Asgard is not a place, it’s a people. Odin กล่าวกับ Thor ในภาพยนตร์ Thor: Ragnarok
ประโยคนี้มีความหมายที่ทำให้เรารู้สึกคลับคล้ายคลับคลากับ I’ve learned that home is not a place, it’s a feeling. จากหนังสือ Love, Rosie ของ Cecelia Ahern นักเขียนนวนิยายชาวไอริชที่มีผลงานชื่อดังอย่าง PS, I Love You
เมื่อสิ่งที่สำคัญกว่าสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งปลูกสร้างแบบไหนก็ตาม บ้าน ตึกสูง ปราสาท ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า วัด โรงเรียน คือความรู้สึกของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้น
สาเหตุที่เราพูดถึงเรื่องความรู้สึกของผู้คนในสถานที่ต่าง ๆ เป็นผลพวงมาจากแนวคิดสำคัญของ ‘HAS design and research’ สตูดิโอออกแบบโดย 2 สถาปนิกผู้ก่อตั้ง เจอร์รี่ หง (Jenchieh Hung) และ ป้อ-กุลธิดา ทรงกิตติภักดี ที่เชื่อในคำว่า ‘Sense of Belonging’ ความรู้สึกเป็นเจ้าของ เป็นอันหนึ่งอันเดียวระหว่างผู้คนกับสถานที่ ความรู้สึกที่ผู้คนได้รับและสร้างขึ้นมาเมื่อได้เข้าไปในพื้นที่นั้น ๆ และการออกแบบทำให้สิ่งปลูกสร้างใด ๆ ก็ตามสร้างความรู้สึกสงบ ตื่นเต้น ประหลาดใจ สงสัย และอื่น ๆ อีกมากมายให้กับผู้คนได้
จะสร้างได้จริงไหม แล้วสร้างขึ้นมาได้ยังไง
มีเพียงต้องลองค้นคว้าหาคำตอบด้วยตัวคุณเองเท่านั้น จากบทสัมภาษณ์ต่อจากนี้

HAS / 2 / Work
ชื่อบริษัท HAS แปลว่า ‘มี’
โดยมีที่มาจาก ตัวอักษรแรกของนามสกุล 2 พาร์ตเนอร์ ‘Hung’ & ‘Songkittipakdee’ และที่ต่อท้ายชื่อด้วย ‘design and research’ ก็เป็นเพราะพวกเขามีความเชื่อว่าการออกแบบจะสร้างความรู้สึกระหว่างคนกับสถานที่ได้ ถ้านักออกแบบค้นคว้าความเป็นมนุษย์ วิถีชีวิต วัสดุก่อสร้าง ทีมที่ทำงานร่วมกัน และสภาพสังคมตรงนั้นอย่างลงลึกมากพอ
หากจะกล่าวถึงจุดเริ่มต้น ต้องย้อนกลับไป 15 ปีก่อน
“เราเจอกันโดยบังเอิญ สมัยเริ่มทํางานด้วยกันแรก ๆ เราอยู่ฝรั่งเศส เป็นการทํางานแบบอยู่กันคนละที่ จนมีจังหวะได้ย้ายมาอยู่ที่จีน เพราะประสบการณ์ของเรา เราตกตะกอนจนรู้สึกว่าอยากทำเอง อยากออกจาก Comfort Zone มาสร้างลายเซ็นเป็นของตัวเอง เริ่มชัดเจนขึ้นว่าสิ่งที่เราอยากจะนําเสนอในงานสถาปัตยกรรมคืออะไร
“ตอนวัยเด็กเราทํางานได้เงิน เราสนุกกับงานไปแล้วก็จบ พอโตขึ้นไปเรื่อย ๆ ถึงรู้สึกว่างานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรานะ คิดว่าถ้ายังหยุดอยู่ที่เดิม เราก็คงไปต่อในสิ่งที่ตั้งใจจะสื่อสารได้ไม่สุด” ป้อกำลังนึกย้อนไปถึงที่มาของ HAS

ป้อ คือสถาปนิกคนเดียวที่ได้รับคัดเลือกให้ร่วมโปรแกรมทุนฝึกงานของ Renzo Piano Building Workshop และป้อยังมีอีกหลายบทบาท คืออาจารย์ นักเขียน Curator นิทรรศการเกี่ยวกับงานออกแบบ ส่วนพาร์ตเนอร์อีกคนอย่างเจอร์รี่ ก็เคยร่วมทำงานกับ Kengo Kuma ก่อนที่ทั้ง 2 คนจะเปิดบริษัท HAS สาขาแรกขึ้นที่ประเทศจีน แล้วย้ายมาเปิดออฟฟิศสาขาสองที่ประเทศไทย เพราะโรคระบาดโควิด-19 เมื่อปี 2019
“ถ้าเป็นงานที่เสร็จในนาม HAS จริง ๆ งานแรกเลยคือนิทรรศการประมาณ 50 ตารางเมตร เล็กมากนะ แต่อยู่กลางเมืองเลย เป็นนิทรรศการที่เรานําผลงานสถาปนิกไทยมาจัดแสดง ทําให้เราลงลึกในข้อมูลที่อาจจะไม่เคยรู้มาก่อน ได้ค้นคว้าสิ่งที่ไม่เคยทำ แล้วก็ทําได้
“เราเปิดใจลองพัฒนาทำสิ่งใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม” เจอร์รี่เล่าถึงจุดเริ่มต้น
“จริง ๆ แล้วกระบวนการ Research เข้ามาเป็นแก่นหนึ่งของการดีไซน์เลย ประกอบกับเราเป็นอาจารย์ด้วย เลยให้ความสําคัญกับการค้นคว้ามาก การจะแสดงเนื้อหานิทรรศการเหล่านั้นออกมาเป็นผลลัพธ์ได้ดี เราว่าการ Research ถือว่าเป็นส่วนสำคัญครึ่งหนึ่งของส่วนที่เราต้องออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น คอนเทนต์ ข้อมูล หรือบริบทต่าง ๆ เราเรียกรวม ๆ ว่า Design + Research ทั้งหมดเลย”


“เพราะอยากเข้าใจความต้องการและความรู้สึกของคนใช้งาน อยากสร้าง Sense of Belonging การค้นคว้าก็เลยจําเป็นต้องค้นคว้าก่อน ในตอนแรก ๆ ที่ลูกค้าอาจจะไม่ได้รู้จักเราดี เราก็ไม่ได้รู้จักลูกค้าดี เลยต้องมีกระบวนการนี้เกิดขึ้นเพื่อให้เราได้ซึมซับข้อมูลทั้งหมด ไปจนถึงพอเราเอางานไปเสนอให้ลูกค้าดูว่าเกิดจากอันนี้ มีอันนี้นะ ถึงออกมาเป็นอันนี้ได้ เพื่อให้เขาเข้าใจว่าไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง มันมีที่มาที่ไป”
เป้าหมายคืออยากทำความเข้าใจความรู้สึกของผู้คน จึงต้องค้นคว้าควบคู่ไปกับการออกแบบ เพื่อให้เข้าใจได้มากขึ้น
พวกเธอต้องเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ก่อน จึงจะถ่ายทอดวิชาศิลปะได้ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เคยพูดเอาไว้

4 Works of HAS
01 Phetkasem Artist Studio รั้วที่ไม่ใช่รั้ว (2019 – 2021)
หลังจากทำงานอยู่ต่างประเทศหลายปี ทั้งคู่ก็ได้กลับมาเมืองไทย ตัดสินใจตั้ง HAS design and research สาขากรุงเทพฯในซอยเพชรเกษม แปลงโฉมทาวน์เฮาส์เก่าให้กลายเป็นสตูดิโอออกแบบอยู่ชั้นล่างและที่พักอาศัยอยู่ชั้นบนผสมผสานพื้นที่ทำงานกับพื้นที่การใช้ชีวิต สร้างความรู้สึก ‘ใหม่’ ที่ต่างไปอย่างสิ้นเชิง
“งาน Phetkasem Artist Studio ถือเป็นงานแรกที่เรากลับมาเมืองไทย แล้วก็ตั้งใจว่าอยากทำออฟฟิศที่นี่ สิ่งแรกเลยคือเราหา ‘ปัญหา’ ก่อน เพราะเป็นงานรีโนเวต เราเคยอยู่ตรงนี้มาก่อนตั้งแต่เด็ก รู้ว่าปัญหาของทาวน์เฮาส์ที่หน้ากว้างแค่ 4 เมตร ลึก 20 เมตร คืออะไร แสงเข้ายังไง ลมมายังไง
“ส่วนถัดมาเราไป Research หมู่บ้านทั้งหมด ในหมู่บ้านนี้มีประมาณ 120 กว่าหลัง พบว่ารั้วข้างหน้าบ้านของแต่ละคนคือดีไซน์คนละแบบเลย ทั้ง ๆ ที่ Prototype ออกมาเหมือนกัน เป็นทาวน์เฮาส์เหมือนกัน กันสาดต่าง ๆ ก็ยื่นมากยื่นน้อยต่างกันหมด เราเลยมีแนวคิดว่าต้องทําอะไรกับรั้วแล้วล่ะ
“เราจะทํารั้วโดยที่ไม่เป็นรั้ว รั้วจะสร้างสเปซได้ยังไงอีก”

ระหว่างพูดคุยกันมาถึงตรงนี้ เราทุกคนบนโต๊ะก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองรั้วที่ไม่ใช่รั้วที่เพิ่งเดินผ่านเข้ามาเมื่อครู่
รั้วคล้ายกำแพงไผ่ที่ปล่อยให้แสงพาดผ่าน บดบังสายตาผู้คนพอประมาณ รั้วที่กำหนดทิศทางการเดินเข้าบ้านว่าคนจะเห็น จะรู้สึกอะไรก่อนเข้า ระหว่างเข้า และเมื่อเข้ามาแล้วจะรู้สึกอะไรต่ออีก
“มีแนวความคิดในทํานองว่า จะทํายังไงให้รั้วดูเป็นมิตรและเป็นส่วนหนึ่งกับผู้คน ที่พอเราย้ายกลับมาแล้วเขาไม่รู้สึกตกใจว่ามาตั้งตรงนี้ได้ยังไง ในขณะเดียวกันก็อยากสะท้อนถึงข้อมูลที่เรารีเสิร์ชมาในหมู่บ้านนี้ ตั้งแต่วัสดุว่าทําไมเขาถึงใช้เหล็กกันทั้งหมดเลย แต่ว่าเราไม่เห็นเหล็กที่เป็นเหล็กกลวง เหล็กที่ดูโปร่ง ทุกคนจะใช้เหล็กกล่องตันกันหมด
“จึงเป็นเนื้อหาในการที่เราเอามาทดลองวิธีการใช้วัสดุด้วย ไปจนถึงการนําธรรมชาติเข้ามาในอาคาร และกลับมาที่คําว่า Sense of Belonging เราเคยอยู่ที่นี่มาก่อน เราเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ จะทํายังไงให้สิ่งใหม่ที่เข้ามาแทรกรู้สึกแตกต่าง แต่ไม่แตกแยกกับบ้านหลังอื่น ๆ ในหมู่บ้าน”

กำแพงรั้วสร้างจากท่อเหล็กผ่าครึ่ง เป็นการดีลงานเฉพาะกิจกับทีมผู้ผลิตท่อ เป็นครั้งแรกที่ทีมโรงงานต้องผ่าท่อแล้วนำมาประกอบใหม่แบบสลับด้าน แล้วค่อยมาดีไซน์แพตเทิร์นตำแหน่งอย่างเป็นระบบตามที่นักออกแบบวางเอาไว้
“เรื่องมหัศจรรย์ก็คือคนในหมู่บ้านหลายคนขอเข้ามาดู เพราะทุกคนอยู่กันมา 40 กว่าปี ไม่เคยเห็นเลยว่าทาวน์เฮาส์จะเปลี่ยนจากมืด ๆ ทึบ ๆ ครึม ๆ กลายเป็นโฮมออฟฟิศได้ยังไง เราก็มี Research กันว่าเราจะปรับพื้นที่ยังไงให้มี Open Plan ทําออฟฟิศได้ ในขณะเดียวกันก็มี Living Space ข้างบนและเชื่อมพื้นที่ได้อีก เป็นวิธีที่เราใช้ข้อจํากัดของอาคารที่มีอยู่ แต่ว่าเปลี่ยนแนวแบบใหม่ให้ต่างไปจากเดิม และตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ในตอนแรกได้ ”

02 Forest Villa เสาที่ไม่ใช่เสา (2020 – 2023)
“จริง ๆ ทุกงานเลยนะ เราพยายามให้คน ‘Appreciate Space’ มากที่สุด อะไรที่รบกวนก็จะถูกตัดทอนไป เราจะไปหาที่ที่มันไปหลบ ไปแอบว่าซ่อนตรงไหนได้บ้าง แล้วจะดึงเอาความเป็นธรรมชาติแบบไหนเข้ามาแทน
“โจทย์บรีฟงานนี้ไม่ได้ต้องการอะไรซับซ้อนเลย เจ้าของบ้านต้องการบ้านเรียบง่าย ดูดี สวยงาม”
Forest Villa เป็นโปรเจคออกแบบบ้านสไตล์โมเดิร์นท่ามกลางธรรมชาติ ย่านชานเมืองทางฝั่งตะวันออกของจีน อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับจากวนอุทยานแห่งชาติที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยโจทย์การดีไซน์ที่อยากจะเชื่อมต่อธรรมชาติโดยรอบ และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับวิถีชีวิตภายในบ้านยุคใหม่ ให้ครอบครัวที่พักอาศัยรู้สึก ‘สงบ’ ไปกับธรรมชาติอย่างแนบเนียน
“เรานําเสนอว่าให้ใช้การออกแบบช่วยนำแสงธรรมชาติเข้ามาในบ้านมากขึ้น จะได้เอนจอยกับสภาพแวดล้อมมากขึ้นด้วย ที่จีนส่วนใหญ่จะมีพื้นที่ใต้ดินซึ่งให้ความอบอุ่นเพราะอากาศหนาว มีหิมะตกด้วย แล้วพื้นที่ใต้ดินนั้นน่ะ จะทํายังไงให้แสงเข้ามาได้ ให้เขาไม่รู้สึกว่าอึดอัดเหมือนใต้ดิน แปลนบ้านเดิมมีเสาที่ฟิกซ์ไว้อยู่แล้ว เราก็พยายามให้เสาหายไป ออกแบบให้เสามาเป็นส่วนหนึ่งของตัวช่วยกรองแสง สร้างความรู้สึกใหม่ในแปลนบ้านเดิม”

ออกแบบให้ผนังอาคารมีขนาด สัดส่วน หน้าตา การเว้นจังหวะที่ดูเป็นเนื้อเดียวกันกับเสาบ้าน จะช่วยพรางเสาที่เคยดูแปลกแยกให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด เหลือไว้เพียงพื้นที่ว่างกับแสงสว่างจากธรรมชาติเข้ามาในบ้านและได้แสดงประสิทธิภาพเต็มที่
ลดบทบาทนักแสดงสมทบ เพื่อให้นักแสดงหลักได้เฉิดฉาย

03 Museum of Modern Aluminum Thailand อะลูมิเนียมที่ไม่ใช่กรอบบานประตูหน้าต่าง (2020 – 2022)
ยังไม่มีการจัดอันดับด้วยองค์กรใด ๆ อย่างเป็นทางการ แต่เราเชื่อว่าถ้ามีการแข่งขันว่าเมืองไหนมีป้ายโฆษณาเยอะที่สุด กรุงเทพฯ ติดโผตัวท็อปแน่นอน
เราเห็นป้ายโฆษณาอยู่ทั่วพื้นที่เมืองฟ้าอมรแห่งนี้ ทั้งแบบป้ายบิลบอร์ดใหญ่ ป้ายไฟสว่างแยงตา ป้ายเล็กป้ายน้อยริมถนน ป้ายบนรถเมล์ รถตุ๊กตุ๊ก ทุกป้ายล้วนอยากเป็นเป้าสายตา แย่งความสนใจของผู้คน
MoMA Museum of Modern Aluminum หรือย่อได้ว่า MoMA คืออาคารที่ทำหน้าที่ได้หลากหลาย เป็นได้ทั้งโชว์รูมสินค้า พื้นที่นิทรรศการให้ข้อมูลต่าง ๆ บอกเล่าประวัติศาสตร์อันยาวนานของบริษัทผู้นำด้านอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมของไทย และสื่อสารนวัตกรรมใหม่ ๆ แห่งอนาคต เพื่อให้ผู้คนทั่วไปรู้สึก ‘ว้าว’ กับอะลูมิเนียมฝีมือคนไทย
“ลูกค้าคือผู้ผลิตอะลูมิเนียมตั้งแต่ต้นน้ำ แล้วเขาก็ติดต่อมาว่าอยากทำอาคารที่ให้ความรู้สึกว้าว รู้สึกอิมแพกต์ โดยใช้อะลูมิเนียม เขาอยากสร้างภาพอะลูมิเนียมให้ต่างไปจากเดิม
“ลูกค้ามีอาคารหนึ่งอยู่แล้ว เราก็ไปดูไซต์ ระหว่างขับรถผ่านถนนราชพฤกษ์เจอป้ายโฆษณาเยอะแยะ ถนนเส้นนี้คนขับรถเร็วมากเลย เราจะทำให้คนชะลอรถมามองตึกได้ยังไง”

“ถ้าเทียบกับป้ายทั้งหมดบนถนนราชพฤกษ์ที่พยายามแย่งซีนกันตลอดเวลา เราเลยมองภาพว่า ทำให้ตึกเป็นเหมือนป้ายไปด้วย ให้มันแสดงตัวตนออกมาบนถนนจากป้ายอื่น ๆ เลยนําเสนอไอเดียเปลี่ยนพื้นที่ในตึกเป็นการนําเสนอนวัตกรรมใหม่ของอะลูมิเนียม ขอใช้ชื่อว่า Museum of Modern Aluminum โดยที่นิทรรศการก็คือตัวอะลูมิเนียมที่พุ่งออกมานอกตึกนี่แหละ เป็นเหมือนนิทรรศการอันหนึ่งไปด้วย คนข้างนอกที่ขับรถผ่านไปมาจะได้เห็นว่านวัตกรรมใหม่ของเราทำอะไรที่แปลกใหม่ได้ ส่วนพื้นที่ด้านในก็ใช้จัดแสดงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่อยากจะนําเสนอ”
ต้องมีความเชื่อในสิ่งเดียวกัน ทีมเวิร์กถึงจะสำเร็จ
HAS ต้องพูดคุยกับลูกค้าผู้ผลิตอะลูมิเนียมให้ใช้วัสดุที่ต่างไปจากเดิมซึ่งเขาไม่เคยทํา พัฒนา Mock-up เพื่อให้เห็นภาพเอาไปใช้ประชุมกับทีมช่าง มีช่วงยากลำบากในการสร้างจนต้องหยุดพักไปครึ่งปี แต่ก็ช่วยกันทำให้สำเร็จออกมาเป็นตัวอาคารที่สร้างอิมแพกต์ได้จริง ๆ ตามที่ทุกคนตั้งใจไว้ และไม่ได้อิมแพกต์แค่ในเมืองไทยด้วย
มันอิมแพกต์จนได้รางวัลหลายสาขาจากเวทีทั่วโลก

“ไม่มีพื้นที่สีเขียวที่จะนําเข้ามาในอาคารได้เลย เราต้องหาความเป็นธรรมชาติว่าจะมีอะไรที่เอาเข้ามาให้คนรับรู้ได้ ตึกนี้ห่างจากเกาะเกร็ดแค่ 2 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ไม่มีใครรับรู้ถึงความเป็นเกาะเกร็ดเลย จึงเป็นที่มาของไอเดียการพัฒนาแบบติดตั้งไฟที่ปลายอะลูมิเนียมข้างนอก ให้ดูเหมือนไฟหิ่งห้อยที่เกาะเกร็ด พอตอนกลางคืนตึกนี้จะปิดไฟ เหมือนมีหิ่งห้อยบินลอยอยู่รอบ ๆ ส่วนกลางวันอยากสื่อสารให้อะลูมิเนียมข้างนอกเหมือนเป็นดอกหญ้าที่พลิ้วไหวเวลาลมพัดมา”

04 Casa de Zanotta โชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ต้องโชว์ทั้งหมด (2021 – 2022)
Casa de Zanotta เป็นโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ Hi-brand ขนาด 300 ตารางเมตร ในเมืองเหอเฝย์ ประเทศจีน เป็นอีกครั้งที่ HAS หยิบเอาระบบเดิมมาตีความใหม่ให้น่าสนใจมากกว่าเวอร์ชันเดิมที่เคยทำกันมา
“โชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ทั่วไปก็ต้องอยากเอาเฟอร์นิเจอร์มาลงเยอะ ๆ ให้คนมาเดินดูได้เลือกซื้อ ทีนี้จะทํายังไงให้เรานำเสนอภาพการเป็นโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ที่ปรับมู้ดให้คนได้ ออกแบบยังไงให้รู้สึกว่าเขาต้องค่อย ๆ เดินดู ค่อย ๆ ซึมซับกับเฟอร์นิเจอร์ที่ราคาสูงมาก ๆ”
“เราเลยให้ไอเดียเป็นการสร้างซีนเหมือนเข้าไปในป่าที่เราค่อย ๆ เดินลัดเลาะดงหญ้าเข้าไป แล้วไปเจอหินที่สวย ๆ ก้อนหนึ่ง เป็นที่ที่เรียกว่า ‘สวนหิน’ แต่เดิมมีโครงสร้างเป็นตึกสูงอยู่บนเสาขนาดใหญ่ที่ยาวลงมาในพื้นที่ เราก็ผสมเข้าไปกับซีนของการกั้นพื้นที่ในโชว์รูม ออกแบบให้เสามีลักษณะเหมือนหินที่ถูกตัดไปมา เหมือนกับธรรมชาติท้องถิ่นในมณฑลที่ตั้งโครงการนี้ซึ่งมีภูเขามากมาย

“เราเริ่มคัดเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่อยากโชว์ขึ้นมาก่อน แล้วค่อยออกแบบพื้นที่ตรงนั้นให้นำเสนอสิ่งนั้นออกมาให้ดีที่สุด มันคือการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ไปเลยนะ จากที่คนเดินเข้ามาตรง ๆ เห็นเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมด ต้องมาค่อย ๆ ลัดเลาะเดินไป เอ้ย! เห็นเฟอร์นิเจอร์แวบ ๆ ต้องค่อย ๆ เดินไปหาให้เห็นชัดหน่อย พอมาเจอกับแสงส่องลงมา แล้วเฟอร์นิเจอร์ตั้งอยู่ ยิ่งเพิ่มคุณค่าให้เฟอร์นิเจอร์ตัวนั้น ทำให้คนรู้สึกว่า ‘คุ้มค่า’ ที่จะจ่ายให้เฟอร์นิเจอร์ Hi-brand”
HAS เปลี่ยนข้อจำกัดของพื้นที่ให้กลายมาเป็นเรื่องราวในการออกแบบ เอาเฟอร์นิเจอร์ไปซ่อนแอบแทนที่จะโชว์ออกมาทั้งหมด ออกแบบความรู้สึกใหม่ให้คนที่เข้ามาเดินดูเฟอร์นิเจอร์ งานนี้ได้ฟีดแบ็กดีเกินจากที่คาดไว้ ได้รับรางวัลจากออสเตรเลียซึ่งพูดถึงงานนี้ไว้ว่า เป็นวิธีการออกแบบ ‘Retail Space’ ที่สร้างสรรค์จากพื้นที่ร้านค้าที่ไม่มีอะไรเลย มาสร้างให้เกิดเรื่องราวใหม่ให้พื้นที่ได้ สร้างคุณค่าใหม่ให้กับการออกแบบ Retail ร้านค้า


ดีไซน์ ค้น คน
เพราะไม่ได้จำกัดตัวเองในกรอบแบบเดิม HAS จึงทำงานออกแบบในหลาย ๆ รูปแบบ นิทรรศการ บ้านพักอาศัย ร้านค้า บูท Pavilion ไปจนถึงเขียนหนังสือ เป็นอาจารย์พิเศษ เพื่อสื่อสารข้อความที่ตัวเองเชื่อให้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ในทุกงานของ HAS จะมีจังหวะหนักเบาของมันอยู่ มันคือ Transition น่ะ เป็นช่วงที่เชื่อมต่อแต่ละพื้นที่เข้ามาจนเป็นหนึ่งเดียว คือสิ่งที่งานออกแบบจะเสกได้ เราจะให้คนที่กำลังเข้ามาในอาคาร Cool Down ก่อน เปลี่ยนอารมณ์พักสงบใจจากข้างนอกมา แล้วค่อยเข้ามาในสเปซของเรา และมาเจอเรื่องราวอื่น ๆ ที่เราอยากเล่าต่อไปด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน
“เรามองไปถึงธรรมชาติของโลกใบนี้เลย ทุกอย่างซับซ้อนไปหมด แม้เราจะพยายามสร้างซีนให้คนย้อนนึกถึงธรรมชาติแต่ไม่ได้มาแบบโต้ง ๆ เลย ต้องมีลำดับการเข้าถึงที่แตกต่างไปจากสิ่งที่มองเห็นตั้งแต่แรก เหมือนการเดินเข้าป่า เราก็ไม่ได้เดินไปแล้วเจอน้ำตกเลยใช่มั้ยล่ะ”
การจะทำให้คนใช้งานรู้สึกถึง Sense of Belonging และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสถานที่ได้ จำเป็นต้องค้นคว้าความเป็นมนุษย์เสียก่อน ไม่ยึดติดกับวัสดุแบบเดิม พลิกแพลงวิธีการสร้างสรรค์ผลงาน ทำความเข้าใจในความซับซ้อน แปรปรวน ผันผวน ความรู้สึกต่าง ๆ ที่หลีกลี้หลบซ่อนอยู่ข้างใน
เพราะจิตของมนุษย์นั้นไซร้ ยากแท้หยั่งถึง
“เราคิดว่ามันคือมนุษย์นะ เราไม่ได้มองคนนี้แล้วรู้ทันทีว่าเขาเป็นคนแบบไหน เราคิดว่านี่คือพฤติกรรมมนุษย์ที่เอามาตีโจทย์ในงานสถาปัตยกรรม ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงงานเขียนด้วย งานเขียนเราไม่ได้อ่านแล้วแบบเรียบ ๆ แต่ทุกเล่มจะมีจุดพีก แล้วค่อยไปถึงฟินาเล่ ซึ่งมันก็คือชีวิตเนอะ”

Website : hasdesignandresearch.com
