13 มีนาคม 2026
6 K

การได้ใช้ชีวิตในมหานครระดับโลก ทำงานในสตูดิโอมีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ได้ออกแบบโปรเจกต์สเกลยักษ์มูลค่าหลายล้านเหรียญฯ อาจเป็นความฝันที่สถาปนิกหลายคนดั้นด้นไขว่คว้า

แต่เมื่อได้เดินบนเส้นทางที่ว่ามา แจน กลาสไมเออร์ (Jan Glasmeier) กลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างประหลาด

“ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผมทำไม่ใช่เรื่องดีไซน์ แต่เป็นเรื่องผลกำไร” แจนเผยความอัดอั้นในช่วงเวลานั้น 

ท่ามกลางความรู้สึกสับสนหลงทาง เขาตัดสินใจแพ็กกระเป๋าเดินทางไป ‘แม่สอด’ เมืองชายแดนไทย-เมียนมา ในจังหวัดตาก โดยไม่มีแผนที่ชีวิตฉบับใหม่ตามไปด้วย มีเพียงแต่ความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบที่พกมาเต็มกระบุง

ในแม่สอด แจนก่อตั้งสตูดิโอ Simple Architecture ทำงานออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อรองรับผู้อพยพและชาวบ้านที่ขาดแคลนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น สถานพยาบาล โรงเรียน แม้จะผ่านการออกแบบโครงการในออฟฟิศใหญ่ แต่ที่นี่ เขายืนหยัดออกแบบด้วยแนวทางที่ยั่งยืน ใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในพื้นที่ และเน้นการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในทุกขั้นตอน 

ด้วยความเชื่อว่าอาคารที่ดีไม่จำเป็นต้องแพง และความงามที่แท้จริงต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

“เราต้องทบทวนวิธีสร้างสถาปัตยกรรมกันใหม่ เราควรให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคมและการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้มากขึ้น สิ่งนี้คือแรงผลักดันของผม และเป็นสิ่งที่ผมต้องการจะทำต่อไป” แจนกล่าวอย่างมุ่งมั่น

ภาพ : David Richards

พลิกดาวสู่ดิน

ก่อนจะมาลงหลักปักฐานชายแดนไทย เส้นทางอาชีพของ Jan Glasmeier คือสิ่งที่ใครหลายคนคงรู้สึกอิจฉา แจนเป็นชาวเยอรมันที่จบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมจากบ้านเกิด ไต่เต้าในหน้าที่การงานจนได้ร่วมงานกับ Foster + Partners สตูดิโอสถาปัตยกรรมระดับโลกในลอนดอน และได้ร่วมปั้นโครงการระดับใหญ่อย่าง Masdar City เมืองแห่งอนาคตในกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังจากนั้น เขาบินลัดฟ้าหาความท้าทายใหม่ที่ Arup Singapore บริษัทวิศวกรรมที่ดูแลโปรเจกต์ใหญ่อย่าง Singapore Sports Hub หรือสนามกีฬาแห่งชาติของสิงคโปร์

ชีวิตของแจนช่างดูสมบูรณ์แบบ ทำงานออกแบบโปรเจกต์ระดับไอคอนิกกับออฟฟิศที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ แต่เมื่อเขาลองถามเสียงหัวใจ กลับได้คำตอบว่า เส้นทางนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาตามหา

“ผมรู้สึกว่าผมทำงานไปตามระบบ แต่ไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร ผมต้องนั่งแกร่วในออฟฟิศรองานที่ทำเพื่อเน้นสร้างผลกำไร แต่ไม่ใช่เรื่องการออกแบบ” แจนปลดเปลื้องความอัดอั้นของวันวาน

ในขณะที่ชีวิตเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามและความสับสน กลางปี 2011 ภรรยาของเขาซึ่งทำงานด้านพัฒนาสังคมก็ได้โอกาสทำงานที่แม่ตาวคลินิก ในแม่สอด ด้วยความเบื่อหน่ายถึงขีดสุด แจนจึงตัดสินใจจากออฟฟิศใหญ่ในสิงคโปร์ ไปเริ่มต้นใหม่ที่เมืองชายแดนไทย-พม่า

ภาพ : Jonathan Wiedemann

หยั่งรากลงชายแดน

แม้แม่สอดมีภาพลักษณ์เป็นเมืองพรมแดนติดแหล่งคาสิโน คุกรุ่นด้วยปัญหาค้ามนุษย์ แต่อีกมุมหนึ่ง ที่นี่ก็เป็นเมืองแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีคนหลากหลายเชื้อชาติอยู่ร่วมกันไม่ว่าจะเป็น ชาวไทย จีน มุสลิม เมียนมา หรือกลุ่มคนชาติพันธุ์ 

“ที่นี่เป็นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาก ผมอยากให้ทุกคนได้มาสัมผัส” แจนเชิญชวนเราให้ไปเยี่ยมแม่สอดสักครั้ง 

“แต่ขณะเดียวกัน ผมได้เจอปัญหาต่าง ๆ อย่างเช่น เด็กผู้ลี้ภัยที่ไร้สัญชาติ พอเขาไร้สัญชาติเขาก็ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาหรือเข้าถึงการแพทย์ เด็กหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเกิดวันไหน

“ถึงหลายคนจะกลัวเป็นอันตราย แต่สำหรับผม แม่สอดตอนกลางคืนก็ไม่อันตรายเท่าลอนดอนนะ” แจนพูดติดตลก

ช่วงแรกที่มาถึงแม่สอด เขาได้พบกับ อัลเบิร์ต คอมปานี โอลโม (Albert Company Olmo) สถาปนิกชาวสเปน และ ลีเน่ รัมสตัด (Line Ramstad) ภูมิสถาปนิกชาวนอร์เวย์ และรวมตัวทำโปรเจกต์ต่าง ๆ ในพื้นที่ร่วมกัน จนกระทั่งได้ร่วมงานกับแม่ตาวคลินิก โรงพยาบาลที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2531 เพื่อดูแลรักษาโรค ไปจนถึงให้การศึกษาและจดทะเบียนเกิดให้เด็ก ๆ ชาติพันธุ์

ในปี 2012 แม่ตาวคลินิกมีแผนย้ายโครงการไปสถานที่ใหม่ แจนและทีมงานจึงเริ่มพัฒนาแผนแม่บทโรงพยาบาลและออกแบบอาคารต่าง ๆ เช่น อาคารพยาบาลหรือที่พักเจ้าหน้าที่ แทนที่จะสร้างอาคารด้วยอิฐหินปูนทรายตามแบบฉบับ พวกเขากลับใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในพื้นที่อย่างไม้ไผ่ ไม้รีไซเคิลจากอาคารเก่าหรือผนังดิน รวมถึงให้คนในพื้นที่มาร่วมออกแบบและก่อสร้างโครงการด้วยตัวเอง

ภาพ : Franc Pallarès López

จากผลลัพธ์งานออกแบบที่ใช้งานได้ดี เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แถมมีราคาถูก ผลงานจึงได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารออกแบบต่าง ๆ และได้จัดแสดงในนิทรรศการต่างประเทศ อย่างเช่นนิทรรศการ ‘Think Global, Build Social’ ที่ Deutsches Architekturmuseum ในเยอรมนีและในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็ได้ตั้งชื่อสตูดิโอร่วมชื่อ Agora architects

แจนทำงานร่วมกับอัลเบิร์ตและลีเน่ในนาม Agora architects ไปจนถึงปี 2016 หลังจากนั้นแต่ละคนก็แยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง 

แจนก่อตั้งสตูดิโอของตัวเองในชื่อ ‘Simple Architecture’ และเดินหน้าทำงานโดยยึดมั่นความยั่งยืนและความเรียบง่ายเป็นหัวใจเหมือนวันก่อน

แม้ว่าในปี 2018 แจนและภรรยาจะตัดสินใจย้ายกลับไปพำนักที่สหราชอาณาจักร แต่เขายังคงเดินทางกลับมาแม่สอดเป็นระยะ เพื่อออกแบบก่อสร้างอาคารเป็นสาธารณูปโภคให้ผู้คนใช้งาน และสานต่อความผูกพันที่เขามีกับผู้คนที่นี่ต่อไป

ภาพ : Franc Pallarès López

หัวใจอยู่ในวัสดุธรรมดา

วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและหาได้ง่ายในพื้นที่ คือหัวใจในการออกแบบของแจน หากลองไล่ดูผลงานของเขา จะพบว่าดิน ไม้เก่า หรือไม้ไผ่ มักเป็นพระเอกในผลงานเสมอ

“ผมชอบใช้ดินทำผนังอาคาร เราปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่น ถ้าอาคารต้องรื้อถอนลงก็ไม่เกิดขยะ และดินยังเป็นฉนวนความร้อนตามธรรมชาติ ลดทอนความร้อนของพื้นที่ในอาคาร” แจนอวดสรรพคุณของวัสดุมหัศจรรย์ที่พบได้ง่ายรอบตัว 

“ไม่ใช่แค่นั้น เราผลิตอิฐดินได้เลยในพื้นที่ เงินค่าจ้างก็จะตกลงถึงมือช่างในชุมชนโดยตรง”​

เช่นเดียวกับไม้ไผ่หรือไม้เก่าที่หาได้ในพื้นที่ ซึ่งเป็นการลดคาร์บอนฟุตปรินต์หรือลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่ง หากรื้อถอนอาคารก็เอาวัสดุไปใช้ใหม่ได้ หรือปล่อยให้ย่อยสลายโดยไม่เป็นภาระของธรรมชาติ ที่สำคัญคือมีราคาย่อมเยาและก่อสร้างง่ายไม่เกินมือช่างท้องถิ่น 

“ผมอยากผลักดันแนวคิดว่าเราใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นในการออกแบบโครงการขนาดเล็กได้ เราไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุราคาแพงหรือโครงสร้างเหล็กซับซ้อน” แจนว่า 

“เราสร้างอาคารที่มีคุณภาพด้วยวิธีตรงไปตรงมา ก่อสร้างรวดเร็ว และราคาไม่แพง”

ภาพ : Jonathan Wiedemann

ถึงการใช้วัสดุเรียบง่ายจะเป็นแนวคิดที่ฟังดูดี แต่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจ

“มีเรื่องของ ‘สถานะ’ เข้ามาเกี่ยวข้อง” แจนสะท้อนมุมมองที่เขาเจอ 

“หลายคนไม่ต้องการอาคารที่ทำจากดิน พวกเขาต้องการคอนกรีต เพราะรู้สึกว่ามันช่วยยกระดับฐานะหรือทำให้เขาดูดีขึ้นในสายตาคนอื่น”

นี่คือเหตุผลที่แจนให้ความสำคัญกับกระบวนการสื่อสารก่อนเริ่ม 

“เราต้องตั้งคำถามกับชุมชนว่า พวกเขาโอเคไหมกับแนวคิดนี้ ถ้าคำตอบคือไม่ เราก็ไม่ฝืนทำ เรายอมพับแผนนั้นเก็บไว้ แล้วรอทำในอื่นที่เข้าใจตรงกันมากกว่า เพราะหัวใจของงานคือการทำให้ชุมชนสบายใจ ไม่ใช่การไปยัดเยียดความคิดของเรา”

ภาพ : Jonathan Wiedemann

หัวใจอยู่ในชุมชน

แม้จะผ่านการทำงานมายาวนาน แต่เขามองว่าตัวเองไม่รู้ดีไปกว่าชุมชน การออกแบบทุกครั้งจึงเริ่มต้นจากการพูดคุยกับชุมชนถึงความต้องการ และให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับการก่อสร้างเพื่อให้รู้สึกเป็นเจ้าของผลงานอย่างแท้จริง

“การก่อสร้างของเรามีคนมาร่วมเยอะมาก ตั้งแต่คนในชุมชน นักเรียน ครู ครูใหญ่ ไปจนถึงกลุ่มคนข้างนอกอย่างนักเรียนสถาปัตยฯ ต่างประเทศ หรือนักเรียนจากกรุงเทพฯ บางทีมีคนถึง 40 – 50 คนมาร่วมกันในโครงการเดียว 

“เราพยายามสื่อสารออกไปว่า เมื่อสร้างเสร็จแล้ว อาคารหลังนี้จะไม่ได้เป็นของผม แต่เป็นอาคารของชุมชน และเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะร่วมดูแลรักษาอาคารให้ดี”  

และนี่คือประสบการณ์อันแตกต่างที่แจนบอกว่า ไม่มีวันหาได้ในออฟฟิศใหญ่ 

“ตอนแรกใคร ๆ ก็ถามว่า แม่สอดมีอะไรดีเหรอ ผมไม่เห็นเข้าใจเลย” เขาเล่าพลางหัวเราะ 

“แต่คนงานที่นี่ต้อนรับเราดีมาก แม้จะพูดกันคนละภาษา แต่เราก็กลายเป็นเพื่อนกันได้ ช่วงเวลาการก่อสร้างจะเป็นช่วงเวลาที่เข้มข้นมาก ทั้งทางร่างกายและอารมณ์ แต่ช่วงสร้างเสร็จทุกคนดีใจ ร้องไห้ มันอิ่มเอมมาก นี่คือสิ่งที่ผมอยากทำในฐานะสถาปนิกมาโดยตลอด เพียงแต่ผมไม่รู้ แม่สอดตอบสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในตัวผม” 

หอพักชั่วคราวสำหรับแม่ตาวคลินิก (ปี 2012)

“แม่ตาวคลินิกเป็นงานเชิงทดลองของเรา เป็นครั้งแรกที่ได้ลองทำงานกับไม้ไผ่และไม้เก่า แม้ว่าจะใช้งบเพียง 7,000 ดอลลาร์ฯ (ประมาณ 2.4 แสนบาท) แต่สร้างหอพักให้เด็ก ๆ ได้ถึง 100 คน หอพักหลังหนึ่งใช้งบแค่ 1,600 ดอลลาร์ฯ (ประมาณ 5.5 หมื่นบาท) สำหรับเด็ก 20 คน เราออกแบบโดยยกตัวอาคารขึ้นเหนือพื้นด้วยเสาเข็ม มีฐานรากขนาดเล็ก เพื่อให้มีพื้นที่ระบายอากาศด้านล่าง ใช้ไม้ทำโครงสร้าง และใช้ไม้ไผ่ปูพื้น ทำผนัง โครงสร้างหลังคา และมุงจาก เป็นงานที่ตรงไปตรงมามาก”

ภาพ : Franc Pallarès López

Kwel Ka Baung School (ปี 2014)

“โปรเจกต์ Kwel Ka Baung School ทำให้เราได้รับรางวัล DETAIL Prize 2014 มันเป็นโรงเรียนใหม่เอี่ยมที่มีแคมปัสขนาดใหญ่ ท้าทายมาก ใช้เวลาสร้างถึงปีครึ่ง น่าเสียดายที่รื้อถอนไปเมื่อ 2 ปีก่อน เพราะหมดสัญญาเช่าที่ดินและโรงเรียนต้องย้ายไปอยู่แปลงข้าง ๆ 

“แต่ถึงจะรื้อแล้วก็ไม่เสียดายนะ พวกเราได้เห็นว่าผนังดินอัดที่เลาะออกค่อย ๆ ย่อยสลายหายไปเอง ไม่ได้ทิ้งซากปรักหักพังไว้เบื้องหลังเลย ส่วนไม้ที่รื้อออกมาก็นำไปขายต่อได้ ส่วนผนังก็ย่อยสลายกลับคืนสู่ผืนดินโดยไม่เหลือขยะทิ้งไว้เลย สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่คือฐานรากเล็ก ๆ เท่านั้น มันดีมากครับ”

ภาพ : Abel Echeverria

Araksa Tea House (ปี 2019)

“เราทำงานโดยใช้วัสดุในพื้นที่อย่างดิน ไม้ และใช้ช่างท้องถิ่น แต่ได้ผลลัพธ์ที่วิเศษมาก สิ่งสำคัญคือการมีลูกค้าที่ดีและน่ารัก พวกเขาเป็นเจ้าของโรงแรมหรูในกรุงเทพฯ แต่ก็ติดดินสุด ๆ อาคารที่ออกมาเป็นอาคารหลังใหญ่ที่ใคร ๆ ต่างบอกว่าดูกลมกลืนเข้ากับสภาพแวดล้อม 

“สำหรับผม เวลาคนทั่วไปที่ไม่ใช่สถาปนิกเดินเข้ามาแล้วรู้สึก ‘ใช่’ นั่นคือคำชมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว”

ภาพ : Araksa Tea House

ทางเดินชาวดิน

แม้เมืองใหญ่และตึกระฟ้าดูเหมือนเป็นจุดหมายปลายทางเดียวของอาชีพ ‘สถาปนิก’ แต่แจนกลับมองว่าอาชีพนี้ก็มีที่ทางในเมืองชายแดนอย่างแม่สอดเช่นกัน 

“ตลอดแนวชายแดนนี้มีผู้ลี้ภัยและผู้อพยพจำนวนมากที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่ ‘สถาปัตยกรรม’ เข้าไม่ถึง นี่คือปัญหาใหญ่ที่โลกมักมองข้าม” แจนว่า

“พวกเขาหนีภัยสงครามออกจากประเทศมา แต่สิ่งที่เขาจำเป็นต้องมีคือโรงพยาบาลและโรงเรียน เด็ก ๆ ในโรงเรียนเหล่านี้ฉลาดและมีศักยภาพมาก และสิ่งที่สถาปัตยกรรมทำให้พวกเขาได้ คือการสร้างพื้นที่ที่เอื้อให้พวกเขาเติบโตและใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี”

ภาพ : Jonathan Wiedemann

มาถึงตรงนี้ คงมีใครบางคนที่อยากเดินตามทางเขาบ้าง เมื่อถามถึงคำแนะนำสำหรับคนอยากเดินตามรอย แจนยิ้มอย่างปรารถนาดีแล้วบอกว่า 

ให้เก็บกระเป๋าออกเดินทาง

“ผมมาที่แม่สอดได้ด้วยความบังเอิญ คุณออกไปสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในหลายที่ของโลก แต่คุณจะไม่มีวันทำได้เลยถ้านั่งอยู่บ้านเฉย ๆ ถ้าเรียนจบแล้ว ลองแพ็กกระเป๋าแล้วออกเดินทางไปที่ต่าง ๆ ไปต่างจังหวัด ไปอเมริกาใต้ แอฟริกา อินเดีย ไปเห็นโลก เรียนรู้โลก 

“บางทีคุณอาจไปติดอยู่ที่ไหนสักแห่ง ได้เจอคนน่าสนใจที่ชวนคุณทำอะไรเจ๋ง ๆ ก็ได้” 

Writer

ปรัชญพล เลิศวิชา

มนุษย์ตัวเล็กที่สนใจเรื่องสถาปัตยกรรม การออกแบบ ศิลปะ วัฒนธรรม และอื่น ๆ อีกมากมาย