‘ปรากฎกาล’ หรือ Prakodkaal Studio คือกลุ่มนักสร้างสรรค์ที่ประสบความสำเร็จในการนำนวัตกรรมจากแสงมาพลิกฟื้นชีวิตให้โบราณสถาน
ผลงานชิ้นสำคัญที่ทำให้หลายคนจดจำพวกเขา คือการทดลองใช้ ‘แสงเลเซอร์’ เนรมิตยอดหักพังของพระธาตุเจดีย์เก่าแก่แห่งวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเคยมีความสูงกว่า 80 เมตร และได้รับยกย่องว่าเป็นองค์เจดีย์ที่สูงสุดในดินแดนล้านนา ให้ชาวเชียงใหม่ได้สัมผัสกับคุณค่าและความยิ่งใหญ่อย่างสมการรอคอยเนิ่นนานกว่า 4 ศตวรรษ
คอลัมน์ In Design วันนี้ พามาพบกับ อาจารย์หม่อน-ผศ.ดร.บุรินทร์ ธราวิจิตรกุล คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์เมธ-ดร.สุเมธ ยอดแก้ว วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ หนึ่ง-กิตติวัฒน์ ณ รังษี สถาปนิกแห่ง Udeegroup ทั้ง 3 คนคือหัวหอกผู้สร้างปรากฏการณ์แสงเชื่อมอดีตกาล พร้อมเจาะลึกวิธีคิดและกระบวนการทำงานผ่านโปรเจกต์ที่ประทับใจทั้งคนดูและคนทำ ซึ่งคว้ารางวัลจากหลากหลายสถาบันในฐานะงานออกแบบสร้างสรรค์ รวมถึงนวัตกรรมระดับประเทศ

วิถีมวยวัด
“เดิมทีผมกับอาจารย์หม่อนเป็นกลุ่มจิตอาสาที่ช่วยงานของสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และรู้จักกันมากขึ้นตอนทำงานสถาปนิกล้านนาด้วยกัน ซึ่งเป็นงานประจำปีที่จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่วิธีคิดของสถาปนิกในแง่มุมใหม่ ๆ ให้คนทั่วไปรู้จักมากกว่าการออกแบบบ้านหรืออาคาร แต่ยังใช้พัฒนาเมืองและสังคมได้ด้วย” หนึ่งเท้าความเรื่องราวอันเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการลงเรือลำเดียวกัน ดังที่หม่อนเล่าให้ฟังต่อว่า
“มีอยู่ปีหนึ่งทางสมาคมฯ มีโจทย์ว่าอยากกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักถึงคุณค่าของโบราณสถานและสถาปัตยกรรมท้องถิ่น เรานึกถึงเจดีย์หลวง เพราะถือว่าเป็นหนึ่งในพระธาตุเจดีย์องค์สำคัญของล้านนา
“ตอนนั้นคิดกันว่า อยากให้คนเห็นเจดีย์หลวงตอนเต็มองค์ว่ายิ่งใหญ่ งดงาม และมีคุณค่ามากแค่ไหน เลยพยายามหาสื่อสร้างการรับรู้ที่น่าสนใจ จนเกิดเป็นผลงานแผ่นอะคริลิกเซาะร่องด้วยเทคโนโลยี CNC ตามลายเส้นต้นแบบยอดเจดีย์ ใช้ปากกาเมจิกติดกับด้ามไม้ไผ่ แล้วร่างภาพส่วนยอดที่ขาดหายลงบนแผ่นพลาสติกใสขึง ตั้งในระนาบและองศาที่เชื่อมกับองค์พระเจดีย์ได้พอดีเป๊ะ” อาจารย์หม่อนเล่าพลางหัวเราะ ขณะเปิดรูปกระบวนการสร้างงานเชิงทดลองที่ออกตัวว่าทำกันแบบมวยวัดสุด ๆ

ผลงานชิ้นนี้ถูกนำไปจัดแสดงให้ผู้คนได้เห็นหน้าตาเจดีย์หลวงแบบเต็มองค์สมความตั้งใจ และคงไม่มีใครคาดคิดว่ามันกลายเป็นเชื้อไฟเล็ก ๆ จุดประกายการพัฒนาผลงาน ซึ่งบุกเบิกแนวทางการถ่ายทอดคุณค่าและความงามของโบราณสถานด้วยเทคโนโลยีแสงเลเซอร์ในเวลาต่อมา

เสน่ห์ในความไม่สมบูรณ์
‘ต่อยอด แสงหลวง’ เป็นผลงานส่งท้ายซีรีส์แสงกับสถาปัตยกรรมที่สมาคมสถาปนิกสยามฯ ตั้งใจนำเสนออย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ซึ่งในครั้งนี้ หนึ่งและอาจารย์หม่อนต้องการพัฒนาวิธีการให้แสงที่นอกเหนือจากแนวทางฉายส่องลงบนพื้นผิวอาคาร ก่อนจะปิ๊งไอเดียเมื่อใครสักคนหยิบแผ่นอะคริลิกชิ้นเก่ามาปล่อยแสงลอดผ่าน พลันปรากฏภาพที่เป็นทั้งคำเฉลยของสิ่งที่กำลังตามหาและโจทย์อันท้าทายว่า จะทำอย่างไรให้เส้นแสงตรงหน้าขึ้นไปเติมเต็มยอดเจดีย์หลวง
“พอได้โจทย์เสร็จสรรพ รุ่นพี่คนหนึ่งก็ชักชวนทีมช่างเทคนิคด้านแสงสว่างมาทดลองอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เราดู จนได้เจอกับเครื่องเลเซอร์ ซึ่งเขาเอามาโชว์โดยยิงผ่านรูปเจดีย์เล็ก ๆ ฉายขึ้นผนัง แต่เราก็ยังรู้สึกว่าธรรมดาไป เลยขอลองขยับเล่นพลางพ่นควัน กระทั่งค้นพบเหลี่ยมมุมที่ทำให้รู้สึกเหมือนเจอขุมทรัพย์ที่ตามหามานาน”

อาจารย์หม่อนเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น หลังจากคืนนั้นเขาและหนึ่งก็จัดแจงเช่าเครื่องเลเซอร์ขนาดย่อมไปทดลองยังสถานที่จริง ซึ่งผลออกมาตามคาด
ค่ำคืนปลายปีในงานสถาปนิกล้านนา’64 เรือนยอดของพระธาตุเจดีย์หลวงก็ปรากฏสู่สายตาสาธารณชนในรูปโฉมของเส้นแสงเหนือชั้น สัดส่วนสมจริง และยิ่งใหญ่อลังการสมการรอคอย
“งานชิ้นนี้เราเล่นกับความไม่สมบูรณ์ รูปร่างของเจดีย์เป็นเพียงเค้าโครงซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ใช้จินตนาการต่อเติมองค์เจดีย์ที่สมบูรณ์ด้วยตัวเอง” อาจารย์หม่อนสำทับว่าเป็นความไม่สมบูรณ์แบบที่มีเสน่ห์ แล้วในไม่ช้า สิ่งนี้ก็หลอมรวมเป็นดีเอ็นเอของปรากฎกาล

ผลงานที่เปรียบเสมือนการทำความฝันของชาวเชียงใหม่ที่รอมาเกือบ 500 ปีให้สมจริง กลายเป็นไวรัลดึงดูดผู้ชมจากหลักสิบเป็นหลักร้อยชั่วข้ามคืน อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนทุนจาก NIA และการผลักดันจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เป็นจังหวะให้ทั้งสองโคจรมาพบกับอาจารย์เมธ ผู้เข้ามาขยายขอบเขตการสร้างปรากฏการณ์แสงด้วยเทคโนโลยี Projection Mapping ให้การจัดแสดงงาน ต่อยอด แสงหลวง ครั้งต่อ ๆ มา กลายเป็นโชว์ที่สมบูรณ์แบบและตระการตา จนคว้ารางวัล WOW 2022 Awards, CDA Design Awards, DEmark Award 2025 รวมถึงรางวัลชนะเลิศนวัตกรรมแห่งชาติประจำปี 2566 ด้านสื่อและการสื่อสาร อันจัดเป็นรางวัลนวัตกรรมสูงสุดในแวดวงนวัตกรรมของประเทศไทย
ความสำเร็จของ ต่อยอด แสงหลวง เป็นใบเบิกทางให้พวกเขามีโอกาสเดินทางไปสร้างปรากฏการณ์แสงในอีกหลายจังหวัด และตกผลึกวิธีการทางเทคนิคเฉพาะตัว ‘อุโมงค์แสงเลเซอร์’ ซึ่งช่วยต่อเติมส่วนที่ขาดหายและขยายมิติการรับรู้ผ่านโครงสร้างแสงในอากาศ โดยนำไปฟื้นชีวิตมหาสถูปเขาคลังนอกอายุ 1,300 ปี ท่ามกลางคนดูเนืองแน่นในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์
คืนอาบแสงจันทร์
นอกเหนือจากอุโมงค์แสงเลเซอร์ พวกเขายังคิดค้นเทคนิคการสร้างพื้นที่แสงด้วยไฟบีม ซึ่งอาจารย์หม่อนเล่าให้ฟังว่า โปรเจกต์ที่นำเสนอไอเดียนี้ออกมาอย่างโดดเด่น คือ ‘จันทร์เจียงใหม่’
“จันทร์เจียงใหม่เป็นโปรเจกต์ที่เราอยากชวนคนเชียงใหม่มาชื่นชมความงามของพระจันทร์เต็มดวง พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับปฏิทินจันทรคติล้านนา หนึ่งในภูมิปัญญาโบราณที่กำลังเลือนหาย
“งานชิ้นนี้เราทำการศึกษาวงโคจรของดวงจันทร์ แล้วพล็อตตำแหน่งที่พระจันทร์เต็มดวงช่วง พ.ศ. 2567 จากนั้นติดกระจกตามตำแหน่งที่คำนวณไว้ แล้วใช้ไฟบีมยิงไปยังดวงจันทร์ให้เสมือนแสงจันทร์สาดส่องลงมา ก่อนเชื่อมเข้ากับลำแสงที่ตกกระทบบานกระจกทั้ง 12 ชิ้น โยงใยจนเกิดเป็นพื้นที่ห้อมล้อมด้วยเส้นแสงสีนวลให้ผู้ร่วมงานเข้ามาสัมผัสกับประสบการณ์ที่ราวกับกำลังอาบแสงจันทร์เต็มดวงตลอดช่วง 12 เดือน”
เส้นแสงแห่งศรัทธา
ความคลั่งไคล้และเอาจริงเอาจังในการพัฒนาผลงาน ส่งผลให้ต่อมาพวกเขาได้รับข้อเสนอก่อตั้งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพ ‘ปรากฎกาล’ ในเครืออ่างแก้ว โฮลดิ้ง ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นแบบอย่างของการบูรณาการงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์อย่างสร้างสรรค์

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ปรากฎกาลยังได้ร่วมขับเคลื่อนโปรเจกต์กระตุ้นสีสันบรรยากาศเมืองน่าเที่ยวกับ ททท. ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ผ่านงานชุด ‘ปรากฏการณ์แสง เดอะซีรีส์’ ซึ่งประเดิมหมุดหมายแรกที่วัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย
“เสน่ห์ของวัดศรีชุม คือการมีองค์พระพุทธรูปอยู่ในมณฑปที่ปิดล้อม เหมือนเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกครอบไว้
“เราจึงใช้แสงเข้าไปช่วยเติมความรู้สึกอันทรงพลัง และสาดลอดช่องแคบของมณฑปเพื่อดึงความศักดิ์สิทธิ์ออกมาปรากฏแก่สายตาผู้ชม ขณะเดียวกันก็นำเทคนิค Projection Mapping มาขับเน้นพระประธานให้โดดเด่นสลับกับสร้างเลเยอร์ชวนติดตาม พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์และงานศิลปกรรมของโบราณสถาน รวมถึงตำนานท้องถิ่นเรื่องพระพุทธรูปพูดได้ ซึ่งตั้งใจเล่าผ่านการออกแบบเสียงพิถีพิถันให้มีมิติดังก้องกังวาน” หนึ่งอธิบายแนวคิดในการออกแบบผลงาน ‘เส้นแสงแห่งศรัทธา’ ที่เลือกใช้แสงทำหน้าที่เปิดเผยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนเร้น และเชื่อมพรมแดนสู่ความสามัญด้วยแสงแห่งศรัทธา
แสงร่างคืนศักดิ์ศรี
‘เล่าขานตำนาน เมืองสรลวงสองแคว’ คือผลงานที่ปรากฎกาลนำเทคนิคอุโมงค์แสงมาเติมพระปรางค์ของวัดวิหารทอง จังหวัดพิษณุโลก กลับมาตั้งตระหง่านตระการตาดังอดีต ควบคู่กับการชุบชีวิตวิหารโบราณให้ฟื้นตื่นขึ้นท่ามกลางความมืดมิด ด้วยแนวคิด ‘วิหารแห่งแสง’
“ที่วัดวิหารทอง เรานำเทคนิคการสร้างลำแสงในอากาศประสานกับการออกแบบโครงสร้างที่ทำให้เกิดการสะท้อนอย่างมีรูปแบบ จนเกิดเป็นลักษณะของหน้าจั่วเรียงตัวต่อกัน เพื่อเปลี่ยนภาพจำจากแนวเสาวิหารร้างหักพังเป็นการปิดล้อมด้วยเส้นแสงลักษณะคล้ายหลังคา” อาจารย์หม่อนขยายความเพิ่มเติมว่า โครงสร้างที่ไม่อาจจับต้องได้นี้ เปรียบเสมือนแสงร่างคืนศักดิ์ศรีให้แก่โบราณสถาน และจินตภาพความสง่างามของวัดวิหารทองที่เคยดำรงอยู่


ประสานแสง
“จำได้ว่าตอนนั้นพาสานเป็นจุดที่ทำให้พวกเราถึงกับกุมขมับกันเลย เพราะไม่ใช่โบราณสถานและพื้นที่ก็กว้างใหญ่มาก” หนึ่งเล่ากลั้วหัวเราะ
“แต่พอได้รู้ความเป็นมาว่าพาสานสร้างขึ้นเพื่อเป็นแลนด์มาร์ก เป็นจุดบรรจบของแม่น้ำที่ไหลมารวมกันจนเกิดเป็นเจ้าพระยา เราจึงนำการประสานมาเป็นแกนหลักในการออกแบบจัดแสดงแสง โดยใช้เครื่องเลเซอร์ยิงประสานกันให้เป็นร่างมังกรลอยอยู่กลางอากาศ โดยมีผืนน้ำเป็นเวทีการแสดง”
หากใครมีโอกาสได้ไปเดินเที่ยวชมงาน ‘แสงศรัทธา พาสาน’ จังหวัดนครสวรรค์ คราวนั้น ย่อมทราบดีว่ามีในงานเต็มไปด้วยจุดน่าเช็กอิน ไม่ว่าจะเป็นการฉาย Projection Mapping สุดอลังการบริเวณจุดชมวิว การใช้แสงไฟบีมเนรมิตพื้นที่ให้ดูประหนึ่งสัตว์ยักษ์กำลังเคลื่อนไหว หรือการซุกซ่อนกิมมิกมากมายกระจายทั่วพื้นที่ เพื่อกระตุ้นการสำรวจและสัมผัสประสบการณ์แสงหลากหลายรูปแบบ
“เป็นงานที่มีช่างภาพเยอะมาก เพราะเราออกแบบแสงให้ทุกคนหามุมสวย ๆ ถ่ายรูปได้เป็นร้อยมุม” อาจารย์เมธ เพลย์เมกเกอร์ของงานย้อนความทรงจำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภูมิใจ


กุญแจที่ซ้อนเร้น
ใช่เพียงเทคนิคแสงที่สร้างเอกลักษณ์ วิธีคิดเบื้องหลังและกระบวนการทำงานก็เป็นอีกสิ่งที่ทำให้ปรากฎกาลแตกต่างจากออร์แกไนเซอร์ทั่วไป
“สิ่งแรกที่ลูกค้าทุกรายต้องเจอเมื่อติดต่อหาเราก็คือ เขาไม่มีทางรู้ว่าจะได้อะไร เราเองก็ยังไม่รู้ว่าจะให้อะไรเขาเหมือนกัน” หนึ่งหัวเราะร่วน ก่อนอธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่างว่า
งานทุกชิ้นของปรากฎกาลไม่ได้เริ่มจากการออกแบบบนหน้ากระดาษ แต่จะก่อร่างขึ้นจากพื้นที่ ซึ่งพวกเขาเรียกกระบวนการนี้ว่า ‘การตามหากุญแจ’

“หน้าที่ของเราคือต้องลงไปดูพื้นที่และค้นหาด้วยวิธีการต่าง ๆ ยกตัวอย่างที่วัดศรีชุม เราขนอุปกรณ์ไปฝังตัวกันตั้งแต่ 5 โมงเย็นจนถึงตี 2 บางแห่งก็ใช้เวลานานกว่านี้ เพื่อเก็บข้อมูล ทดลอง สัมผัส หรือสังเกต จนกว่าจะเจอปรากฏการณ์บางอย่างที่เรารู้สึกว่า ใช่ สำคัญ และสมศักดิ์ศรีกับพื้นที่ ให้นำกลับมาถอดรหัสและพัฒนาต่อ
“การไปตามหากุญแจอีกมุมหนึ่ง คือการที่เราไปแอบฟังเสียงกระซิบของสถาปัตยกรรม ถ้าเขาพูดได้ เขาอยากจะบอกอะไร หรือไปใช้เวลาอยู่กับเขานาน ๆ จนรู้สึกและเข้าใจได้ว่า Hidden Dimension และ Hidden Essence ที่ซ่อนอยู่ตรงนั้น
“กระบวนการนี้ถือเป็นกระบวนการสำคัญและยากที่สุด แต่ถ้าหากุญแจดอกนี้ได้ปุ๊บจะโล่งทันที เพราะเหลือแค่เพียงหาเทคนิควิธีในการนำสิ่งที่เขาอยากบอกออกมาถ่ายทอดด้วยแสง เราคิดว่าจุดนี้แหละที่ทำให้ปรากฎกาลแตกต่างจากออร์แกไนเซอร์ที่ไม่ได้คิดเรื่อง Hidden Dimension และมองว่าความสวยหรือความหวือหวาคือชัยชนะ แต่สำหรับพวกเรา คำว่าชนะ คือสื่อสารเสียงกระซิบนั้นออกมาได้อย่างแม่นยำและมีสุนทรียะ” หม่อนเสริม

ประสบการณ์แสง
ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเผยว่า ปรากฏการณ์แสง เดอะซีรีส์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวร่วมหมื่นเข้ามาจับจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้คึกคักและเพิ่มอัตราการเข้าพักค้างคืน
กล่าวได้ว่า นี่คือหนึ่งในรูปธรรมของผลลัพธ์ที่ชาวปรากฎกาลภูมิใจ เช่นเดียวกับหลายงานที่ผ่านมาซึ่งได้รับผลตอบรับเกินคาดและดีต่อใจไม่แพ้กัน
“ตอนไปจัดแสดงงานที่วัดเจดีย์เหลี่ยม จังหวัดเชียงใหม่ จำได้เลยว่าวันแรกโซนตลาดโล่งมาก มีพ่อค้าแม่ค้ามาตั้งบูทขายของกันไม่เกิน 10 บูท แต่พอเริ่มมีคนถ่ายลงโซเชียล ปรากฏว่าอีกวันคนแห่มาจากไหนไม่รู้เยอะมาก ลองไปถามป้าคนหนึ่งว่าวันนี้ขายดีไหม ป้าตอบกลับมาแบบน้ำเสียงตื่นเต้นว่า ขายดีมากแล้วก็กลับไปเอาของที่บ้านมาอีกรอบแล้ว จนวันต่อมาพื้นที่ 20 บูทที่ทางตลาดจัดเตรียมไว้ให้ก็ยังไม่พอ บางคนหิ้วโต๊ะหิ้วเก้าอี้มาตั้งของขายเองเลยก็มี ทุกคนแฮปปี้ แถมยังบอกเราว่า ลูกจัดไปอีกสัก 10 วันเลยก็ได้นะ”
อาจารย์เมธเล่าอย่างยิ้มแย้ม เรื่องราวความประทับใจของเขาทำให้อาจารย์หม่อนนึกย้อนไปถึงครั้งที่จัดงาน ต่อยอด แสงหลวง

“ปกติรองเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงท่านไม่ค่อยเข้ามาหาเราตอนทำงานสักเท่าไหร่ แต่จู่ ๆ มีวันหนึ่งท่านเดินเข้ามาดู แล้วตะโกน เราก็ตกใจหันไปมองเห็นท่านน้ำตาไหลและยกมือไหว้ไปทางพระธาตุ แล้วบอกว่า ท่านไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นสิ่งนี้จริง ๆ”
อาจารย์หม่อนบอกกับเราว่า เขาไม่เคยนึกมาก่อนเช่นกันว่า งานที่พวกเขาทำสนุก ๆ จะส่งผลสะเทือนให้คนคนหนึ่งตื้นตันและน้ำตาไหล สำหรับเขาเหตุการณ์นี้ถือเป็นอีกเหตุการณ์สำคัญของชีวิตที่มีความหมายและลืมไม่ลง
“ปรากฎกาลเป็นงานที่ทำกับสาธารณะเป็นส่วนใหญ่ แล้วกว่าจะเริ่มงานได้ก็ต้องรอถึง 2 ทุ่มเพื่อให้สภาพแวดล้อมมืดพอจัดแสดง แต่ถึงจะต้องรอจนดึก ทุกครั้งเรามักเห็นคุณพ่อคุณแม่ คุณตาคุณยาย พาลูกหลานมาชมกันทั้งครอบครัว ทุกคนมาพร้อมรอยยิ้ม มีบทสนทนาระหว่างดูอย่างสนุกสนาน
“สิ่งนี้ทำให้เรารู้สึกว่าได้ใช้วิชาความรู้สร้างความสุขให้กับผู้คน ซึ่งสำหรับเรา เท่านี้ก็ถือว่างานประสบความสำเร็จแล้ว”
หนึ่งร่วมแบ่งปันความรู้สึกประทับใจและแย้มเส้นทางในวันข้างหน้าของปรากฎกาลให้ฟังว่า นอกจากอยากออกไปสร้างปรากฏการณ์แสง ปลุกชีวิตและฟื้นคุณค่าโบราณสถานที่หลับใหลอีกหลายแห่งในประเทศรวมถึงต่างแดน อนาคตพวกเขายังสนใจขยายเขตแดนการทำงานสู่สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ คอนเสิร์ต หรืออีเวนต์ เพื่อส่งต่อความสุขและประสบการณ์ใหม่ในการใช้แสงยกระดับงานให้กลายเป็นความทรงจำที่มีค่าเก็บไว้ยาวนาน










