุ้ง ยังสร้างประวัติศาสตร์ ไต่อันดับหนังทำเงินสูงเป็นอันดับที่ 4 ในช่วงสุดสัปดาห์เปิดตัวที่สหรัฐอเมริกา รวมทั้งเป็นหนังไทยเพียงไม่กี่เรื่องที่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ครบทุกประเทศ

ความสำเร็จนี้มีผู้เกี่ยวข้องมากมาย แต่ทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากชาย 2 คนที่เป็นเสมือนหัวเชื้อสำคัญ คนแรกคือ ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนตร์ ส่วนอีกคนคือ พันนา ฤทธิไกร ตำนานครูฝึกสตันต์แมนผู้ล่วงลับที่ช่วยกันผลักดันหนังบู๊สไตล์ไทย จนเกิดเป็น องค์บาก และ ต้มยำกุ้ง

ในวาระครบรอบ 2 ทศวรรษ ยอดมนุษย์..คนธรรมดา นัดหมายผู้กำกับร้อยล้านมาพูดคุยถึงเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมที่ทำให้ผู้คนหันมาเห็นความยิ่งใหญ่ของศิลปะการต่อสู้ไทย พร้อมกับพลิกชีวิตของ จา พนม (ทัชชกร ยีรัมย์) จากสตันต์แมนและนักแสดงภูธรเมืองสุรินทร์ สู่ Tony Jaa ซูเปอร์สตาร์นักสู้ที่ใคร ๆ ต่างให้การยอมรับ

01
จาก ‘ตุ๊กตุ๊ก’ ถึง ‘มวยไทย’

หนังบู๊เป็นฝันที่ปรัชญาอยากทำมาตลอด

สมัยเข้ากรุงเทพฯ ใหม่ ๆ ปรัชญาหลงใหลหนังแอคชันสไตล์ ฉลอง ภักดีวิจิตร และ คมน์ อรรฆเดช ตื่นตาตื่นใจกับฉากสุดโลดโผนโจนทะยาน ทั้งจักรยานยนต์ติดปีกบินได้ บิดมอเตอร์ไซค์ลงจากเครื่องบิน หรือฉากหัวรถจักร 2 ขบวนวิ่งมาชนกัน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในยุคที่เมืองไทยยังไม่มีเทคนิค CG ด้วยซ้ำไป แล้วก็วาดหวังว่าวันหนึ่งโอกาสจะเป็นของเขาบ้าง

ต่อมาเมื่อเข้าไปทำงานในค่ายเพลงใหญ่ RS Promotion เติบโตจนได้เป็นผู้กำกับทำมิวสิกวิดีโอโด่งดังนับไม่ถ้วน แถมยังได้ทำภาพยนตร์ถึง 2 เรื่อง คือ รองต๊ะแล่บแปล๊บ และ เกิดอีกทีต้องมีเธอ ปรัชญาคิดว่า พร้อมแล้วที่จะทำหนังแอคชันสุดอลังการในแบบฉบับของตัวเอง เสียแต่ว่าเวลานั้นเป็นช่วงที่กระแสหนังไทยกำลังซบเซาสุดขีด บางปีมีหนังใหม่ออกฉายแค่หลักสิบต้น ๆ เท่านั้น

พอดีเมื่อ พ.ศ. 2541 ค่ายเพลงฝั่งอโศกกำลังสยายปีกไปทั่วอุตสาหกรรมบันเทิง ปรัชญามองเป็นจังหวะดีที่จะเฟื่องฟูวงการหนังบ้านเรา จึงย้ายมาก่อตั้ง บาแรมยู (BAA-RAM-EWE) ภายใต้ร่มเงาของ Grammy Entertainment โดยระหว่างที่ผลิตอัลบั้มเพลง อย่าง ญาญ่าญิ๋ง, The Fin และ เจี๊ยบ วรรธนา ในใจก็หมายมั่นจะปลุกปั้นหนังไทยฟอร์มยักษ์ควบคู่ไปด้วย

คนหนึ่งที่ปรัชญานึกถึงและอยากชวนมาร่วมโปรเจ็กต์คือ พันนา ซึ่งเคยเห็นฝีไม้ฝีมือการแสดงมาตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสืออยู่ที่โคราช

พันนาได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อสตันต์แมนเมืองไทย ฝึกลูกศิษย์ลูกหาจนกลายเป็นแถวหน้ามาต่อเนื่อง อย่าง ม.ล.สุรีย์วัล สุริยง ก็ได้เขาคนนี้ฝึกให้ กระทั่งขึ้นแท่นเป็นราชินีหนังบู๊ โดยจังหวะเดียวกันก็ผลิตหนังแอคชันทุนต่ำส่งสายหนังต่างจังหวัด และให้เหล่าสตันต์แมนร่วมแสดงด้วย

ปรัชญาเองก็เห็นหนังของพันนามาตั้งแต่ยุคแรก แต่ไม่ค่อยโดนใจสักเท่าไหร่ เนื่องจากส่วนใหญ่มักเลียนแบบหนังจีน ท่าเตะต่อยดูแล้วก็ไม่เห็นต่างจาก แจ็กกี ชาน, บรูซ ลี หรือ เจ็ต ลี แถมเนื้อเรื่องก็ไม่มีอะไรโดดเด่น เพราะเน้นแต่ฉากต่อสู้

“บางเรื่องพันนาเล่นเป็นพระเอกเอง ขณะที่เราคุ้นเคยแต่พระเอกหล่อ ๆ ทำไมคนนี้ต้องเป็นพระเอกด้วย คิดว่าตัวเองหล่อเหรอ ก็แอบปรามาสไว้ในใจ จนวันหนึ่งมีหนังเรื่อง เกิดมาลุย อันนั้นว้าวเลย ว้าวตั้งแต่ตัวอย่าง เพราะสตันต์แมนเล่นกันแบบถวายชีวิต มีฉากที่พันนายืนบนรถต่อสู้กับคนร้าย พอรถเบรก ก็ตกกระเด็นมาที่พื้น แล้วก็ขับมอเตอร์ไซค์ไปชนหน้ารถปิกอัปต่อ ภาพแบบนี้มันตรึงเรา ทำขนาดนี้เลยเหรอ ตั้งแต่นั้นผมก็เริ่มสนใจในตัวเขา รู้สึกว่าคนนี้เก่ง”

เวลานั้น ปรัชญามีไอเดียคร่าว ๆ ว่าอยากนำรถตุ๊กตุ๊กมาพัฒนาเป็นบทหนัง แต่ถ้าจะให้ลงทุนมหาศาลเหมือนหนังฮอลลีวูดคงไม่ไหว อย่างมากก็แค่ขับรถไล่กันแล้วรถตกสะพานหรือตกตึกก็ยังพอทำได้ ยิ่งกว่านั้นเขายังอยากผลักดันทีมสตันต์ไทย เพราะถึงมีความสามารถ แต่คนไม่ค่อยเห็นคุณค่า หลังจากนั้นจึงติดต่อขอให้พันนามาช่วยออกแบบฉากรถตุ๊กตุ๊กให้หน่อย แต่นอกจากเสนอไอเดียแล้ว พันนายังพยายามผลักดันลูกศิษย์คู่ใจคนหนึ่งอย่างเต็มที่อีกด้วย

“พันนาเล่าว่า บรูซ ลี กระโดดเตะสูงเท่านี้ ลูกศิษย์เขาเตะได้สูงกว่า หรือ เจ็ต ลี หมุนกลางอากาศได้ 2 รอบ แต่คนนี้หมุนได้ 3 รอบ ผมฟังแล้วก็บอกไปว่าไม่มีประโยชน์หรอก ถึงยังไงก็เป็นมวยจีน แล้วคนจะดูออกเหรอว่าหมุนรอบได้มากกว่า สู้มาทำรถตุ๊กตุ๊กดีกว่า ยังมีโอกาสโดน หลังจากนั้นเขาก็หายไปเดือนหนึ่ง ยังไม่มีไอเดียใหม่ แล้วก็กลับมาพูดเรื่องเดิมอีกว่าเด็กคนนี้เก่งนู่นนี่ ผมก็พูดเหมือนเดิมว่า สู้เขาไม่ได้หรอก คนจีนอยากเป็น บรูซ ลี กันหมด แต่ไม่มีใครเกิดได้ เราต้องทำในสิ่งที่แตกต่าง มีทางเดียวคือพันนาต้องทำเหมือน เกิดมาลุย เสี่ยงชีวิตเล่น คนถึงจะมองเรา แต่ครั้งนี้เราจะทำด้วยโปรดักชันที่พร้อม”

กระทั่งวันหนึ่งปรัชญาบังเอิญเห็นโฆษณาของเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อหนึ่งนำเสนอท่าแม่ไม้มวยไทยต่าง ๆ จึงฉุกคิดขึ้นมาว่า มวยของเราก็เจ๋งไม่แพ้ใคร ถ้านำมาต่อยอดก็น่าจะไปได้ไกล พันนาเห็นดีเห็นงาม และพอคุยเสร็จก็เริ่มมาฝึกซ้อมมวยไทยให้ลูกศิษย์คนเดิม นั่นคือ จา พนม ทันที

พันนากับ จา พนม ช่วยกันค้นตำรา หาสารคดีมวยไทยสมัยโบราณ ทั้งมวยโคราช มวยอีสาน มวยท่าเสาของพระยาพิชัยดาบหัก มวยลพบุรี และมวยไชยา พร้อมเดินสายพูดคุยกับค่ายมวยยุคบุกเบิก เช่น ครูยอดธง เสนานันท์ จนได้ท่าแปลก ๆ เช่น สลับฟันปลา ปักษาแหวกรัง ชวาซัดหอก อิเหนาแทงกริช ซึ่งส่วนใหญ่เป็นท่าอันตราย ใช้บนเวทีมวยทั่วไปไม่ได้

หากแต่การฝึกซ้อมนี้ต้องแอบทำ เพราะยุคนั้นสตันต์ไทยฝึกแต่กังฟูกับมวยจีน พอต่อยเสร็จยังทำท่าชูมือคารวะอีกต่างหาก เพราะฉะนั้น ใครที่ฉีกแนวก็จะถูกมองว่าประหลาด หรือโดนตั้งคำถามว่าฝึกทำไม เสียเวลาเปล่า และเมื่อเห็นว่าใช้ได้แล้ว พันนากับ จา พนม ก็รวบรวมเงินก้อนราวแสนกว่าบาท ซื้อฟิล์มเพื่อถ่ายหนังสั้น ตั้งใจจะส่งให้ปรัชญาดู แต่น่าเสียดายที่พอล้างฟิล์มไป ปรากฏว่าเสียหมด แต่พวกเขาก็ไม่ถอย ช่วยกันหาเงินก้อนใหม่ ถึงขั้นที่ จา พนม เอาเครื่องเสียงที่รักมากไปจำนำ รวมถึงหยิบยืมเงินคนใกล้ตัวกว่าครึ่งแสน พอถ่ายเสร็จก็โทรศัพท์นัดปรัชญาให้มารับชมที่ห้องตัดต่อ

“พันนาถ่ายฟิล์มมา แต่เงินหมด เราก็ต้องไปดูที่แล็บ ระหว่างนั้นก็แอบคิดว่า ไม่ได้บอกให้ไปถ่ายนะ เพราะยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาไอเดียอยู่เลย แล้วใครจะจ่าย ดูไปสมองก็กังวล จบแล้วต้องพูดเรื่องเงินแน่ แต่พอหนังจบ พันนานิ่ง ไม่พูดอะไร ผมก็บอกพันนาตรง ๆ ว่าสู้เขาไม่ได้หรอก เพราะยังทำตามความคิดเดิม และวันนั้นเขาไม่ได้คุยเรื่องเงินนะ ผมก็เลยคิดว่าคงถ่ายงานของตัวเอง แล้วอยากให้ช่วยมาดู จากนั้นผมก็ขับรถกลับบ้าน แต่ระหว่างที่ขับก็นึกถึงภาพเมื่อกี้ มันไม่ธรรมดาเหมือนกัน ทั้งการลอยตัว การหมุน ดูแล้วรู้สึกว่าเป็นมวยไทย ผมจึงโทรศัพท์กลับไปหาพันนา บอกว่าใช่แล้ว”

ปรัชญานำหนังสั้นมาตัดต่อใหม่ คัดแต่ฉากที่โชว์ท่าทางมวยไทยแบบชัด ๆ โดยเฉพาะศอกกับเข่า ซึ่งไม่ค่อยปรากฏในกังฟู จากนั้นก็แช่ภาพแล้วเขียนชื่อท่า แล้วก็นัดดูตัวนักแสดง ซึ่งทันทีที่ปรัชญาพบกับ จา พนม ถึงกับกุมขมับ เนื่องจากหน้าตาต่างจากพิมพ์นิยมของหนังไทยโดยสิ้นเชิง แต่อีกใจก็คิดว่า ไม่เป็นไร เพราะมั่นใจว่าเรื่องฝีมือทดแทนกันได้ จากนั้นก็เลือกภาพถ่ายของ จา พนม ที่ดูหล่อสุดมาประกบท้ายคลิป พร้อมกับตั้งชื่อให้ใหม่ว่า Tony Jaa

เมื่อปรัชญานำคลิปนี้ไปฉายให้ผู้บริหารรับชม ทุกคนต่างชื่นชอบกันหมด เพราะไม่เคยเห็นมวยไทยในรูปแบบนี้ แต่ปัญหาคือ Grammy ผลิตเพลงเป็นหลัก นัดประชุมคุยเรื่องเพลงทุกสัปดาห์ ส่วนเรื่องหนังคุยแค่เดือนละครั้ง พอเวลาทอดไปเรื่อย ๆ บวกกับได้เห็นหน้าตาของนักแสดง จึงมีผู้เสนอว่าควรจะหาพระเอกฮ่องกงหน้าตาหล่อ ๆ แล้วให้จาแสดงเป็นตัวร้ายก่อน พอโด่งดังแล้วค่อยขยับเป็นพระเอกก็ยังไม่สาย โดยยกกรณีของ เมล กิบสัน ขึ้นมาเปรียบเทียบ แต่ปรัชญาไม่เห็นด้วย เพราะหากให้ จา พนม เป็นตัวโกง ก็เท่ากับให้มวยไทยเป็นผู้ร้าย 

จังหวะใกล้เคียงกัน ปรัชญามีโอกาสพูดคุยกับ เสี่ยเจียง-สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ แห่งสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งพร้อมสนับสนุนความฝันนี้เต็มที่ 

“ถึงภาพภายนอกจะเป็นเสี่ย แต่ตัวจริงแกเป็นคนรักหนังมาก แม้จะไม่ได้เรียนมา แต่เขาเรียนรู้จากการทำด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก หาหนังมาฉายจนมีเงิน คือเรื่องการตลาดเต็มร้อย พอเสี่ยเจียงดูคลิปก็โดนเลย ทำให้เรารู้สึกว่ามีคนเห็นค่า เห็นภาพเดียวกัน”

พี่ใหญ่แห่งบาแรมยูจึงเลิกทำค่ายเพลง และหอบหิ้วโปรเจกต์หนังไปสู่อ้อมกอดของค่ายใบโพธิ์แทน จนเกิดเป็น องค์บาก ปฐมบทของหนังมวยไทยที่มีส่วนสำคัญในการพลิกโฉมวงการภาพยนตร์แอคชันสัญชาติเอเชียจากหน้ามือเป็นหลังมือ

02
ภารกิจพา ‘เศียรพระ’ ไปรอบโลก

องค์บาก ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ใช้ทุนสร้างถึง 40 ล้านบาท ถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘บุญทิ้ง’ ชายหนุ่มจากบ้านหนองประดู่ที่ตัดสินใจบุกกรุง ทำภารกิจตามเศียรพระศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้านที่โดนโจรกรรม เพื่อให้ทันพิธีอุปสมบทหมู่ของชาวบ้านในอีก 7 วัน

แต่กว่าจะเป็นพล็อตนี้ก็เรียกว่าคิดกันมาหลายตลบเลยทีเดียว

“เราคิดตั้งแต่นายขนมต้มข้ามภพข้ามชาติ หรืออย่างเศียรพระถูกตัดแล้วตามเอาคืน จริง ๆ เป็นไอเดียพันนา เคยพัฒนาแล้วแต่ก็ทิ้งไป สุดท้ายก็เอากลับมาอีก ส่วนบทก็เปลี่ยนมือไปหลายคนมาก เพราะผมเป็นผู้กำกับที่เขียนบทเองไม่ได้ สมาธิไม่มี ไม่เหมือนตอนทำบทมิวสิกวิดีโอ แบบนั้นสั้น ๆ เราเขียนเอง โคตรมีความสุขเลย เพราะฉะนั้นพอต้องสื่อสารกับคนอื่นก็เลยยาก แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้”

แต่ถึงบทที่ออกมาอาจไม่สมบูรณ์แบบตามอย่างที่ปรัชญาคาดหวังไว้ หากโจทย์ที่ท้าทายกว่า คือจะนำเสนอศิลปะมวยไทยอย่างไรให้เข้าถึงใจผู้ชมมากที่สุด

สิ่งแรกที่ต้องทำ คือการล้างมวยจีนออกจาก จา พนม ให้หมด ตั้งแต่ท่ายืน การเตะต่อยหรือแม้แต่การวางมือ ซึ่งต้องฝึกฝนทุกวันจันทร์-เสาร์นาน 2 ปีเต็ม จากนั้นพันนาก็คัดเลือกมวยไทยจำนวน 111 ท่ามาวิเคราะห์อย่างละเอียด คัดเอาแต่ส่วนดี ๆ มารวมกัน แล้วให้ จา พนม นำความสามารถของตัวเองมาผสมผสาน เพื่อให้ท่ามวยไทยดูมีสีสันและสนุกยิ่งขึ้น เช่น ท่ารามสูรขว้างขวาน ซึ่งเดิมเป็นแค่การสับศอกใส่หัวคน ก็ปรับให้เป็นการวิ่งไต่หัวคนแล้วไปสับศอกใส่อีกคนหนึ่งแทน

อีกอย่างคือการทำให้ทีมสตันต์เห็นภาพและยอมเสี่ยงไปด้วยกัน พร้อมทุ่มเทกับการแสดงเต็มที่

องค์บาก ถือเป็นครั้งแรกที่ผมทำงานกับทีมนี้ สำหรับพันนาเรายอมรับกันอยู่แล้ว แต่กับทีมงานหลายคนยังมีอีโก้อยู่ ต้องเรียนรู้กันไป เรามองว่าทุกคนมีความสำคัญเท่ากัน เพราะผมโตมากับระบบโปรดักชันไทยที่ไม่เห็นคุณค่าของสตันต์ บางทีนัดมากอง บรีฟ 2 คำแล้วถ่ายเลย ซึ่งตามหลักแล้วอันตราย งานพวกนี้ต้องรู้ล่วงหน้า ต้องวางแผน ต้องเซฟทุกอย่าง แต่ไม่มีงบให้ บางคนรับงานทะลุกระจก แล้วทีมงานบอกให้ซื้อกระจกมาด้วย เขาก็ไปซื้อกระจกจริง เพราะของปลอมราคาแพง พอต้องเล่น ก็เอาสก็อตเทปพันตามข้อมือ ไม่ให้โดนเส้นเลือดสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเจ็บปวด เราจึงอยากยกระดับการทำงานนี้ขึ้นมา”

เพราะฉะนั้น ถึงในเรื่องอาจมีการใช้ ‘สลิง’ บ้าง แต่ก็เพื่อป้องกันอุบัติเหตุรุนแรงเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อช่วยให้นักแสดงดูเก่งขึ้น ทุกแอคชัน ทั้งกระโดด ลอยตัว หมุน เตะ ต่อย ตีเข่า หรือฟันศอก ล้วนเป็นของจริง แต่ละฉากจึงดูสมเหตุสมผล ถูกต้อง และเร้าอารมณ์ผู้ชมอย่างถึงที่สุด

“อย่างศอกโดนหัวก็ต้องโดนจริง ไม่ใช้มุมกล้องช่วย แต่ผมคุยกับพันนาว่ามีวิธีเซฟไหม เขาก็ไปหล่อไฟเบอร์มาลองครอบหัว แล้วเอาวิกมาสวมอีกที ซึ่งก็ช่วยได้เยอะ เราทดลองทุกอย่างเต็มไปหมด แม้แต่เสียงซาวนด์เอฟเฟกต์ในแล็บ ก็ให้สตันต์ต่อยกันจริง ๆ แล้วบันทึก เสียงของหมัดโดนอกแบบใส่เสื้อกับไม่ใส่เสื้อ เสียงก็ต่างกัน ตอนนั้นสตันต์เราน่วมทั้งวัน แต่สุดท้ายไม่เวิร์ก อาจเพราะเทคโนโลยียุคนั้น ก็ต้องกลับไปใช้เสียงสำเร็จรูป”

องค์บาก โปรโมตอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมสโลแกน ‘ไม่ใช้สลิง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน’ โดยนอกจากจะโฆษณาผ่านสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ แล้ว เสี่ยเจียงยังเหมาคัตเอาต์ยักษ์บริเวณเลียบทางด่วนรามอินทราถึง 10 ป้าย เพื่อนำโปสเตอร์หนังไปติดตั้ง กลายเป็นปรากฏการณ์ Talk of the Town กระทั่งวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2546 ผู้คนทุกสารทิศต่างมุ่งตรงไปยังโรงภาพยนตร์ใกล้บ้าน เพื่อรับชมความยิ่งใหญ่ของมวยไทยจนแน่นขนัด กวาดรายได้เกิน 100 ล้านบาทสำเร็จ

แต่มากกว่านั้น องค์บาก ยังได้รับเชิญไปฉายใน Toronto International Film Festival ที่แคนาดา ในโปรแกรมพิเศษรอบดึกที่เรียกว่า Midnight Madness Program ซึ่งเปิดโอกาสสำหรับหนังนอกกระแส ไซไฟ แอคชัน สยองขวัญ ในวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2546 โดยก่อนหน้านี้ก็เคยมีหนังไทยที่ได้เข้าฉายเหมือนกัน คือ บางระจัน และ คนเห็นผี

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือมีแฟนหนังให้การตอบรับจนแน่นโรง แถมระหว่างฉากแอคชันก็มีเสียงเชียร์ตลอดเวลา และกว่าหนังจะฉายจบก็ราวตี 2 แต่ผู้ชมกว่า 700 – 800 คนไม่ยอมไปไหน ยืนปรบมือให้ตัวหนังและผู้กำกับนานร่วม 10 นาที ไม่เพียงแค่นั้น หลังจากนั้นยังมีนักวิจารณ์และคอหนังศิลปะการต่อสู้ เขียนแนะนำภาพยนตร์ จน องค์บาก เป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลก

“เป็นภาพที่ไม่เคยเจอมาก่อน คือตั๋วเต็มแล้วนะ แต่คนเข้าแถวรอถึง 2 แถว เผื่อฟลุก แล้วแถวก็ยาวมากจากมุมถนนหนึ่งอ้อมไปอีกถนน แล้วก็อ้อมกลับมาเป็นสี่เหลี่ยม Director เขาก็พาเราเดินดูแล้วก็แนะนำกับผู้ชม ตอนนั้นตั้งตัวไม่ทัน ส่วนตัวก็ไม่แน่ใจเรื่องตัวบทจะพื้น ๆ ไปหรือเปล่า แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของแฟน ๆ เพราะเขาดู องค์บาก แล้วเหมือนได้เชียร์มวย”

จากนั้น หนังบู๊เว้าอีสานเรื่องนี้ก็เริ่มตระเวนเดินสายไปฉายตามประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เริ่มจากสิงคโปร์ ตามด้วยฮ่องกง เจ้าตำรับหนังต่อสู้ ซึ่งแค่สัปดาห์แรกก็กวาดรายได้เกิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อมา Luc Besson ผู้กำกับหนังชาวฝรั่งเศส ขอซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายในยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะฝั่งสหรัฐอเมริกา องค์บาก เข้าฉายถึง 387 โรง แถมยังสร้างประวัติศาสตร์ เข้าสู่อันดับ 17 ของ Box Office Mojo สำเร็จ แม้จำนวนโรงที่เข้าฉายจะน้อยกว่าอันดับ 1 ถึง 10 เท่าตัวก็ตาม

“จริง ๆ เราไม่เคยคิดถึงต่างประเทศกันเท่าไหร่ เพราะช่วงนั้นมีแค่ นางนาก ที่ถูกขายเชิงพาณิชย์ไปต่างประเทศ แล้วเราก็ไม่มีประสบการณ์ แต่อีกใจเราก็เชื่อมั่นว่าคนทั่วโลกยอมรับมวยไทยอยู่แล้ว ซึ่งปรากฏว่า 200 กว่าประเทศ องค์บาก ไปได้ครบ แต่บางประเทศก็ไปแบบใต้ดิน”

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงทำให้ชื่อ Tony Jaa เป็นดาวดวงใหม่ที่ทุกคนจับตาเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญที่ช่วยพลิกวัฒนธรรมการทำหนังแอคชันทั่วโลกอีกด้วย

“คำพูดหนึ่งที่ได้ยินมาตลอด คือหลายประเทศถ่ายหนังแอคชันแบบเดิมไม่ได้แล้ว เช่น ฮ่องกง เขาเป็นเจ้าแห่งสลิง เจ้าแห่งภาพแคบ แต่ของเราเป็นภาพกว้าง เพราะภาพแคบมันหลอกง่าย สู้แล้วดูเก่ง แต่ภาพกว้างหลอกยาก แล้วของเราสู้จริง เจ็บจริง บางทีก็บาดเจ็บ สลบกลางกอง แต่ไม่โกรธกัน พันนาพูดดีว่าเหมือนเราชกมวย มวยเราชกกันจริง ๆ พอเป็นหนัง ทำไมถึงไม่ชกจริงเหมือนมวยล่ะ แล้วจะได้บันทึกไว้ตลอดกาล ประโยคนี้ทำให้สตันต์ทุกคนเต็มที่ บอกลูกหลานได้ว่าพ่อเล่นเรื่องนี้”

องค์บาก กวาดรายได้มากกว่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พิสูจน์ให้ชาวโลกได้เห็นว่าหนังไทยและมวยไทยก็ไม่เป็นรองใคร แต่มากกว่านั้นยังจุดประกายให้ ปรัชญา พันนา จา พนม รวมถึงเสี่ยเจียง คิดว่า คงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องสร้างหนังไทยสำหรับชาวโลกเสียที

03
ดุเดือด รสจัดจ้าน เขย่าหนังบู๊โลก

“ผมเคยคุยกับพันนาว่าอยากทำหนังเกี่ยวกับมวยไทยสัก 3 เรื่อง เชื่อว่ามวยไทยน่าจะติดตลาดได้ เพราะว่าเรื่องเดียวก็ไปไกลเกินกว่าที่คิดแล้ว”

ต้มยำกุ้ง คือหนังที่ปรัชญาส่งมาสานต่อความสำเร็จของ องค์บาก แต่สิ่งที่เหนือกว่า คือทุนสร้างที่สูงถึง 200 ล้านบาท มากกว่าเดิมถึง 5 เท่าตัว ตลอดจนใช้ฉากหลังในต่างประเทศ รวมถึงยังรวมพลนักแสดงนักสู้จากนานาชาติ เนื่องจากเป้าหมายของเสี่ยเจียงไม่อยู่แค่คนในประเทศอีกต่อไป แต่ต้องการจะสร้างภาพยนตร์ระดับอินเตอร์ที่เทียบชั้นได้กับหนังฮอลลีวูด เพื่อประกาศให้มหาชนทั่วโลกได้รู้จักถึงความยิ่งใหญ่ของมวยไทย

ต้มยำกุ้ง เล่าเรื่องของ ‘ขาม’ ชายหนุ่มผู้เกิดในครอบครัวจตุลังคบาท หรือทหารผู้รักษาเท้าช้างที่สืบทอดกันกว่าร้อยปี หากแต่วันหนึ่งกลับพบจุดเปลี่ยนให้ต้องเดินทางไปยังประเทศออสเตรเลีย เพื่อตามช้างสองพ่อลูกที่ถูกแก๊งอาชญากรข้ามชาติขโมยไป

“ตอนทำ องค์บาก ต่างชาติไม่รู้จักความสัมพันธ์ของคนไทยกับพระพุทธรูป เราเคารพ เราไหว้ เรานับถือ แต่เมืองนอกเอาไปวางโชว์ ใส่ตู้รองเท้าก็ยังมี เพราะฉะนั้นการทำเรื่องเศียรพระ อย่างน้อยก็ทำให้เขาเห็นศรัทธา เห็นชาวพุทธ เห็นคนไทย ซึ่งก็มีคนเปลี่ยนทัศนคติเหมือนกัน พอถึงเรื่องที่ 2 จะพูดถึงอะไรดี สิ่งแรกที่มาก่อนคือโสเภณีไทย อาจเป็นนางเอกหรือน้องสาวพระเอกถูกหลอกไปขายตัวอยู่เมืองนอกแล้วพระเอกไปช่วย แต่คิดไปคิดมาน่าจะมีอะไรที่ดีกว่า ให้สมกับที่คนทั้งโลกรอดู จนมาเจอคำหนึ่งคือ ‘ช้างไทย’ ในโลกนี้มีไม่กี่ประเทศที่มีช้าง แล้วเรามีปัญหาเรื่องการดูแลช้าง NGOs ทั่วโลกแอนตี้เราอยู่ ผมก็เลยไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญจะได้เข้าใจปัญหานี้”

ต้มยำกุ้ง ต่างจากภาพยนตร์เรื่องอื่นตรงที่ไม่ได้ตั้งต้นจากบทหรือโครงเรื่อง แต่คิดจากฉากและภาพก่อน ถึงค่อยนำตัวเรื่องมาสวม โดยวางโจทย์กว้าง ๆ ว่า เรื่องนี้ต้องมีการขโมยช้าง มีฉากต่างประเทศ มีตัวละครหลายชาติ ไอเดียหลายอย่าง เขากับพันนาค่อย ๆ สะสมเรื่อยมาหลังจากทำ องค์บาก รวมถึงการถ่าย Long Take หรือถ่ายต่อเนื่อง โดยไม่ตัดต่อ ซึ่งถือเป็นโจทย์ท้าทายของหนังแอคชัน 

เช่นเดียวกับชื่อเรื่อง ซึ่งผู้กำกับวางไว้ตั้งแต่โปรเจกต์นี้ยังไม่นับหนึ่ง เพราะอยากได้กลิ่นอายของความเป็นไทยที่ชัดเจน ต่อให้ตัวเรื่องจะไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับต้มยำกุ้งเลยก็ตาม เหมือนกับหนังฝรั่งเศสเรื่อง Wasabi ซึ่งก็ไม่ได้มีวาซาบิสักก้อน 

ไอเดียแรกที่ส่งเข้ามาคือให้พระเอกเป็นคนเลี้ยงช้างโชว์นักท่องเที่ยวอยู่แถวเกาะเกร็ด จากนั้นก็ขยับสับเปลี่ยนจนมาลงตัวที่เรื่องของชายหนุ่มอีสาน พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย แต่มีภารกิจคือการดูแลช้างสำคัญ ซึ่งสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย ส่วนคำว่าต้มยำกุ้งก็นำมาใช้เป็นชื่อร้านอาหารในออสเตรเลีย ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุที่แก๊งมาเฟียเป็นเจ้าของ

ต้มยำกุ้ง ใช้เวลาเขียนบทนานกว่าที่คิด ถึงขั้นเลื่อนคิวถ่ายออกไปถึง 2 เดือน ก็ยังไม่โดนใจผู้กำกับสักที แต่สุดท้ายก็ต้องปล่อยผ่าน เพราะทีมงานบางส่วนรอไม่ได้แล้ว

“ตอนนั้นฝั่งคนเขียนบทเต็มที่แล้ว ส่วนเราก็ยังบอกไม่ถูกว่าอยากให้เขาแก้อะไร เพราะเมื่อก่อนเราทำทุกอย่างไปด้วยสัญชาตญาณ แต่พอตอนหลังไปเป็นอาจารย์สอนเขียนบท ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยทำบทได้รางวัลเลย เหมือนว่าเราพอจับหลักการได้แล้ว เข้าใจเรื่องโครงสร้าง เรื่องความผูกพันกับตัวละคร ความสัมพันธ์ต่าง ๆ หมดเลย หากย้อนกลับไป อาจจะปรับเส้นเรื่อง เช่น ของเดิมพระเอกช่วยช้างเสร็จก็กลับเลย แต่บทเรียนที่ได้ไม่ค่อยชัด ถ้าเพิ่มตรงนี้ ธีมเรื่องก็จะแข็งแรงขึ้น”

มากกว่านั้น ปรัชญายังอยากให้ ต้มยำกุ้ง เป็นแหล่งรวบรวมศิลปะการต่อสู้ทุกแขนงจากนานาชาติ จึงค้นหาสุดยอดนักแสดงจากทั่วโลกมาเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ ตั้งแต่ จอห์นนี่ เหงียน หนุ่มลูกครึ่งเวียดนามอเมริกัน เชี่ยวชาญศิลปะป้องกันตัวหลากหลาย ทั้งวูซู ไอคิโด กังฟู ไทชิ ดาบและหอก เคยร่วมแสดงซีรีส์อเมริกันมาแล้ว เช่น Mortal Kombat, Charmed, Buffy : The Vampire Slayer และยังมี จอน ฟู หนุ่มอังกฤษ หนึ่งในทีมสตันต์ในกลุ่มของ แจ็กกี ชาน เชี่ยวชาญทั้งวูซูและดาบ รวมทั้งคลุกคลีกับวงการภาพยนตร์มานับไม่ถ้วน ลาทีฟ โครเดอร์ นักแสดงแอคชันชาวอเมริกัน-บราซิล ที่มีทักษะมวยคาเปเอลาอันยอดเยี่ยม รวมถึง นาธาน โจนส์ นักมวยปล้ำชื่อดังชาวออสเตรเลียที่เคยผ่านผลงานสำคัญอย่าง Troy ประกบนักแสดงคนดังอย่าง แบรด พิตต์ และสุดท้ายคือ มิสจินซิง นักบัลเลต์จากจีนแผ่นดินใหญ่ มารับบทเป็นมาดามโรส บอสใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังการขโมยช้าง

ส่วนนักแสดงไทยนอกจาก จา พนม ยังมี หม่ำ จ๊กมก ซึ่งแสดงด้วยกันมาตั้งแต่ องค์บาก โดยคราวนี้มารับบท จ่ามาร์ก ตำรวจไทยในออสเตรเลีย ซึ่งปรัชญาบอกว่า อยากให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนเจอ โจว ซิงฉือ เมื่อไหร่ก็ต้องเห็น อู๋ม่งต๊ะ ประกบคู่เสมอ อีกคนคือ ตั๊ก-บงกช คงมาลัย รับบทเป็น ปลา สาวไทยที่ถูกหลอกมาขายตัว เนื่องจากผู้กำกับเห็นว่าหนังแอคชันกับสาวเซ็กซี่เป็นของคู่กัน เหมือนกับหนัง James Bond ที่ต้องมีสาวสวยข้างกายเสมอ ถึงอย่างนั้น บทของตั๊กก็ไม่ใช่นางเอก เพราะปรัชญาประเมินแล้วว่า คาแรกเตอร์แบบ จา พนม ต้องเป็นนักสู้ที่คอยช่วยเหลือคนที่ถูกรังแก มีความจริงจัง ซีเรียส และไม่เหมาะจะมีความรักหรือฉากโรแมนติก

“ตอนนั้นเราทำรีเสิร์ช อย่างตำรวจเราได้ต้นแบบมาจากคนไทยที่เป็นตำรวจในสหรัฐอเมริกา ส่วนตัวผมชอบหม่ำเล่นดราม่ามาก ไม่ต้องพยายามตลก แต่เป็นตลกสถานการณ์ ขณะเดียวกันเราก็ไปดูข้อมูลของไทยทาวน์ในซิดนีย์ จนได้เรื่องดี ๆ พอประมาณ หนึ่งในนั้นคือภาพความขัดแย้งของกลุ่มคนเอเชีย ซึ่งมีบางกลุ่มที่เป็นมาเฟียเลย เราก็หยิบจุดนี้มาขยายสำหรับบทของตั๊ก”

ขณะที่ฉากแอคชันซึ่งถือเป็นจุดขายมาตั้งแต่ องค์บาก และเป็นสิ่งที่ผู้ชมทั่วโลกตั้งตารอ ปรัชญาก็ระดมความคิดกับพันนาให้มีความเข้มข้นสะใจยิ่งกว่าเดิม

ครั้งนั้นพันนาได้ส่ง จา พนม ไปศึกษากับ พลตรีอำนาจ พุกศรีสุข ครูมวยสายโคราช จนได้เจอกับท่า ‘ช้างทำลายโรง’ ซึ่งเกิดจากช้างใช้งวงหักกิ่งไม้ แล้วใช้เป็นท่าหักแขนหักขา เน้นการทุ่ม-ทับ-จับ-หัก ถือเป็นท่าแม่ไม้สมัยโบราณที่ทรงอานุภาพ ใช้เพื่อการออกรบและสังหารศัตรูโดยเฉพาะ แต่ด้วยความรุนแรงจึงแทบไม่มีนักมวยคนใดนำมาใช้ และเกือบเป็นท่ามวยที่สูญหายไปแล้ว

อีกฉากที่สำคัญมาก คือฉากที่ขาม พระเอกของเรื่องต้องวิ่งขึ้นอาคาร 4 ชั้น เพื่อไปช่วย ขอน ลูกช้างที่กำลังจะถูกฆ่านำเนื้อไปทำอาหาร โดยปรัชญาตั้งใจให้ฉากนี้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ การถ่าย Long Take ในตำนานจากเรื่อง Hard Boiled ของ จอห์น วู เลย

“ในหนังของ จอห์น วู คือยิงกระจกตู้ม ๆ แล้ววิ่งไปหลบในลิฟต์ พอลิฟต์ปิดก็เปลี่ยนกระสุน คุยกันนิดหน่อย พอลิฟต์เปิดก็ยิ่งกันต่อ เราก็คุยกันว่า ทำอย่างไรให้แตกต่าง จุดเด่นคือเราไม่ใช้ปืน ใช้แค่ศิลปะการต่อสู้แค่นี้อยู่เลย แล้วเพิ่มมูลค่าด้วยการวิ่งขึ้นบันได 4 ชั้น ระหว่างนั้นก็ให้โยนสตันต์แมนลงมาเรื่อย ๆ ในแต่ละชั้น แต่เรื่องที่ยากสุดคือตากล้อง เพราะเมื่อก่อนใช้กล้องฟิล์มซึ่งหนักมาก แค่ Steadicam อย่างเดียวก็ไม่ไหวแล้ว แถมต้องวิ่งตามขึ้นบันไดอีก ตอนแรกจ้างตากล้องฝรั่งมา เป็นมือ Steadicam โดยตรง ซ้อมได้อาทิตย์เดียวขอลาออก บอกไม่ไหว แล้วยังขอเทปที่เพิ่งถ่ายไปด้วย เราก็เลยให้ผู้ช่วยชื่อ คุณศักดิ์ มาถ่ายแทน ปรากฏว่าคุณศักดิ์เอาอยู่เลย”

ความท้าทายไม่ได้หมดแค่นี้ เพราะด้วยความยาวของฟิล์มแต่ละม้วนมีเพียงแค่ 4 นาที จึงต้องคำนวณทุกอย่างออกมาให้พอดีที่สุด วันหนึ่งถ่ายได้อย่างมากแค่ 2 เทคเท่านั้น เพราะนอกจากสภาพร่างกายของนักแสดงแล้ว ยังต้องจัดเตรียมสถานที่ใหม่ทุกรอบอีกด้วย

“เราถ่ายทั้งหมด 8 เทคแล้วไปเลือกใช้เทปที่ดีที่สุด มีอยู่เทคหนึ่งถ่ายสวยหมดเลย แต่สุดท้ายยังไม่ทันตะโกนว่า ‘ช้างกูอยู่ไหน’ ฟิล์มดังปึ้งหมดพอดี จนมาได้ช่วงเทคที่ 7 – 8 ดีหมด เสียแต่ว่าตอนคนร้ายเข้ามาแล้ว จา พนม เอาประตูมากระแทก กระจกดันไม่แตก ก็เลยต้องใช้ CG มาช่วย ซึ่งผมว่าไม่เสียหายอะไร เพราะทุกอย่างจริงหมด”

ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีการเพิ่มความสมจริงของอุปกรณ์ประกอบฉาก อย่างขวด โต๊ะ เก้าอี้ ไม่ให้ดูแตกหักเสียหายง่ายเกินไป จนดูเหมือนไม่มีน้ำหนัก

“เหมือนก่อนใช้ไม้บัลซา พอตีไปก็พังทันที แต่พันนาเขาหล่อปูนเอง ทำโอ่ง ทำกระถางไว้ฟาดกัน ผมก็เลยบอกว่าดีเลย ทำให้มันแข็งกว่าเดิมได้ไหม แข็งที่สุดเท่าที่จะทนได้ เขาก็ทดลองจนถึงจุดหนึ่งที่รับไหว โดยไม้ก็เปลี่ยนมาใช้ไม้นุ่นแทน ดูมีน้ำหนัก แตกยาก ถ้าสังเกตฉาก อย่างวิ่งขึ้นตึกที่มีทุ่มแจกัน มันแตกเหมือนจริงหมด หรือแม้แต่ไม้ตรงระเบียงก็หักยาก หรืออ่างล้างหน้า เราก็หล่อขึ้นมาเอง มีไปพลาดนิดหนึ่งคือฉากในห้องที่หัวต้องไปกระแทกไม้ระแนง เราเผลอนิดเดียว ไม้บัลซามาอีกแล้ว”

ความท้าทายไม่ได้หมดเท่านี้ โดยเฉพาะการทำงานเกี่ยวข้องกับช้าง ซึ่งเปรียบเหมือนหัวใจของเรื่อง ปรัชญาและทีมงานต้องพยายามตามหาช้างที่เหมาะสมกับบทบาท จนได้เจอกับช้างเชือกหนึ่งจากสุรินทร์ ซึ่งมีสีเข้ม สง่างาม ดูน่าเกรงขาม และเป็นเชือกที่สวยที่สุดในประเทศเวลานั้น

“ช้างพ่อใหญ่เป็นช้างที่ถูกต้องตามหลักคชลักษณ์ สรีระ งาทุกอย่างได้หมด เสียแต่ว่าหางกุด เราต้องทำหางปลอมใส่ทุกครั้ง และพอถ่ายเสร็จปุ๊บ ท่านมุ้ย (ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล) กำลังจะถ่าย ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก็เอาไปถ่ายต่อ ท่านมุ้ยยังบอกเลยว่า ไอ้จาถามช้างกูอยู่ไหน อยู่นี่ไง หรืออย่างลูกช้าง เราต้องการลูกช้างอย่างเดียว แต่ไม่ได้ ลูกต้องมีแม่มาด้วย แล้วก็อยู่ไกลกันไม่ได้ เราก็โอเค แล้วมีฉากหนึ่งที่ผู้ร้ายจะมาจับลูกช้าง แล้วแม่วิ่งมาเร็วมาก อันนี้คือของจริง เป็นสัญชาตญาณ”

อีกกติกาหนึ่งที่เกี่ยวกับช้างในกองถ่าย ต้มยำกุ้ง คือห้ามใช้ตะขอสับช้างเด็ดขาด ถึงควาญจะบอกว่า ช้างผิวหนา ไม่เจ็บหรอก แต่เวลาเห็นหรือได้ยินเสียงเมื่อไหร่ ปรัชญาจะรู้สึกทนไม่ได้ทุกที ซึ่งตอนแรกที่ออกกฎ ควาญมีอิดออดเหมือนกัน แต่ในที่สุดก็ยินยอม

สุดท้าย คือการถ่ายทำในต่างแดน ปรัชญาย้ำว่า จำเป็นมากหากอยากให้หนังเทียบชั้นฮอลลีวูด เพราะช่วยทำให้รสชาติของ ‘ต้มยำกุ้ง’ หม้อนี้ไม่ฉุนเกินไป รวมทั้งยังทำให้ผู้ชมต่างชาติพร้อมเปิดใจยอมรับง่ายขึ้น โดยเหตุผลที่เลือกออสเตรเลีย เพราะอยู่ไม่ห่างจากเมืองไทยมาก น่าจะง่ายต่อการบริหารจัดการ แต่พอถ่ายทำจริง ๆ กลับพบว่ามีกฎระเบียบให้ปฏิบัติเต็มไปหมด ตั้งแต่ต้องมีทีมงานท้องถิ่น รวมถึงคนที่จะแสดงฉากเสี่ยงตายได้ต้องได้รับอนุญาตจากทางการ ซึ่งแน่นอนว่า จา พนม ไม่ได้อยู่ในรายชื่อ

“เราถ่ายแอคชันแค่ฉากเดียว คือ จา พนม กระโดดจากสะพานลงมาที่หลังคารถ เราก็ไปดูโลเคชัน เตรียมรถไว้พร้อม จา พนม โดดได้สบาย แต่เขาไม่ยอมให้โดด เพราะไม่อยู่ในทะเบียนเขา ไม่มีสิทธิ์เสี่ยงตายในประเทศนี้ เราก็ต่อรองจากกลางสะพานมาริมสะพาน สุดท้ายตรงปลายสะพาน บนพื้นดิน แล้วก็ใช้มุมกล้องเสย ช่วยหลอกแทน”

แต่เรื่องที่ทำเอาผู้กำกับปวดหัวหนัก คือพาลูกช้างข้ามประเทศไม่ได้ เนื่องจากออสเตรเลียเกรงเรื่องโรคติดต่อ หากต้องการนำเข้าจริง ๆ ต้องไปส่งตรวจโรคที่สิงคโปร์ก่อน ซึ่งใช้เวลารวม 6 เดือน ปรัชญาจึงลองหาช่องทางอื่นด้วยการติดต่อขอความช่วยเหลือไปยังกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ 

“เราอยากถ่ายแค่ฉากเดียว คือช้างเดินบนสะพานฮาร์เบอร์ แต่พอบอกความตั้งใจ ท่านกงสุลใหญ่ตกใจแล้วบอกไม่เห็นเหรอ ข้างล่างเขากำลังประท้วงอยู่ เพราะรัฐบาลไทยกำลังจะบริจาคช้างให้สวนสัตว์ที่นั่น 2 เชือก NGOs เขาไม่ยอมให้รับ แต่เราก็บอกว่า นี่คนละตัว พอเราเอามาถ่ายเสร็จก็เอากลับ ท่านกงสุลใหญ่ก็ย้ำคำเดิมว่าไม่มีทาง ถ้าเป็นเวลาอื่นอาจจะได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ สุดท้ายก็คุยกับทีมงานว่า หาช้างดับเบิลจากที่นั่นแทนไหม เราก็ไปได้ลูกช้างมาเชือกหนึ่ง แต่หน้าตาไม่เหมือนกันเลย หูมันใหญ่ ทีมงานก็เลยบอกว่า ไม่ต้องมีสคริปต์นี่หรอก เราก็บอกว่าไม่ได้ จะทำ CG ก็ไม่เหมือน แต่เราไม่ยอม มันต้องมีวิธี สุดท้ายเราก็เลยสร้างช้างขึ้นมาเอง เป็นยาง ข้างในกลวง แล้วก็หาสตันต์แมนตัวเล็ก ๆ ที่แข็งแรงมา 2 คน คนหนึ่งเป็นช้างเท้าหน้า อีกคนเป็นช้างเท้าหลัง ซึ่งค่าทำช้างตัวนี้ 1 ล้านบาท”

แต่ปัญหาไม่ได้จบแค่นั้น เพราะถึงเป็นช้างปลอมก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะได้ไปถ่ายบนสะพานฮาร์เบอร์ เนื่องจากทางการเกรงว่าผู้คนที่สัญจรไปมาจะตกใจ และหากเกิดอุบัติเหตุหรือการฟ้องร้องขึ้นมาจะทำอย่างไร บางคนเสนอให้ไปถ่ายหลอกที่เมืองไทยแทน แต่ปรัชญาก็ไม่ยอม ร้องขออยู่หลายรอบ กระทั่งฝั่งนั้นยอมอนุญาต แต่ก็ให้เวลาถ่ายตอน 6 โมงเช้าวันอาทิตย์ แค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับฉากสุดประทับใจที่ไม่เคยมีภาพยนตร์เรื่องใดเคยทำได้มาก่อน

ต้มยำกุ้ง เริ่มเข้าฉายทุกโรงภาพยนตร์ในเมืองไทยเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2548 และได้เสียงตอบรับอย่างล้นหลาม กวาดรายได้ไปเกือบ 200 ล้านบาท และพร้อมแล้วที่จะทำหน้าที่พาธงไตรรงค์ของเราไปโบกสะบัดในวงการหนังทั่วโลก

04
‘ต้มยำกุ้ง’ GO INTER

เส้นทางสู่เวทีโลกของ ต้มยำกุ้ง เตรียมการไว้ตั้งแต่ก่อนภาพยนตร์จะถ่ายทำเสร็จ โดย บริษัท Golden Network Asia ติดต่อขอซื้อไปฉายในตลาดเอเชีย ขณะที่ EuropaCorp ของ Luc Besson รับหน้าที่ดูแลตลาดในยุโรป ส่วนฝั่งอเมริกา สหมงคลฟิล์มมอบสิทธิ์ให้ The Weinstein Company 

กลยุทธ์สำคัญที่เสี่ยเจียงใช้ คือนับตั้งแต่เสร็จสิ้นการเดินสายโปรโมต องค์บาก พระเอกหนุ่มมุ่งมั่นให้กับโปรเจกต์ใหม่นี้อย่างเดียว ไม่ได้ปรากฏตัวกับสื่อใด ๆ อีกเลย ทำให้ทุกคนต่างเฝ้ารอการกลับมาของ จา พนม อีกครั้ง ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ต้มยำกุ้ง เปิดตัวอย่างงดงาม เฉพาะในสหรัฐอเมริกา เข้าฉายในโรงภาพยนตร์มากถึง 1,541 โรง กลายเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ทำรายได้สูงถึงอันดับ 4 ของ Box Office ในช่วง 3 วันแรก และฉายต่อเนื่องนานถึง 9 สัปดาห์ จนวันนี้ยังไม่มีหนังไทยเรื่องใดทำลายสถิติได้

ยิ่งกว่านั้น จา พนม ยังเดินทางไปตามประเทศต่าง ๆ พามวยไทยไปแสดงให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้จัก นักวิจารณ์หลายคนยกให้เขาเป็นสุดยอดพระเอกนักบู๊ที่ครบเครื่องมากสุดคนหนึ่งของโลก ไม่แปลกเลยที่สุดท้าย ต้มยำกุ้ง จะกวาดรายได้ถึงกว่า 27 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 1,000 ล้านบาท พร้อมกับเปิดประตูให้พระเอกของเรื่องกลายเป็นนักแสดงที่สตูดิโอชั้นนำต่าง ๆ อยากร่วมงานด้วย

ความสำเร็จนี้ไม่เพียงตอกย้ำฝีมือการทำหนังแอคชันของคนไทยที่ไม่แพ้หนังบู๊แถวหน้าของโลก แต่ยังช่วยพาสตันต์แมนไทย อาชีพที่เคยถูกมองข้าม ให้โด่งดังและเป็นที่ยอมรับจากผู้สร้างหนังในหลายประเทศ จนเกิดการจ้างให้ไปรับหน้าที่ในภาพยนตร์ชื่อดังหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะฝั่งอินเดีย เช่น เรื่อง Baahubali และ RRR 

ถึงอย่างนั้น สิ่งหนึ่งที่ปรัชญาได้เรียนรู้จากการพาหนังไทยไปสู่หนังโลก คือเราต้องหาตัวตนและอัตลักษณ์ให้พบ เพราะมีไม่น้อยที่หนังไทยพยายามไปให้ถึงฮอลลีวูด แต่สุดท้ายก็ฉายได้ไม่ถึง 10 โรงด้วยซ้ำ เหตุผลไม่ใช่เพราะหนังไม่มีคุณภาพ บางเรื่องบทดีมาก การกำกับ การแสดงก็ยอดเยี่ยม แต่ปัญหาคือผู้ชมไม่อาจก้าวข้ามอคติไปได้ เพราะเขาไม่เชื่อมั่นภาพยนตร์จากประเทศเล็ก ๆ 

“หนังไทยต่อให้ดีแค่ไหน พอไปถึงที่นั่นไม่มีประโยชน์ ทำไมเขาจะต้องดู เหมือนบ้านเรา หากมีหนังจากประเทศที่เราไม่ยอมรับ ต่อให้เป็นหนังดีที่สุดมาฉายในโรงก็ไม่มีใครตีตั๋วเหมือนกัน เพราะฉะนั้น หลายเรื่องที่บทดีมาก แต่เขาไม่ยอมฉาย ใช้วิธีรีเมคแทนเพราะเสียดายบท ให้นักแสดงโนเนมของเขามาเล่นยังดีกว่า แต่ ต้มยำกุ้ง บทอาจไม่ดีมาก แต่ได้ฉายหลายโรง เพราะเป็นซิกเนเจอร์ และฉากแอคชันเราโอเค ประเทศอื่นเลียนแบบได้นะ แต่จะดูเป็นของปลอมทันที 

“ข้อดีที่สุดของเราคือความเป็นไทย เพราะโลกเรามีความต่างของใครของมัน เราควรกลับมามองคุณค่าที่เคยมองข้าม อย่างมวยไทยมีตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีใครทำ หรืออย่างอาหารเกาหลีกับอาหารไทย ถามทั่วโลกยอมรับอะไรมากกว่ากัน เกาหลีมี แดจังกึม แล้วเรามีหนังเกี่ยวกับอาหารไทยที่ดี ๆ บ้างไหม ตรงนี้สะท้อนว่าเรามองเห็นคุณค่าหรือเปล่า อีกอย่างคือเรายังอ่อนเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ทุกวันนี้เรามีนักเขียนบทที่เก่งมากขึ้น แต่ก็ยังไม่พอ ผมพูดตรงนี้ได้ เพราะอยู่มาตั้งแต่ยุคเกาหลียังไม่ดัง สมัยก่อนเขายังเคยมาศึกษาหนังไทยเลย แต่ตอนนี้ไปไกลกว่าเราเยอะมาก และถึงวันนี้จะแพ้เขา แต่เราต้องไม่ยอม ต้องสู้กันต่อไป”

หลังจาก ต้มยำกุ้ง สร้างประวัติศาสตร์ ปรัชญาและพันนายังคงจับมือกันสร้างหนังแอคชันสัญชาติไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ช็อกโกแลต ซึ่งเป็นการทดลองสร้างนักสู้หญิงที่มีความสามารถเรื่องมวยไทยไม่แพ้ผู้ชาย นำแสดงโดย จีจ้า-ญาณิน วิสมิตะนันทน์ รวมถึง ต้มยำกุ้ง 2 ซึ่งแม้จะเปลี่ยนฉากจากเมืองนอกมาเป็นเมืองไทย แต่ยังคงอัดแน่นด้วยนักแสดงคุณภาพจากนานาชาติ โดยหลายคนอัดคลิปการต่อสู้ของตัวเองมาให้ผู้กำกับพิจารณา ด้วยความใฝ่ฝันว่าจะได้ประลองฝีมือกับ จา พนม สักครั้งในชีวิต

แม้จะไม่ประสบความสำเร็จเท่าเก่า แต่ก็ถือว่าสร้างรสชาติใหม่ ๆ ให้คอหนังแอคชันไทยได้ลิ้มลอง และเมื่อทำติดกันต่อเนื่อง เขาก็พบความยากที่จะทำไม่ให้ซ้ำแนวเดิม ปรัชญาจึงตัดสินใจพักการทำหนังแนวนี้ไว้ก่อน จนวันหนึ่งจะพบไอเดียใหม่ ๆ ที่ทำให้อยากลุกขึ้นมาทำอีกครั้ง

ผ่านมาร่วม 2 ทศวรรษ จากวันที่ องค์บาก และ ต้มยำกุ้ง เข้าฉาย เมื่อมองย้อนกลับไป ผู้กำกับหนุ่มใหญ่ยังคงภูมิใจกับผลงานที่ตัวเองเรียกได้ว่า ‘ตายตาหลับ’ แล้ว

“ผมมีกฎที่ตั้งขึ้นมาเองเวลาจะยอมรับผู้กำกับใหม่ ๆ สักคนในโลก ต้องมีงานมาสเตอร์พีซภายใน 3 เรื่องถึงจะยอมรับ ซึ่ง 2 เรื่องแรกของเรา รู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ เรื่องที่ 3 คือโอกาสสุดท้ายแล้ว พอทำ องค์บาก กับ ต้มยำกุ้ง ออกมาก็โอเคเลย สบายใจแล้ว ถือว่าพามันไปไกลที่สุดเท่าที่จะได้ อย่างน้อยเราก็มีหนังที่ไปในระดับอินเตอร์ เหมือนที่พี่ ๆ อย่าง นนทรีย์ นิมิบุตร, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, เป็นเอก รัตนเรือง หรือ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เคยนำร่องไว้”

ปัจจุบันปรัชญายังคงสนุกกับการคิดพล็อตหนังอยู่ตลอด พร้อมกับเป็นอาจารย์สอนด้านภาพยนตร์ ควบคู่กับการศึกษาเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะ AI ที่อาจเข้ามาพลิกโฉมวงการหนังโลกในอนาคต ตลอดจนมีแผนเปิดตัวภาพยนตร์เรื่องใหม่ ด้วยความตั้งใจเดิมที่อยากเห็นหนังไทยไปให้ไกลเกินฝัน เหมือนครั้งหนึ่งที่ ต้มยำกุ้ง เคยทำสำเร็จมาแล้ว

ข้อมูลประกอบการเขียน
  • บทสัมภาษณ์คุณปรัชญา ปิ่นแก้ว วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
  • หนังสือชีวิตที่เกิดมาลุย พันนา ฤทธิไกร
  • หนังสือ Ong-Bak ON TOUR : บันทึกการปักธงหนังไทยในต่างแดนของ ‘องค์บาก’
  • หนังสือ ต้มยำกุ้ง Tom-Yum Goong
  • นิตยสาร Starpics ปักษ์หลัง เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2549
  • นิตยสาร Positioning เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2549

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

ณัฐพงศ์ ครึกเครือ

ช่างภาพหนุ่มที่รักธรรมชาติฝันว่าอยากเดินทางทั่วยุโรป เชื่อว่าเราเดินทางไม่ใช่ เพื่อหนีจากชีวิต แต่เพื่อให้ชีวิตไม่หนีไปจากเรา