แม้แต่ แป้ง-ณัฐจรัส เองมหัสสกุล และ แม็ก-กริชเทพ ศรศิลป์ ผู้ก่อตั้ง Studio Dialogue ยังเอ่ยปากว่ายาก หากต้องนิยามสตูดิโอของตัวเอง
ทั้งหนังสือรายงานประจำปี หนังสืองานศพ บอร์ดเกม นิทรรศการ Corporate Identity ไปจนถึง Environmental Graphic จากลักษณะงานที่หลากหลาย คงยากจะระบุชัดว่า ‘Studio Dialogue’ ทำงานออกแบบอะไร
แต่หากทำความเข้าใจแต่ละชิ้นงาน จะเห็นจุดเชื่อมโยงว่างานออกแบบพวกเขามี ‘คอนเทนต์’ หรือ ‘เรื่องเล่า’ อยู่ข้างในเสมอ บางงานคือการเปลี่ยนเรื่องที่เข้าใจยากให้สนุก น่าติดตาม บางงานชวนตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว
“เราทำทั้งคอนเทนต์และดีไซน์ แต่ก็เป็นงานออกแบบที่มีพื้นฐานเป็นคอนเทนต์ งานเราเป็นลูกผสม เหมือนแฮร์รี่ พอตเตอร์ ลูกครึ่งพ่อมด ครึ่งมักเกิล” แป้งพยายามให้คำนิยาม และในตอนนี้พวกเขาเลือกเขียนใน Biography ของ Instagram สตูดิโอไว้ว่า ‘A content-driven design studio’

แป้งและแม็กเป็นอดีตคนทำงานนิตยสารที่ผันตัวมาตั้งสตูดิโอออกแบบของตัวเอง พวกเขาปลุกปั้นสตูดิโอโดยมีคำว่า ‘Dialogue’ อยู่ในชื่อ
Dialogue แปลว่า บทสนทนา มีรากศัพท์จากภาษากรีกโบราณ คำว่า Dia แปลว่าผ่าน (Through) และ Logos แปลว่าคำพูด (Word) คำนี้ไม่เพียงสื่อสารว่างานของสตูดิโอคือการส่งต่อเรื่องเล่าให้ผู้คนได้ซึมซับ แต่สะท้อนหลักในการทำงานที่ยก ‘การคุยกัน’ เป็นหัวใจ ตั้งแต่เริ่มต้นคุยกับลูกค้าเพื่อเข้าใจโจทย์อย่างถ่องแท้ หรือลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้คนเพื่อเก็บข้อมูลให้ถี่ถ้วน
แม้จะตั้งสตูดิโอมานานกว่าสิบปี ผ่านการร่วมงานกับผู้คนและองค์กรหลากหลาย เช่น สสส., CEA, มิวเซียมสยาม, ธนาคารแห่งประเทศไทย, we!park พร้อมคว้ารางวัลระดับนานาชาติหลายต่อหลายครั้ง อย่าง DEmark, G-Mark Award หรือ Golden Pin Design Award แต่ Studio Dialogue กลับไม่ค่อยปรากฏตัวอย่างโจ่งแจ้ง
บนอินเทอร์เน็ตมีบทสัมภาษณ์ของ Studio Dialogue เพียงหยิบมือ หน้าตึกออฟฟิศก็ไม่มีป้ายชื่อ แต่จากผลงานที่ผ่านการขัดเกลาอย่างเข้มข้น พิถีพิถัน ตั้งใจ พวกเขาสั่งสมความเชื่อมั่นจนมีงานต่อเนื่องผ่านการแนะนำปากต่อปาก หลายชิ้นเป็นโปรเจกต์พิเศษที่ไม่ใช่ใครก็มีโอกาสได้ทำ
เราผลักประตูหน้าตึกไร้ป้ายชื่อขึ้นไปยังชั้น 2 ที่ตั้งสตูดิโอ นั่งสนทนากับทั้งคู่ที่โต๊ะไม้ข้างหน้าต่างบานใหญ่ ถึงจะตั้งใจมาเรียนรู้การทำงานที่ผสมผสานคอนเทนต์กับงานออกแบบไว้อย่างน่าสนใจ แต่สิ่งที่ได้กลับไปมีมากกว่านั้น
นั่นคือการมองเห็นพลังของการออกไปพูดคุยกับผู้คน

การพูดคุยคือหัวใจ
ภาพบนแบนเนอร์เพจเฟซบุ๊กของสตูดิโอ คือภาพหนังสือ Dialogue Concerning the Two Chief World Systems ที่เขียนโดย Galileo Galilei เป็นเรื่องราวของตัวละคร 3 คนที่ถกเถียงกันว่า อะไรกันแน่คือศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาล โลก หรือดวงอาทิตย์
สำหรับพวกเขา หนังสือเล่มนี้สะท้อนวิธีการทำงานได้เป็นอย่างดี

“เราว่า Dialogue คือการถกเถียงกัน เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงและเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรหลายอย่าง นี่คือปรัชญาการทำงานของเรา และในหนังสือก็มีการสนทนาเป็นตัวขับเคลื่อน เราเลยเอาปกหนังสือมาตั้งเป็นแบนเนอร์” แป้งว่า
“พื้นฐานเราเคยทำงานนิตยสารกันมาก่อน งานหลักของการทำนิตยสารคือการออกไปสัมภาษณ์ คุยกับคน พอทำออฟฟิศของตัวเอง ถึงจะเป็นออฟฟิศออกแบบ แต่เป็นงานออกแบบที่มีพื้นฐานจากคอนเทนต์ ซึ่งได้จากการคุยกับคนอื่นแล้วก็คุยกันเอง เถียงกันเองว่าจะทำงานอย่างไรดี” แม็กตอบ
“คุยกับคนข้างนอกด้วย เถียงกันในทีมด้วย เถียงกับตัวเองด้วย” แป้งเสริมอีกครั้งว่าคุยเยอะจริง ๆ

อย่างที่เกริ่นว่าพื้นหลังของทั้งคู่คือคนทำงานนิตยสาร แม็กเคยเป็นนักเขียนในนิตยสาร a day แป้งเคยเป็นกราฟิกดีไซเนอร์และนักเขียนในนิตยสารเดียวกัน หลังทำงานไปพักหนึ่ง ทั้งคู่แยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง แต่ก็ยังรับทำงานนอกร่วมกันประปราย เช่น งานเขียน งานโฆษณา
“เราไม่ได้ตั้งใจจะตั้งสตูดิโอแต่แรก แต่พอทำงานคู่กันระยะหนึ่งก็ต้องคิดว่าต้องเปิดบริษัท” แม็กเล่า
“ทำงานคู่กันไปเรื่อย ๆ สัปดาห์หน้าต้องไปเจอลูกค้า คราวนี้ต้องมีนามบัตรแล้ว ต้องมีชื่อออฟฟิศแล้ว ก็ตั้งออฟฟิศเลย” แป้งว่า
และแล้ว Studio Dialogue ก็เกิดขึ้น ในอะพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ของคนสองคน
งานที่ไม่ใช่ใครก็ได้ทำ
จากงานเขียนชิ้นเล็กชิ้นน้อย งานที่ Studio Dialogue ทำพัฒนาสู่โปรเจกต์ที่ท้าทายมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น New Heart New World หนังสือแจกลูกบ้านของ MQDC ที่เล่าทัศนคติการใช้ชีวิต การตื่นรู้ ผ่านบทสัมภาษณ์ของบุคคลต่าง ๆ ซึ่งนับเป็นโปรเจกต์ใหญ่โปรเจกต์แรก
หรือโปรเจกต์ที่พวกเขาไม่คาดคิดว่าจะได้ทำ อย่างหนังสืองานศพ แป้งเปิดภาพบนหน้าจอทีวีให้เราฟังพร้อมเล่าเบื้องหลังที่สุดจะไม่ธรรมดาของโปรเจกต์นี้


“งานนี้ชื่อ Dear Dao เป็นหนังสืองานศพของ พี่ดาว-นิดา สุทัศน์ ณ อยุธยา คนทำงานด้านโปรดักชัน โปรเจกต์นี้

เราทำกับ พี่ภาณุ อิงคะวัต ซึ่งเคยทำงานกับพี่ดาว” แป้งเล่า
“โจทย์ที่ได้มาคือทำหนังสืองานศพที่รวมคอนเทนต์จากทุกคนที่เขารู้จักในชีวิต ทุกคนเขียนจดหมายมาถึงพี่ดาว ส่งอีเมลมาบ้าง แล้วเอาข้อความทั้งหมดมาออกแบบใหม่ในธีมจดหมายและใส่ลงกล่องพัสดุ ทำเหมือนแต่ละคนส่งข้อความให้พี่ดาว
“องค์ประกอบต่าง ๆ ในงานคราฟต์มากเลย โปสต์การ์ดมี 2 ด้าน ด้านหน้าเป็นรูปพี่ดาวตั้งแต่อดีต ส่วนด้านหลังเป็นเรื่องราวของแต่ละคนที่เขียนถึงพี่ดาว เราสแกนข้อความจากจดหมายและอีเมลมาอยู่ตรงนั้น ตัวแสตมป์ก็ออกแบบให้สื่อถึงตัวพี่ดาวด้วย พยายามให้รู้สึกว่าเป็นโปสต์การ์ดที่ส่งจากคนละที่ เป็นการทำงานกับคนหลายฝ่ายมาก เพราะต้องรวมข้อมูลทั้งชีวิตของคนคนหนึ่ง
“งานนี้เปิดมุมมองให้เรามากว่า จริง ๆ แล้วหนังสืองานศพหรือหนังสือต่าง ๆ จำเป็นต้องเป็นเล่มแบบที่เคยคิดหรือคุ้นเคยไหม” แป้งยกตัวอย่างอีกงานที่แปลกไม่แพ้กัน คราวนี้ไม่ได้แปลกด้วยคอนเทนต์ แต่แปลกด้วยวิธีการทำงาน

“อีกงานหนึ่งที่คิดว่าพิเศษและอยากเล่า คือหนังสือเกษียณอายุราชการของ นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เงื่อนไขคือเราทำหนังสือเกษียณให้แก โดยห้ามให้แกรู้” แป้งบอก
“คือลูกน้องอยากทำหนังสือ แต่หมอสุวิทย์ไม่ชอบให้ทำอะไรเอิกเกริก” แม็กอธิบายเหตุผลเบื้องหลังโจทย์ที่ไม่เหมือนใคร
“เราบอกหมอสุวิทย์ว่ามาสัมภาษณ์ลงนิตยสาร” แป้งหัวเราะ เมื่อเราถามว่าพิชิตโจทย์แสนยากได้อย่างไร

แม็กเพิ่มเติมต่ออย่างทันควันอีกว่า “ไปคุยกันหลายครั้ง คุยนานเป็นเดือนเลย นอกจากคุยกับหมอสุวิทย์แล้วก็คุยกับภรรยา คุยกับคนรอบข้าง ตามไปบ้าน ตามไปที่ทำงาน ตามไปประชุม ตามไปทุกที่ คนรอบข้างยกย่องว่าหมอสุวิทย์เป็นแพทย์ชนบท ทำงานเพื่อสังคม และมีประวัติชีวิตน่าสนใจ”
“เราไม่ได้อยากทำหนังสือเกษียณแบบที่ให้ใครพูดชมว่า หมอเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เลยตามไปดูชีวิตของหมอสุวิทย์ให้เห็นมุมมองที่น่าสนใจจริง ๆ เพื่อเอามาเป็นข้อมูล เวลาทำงานก็น่าสนใจ อย่างตอนประชุม เวลามีอะไรไม่ชอบมาพากล หมอจะถามตรง ๆ ดูให้ชัดเจนว่ามันโปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์ หมอสุวิทย์ตงฉิน (ซื่อตรง) น่ะ
“ถ้าคุยกับหมออย่างเดียว คงไม่รู้ว่าเขามีแม่อายุมากต้องดูแล ไม่เห็นว่าที่บ้านมีรองเท้าวิ่ง วิธีการออกกำลังกาย การประชุม แง่มุมอื่น ๆ ที่เราไม่เคยรู้ แล้วเป็นมุมมองที่น่าสนใจมาก”
การพูดคุยไม่ใช่เพียงครั้งเดียว แต่เป็นหลายครั้ง และสายตาอันซอกแซกช่างสังเกตนำมาสู่ข้อมูลที่ลึกซึ้ง เกิดเป็นหนังสือที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่คนใกล้ตัวคุณหมอ
“ทุกฝ่ายพอใจ ถ้าลูกน้องซื้อของขวัญราคาแพงมาให้ตอนเกษียณ หมอสุวิทย์อาจจะไม่โอเคก็ได้ แต่พอเป็นหนังสือ หมอเห็นถึงความตั้งใจ เนื้อหาก็เป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย เรื่องวิธีคิดและการใช้ชีวิต” แป้งส่งท้ายโปรเจกต์

ไม่ใช่ใครที่จะได้จับโปรเจกต์พิเศษอย่างหนังสืองานศพหรือหนังสือเกษียณ เมื่อลองถามดูว่าได้โปรเจกต์แปลก ๆ อย่างนี้มาได้อย่างไร แม็กตอบโดยทันใดว่า “เป็นเรื่องบังเอิญครับ”
“ทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนี้ เราไม่มี AE บางทีไปกินข้าว มีเพื่อนพี่ที่รู้จักเปรยว่าหาคนช่วยทำโปรเจกต์ เราเลยได้ไปทำ มันเป็นการแนะนำต่อกัน”
ถึงเจ้าตัวจะเอ่ยว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่จากการทำงานที่สืบเอาเรื่องอย่างจริงจัง เราว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญเท่าไหร่
แนวทางที่ไม่ย่ำอยู่กับที่
งานที่ Studio Dialogue ทำไม่ได้จำกัดอยู่บนหน้ากระดาษ เพราะขยายไปถึงระบบป้ายบอกทาง นิทรรศการ บอร์ดเกม พอถามว่าทำไมทำงานหลายรูปแบบนัก แป้งกับแม็กตอบตรงกันว่า ชอบท้าทายตัวเอง

“ที่มารูปแบบงานหลายครั้งมาจากโจทย์” แม็กว่า
“อย่างเช่นงานนี้ ลูกค้าต้องการทำหนังสือ เราก็ทำหนังสือ แต่บางทีพอทำหนังสือไปเยอะ เราก็ชวนไปทำอย่างอื่นบ้าง เช่น นิทรรศการ ออกแบบประสบการณ์ หรืออะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน เราชอบตั้งคำถามว่าเรื่องนี้ทำงานออกมาเป็นอะไรได้บ้าง”
“เราพยายามหาพื้นที่ว่าจะสื่อสารด้วยวิธีไหนได้บ้าง โดยนำข้อจำกัดของแต่ละงานมาคิด เป็นการท้าทายตัวเองไปด้วย อาจเพราะเราชอบเบื่อวิธีการเดิม ๆ ด้วย เลยชอบคิดว่าจะทำอะไรใหม่ ๆ ได้อีกมั้ย” แป้งตอกย้ำให้ชัดเจน
แม้งานมีหลายรูปแบบ แต่จุดร่วมในทุกงานของ Studio Dialogue คือการค้นคว้าข้อมูลอย่างเข้มข้นผ่านการลงพื้นที่พูดคุย บางทียังคิดค้นกระบวนท่าต่าง ๆ เพื่อให้ได้คอนเทนต์กับงานออกแบบที่ดีตามมา
“การพูดคุยเป็นพื้นฐานของทุกโปรเจกต์อยู่แล้ว แต่ว่าแต่ละโปรเจกต์มีรายละเอียดต่างกันไป อย่างเช่นทำหนังสือเรื่อง Generation Gap เราเริ่มจากการทำเวิร์กช็อป ไปหานักจิตวิทยา เชิญคนที่อายุแตกต่างกันตั้งแต่อายุ 18 – 50 ปี แล้วเอาคอนเทนต์ในวงนั้นมาทำหนังสือ เพราะฉะนั้น การออกแบบคอนเทนต์จึงคราฟต์มากและใช้การพูดคุยเยอะมาก” แป้งอธิบาย
“บางโปรเจกต์อย่างเช่นการทำระบบบอกทาง ต้องไปดูว่าป้ายเดิมมีปัญหาอย่างไร เวิร์กหรือไม่เวิร์กอย่างไร ลงไปวิเคราะห์บริบทพื้นที่ ใช้ทักษะนักสื่อสารสัมภาษณ์คนเพื่อให้ได้บรีฟหรือโจทย์ที่ชัดเจน”
แม้แต่งานออกแบบ CI การลงพื้นที่ก็เป็นเรื่องสำคัญ แม็กว่า
“งานออกแบบแบรนดิ้ง CI เราก็ออกไปหน้างาน เพื่อให้เข้าใจบรรยากาศกับบริบทที่งานไปอยู่”

อีกสิ่งที่พวกเขายึดถือระหว่างการทำงานคือการจมดิ่งกับข้อมูล และการเปิดใจกว้างรับฟังคนเห็นต่าง เพื่อให้เข้าใจข้อมูลที่จะนำไปสื่อสารต่ออย่างแท้จริง
“เราต้องจมดิ่งอยู่ในข้อมูลมาก ๆ เวลาทำข้อมูลไปนำเสนอลูกค้า ลูกค้ารู้เรื่องที่จะนำเสนอดีที่สุดอยู่แล้ว ตอนรีเสิร์ชเราจึงต้องศึกษาเขา ต้องพูดคุยกับเขามาก ๆ ทำให้ข้อมูลที่นำเสนอไม่ผิดจากที่เขารู้มาก” แป้งว่า
“เราต้องใจกว้างมาก ๆ ทำความเข้าใจมนุษย์ที่แตกต่างกับเราเยอะ ๆ สมมติว่าไปคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทย เราก็ต้องคุยกับผู้บริหาร หรือเวลาเราคุยกับนักเต้น นักวิชาการ ก็ทำให้เราเห็นว่าแต่ละคนมีบุคลิกแตกต่างกันไป เราต้องเข้าถึงและเข้าใจมนุษย์ที่แตกต่างกัน เพื่อเจาะเอาข้อมูล ก่อนจะขยายเรื่องให้คนในมุมกว้างเข้าถึงได้”

เมื่อได้ข้อมูลมาเรียบร้อย ในขั้นออกแบบ พวกเขานำข้อมูลมาย่อยและคิดเรื่องการหีบห่อไปพร้อมกัน เพื่อให้ได้งานที่กลมกล่อม สื่อสารข้อมูลได้ครบถ้วนชัดเจน
“เวลาทำงาน เราคิดคอนเทนต์กับออกแบบไปพร้อมกันเลยค่ะ” แป้งอธิบาย
“ข้อดีคือเรากำหนดภาพรวมของงานได้ว่าต้องเพิ่มอะไร ลดอะไร ต้องปรับดีไซน์หรือคอนเทนต์ตรงไหนเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย บางทีเราเขียนไปพร้อมกับดีไซน์ไปเลย อย่างเช่น ถ้าเพิ่มก้อนข้อความตรงนี้ เลย์เอาต์จะสวย หรือถ้าเลย์เอาต์ยาวไปเราก็ตัดกันได้เอง เราบอกน้องในทีมตลอดว่าปรับวิชวลหรือคอนเทนต์ได้หมด เพื่อให้สอดคล้องกัน”

“สมัยทำกัน 2 คนก็ปรึกษากันเอง เดี๋ยวขอปรึกษาทีมก่อนนะครับ ก็หันมาคุยกัน 2 คน เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว” แม็กเสริม
คิดว่าการคิดคอนเทนต์เป็นทักษะที่นักออกแบบควรมีติดตัวไหม – เราถาม
“สำหรับเรา ควรนะ การคิดคอนเทนต์ให้น่าสนใจมาจากการรู้รอบ ไม่ใช่แค่มุมมองเรื่องดีไซน์ แต่มีเรื่องประวัติศาสตร์ มองเรื่องใดเรื่องหนึ่งจากหลาย ๆ แง่มุม เดินทางให้มาก รู้จักคนให้เยอะที่มีความแตกต่างหลากหลาย มีประสบการณ์ชีวิตเยอะ ๆ
“ประโยชน์ที่ได้ตามมา คือทำให้เห็นว่าสิ่งที่เราเข้าใจอาจจะผิดนะ เช่น เคยคิดว่าร้านข้าวขาหมูหน้าปากซอยอร่อยที่สุด แต่พอออกซอยบ้านไปก็พบว่ามีร้านข้าวขาหมูที่อร่อยอีกเพียบเลย และทักษะการทำคอนเทนต์ไม่ใช่แค่การเขียน แต่เป็นการถาม ฟัง สรุปออกมาว่าสิ่งที่คนอื่นพูดคืออะไร ฝึกให้เราเปิดใจ”

แม้ทุกวันนี้จะไม่ได้เขียนบทความลงนิตยสารอย่างเคย แต่ประสบการณ์ในวันนั้น คือรากฐานสำคัญของการทำงานทุกวันนี้
“การทำงานนิตยสารช่วยเรามากครับ เพราะรสนิยม กระบวนการทำงานมาจากตอนที่เราทำนิตยสาร วิธีสัมภาษณ์ วิธีจัดการกับสิ่งต่าง ๆ อย่างเช่น คุณป้าบางคนถามคำถามไปยังไม่กล้าตอบ เราต้องมีวิธีตะล่อมเขา มีลูกล่อลูกชนเพื่อให้ได้ข้อมูลมา” แม็กเล่า
“เราเรียนจบกราฟิกมา ตอนเป็นดีไซเนอร์ก็มองเห็นเฉพาะเลนส์ของเรา แต่ไม่เห็นเลนส์ของคนอื่นเลย พอทำงานนิตยสาร ต้องเป็นนักเขียน ต้องเก็บข้อมูล เราตื่นมาต้องไปเจอคนอื่นที่ไม่เคยเจอในชีวิต ได้ฝึกปรับตัวกับคนหลายแบบ” แป้งเล่าบ้างในมุมของเธอ
“กระบวนการคิดสกู๊ปก็ได้ใช้ ว่าเนื้อหานี้แตกประเด็นโยงออกไปอย่างไรได้บ้าง เรื่องนี้มีกิมมิกอะไรน่าสนใจ ที่เคยคุยกันว่าเราเปลี่ยนวิธีนำเสนอตลอดก็มาจากวิธีคิดอย่างนี้ว่าไปทางไหนได้บ้าง” แม็กเสริมอีกครั้ง
งานดีไซน์ที่มีเนื้อหา
ไม่ใช่แค่หนังสือหรือนิทรรศการที่พวกเขาต้องคิดคอนเทนต์ เพราะงานออกแบบ Corporate Identity (CI) ก็มีเรื่องราวแทรกอยู่ภายในเหมือนกัน
แป้งยกตัวอย่างงานออกแบบ Identity ของแบรนด์ Bountifood ให้ฟัง
“เจ้าของ Bountifood เขาเป็นคนไทย อยู่ที่เมือง Seattle แล้วส่งออกข้าวกับกาแฟไปที่นู่น เราออกแบบโลโก้ให้เป็นภาพคนส่งต่ออาหารไปด้วยกัน ในตัวโอก็มีภาพเมล็ดกาแฟ เมล็ดข้าว อยู่ข้างใน เวลานำเสนอลูกค้า เราไม่ได้บอกว่างานที่ทำสวยไหมคะ แต่บอกว่างานที่ทำมีเรื่องเล่าอะไรข้างใน หรือมีแนวคิดอะไร เราไม่ทำงานที่ตอบไม่ได้ว่างานพูดเรื่องอะไรอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราพูดบ่อยมาก ๆ กับ แพรว-ลลิดา พงษ์ภมร ลูกน้องที่ทำงานด้วยกันมาเกือบ 10 ปี

“หรืออย่างการทำ Graphic Environment และ Corporate Identity ให้กับ Bed One Block Hostel เราคุยกับโฮสเทล จนวางเรื่องว่าที่นี่มีชาวเอเชียหลายเชื้อชาติมาพัก เกิดเรื่องราวสนุกสนานต่าง ๆ ที่นี่ แล้วชวนให้ทุกคนออกไปท่องเที่ยวกันข้างนอก ป้ายบอกทางในโรงแรมก็เต็มไปด้วยชาวเอเชียทั้งหลายเดินนำทางไป พอคิดเรื่องราวได้อย่างนี้แล้วก็กลายเป็น CI ที่สนุก”
แม้ CI ที่ดีไม่จำเป็นต้องมีเรื่องราว แต่แป้งเชื่อว่าเรื่องราวที่ดี ช่วยสร้างจุดขายที่แข็งแรงให้แบรนด์
“อย่าง Bountifood พอเขามีเรื่องราวที่แข็งแรงว่าเชื่อในผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก และศรัทธากับการทำอาหารที่ดีให้ทุกคน เราก็พัฒนาต่อยอดเป็นโลโก้ เป็นคอนเทนต์ในเว็บ เป็น Tagline ที่ติดอยู่บนโปรดักต์เขา เป็นการพูดให้คนได้ยินชัดเจนว่าเขาเชื่ออะไร สร้างจุดขายที่แข็งแรงให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งคอนเทนต์ไม่ใช่เรื่องที่แต่งกันลอย ๆ แต่เป็นสิ่งที่เขาเชื่อและทำอยู่แล้วจริง ๆ”
หลังจากคุยเรื่องแนวทางการทำงาน เราขอให้ทั้งคู่ยกตัวอย่างผลงานที่เป็นที่สุดในด้านต่าง ๆ รวมถึงงานที่ได้รับรางวัล DEmark ล่าสุดในปี 2025 เพื่อให้รู้จักพวกเขาให้ลึกขึ้นอีก
งานที่ ‘สนุก’ ที่สุด
แป้ง : งาน ‘กับข้าวมาแล้วครับ… กับข้าว’ โปรเจกต์นี้ทำกับ CEA ตอนงาน Bangkok Design Week 2024 จริง ๆ งานนี้เป็นโปรเจกต์ธีสิสการรีดีไซน์อัตลักษณ์รถพุ่มพวงของ น้องเนย-ชนิสรา พรหมเกตุ น้องในออฟฟิศ เราเป็นอาจารย์ตรวจธีสิสน้องในหัวข้อนี้ แล้วรู้สึกว่ามีศักยภาพพัฒนาต่อ ถ้าทำเป็นงาน 3 มิติ เป็นรถขึ้นมาเลยน่าจะสนุก เลยเอามาพัฒนาต่อ


เรามองว่ารถพุ่มพวงมีความสำคัญกับกรุงเทพฯ รถเป็นร้านค้าเคลื่อนที่ที่เข้าไปได้ตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ ที่ร้านค้าเข้าไปไม่ถึง เราเกิดการตั้งคำถามว่า จริง ๆ แล้ว รถพุ่มพวงเป็นอะไรได้มากกว่านี้ไหม หรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรบนรถได้ไหม มีการพูดประวัติว่ารถพุ่มพวงเกิดขึ้นได้อย่างไร ชวนตั้งคำถามว่าถ้าไม่ใช้ถุงพลาสติก เป็นถุงแบบอื่นได้ไหม รถไม่ใช้น้ำมันได้ไหม รวมถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เรื่องสิ่งแวดล้อม อะไรอย่างนี้ไปพร้อมกัน
เราอยากให้งานนี้พี่แม่บ้าน พี่ รปภ. พื้นที่แถวนั้นมีส่วนร่วมกับโปรเจกต์ได้ด้วย เพราะปกติงานดีไซน์ไกลตัวจากพี่ ๆ เขา เราอยากให้งานเป็นมิตร ซึ่งพอจัดงานพวกเขาก็เข้ามามีส่วนร่วม ทุกคนสนุกกับการพูดเรื่องกับข้าว การช้อปปิ้ง เราก็ไปนั่งขายของบนรถเองด้วย บางทีมีแม่ค้าแถวนั้นมาถามว่าเหลือผักอะไรบ้าง (หัวเราะ) ในฐานะคนทำก็รู้สึกประสบความสำเร็จนะ
งานที่ ‘ภูมิใจ’ ที่สุด
แป้ง : อันนี้ทำกับ ชูใจ กะ กัลยาณมิตร ทำ Key Visual ให้งาน Soul Connect Fest มหกรรมพบเพื่อนใจ ที่จัดโดย สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) เราว่าสิ่งที่เราทำพูดกับคนค่อนข้างเยอะ เราไปงานนี้เห็นคนเต็มบูทให้คำปรึกษาของนักจิตวิทยา ไม่มีสล็อตว่างเลย งานเขาจัดให้ทุกคนเข้าถึงได้
งานนี้เปลี่ยนมุมมองของลูกค้าไปเลยว่า สุขภาวะทางปัญญาเป็นเรื่องที่คนสนใจมากขนาดนี้ โดยเฉพาะวัยรุ่นและคนเมือง ทำให้เห็นว่างานที่เราทำมีอิมแพคต่อคนมากเลยนะ เพราะงานออกแบบของเราช่วยเชื่อมคนมางานนี้ได้

งานที่ ‘ท้าทาย’ ที่สุด
แม็ก : เป็น AIR YOU CAN EAT ที่ทำงานกับ สสส. เรื่องฝุ่นในอากาศครับ เรามองว่าฝุ่นเป็นปัญหาร้ายแรง แต่อยู่ในอากาศ มองไม่เห็น เราเลยสื่อสารด้วยการทำชวนเชฟมาทำ Fine Dining ทำอาหารสื่อสารเรื่องฝุ่น เพื่อให้คนสัมผัสจริง ๆ รู้สึกร่วมจริง ๆ ผ่านจานอาหาร

แป้ง : สสส. ไม่ได้กำหนดมาตอนแรกว่าต้องทำวิธีการอะไร แต่เราอยากท้าทายวิธีการเล่า เลยสร้างประสบการณ์ชวนคนกินอาหารแบบ Fine Dining ข้อดีของ Fine Dining คือจะมีการเล่าเรื่องก่อนกินอาหาร
งานนี้ตอนแรกเราทำประเด็นไว้ก่อนว่าจะพูดเรื่องอะไร แล้วสื่อสารผ่านเมนูอาหาร เช่น เมนูแรกพูดถึงความแตกต่างระหว่างฝุ่น PM 2.5 กับ PM 10 แล้วเราก็ให้เชฟช่วยสร้างสรรค์เมนู พอเวลากินอาหารเข้าไป แต่ละเลเยอร์จะมีความหนืดไม่เท่ากัน คนได้รับรู้ถึงความแตกต่าง โปรเจกต์นี้เราท้าทายตัวเองว่าจะเล่าเรื่องผ่านวิธีอื่น ๆ ได้ไหม พอเล่าผ่านการกินก็ได้ประสบการณ์ที่แตกต่างและสนุกดี
รางวัล DEmark 2025
แป้ง : Dance Playground อันนี้เป็น 1 ใน 2 โปรเจกต์ที่ได้รับรางวัลล่าสุด เป็นโปรเจกต์ที่สนุกมาก แป้งเป็นเพื่อนกับ ครูเจน-อดิเทพ บัวน้อย นักเต้นมืออาชีพซึ่งเขาจัดงานนี้ขึ้นมา เป็นโชว์ที่รวบรวมการเต้นหลายประเภทเข้าด้วยกัน เราได้รับโจทย์ให้ออกแบบ Key Visual แล้วเพื่อนให้อิสระมาก บอกว่าอยากทำอะไรก็ทำเลยแล้วมาเสนอกัน
เราเลยหยิบตัวอักษรแต่ละตัวมาออกแบบ ทำตัวเลือกเยอะมากเลยเป็น 10 กว่าแบบ แล้วเอาทั้งหมดมาประกอบรวมกัน สื่อแทนอีเวนต์นี้ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาแสดง เราดีใจมากที่ได้ทำงานนี้เพราะเรื่อง Performance Art ไม่ใช่โจทย์ที่ดีไซเนอร์จะได้ทำมากนัก ตอนออกแบบงานนี้เราเลยตั้งใจทำให้งานออกมาสวย มีคุณภาพระดับสากล

อีกอันคือ Park and Play เป็นโปรเจกต์ที่เราทำกับ we!park ที่เปลี่ยนงานวิจัยว่าจะทำสวน 15 นาทีได้อย่างไรมาเป็นบอร์ดเกม เป็นโปรเจกต์ที่สนุกและเหนื่อยมาก เพราะต้องวาดภาพประกอบเยอะ การ์ดแต่ละใบใช้ภาพไม่เหมือนกันเลย น้องในทีมต้องวาดออกมาทั้งหมด แล้วต้องวาดสื่อสารประเด็นให้ชัดเจน งานนี้เราก็ออกแบบกฎและวิธีเล่นเกมด้วย
คุณค่าจากการทำงาน
งานดีไซน์ที่ดีและเนื้อหาที่ดึงดูด ไม่เพียงทำให้ลูกค้าพึงพอใจ แป้งเปิดมุมมองให้เห็นว่าการผนวกงานสื่อสารและดีไซน์สร้างคุณค่าได้มากกว่านั้น
“งานออกแบบหนังสือหรือการสื่อสารเรื่องต่าง ๆ จะพูดว่าเป็นการแก้ปัญหาก็ได้ ส่วนมากงานที่เราทำคือการเปลี่ยนข้อมูลวิชาการที่คนไม่ค่อยเข้าถึงมาอยู่ในภาษากับฟอร์แมตที่เฟรนด์ลี่ขึ้น เช่น เว็บไซต์ เกม อาจไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงทันที แต่ช่วยขยายประเด็นต่าง ๆ ที่องค์กรอยากพูดให้คนเห็นความสำคัญ อย่างเรื่องสิ่งแวดล้อม การรณรงค์งดสูบบุหรี่ สุขภาวะทางใจ” แป้งว่า
“หรืองาน Dance Playground ที่เราทำออกมาแล้วได้ทั้งรางวัล Golden Pin Design Award ที่ไต้หวัน และ DEmark โปรเจกต์นี้คนรู้จัก Dance Playground มากขึ้น พอได้รางวัล Golden Pin คนไต้หวันก็สนใจ เขาตั้งคำถามกับเราว่าการได้รับรางวัลดีไซน์ส่งผลต่อวงการการเต้นอย่างไรบ้าง ส่วนตัวรู้สึกว่าเราทำหน้าที่นักออกแบบ เราก็ทำให้งานออกแบบช่วยส่งเสียงให้ดังขึ้น ซึ่งปีนี้ Dance Playground ก็มีการร่วมมือกับระดับเอเชียในหลาย ๆ ประเทศ อาจจะไม่ได้มีคุณค่าแค่รางวัล แต่มีคุณค่ากับจิตใจ ตอนไปรับรางวัล เราก็ชวนเขาไปรับรางวัล DEmark ด้วยกัน ต้องขอบคุณเขาที่ช่วยตั้งโจทย์การออกแบบดี ให้อิสระในการทำงาน นับถือซึ่งกันและกัน”

ตลอด 10 กว่าปีแห่งการสร้างสรรค์ งานของพวกเขาไม่เพียงสร้างบทสนทนาและเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้คน แต่การลงมือพูดคุยกับผู้คนเองก็พลิกวิธีมองโลกของพวกเขาไปด้วย
“งานนี้พาเราไปเจอประสบการณ์ที่คงไม่ได้เจอง่าย ๆ พอเวลาผ่านไป ประสบการณ์ที่ได้ไปสัมผัสมาก็กลับมามีประโยชน์กับเราในวันต่อมา” แม็กว่า

“เราทำโปรเจกต์ให้กับ กสศ. (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา) เรื่องนักเรียนยากจนที่ได้ทุนจาก กสศ. เราไปสัมภาษณ์กับเด็กชั้นประถมที่เชียงใหม่ และเข้าใจว่าจนที่สุดแปลว่าอะไร เขาได้ทุนเทอมละ 800 บาท แต่เงินจำนวนนั้นมีมูลค่ากับเขามาก ถ้าไม่ได้ไปคงไม่เข้าใจเลยว่าความจนแบบไม่มีกินเป็นอย่างไร” แป้งย้อนถึงหนึ่งในประสบการณ์ที่สะเทือนใจที่สุดจากการทำงาน

“เวลาเราไปคุยกับเด็กว่าความฝันคืออะไร เด็กก็ตอบตรงมากว่าอยากทำงานร้านสะดวกซื้อ มันเป็นความสุขของเด็กที่ยากจนสุด ๆ อยากทำเพราะจะได้มีเงินมาเลี้ยงปู่ย่า บางคนอยากเป็นคนงานก่อสร้าง พอเห็นว่าความฝันเขาไม่ได้ไกลก็กระทบความรู้สึกเหมือนกัน” แม็กว่า


“หรืออีกงาน เราเคยทำงานกับ สสส. เรื่องบุหรี่ สัมภาษณ์คนเป็นมะเร็งปอดที่โรงพยาบาล หมอบอกให้รีบมาสัมภาษณ์เพราะเขาป่วยระยะสุดท้ายแล้ว ถ้าไม่ไปเจอไม่รู้จะได้เจออีกไหม คุยกับคุณลุงเขาก็ตอบง่ายว่าถ้าย้อนกลับไปจะไม่สูบบุหรี่ เราจะไปหาอย่างนี้ได้ที่ไหนอีก คนกำลังตายที่บอกถ้าว่าย้อนเวลากลับไปได้จะไม่สูบบุหรี่ พองานเสร็จ เราไปหาหมออีกที บอกว่าอยากขอบคุณคุณลุง หมอบอกว่าคุณลุงไม่อยู่แล้ว” แม็กเล่าเพิ่มเติม
คนร้อยพ่อพันแม่ ยากดีมีจน เป็นมากกว่าแหล่งข้อมูลอันล้ำค่า เพราะพวกเขาคือคนขัดเกลาตัวตนของทั้ง 2 คน
“เวลาทำงานออกแบบตัวตนเราจะสูง อีโก้จะเยอะ แต่ประสบการณ์เหล่านี้จะคอยขัดเกลาเรา การเดินทางออกไปเห็นผู้คนทั้งรวยจน ทำให้อีโก้เราไม่ค่อยมีเวลาทำงาน ได้ทักษะที่เรียกว่า Empathy เราเป็นออฟฟิศที่ค่อนข้างเปิดใจรับฟังคนที่แตกต่าง เพราะรู้ว่ามีคนหลากหลาย การทำงานของเราจึงไม่ค่อยมีกรอบว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร” แป้งกล่าว

บทสนทนาที่เริ่มจากการลงพื้นที่ เดินทางสู่โต๊ะทำงาน ผ่านการถกเถียงกลั่นกรองกลายเป็นงานที่ผสานดีไซน์และการเล่าเรื่องเข้าไว้ด้วยกัน เมื่อเผยแพร่สู่โลกกว้าง ก็จุดประกายความคิดและบทสนทนาอีกต่อไปไม่รู้จบ
นี่คือการเดินทางของการสนทนาที่นำมาซึ่งการเรียนรู้ ความใจเข้า และการเติบโต ของทุกคนและของ Studio Dialogue เอง
Website : www.studiodialogue.com




