9 กุมภาพันธ์ 2026
2 K

ลี่-กีรติ วุฒิสกุลชัย Artistic Director and Curator แห่ง Everywhere Gallery ร้องไห้หนักมาก เพียงแค่ทำแบบทดสอบว่า บ้านของเราเป็นแบบไหน

ครั้งหนึ่ง ครีเอทีฟสาววัยเลข 3 ได้ไปเยือนนิทรรศการในสเปน เป็นงานศิลปะที่พูดถึงเรื่องบ้าน และมีแบบทดสอบทางจิตวิทยาชวนหาความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ ลี่และสามี เน็ต-เตชินทร์ โป่งจินา ลองทำตาม กลับได้คำตอบเดียวกันแบบที่ไม่ได้นัดหมาย

“เราค้นพบว่าเราคือ Nomad เราไม่ต้องมีบ้านจริง ๆ อยู่ที่ไหนก็ได้ แต่มีบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณของเรา”

ในชีวิตลี่เก็บกระเป๋าบ่อยมาก เป็นมนุษย์ที่กล้าพูดว่า “ฉันสนุกกับการเก็บกระเป๋า” มีกระเป๋าเสื้อผ้าพร้อมอยู่หลังรถ นอนค้างได้ทุกที่ 

ลี่เป็นครีเอทีฟผลิตรายการ ส่วนเน็ตเป็นช่างภาพ ตั้งแต่เรียนจบถึงวัยกลางคน ทั้งคู่ไม่เคยยึดติดบ้านหรือสิ่งของเลย เดินทางไปทั่วไทยทั่วโลก ถ่ายงานสายสารคดีที่ตนถนัด จนกระทั่งถึงวัยสร้างครอบครัว จึงตัดสินใจเลือกจังหวัดเชียงรายเป็นบ้านที่เป็นหลักแหล่งจริง ๆ

แม้จะไม่คาดคิดว่าต้องเจอกับวันที่ร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต…จากการสูญเสียลูก 

แต่บ้านของทั้งสองกลับแข็งแกร่งขึ้น พร้อมพลังบวกที่อยากสร้างเมืองแบบที่ตนอยากอยู่ กลายเป็นคู่คิดคู่ทำที่คนเชียงรายคุ้นเคยเป็นอย่างดี

ผู้เขียนรู้จักลี่มานานนับสิบปีในฐานะคนบ้านเดียวกัน แม้เธอจะอยู่ไม่ติดที่ จนต้องเริ่มบทสนทนาทุกครั้งว่า “ตอนนี้อยู่ไหนแล้วนะ” แต่จิตวิญญาณนักฝันของเธอไม่เคยเปลี่ยน นี่จึงเป็นโอกาสดีที่อยากชวนเธอมาเล่าเรื่องชีวิตใน ‘Life is Beautiful’ คอลัมน์เล่าเรื่องความงามของชีวิตของคนที่เลือกเส้นทางชีวิตเอง

อ่านเส้นทางชีวิตที่เลือกเองของเธอคนนี้ไปด้วยกัน 

จากบ้านไปตามเทรนด์

สาวเจียงฮายโดยกำเนิดคนนี้ อยู่เชียงรายจนถึงมัธยมปลายและได้เข้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ทันทีที่จบมา ลี่ก็เปลี่ยนไปสายงานสื่อทันที

“สมัยนั้นเรียน ม.ปลาย สายวิทย์ ฝันอยากเป็นสัตวแพทย์ แต่ก็ห้อยท้ายคณะวิทยาศาสตร์ไว้ ตามอิทธิพลคนรอบข้างที่เชื่อว่า เรียนสายวิทย์ดีกว่า 

“พอเรียนจบ พ่อแม่บอกว่าจะทำอะไรก็ทำ เลยไปฝึกงานที่สื่อนิตยสาร หลังจากนั้นชีวิตก็ไหลไปตามยุคของสื่อ ได้ทำนิตยสาร ทำทีวี ผลิตรายการ เป็นพิธีกรภาคสนาม ขยับมาเป็นครีเอทีฟที่เวิร์คพอยท์ และทีวีบูรพา ทำสารคดีท่องเที่ยวเดินทาง” ลี่เล่า

ประสบการณ์ที่ได้ไปพบเห็นเมืองมาทั่วโลก ทำให้ลี่อยากเห็นบ้านเกิดตัวเองน่าอยู่แบบเขาบ้าง จึงลาออกมาลองทำโปรเจกต์พัฒนาการท่องเที่ยวในนาม Trawell ร่วมกับเพื่อน ๆ แต่ก็ยังใช้ทักษะสร้างสรรค์รับงานและเปิดบริษัท The Passionfruit and friends Studio ผลิตรายการ สารคดี สื่อวีดิทัศน์

“เราชอบสื่อสารเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ในแง่ของความรู้ วิถีชีวิต คุณภาพชีวิต ทดไว้ในใจมานานแล้วว่า อยากแก้ Pain Point ที่เราไม่รู้จักตัวเอง เลยอยากขยายความเป็นไปได้ของชีวิตเด็กรุ่นใหม่ในเชียงราย”

สร้างงานให้ได้อยู่บ้าน

ปัญหาคลาสสิกของคนอยากกลับบ้านแต่กลับไม่ได้ คือตลาดงาน โดยเฉพาะสายงานสื่อที่ปกติจะทำงานกับสถานีโทรทัศน์หรือภาคเอกชนใหญ่ ๆ

ลี่และเน็ตพอมีเงินทุนที่เก็บหอมรอมริบตั้งแต่อยู่กรุงเทพฯ มาตลอด 14 ปี จึงเริ่มจากการเปลี่ยนตึกเก่าของที่บ้านให้เป็น ‘ครีเอทีฟสเปซ’ มีโมเดลธุรกิจเป็นพื้นที่ (Space) ที่เป็นที่พัก (Stay) ได้ด้วย ‘Grow Home-Stay and Space’ เป็นโรงแรมขนาดเล็ก มีห้องพักเพียง 5 ห้อง แต่อยากให้แขกรู้จักเชียงรายให้มากที่สุด ด้วยสีห้องที่แตกต่างกัน ถอดมาจากความเป็นเชียงรายที่ลี่สัมผัสได้

โมเดล ‘ครีเอทีฟสเปซ’ ที่เป็นจริงกับเมืองเล็ก ๆ คือให้รายได้จากฝั่งที่พักมาเติมแพสชันฝั่งพื้นที่สร้างสรรค์ เข้ากับสโลแกนที่ว่า Space to Stay, to Connect, to Create ตามแต่จิตวิญญาณของนักสร้างสรรค์จะพาไป

สถานที่แห่งนี้เคยเป็นทั้งแกลเลอรีแสดงงานศิลปะหมุนเวียนตลอดทั้งปี โรงหนังขนาดเล็กที่จัดคอนเสิร์ต การแสดง จัดทอล์ก จัดเวิร์กช็อปสารพัด เช่น Sound Healing โยคะ จัดดอกไม้โคริงกะ ทำหนังสั้น รณรงค์ฝุ่นพิษ แถมเคยเป็นอาฟเตอร์ปาร์ตี้งานแต่งของทั้งคู่อีกด้วย

“การเปิดพื้นที่ใน Grow Home ทำให้เราได้ต้อนรับคนท้องถิ่นด้วย ยิ่งรู้จักคนเยอะขึ้น ยิ่งรู้สึกโชคดี เชียงรายมีทรัพยากรที่คนกลับบ้านรุ่นก่อนทำไว้ดีมาก เช่น สมาคมขัวศิลปะ เปิดมาแล้วเป็นสิบปี มีศิลปินกว่า 300 คน หรือการรวมกลุ่มภาครัฐภาคเอกชนที่เข้มแข็ง ทำให้เชียงรายได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพ งานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale 2023

“เราจึงชวนคนที่มีที่พัก ร้านอาหาร มาเปิดพื้นที่ของตัวเองบ้าง อย่างแก๊ง YEC กลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของหอการค้าจังหวัด นำพื้นที่ตัวเองมาจับคู่กับการแสดงผลงานของศิลปิน เกิดเป็นการรวมกลุ่มคนท้องถิ่นในชื่อ Everywhere Gallery”

เครือข่าย Everywhere Gallery ปีแรก มากันด้วยใจล้วน ๆ ไม่ได้ขอทุนใคร หลายร้านค้าร้านอาหารลงทุนจัดแสดงงานศิลปะเอง แม้จะแค่ชั่วคราวแต่ก็ได้มาถึง 13 สถานที่ ส่วนศิลปินได้ร่วมเอื้อเฟื้อผลงานและเป็นโอกาสให้ขายงานได้ด้วย 

“ปีที่ 2 เราชวนคนมาหานิยามของเชียงราย แทนที่จะให้ภาครัฐมาบอกว่าเมืองดอกไม้บ้าง เมืองกาแฟบ้าง เราลองให้ศิลปินเป็นคนบอก เราได้เห็นนิยามใหม่ว่า เชียงรายคือดินที่ปลูกเขาขึ้นมา คือความอบอุ่น คือความงมงาย สุดท้ายมันสะท้อน ‘ความรู้สึก’ มากกว่าคำทางเศรษฐกิจเพื่อการท่องเที่ยว”

เข้าสู่ปีที่ 3 ทีมงานเริ่มแข็งแกร่งในการตามล่าหาทุน รวมทั้งมีผู้ใหญ่ใจดีมากขึ้น ลี่อยากก้าวข้ามความท้าทายเรื่องฤดูท่องเที่ยวที่คึกคักเพียงหน้าหนาว แต่หลังจากนั้นเชียงรายกลับเงียบเหงาไร้สีสัน

 “เราเลยคิดถึงตลาด เพราะตัวเองเกิดในตลาด เมื่อก่อนบ้านเป็นร้านขายขนม อยู่ตรงข้ามกับปากทางเข้าตลาดสดเทศบาล 1 เราค่อย ๆ ทำหนังสั้น นิทรรศการ และต่อยอดมาเป็น ‘เทศกาลป๊ะกาด’ เอางานศิลปะเข้าไปอยู่ในตลาดซะเลย”

“เป็นอีกหนึ่งความฝันที่เราอยากทำงาน เทศกาล+แกลเลอรี เพื่อคนท้องถิ่น ไม่ใช่แค่เพื่อนักท่องเที่ยว คนเดินตลาดก็เริ่มสนใจศิลปะ คนสนใจงานศิลปะก็อยากไปตลาด งานเราถูกพูดถึงในไลน์กรุ๊ปครอบครัว ค่อนข้างแมสในหมู่ลุงป้า ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว” ลี่เล่าด้วยความสนุก

ต่อด้วยน้ำเสียงปนความเศร้านิด ๆ “เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ได้จัดแสดงในโรงรับจำนำเก่าอายุ 60 ปีกลางตลาด ตอนนี้ถูกทุบทิ้งไปแล้ว”

พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมายังเป็นปีแรกของ TEDx Chiang Rai เวทีทอล์กระดับโลกที่จัดโดยอาสาสมัครคนเชียงรายกว่า 60 คน ลี่คนขยันคนเดิมเฝ้าเขียนโครงการกว่า 1 ปี จนได้รับเลือกเป็น License Holder ของจังหวัด เกิดเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดความหวัง ท่ามกลางผู้เข้าร่วมกว่า 300 ชีวิต ให้รู้ว่าเชียงรายมีคนเจ๋ง ๆ ที่ไปไกลระดับประเทศและระดับโลกมากมาย 

งานสร้างสรรค์ต่าง ๆ ผ่านประวัติศาสตร์เมืองเชียงรายและศิลปะร่วมสมัย กำลังจะเดินต่อไปในปีที่ 4 บนเส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอแอบกระซิบว่า ปัญหางานพัฒนาเมืองที่ทุกท้องถิ่นคงเจอ คือ ‘เจ้าที่ในพื้นที่’ แม้ไม่ได้ทำทุกเรื่องอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่เธอเลือกไปต่อ เพราะเชื่อว่าเราอยู่ในดินที่ดี

“เรากลับมาในช่วงเวลาที่ดีมาก ๆ มีรากที่ใกล้จะโผล่แล้ว แล้วเราก็ได้ไปพรวนดินนั้นพอดี เมื่อต้นมันงอกขึ้นมา คนรุ่นถัดไปก็จะได้นำผลไม้ไปทำเป็นจานอาหารต่อไป”

กลับบ้านมาเลี้ยงลูก

ท่ามกลางพลังบวกสู่ผู้คนมากมาย งานแน่นจนแบตมือถือหมดเกลี้ยงในทุกบ่าย ย้อนเวลากลับมาที่ชีวิตในบ้านสวนของลี่และเน็ตช่วง พ.ศ. 2567 

“อยากมีลูก” เป็นจุดเปลี่ยนทำให้ทั้งคู่เดินทางน้อยลง ทำงานช้าลง อยู่เชียงรายนานขึ้น คนแพร่อย่างเน็ตก็คุ้นเคยกับการอยู่ภาคเหนือได้สบายมาก

“เชียงรายมีจิตวิญญาณที่ผูกกับวัยเด็กของเราอยู่ คนอื่น ๆ ในครอบครัวทำให้ความหมายของบ้าน ‘อุ่นใจ’ มากขึ้น เขาจะเติบโตมาแบบมีความเข้มแข็งในจิตใจ มีผู้คนห้อมล้อม” ลี่ให้ความหมายของบ้านในมุมที่เปลี่ยนไป

ทั้งคู่พยายามมีลูกมานานหลายปี ทั้งวิธีธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ จนกระทั่งชีวิตเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้น

“เราค้นพบว่าลูกไม่สบายตั้งแต่ในท้อง เกิดจากกรรมพันธุ์แฝงเรื่องกระดูกเปราะจากเราทั้งคู่ที่เราเองก็ไม่รู้ ตรวจโครโมโซมผ่านทุกอย่าง ตั้งท้องมาตามสเตป ด่านสุดท้ายคือการตรวจพัฒนาการทางร่างกายที่เจอว่าผิดปกติ ตอนนั้นคุณหมอให้เลือกว่าจะยุติการตั้งครรภ์หรือไปต่อ”

ไปต่อ – ลี่และเน็ตกลับไปคิดอยู่นานก่อนตัดสินใจ และเตรียมใจพร้อมรับทุกสถานการณ์ ทำทุกอย่างให้มีความหมายที่สุดในช่วงเวลาที่หัวใจลูกยังเต้นอยู่

‘แสงเหนือ’ คือชื่อที่ลี่ตั้งให้กับเด็กชายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ลี่พาแสงเหนือไปรู้จักเมืองเชียงรายให้มากขึ้น ได้พบเจอผู้คน ทำกิจกรรม กินของอร่อย 

จวบจนเข้าเดือนที่ 8 ทั้งคู่เลือกไปคลอดที่กรุงเทพฯ กับหมอเฉพาะทาง เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่ตัดสินใจกลับไปอยู่กรุงเทพยาว ๆ 

1 เมษายน พ.ศ. 2568 แสงเหนือลืมตาดูโลก ลี่ได้ยินเสียงร้องแหบสั่นเพียงครู่เดียว ก่อนที่เด็กน้อยจะถูกพาไปยังห้องผู้ป่วยพิเศษ ลี่ไปเยี่ยมอยู่หลายชั่วโมงในแต่ละวัน รวมทั้งเพื่อน ๆ ก็ไปเยี่ยมแสดงความยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่

5 เมษายน พ.ศ. 2568 การหายใจเป็นเรื่องที่ยากที่สุดของแสงเหนือ ด้วยกระดูกทรวงอกที่แคบกว่าปกติ ชีวิตน้อย ๆ กำลังจะจากไป และเป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดของคนเป็นพ่อแม่

“เมื่อหลายเดือนก่อนที่เลือกไปต่อ เพราะเรารักมากเกินกว่าจะสูญเสีย และหยุดหัวใจของเขา แต่วันนี้ เราใช้ความรักที่มากกว่า บอกลาอย่างดีที่สุดในวันที่เขาต้องจากไป”

ลี่เล่าว่าบรรยากาศในห้องช่างเงียบสงบ ลี่และเน็ตปล่อยให้แสงเหนือหยุดหายใจอย่างเป็นธรรมชาติในอ้อมกอด เปลือกตาน้อย ๆ ปิดลงช้า ๆ มีเพียงพวกเขา 3 คนกระซิบกันเบา ๆ 

“นี่คือบ้านของเรานะ บ้านที่มีพ่อ แม่ แสงเหนือ เราอยู่ด้วยกัน ณ ที่แห่งนี้นะ”

ห้องดูแลเด็กพิเศษกลายเป็นบ้านของทั้งสาม แม้จะสั้นสุดใจ แต่ก็เป็นโมเมนต์ในชีวิตที่ทำให้ลี่และเน็ตเข้าใจความยิ่งใหญ่ของการเป็นพ่อแม่คนจริง ๆ

บ้านของใจ

“อรุณสวัสดิ์ แสงเหนือ” 

ลี่กลับมาอยู่บ้านเชียงรายพร้อมเอ่ยถ้อยคำนี้ทุกเช้าบนเตียง เปิดม่านหน้าต่างให้แสงยามเช้าลอดเข้ามา คุยกับลูกบนฟ้าผ่านแสงแดด สัญญาว่าวันนี้จะเป็นอีกวันที่ตั้งใจใช้ชีวิตเป็นอย่างดี แสงเหนือจะได้ไม่เป็นห่วงแม่

นอกจากเป็นแม่คน เธอก็เป็นแม่งานด้วย การมีงานรออยู่ช่วงนั้นทั้งเทศกาลป๊ะกาด และ TEDx Chiang Rai ทำให้ลี่กลับมาทำงานอย่างรวดเร็วจนคนรอบข้างประหลาดใจ แต่ก็ยังแบ่งเวลาช้า ๆ ให้ตัวเองได้อยู่ไฟหลังคลอดเหมือนคุณแม่มือใหม่ทุกประการ

“เรารู้สึกโชคดีที่ได้แสงเหนือเป็นลูก ตอนนี้ไม่ได้ใช้ชีวิตแทนลูก ไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อลูก แต่ใช้ชีวิตของตัวเองในที่ที่มีความหมาย และมีลูกเป็นแรงบันดาลใจ” ลี่สรุปบทเรียนชีวิต พร้อมเผยว่ายังอยากพยายามมีลูกกันอีกครั้ง

สมการของลี่ คือ ‘อยากทำบ้านที่ตัวเองอยากอยู่’ เธอจึงอยากทำเชียงรายในแบบที่อยากอยู่เช่นกัน หากไม่มีตลาดงานครีเอทีฟก็สร้างงานให้ตัวเอง ตอนนี้เธอกำลังทำ กลับบ้านพอดแคสต์ พูดคุยกับผู้คนในเชียงรายที่เริ่มตั้งหลักได้ เป็นแนวทางให้คนที่กำลังอยากจะกลับมา ระหว่างนี้ก็เรียนปริญญาโทด้านศิลปะเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปด้วย เพราะอยากต่อยอดเรื่องการฟื้นฟูตลาดอย่างจริงจัง

จริง ๆ ไปที่ไหนก็ได้ แต่ตอนนี้เริ่มมั่นคงกับเชียงรายแล้ว อยู่แล้วสบายใจ ถ้าเชียงรายไม่ย่ำแย่ไปกว่านี้ ในแง่ของอากาศ น้ำ อันเป็นปัจจัยพื้นฐานของชีวิต”

อะไรที่ทำให้สบายใจ – เราสงสัย

“เน็ต” ลี่ตอบแบบไม่ต้องนึก

“เน็ตคือคนที่ทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นไปได้ของชีวิต เราเจอกันตอนทำงาน ลี่เป็นครีเอทีฟ เน็ตเป็นช่างภาพ ลี่คิด เน็ตทำ คอยแลกเปลี่ยนกันให้เกิดความกลมของแต่ละสิ่ง ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นในชีวิตคู่ด้วย ในตอนเด็กที่เราไม่กล้าตัดสินใจ ไม่ค่อยเห็นความเป็นไปได้ แต่กับคนนี้ เราพูดทั้งสิ่งที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้สุด ๆ เพ้อเจ้อขั้นสุดก็ได้ แล้วเราก็จะรอดมันไปด้วยกัน ชีวิตเลยสนุกมากที่จะออกเดินทางไปด้วยกัน หรืออยู่บ้านเฉย ๆ ก็ได้”

หลังคุยเสร็จ ทั้งคู่กำลังออกเดินทางไปต่างจังหวัดอีกแล้ว นี่ไม่ใช่การจากบ้านไปแต่อย่างใด เพราะบ้านคือกันและกันอยู่แล้ว

Writer

ธันยมัย อนันตกรณีวัฒน์

นักข่าวเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยเชื่อว่า GDP คือคำตอบ แต่กลับชื่นชอบในแนวคิด Circular Economy ว่าจะสร้างอนาคตอันสดใสให้กับโลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน

Photographer

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น