ยิ่งปลูก ยิ่งโต ยิ่งลดโลกร้อน นี่เป็นความจริงของการปลูกไผ่ เพราะใช้เวลาในการเติบโตสั้น เพียงไม่กี่ปีก็โตพอจะนำมาทำข้าวของเครื่องใช้ไปจนถึงสร้างบ้าน แถมตอนที่กำลังเติบโตยังดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าป่าไม้ทั่วไป การสร้างบ้านด้วยไม้ไผ่และผลักดันให้เป็นไม้เศรษฐกิจจึงอาจเป็นอีกทางเลือกที่ทำให้โลกของเรายั่งยืนมากขึ้น แถมไม้ไผ่ยังมีศักยภาพอันเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนไม้ไหน ๆ เพราะปรับรูปทรงดัดโค้งงอได้ ในขณะเดียวกันไม้ไผ่ลำต้นหนาก็ตั้งตระหง่านอย่างแข็งแรง
นี่คือสิ่งที่ Bamboosaurus studio ยึดมั่นและเชื่อถือมาตั้งแต่ได้ลองทำงานกับไม้ไผ่ครั้งแรก ผ่านมา 7 ปี ความเชื่อนี้ก็ยิ่งเติบโตและเบิกบานเหมือนไผ่ที่แตกหน่อใหม่ในทุก ๆ หน้าฝน


ศักยภาพของไม้ไผ่
“เราเชื่อผ่านการทดลองทำ ไม่มีหนังสือบอกตายตัวว่าไม้ไผ่แบบไหนรับน้ำหนักได้กี่กิโลกรัม แต่เราสัมผัสได้จากการทดลองทำด้วยมือ” ลัคกี้-พรอนันท์ แซ่ลิ้ม หนึ่งในนักออกแบบของสตูดิโอเล่าถึงความเชื่อที่พาให้ Bamboosaurus studio มาจนถึงทุกวันนี้

Bamboosaurus studio เริ่มต้นจาก Bamboo Studio สตูดิโอทางเลือกที่เกิดขึ้นในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดย รศ.ดร.สุปรีดี ฤทธิรงค์ ที่ใช้การกินดื่มและการท่องเที่ยวเป็นคำโปรยเชิญชวนให้นักศึกษาเข้ามาร่วมคลาส ซึ่งร่วมจับไม้ไผ่มาออกแบบโครงสร้างด้วยกัน

นานวันเข้า จากการเลกเชอร์ในห้องเรียน ทำโมเดล ทำเฟอร์นิเจอร์ สู่การลงแรงสร้างสะพานไม้ไผ่ขึ้นมา ความรู้สึกและความเชื่อที่เกิดจากการลงมือทำก็พานักศึกษา 9 คน ทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง ร่วมมือร่วมใจนำความเชื่อในศักยภาพของไม้ไผ่ที่ได้เรียนรู้จากอาจารย์สุปรีดีมาเปิดสตูดิโอออกแบบที่ใช้ไม้ไผ่และวัสดุธรรมชาติในการก่อสร้างโดยเฉพาะ
ทางเลือกใหม่ของวัสดุทดแทน
“กว่าไผ่จะโตจากหน่อต้องรอเวลา 3 – 5 ปี ถึงจะนำมาใช้ได้ แต่ทุกปีที่โดนฝน ไผ่จะแตกหน่อจากข้อต่อขึ้นมาเรื่อย ๆ ปีนี้อาจมีเพียงลำเดียวที่ใช้ได้ แต่ปีหน้าอาจงอกเป็น 3 หรือ 4 ลำ ให้เราหยิบมาใช้งานต่อไปได้” นุ๊ก-กิตติภัฎ เสาเวียง หนึ่งในนักออกแบบของสตูดิโอเล่าถึงวงจรการเติบโตของไผ่

จึงเป็นเหตุผลให้ไม้ไผ่กลายเป็นวัสดุชั้นดีที่สถาปนิกนิยมนำมาใช้ เพราะสร้างผลกระทบให้ผืนป่าน้อย ตัดเพียงไม่กี่ปล้องแล้วรอไม่กี่เดือนปล้องใหม่ก็จะเติบโตขึ้นมา และไม้ไผ่ยังเป็นวัสดุสวยงาม มีเสน่ห์ที่หาไม่ได้จากไม้ชนิดไหน ทั้งเท็กซ์เจอร์ ลวดลาย และความโค้งงอ ซึ่งสถาปนิกหยิบคุณสมบัติเหล่านี้มาเล่นกับโครงสร้างของอาคาร
ข้อจำกัดของไม้ไผ่
แม้ไม้ไผ่จะดูเหมือนเป็นวัสดุที่ใช้งานได้อิสระกว่าไม้ทั่วไป แต่ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน
“ไม้ไผ่ลักษณะเป็นปล้อง จึงไม่แข็งแรงเท่าไม้ เมื่ออยู่นอกชายคา โดนแดด โดนฝนเยอะ ๆ อาจเกิดอาการฉีกแตก สิ่งนี้แลกมากับการที่ไผ่โตไว แม้ว่าไม้ไผ่จะมีจำนวนเส้นใยแข็งแรงเท่ากับไม้เนื้อแข็งเลยก็ตาม” ลัคกี้กล่าว


นี่จึงเป็นโจทย์ข้อสำคัญที่ Bamboosaurus studio ต้องเผชิญทุกครั้งเมื่อออกแบบอาคารจากไม้ไผ่ และพวกเขายังมีวิธีออกแบบที่จะช่วยเลี่ยงแดดเลี่ยงฝนได้ เช่น การยกอาคารขึ้นจากพื้นให้พ้นจากความชื้นจากดิน หรือการทำชายคาเพื่อเลี่ยงไม่ให้สัมผัสกับลมฟ้าอากาศโดยตรง นอกจากความชื้นและความร้อนที่เป็นศัตรูกับไม้ไผ่ แมลงก็เป็นศัตรูตัวฉกาจไม่แพ้กัน
“ไม้ไผ่ที่เอามาใช้ต้องผ่านการแช่น้ำยาแล้ว เนื่องจากตัวมันเองดึงดูดแมลงประเภทมอดที่ทำลายเนื้อไม้ให้อ่อนแอลง แต่ถ้าผ่านการแช่น้ำยาแล้ว มอดก็จะไม่เข้ามารุกรานครับ” ลัคกี้กล่าว


ทั้งนี้ น้ำยาที่นำมาใช้เป็นสารเคมีที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อร่างกาย และยังมีการถนอมไม้ไผ่ตามวิถีความเชื่อและภูมิปัญญาชาวบ้านอีกด้วย เช่น เจาะข้อแล้วนำไปแช่น้ำ นำไปอังไฟหรือเผาไฟ ทั้งหมดนี้เพื่อกำจัดเยื่อน้ำตาลด้านใน อันเป็นสิ่งดึงดูดมอดออกไปก่อนนำไปใช้งานจริง แต่การคงสภาพที่ดีที่สุดยังคงเป็นการแช่น้ำยาอยู่ดี
ออกแบบตามสภาพอากาศ
สภาพอากาศเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกชนิดไม้ไผ่สำหรับก่อสร้างและออกแบบ อย่างอาคารที่ Bamboosaurus studio ไปสร้างที่ภาคเหนือ อาจจะไม่ต้องออกแบบให้มีกันสาดคลุมตัวอาคารมากนัก แต่ถ้าเป็นอาคารในภาคใต้ ซึ่งมีลมฟ้าอากาศแปรปรวน โดยเฉพาะอาคารที่ตั้งอยู่ติดทะเล ต้องคำนึงถึงว่าฝนจะสาดเข้าอาคารหรือไม่ ถ้าอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันไม้ไผ่จะบวมรึเปล่า
“ภาคใต้มีฝนตกชุก พายุเข้า ลมพัดแรง อาคารที่เราออกแบบจึงต้องครอบคลุมข้อจำกัดเหล่านั้นให้ได้ โดยอิงกับความต้องการของลูกค้าด้วย เช่น อยากสร้างบ้านติดทะเล ถ้าสร้างหลังคาคลุมเข้ามาถึงในตัวบ้านเพื่อเลี่ยงฝน แต่ก็จะไม่เห็นวิวทะเล เราเลยต้องออกแบบผนังให้รองรับฝนสาดได้” ลัคกี้เล่าถึงความพยายามในการหาตรงกลางระหว่างการใช้งาน ความสวยงาม และความคงทนของอาคาร

เลือกที่จะอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ
“ด้วยข้อจำกัดทั้งหลาย ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง มันคือศิลปะในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ เพราะถ้าเราใช้วัสดุธรรมชาติ ใช้ไม้ ใช้ไม้ไผ่ ที่กำเนิดจากสิ่งมีชีวิต และยังคงทำหน้าที่เหมือนสิ่งมีชีวิตอยู่ วัสดุเหล่านี้ยังคงต้องการการดูแล การดูแลบ้านก็เหมือนการได้อยู่ร่วมกับธรรมชาติ” ลัคกี้กล่าว

การอยู่ในบ้านหรืออาคารที่สร้างจากวัสดุธรรมชาติ นอกจากผู้อยู่อาศัยจะได้กลิ่นอายแบบธรรมชาติแล้ว ยังเกิดกิจกรรมให้เราได้ปัดกวาดเช็ดถู ลงน้ำมัน ทำนุบำรุงที่อยู่อาศัยรายเดือนหรือรายปี ให้เราได้กลับมาเชื่อมโยงกับพื้นที่อยู่อาศัยและธรรมชาติอีกครั้ง ต่างจากบ้านปูนที่แม้จะไม่ต้องดูแลรักษามากมาย แต่ก็ให้ความรู้สึกและพฤติกรรมการอยู่อาศัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“มีลูกค้าที่อยากอยู่กับธรรมชาติให้มากที่สุด เลยเลือกสร้างด้วยวัสดุธรรมชาติในพื้นที่ธรรมชาติ อย่างงานลูกค้าที่เกาะพะงัน และบาร์ Tichuca ซึ่งตั้งอยู่บนตึกสูงในเมือง แต่ลูกค้าอยากได้ธีมป่าในเมือง การเลือกใช้วัสดุธรรมชาติจึงตอบโจทย์ความต้องการของเขา” กรี๊ด-รัชนีกร สูงใหญ่ Project Manager ของ Bamboosaurus studio เล่าถึงประสบการณ์การทำงานกับลูกค้า
การสร้างบ้านจากไม้ไผ่จึงเป็นเหมือนทางเลือกให้ผู้อยู่อาศัยหรือผู้ใช้งานได้อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ได้สัมผัสกับวัสดุธรรมชาติทุกวัน หรือแม้แต่เป็นการยกธรรมชาติมาไว้กลางเมือง
เราทุกคนคือผู้บุกเบิก
“ช่วงปีที่ผ่านมาไปมีลูกค้าอยู่เกาะพะงันเยอะ พวกเค้ามาพร้อมกับความฝันอยากทดลองสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนและความตั้งใจที่จะลองผิดลองถูก มองเห็นในสิ่งเดียวกันว่าเราทุกคนคือผู้บุกเบิก จึงอยากเป็นส่วนช่วยต่อเติมองค์ความรู้ในการใช้วัสดุธรรมชาติเป็นวัสดุทดแทน” ลัคกี้กล่าว

Bamboosaurus studio ไม่ได้ใช้แค่ไม้ไผ่ เพราะลูกค้าแต่ละคนมาพร้อมคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน ความต้องการที่อยากให้บ้านเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติจึงไม่จำกัดเพียงแค่วัสดุชนิดเดียว


ลัคกี้ยกตัวอย่างงานที่พวกเขามีโอกาสทดลองใช้วัสดุอื่นให้ฟังว่า มีเคสหนึ่งที่ลูกค้าอยากได้บ้านไม้ไผ่แต่เป็นผนังจากดิน หรืออีกเคสที่ลูกค้าอยากได้ผนังจากวัสดุกัญชง ซึ่งเป็นโจทย์ใหม่ให้ทีมต้องไปเรียนรู้ ตั้งแต่ทดลองเองไปจนถึงเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญหรือเข้าเวิร์กช็อป
“สตูดิโอของเราสนใจเรื่องวัสดุธรรมชาติหลายอย่าง ไม่ได้จำกัดแค่ไม้ไผ่ เพราะไม้ไผ่ทำงานด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ ต้องใช้งานผสมผสานกับวัสดุอื่น ๆ เช่นเดียวกับผู้คน”
กลมเกลียวเหมือนไม้ไผ่
“ความสัมพันธ์ระหว่างทีมงาน Bamboosaurus studio กับลูกค้าเหนียวแน่นมาก เราลงพื้นที่ ทำงานด้วยกัน เราเข้าใจกัน อย่างเสื้อตัวนี้มาจากกางเกงที่ผมใส่ตอนไปคุมงานที่เกาะพะงัน มันขาดแล้วลูกค้าเอาไปปะให้ แต่ขาดบ่อยจนปะไม่ไหวแล้ว ลูกค้าเลยเอาเสื้อผมกับกางเกงที่ขาดมาปะให้” คุณลัคกี้ชี้ชวนให้ดูเสื้อที่เขาตั้งใจใส่มาในวันนี้ ซึ่งเป็นเหมือนหลักฐานความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นระหว่างสตูดิโอกับลูกค้า

นอกจากความเหนียวแน่นระหว่างสตูดิโอกับลูกค้าแล้ว Bamboosaurus studio ดำเนินงานด้วยทีมงานอีก 9 คนที่ทำงานอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเป็นหัวหน้าและไม่มีใครเป็นลูกน้อง โครงสร้างบริษัทแบบนี้ทำให้สมาชิกในสตูดิโอและลูกค้าผ่านร้อนผ่านหนาวไปด้วยกัน จนกลายมาเป็นคอนเซปต์ซึ่งเป็นหัวใจของสตูดิโอว่า ‘Let you shape our future’

คอนเซปต์นี้ทำให้สตูดิโอมีแนวคิดเปิดกว้าง ไม่ว่าจะเป็นงานสเกลเล็กหรือใหญ่ หากลูกค้าต้องการใช้วัสดุธรรมชาติหรืออยากทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ เจ้าไดโนเสาร์ไม้ไผ่ตัวนี้ก็พร้อมกระโจนเข้าไปร่วมทำร่วมลุยไปด้วยกัน
“ลูกค้าชอบทั้งวัสดุและการทำงานของเรา ชอบผลลัพธ์ที่ออกมา มีบางส่วนที่เขาไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้ แต่เมื่อเห็นทั้งช่างและทีมงานทุ่มเทตั้งใจ เขาก็เลยเลือกที่จะทำงานกับเราต่อ” กรี๊ดกล่าวเสริม
ไม้ไผ่จึงไม่ได้เป็นเพียงวัสดุที่ช่วยยึดโยงผู้คนกับธรรมชาติ หรือเป็นโครงสร้างที่ยึดอาคารกับผืนดิน แต่ยึดโยงจิตใจของผู้คนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกด้วย
ไม้ไผ่เพื่อชุมชน
นอกจากงานสร้างบ้านแล้ว ด้วยวิสัยทัศน์ที่อยากส่งเสริมให้คนใช้ไม้ไผ่ให้มากที่สุด Bamboosaurus studio จึงออกไปให้ความรู้กับชุมชนในหลายพื้นที่ ทั้งในเชียงราย เพชรบุรี ไปจนถึงข้ามชายแดนไปถึงเมียนมา เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้การใช้งานและการสร้างสิ่งของหรืออาคารจากไม้ไผ่โดยเฉพาะ

“อย่างที่เชียงราย พวกเราไปทำงานแบบครบวงจรเลย เริ่มจากไปเป็นที่ปรึกษาของโครงการยุ๊มมาฉ่า ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มครูจาก Teach for Thailand เพราะหมู่บ้านนั้นตั้งอยู่กลางป่าไม้ไผ่ ชาวบ้านมีวัสดุอยู่รอบตัว แต่ปัจจุบันเขาใช้วัสดุจากร้านในตัวเมืองเชียงราย ซึ่งค่าส่งแพง ถ้าพวกเขารู้จักหยิบวัสดุธรรมชาติใกล้ตัวมาใช้ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เยอะครับ”

ตลอด 6 เดือนที่ทีมงาน Bamboosaurus studio ทำงานร่วมกับโครงการยุ๊มมาฉ่า ความสัมพันธ์ระหว่างสตูดิโอกับชุมชนเติบโตเหมือนกอไผ่สูงชะลูดแข็งแรง จากที่ปรึกษาในตอนต้น กลายเป็นเพื่อนและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน นุ๊กเล่าว่าเดิมทีชาวบ้านในหมู่บ้านป่าซางนาเงินมีทักษะงานช่างอยู่แล้ว ขาดเพียงองค์ความรู้เรื่องการดูแลและการก่อสร้างอาคารจากไม้ไผ่ Bamboosaurus studio จึงเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่เข้ามาช่วยเติมเต็มให้พอดิบพอดี แถมในครั้งนี้ยังมีการใช้วัสดุหญ้าญี่ปุ่นมามุงหลังคา ซึ่งเป็นครั้งแรกของสตูดิโอเช่นกัน

นอกจากการสอนชาวบ้านแล้ว สตูดิโอกับชาวบ้านยังได้เรียนรู้ไปด้วยกัน ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นศาลา 2 ชั้นที่มีทั้งจุดนั่งพักและจุดชมวิว นอกจากจะเป็นที่หลบแดดหลบฝนแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ทางใจและอนุสรณ์แห่งความรู้อยู่คู่ไปกับชุมชนอีกด้วย
ต้นไม้กลางเมืองใหญ่
อีกหนึ่งผลงานน่าสนใจที่เราชวนเจ้าไดโนเสาร์ไม้ไผ่มาพูดคุย คือโปรเจกต์ที่ Bamboosaurus studio และ Paper Plane Project ร่วมกันออกแบบ Tichuca Rooftop Bar ให้มีต้นไม้บนบาร์สูงชั้น 46

“แรกเริ่มลูกค้ามีคอนเซปต์ในใจคือเขาอยากได้ป่ากลางเมือง โดยมี Tree of Life ในหนัง Avatar เป็นต้นแบบ เราสเกตช์ไปหลายแบบ แบบที่หลุดโลกไปเลยก็มี แบบเดิมจะมีความโค้งกว่านี้ แต่พอมาสร้างจริงน่าจะยากไป เลยปรับให้มันเรียบขึ้น”


ระหว่างทางพวกเขาพบกับอุปสรรคสารพัด ตั้งแต่การขนโครงสร้างขึ้นลิฟต์มาถึงชั้น 46 การออกแบบให้แข็งแรงพอที่จะท้าแดด ท้าลม ท้าฝน ซึ่งทีมนักออกแบบเลือกใช้โครงสร้างเหล็กยืนพื้นแล้วตกแต่งด้านนอกด้วยไม้ไผ่ ส่วนกระบอกไม้ไผ่ที่ห้อยระย้าสวยงาม แม้จะทำให้งานดูมีชีวิตชีวา แต่ความยากคือต้องคำนึงถึงความปลอดภัยแบบ 200% หลายต่อหลายชั้น มีการใช้นอตตัวยาวและสลิงยึดไว้ไม่ให้ตก ตกแต่งด้วยสายไฟเบอร์ออปติกที่ติดไฟไว้ตรงปลาย พอตกกลางคืน ต้นไม้แห่งชีวิตที่ Tichuca Rooftop Bar ก็จะสร้างบรรยากาศไม่เหมือนใครให้


ยั่งยืนตั้งแต่ปลูกยันกำจัด
ระหว่างบทสนทนา เราเกิดข้อสงสัยเรื่องการจัดการขยะจากการก่อสร้าง ทางสตูดิโอก็เล่าว่าพวกเขามีวิธีหลากหลายในการกำจัดขยะหลังใช้งาน
“โดยทั่วไป เศษไม้ไผ่ที่เหลือเอาไปใช้งานต่อได้ ถ้าใช้ไม่หมดจะเก็บไว้หรือเอามาแปรรูปต่อ มีบ้านลูกค้าที่นำเศษไม้ไผ่ที่เหลือไปทำของแต่งบ้าน ทำเป็นชั้นวางของ เป็นการ Upcycle นำวัสดุมาใช้ใหม่ หรือปล่อยให้ย่อยสลายตามธรรมชาติก็ได้เช่นกัน” เรียกได้ว่าเป็นการใช้วัสดุให้เกิดประโยชน์สูงสุด บวกกับการที่ไม้ไผ่เป็นวัสดุธรรมชาติ การกำจัดรือการแปรรูปจึงไม่ใช่เรื่องยากเกินมือ เพียงแต่ต้องมีความใส่ใจในรายละเอียด

“ผมสนใจเรื่องการนำเศษไม้ไผ่ไปทำ Biocharcoal มันคือถ่านไม้ไผ่ที่นำมาเผาผ่านความร้อนสูง ตั้งแต่ 350 ถึงมากกว่า 800 องศาเซลเซียส พอเผาความร้อนสูงขนาดนี้ในพื้นที่ปิด เศษไม้ไผ่จะกลายสภาพเป็นถ่านโดยที่มีควันน้อยมากหรือไม่มีควันเกิดขึ้นเลย ซึ่งถ่าน Biocharcoal พอนำไปใช้จุดไฟ จะให้ความร้อนแต่มีควันน้อยมากหรือไม่มีควันเลย” ลัคกี้เล่าเสริม
ทางเลือกของคนที่รักความเนี้ยบ
“เรากับลูกค้ามีเป้าหมายเดียวกัน คืออยากให้คนสนใจใช้ไม้ไผ่เยอะ ๆ เลยสร้างบ้านไม้ไผ่ขึ้นมา แล้วลูกค้าก็ชวนคนมาลองนอน มี 2 ความเห็นที่เกิดขึ้น อย่างแรกเป็นความเห็นของคนที่ชอบเลย ชอบผิวสัมผัส ชอบลักษณะ ชอบความดิบของไม้ไผ่ แต่ความเห็นอีกแบบหนึ่งที่คิดว่า มันจะกวาดบ้านยากนะ ประตูหน้าต่างจะเบี้ยวมั้ย เราเลยทำบ้านอีกหลังจากไม้ไผ่อัดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์คนกลุ่มนี้” ลัคกี้กล่าว


ในแง่ของนวัตกรรม วัสดุไม้ไผ่ได้รับการอัปเกรดเช่นเดียวกัน อย่าง ‘ไม้ไผ่อัด’ จากการนำเศษไม้ไผ่
ไปอัดเป็นบล็อก เป็นตัวเลือกให้ลูกค้าที่อยากได้บ้านกลิ่นอายธรรมชาติ มีความเนี้ยบ แต่ไม่ต้องดูแลมาก ในตอนนี้กรมป่าไม้ทดลองผลิตแล้ว แต่ยังผลิตได้ในจำนวนและขนาดที่จำกัด Bamboosaurus studio จึงต้องนำเข้าจากประเทศจีน ซึ่งยังคงต้องต่อสู้กับราคานำเข้าที่สูงลิบลิ่ว
อนาคตของไม้ไผ่
“ผมว่าไม้ไผ่ในประเทศไทย ถ้าอยากกระโดดไปอีกก้าวหนึ่ง ต้องมีการผลิตไม้ไผ่อัด เพราะไม้ไผ่อัดแบบนี้เอาไปใช้ทำอะไรก็ได้ แล้วมันจะตอบโจทย์ได้ทุกอย่างเลย แล้วไม้ไผ่เป็นวัสดุที่ไม่หมดอยู่แล้ว ตัดเอาไปใช้งานมันก็งอกใหม่เติบโตได้เรื่อย ๆ เหมือนเรามีทรัพยากรเหลือเฟือให้ใช้ ผมมองว่าไม้ไผ่คือวัสดุแห่งอนาคตครับ” ลัคกี้กล่าว

การทำงานกว่า 7 ปีของพวกเขาสานสัมพันธ์กับผู้คนที่มีความเชื่อในไม้ไผ่เหมือนกัน แม้งานออกแบบสถาปัตยกรรมจากไม้ไผ่ยังคงเป็นส่วนน้อยในประเทศไทย แต่ Bamboosaurus studio เป็นแรงผลักดันสำคัญในการใช้วัสดุธรรมชาติสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่นอกจากจะเปิดให้ผู้อาศัยใกล้ชิดกับธรรมชาติ ยังส่งเสริมความยั่งยืนในเวลาเดียวกัน
และเราหวังว่าในอนาคตเร็ววัน ‘ไม้ไผ่’ จะกลายเป็นไม้เศรษฐกิจที่ผู้คนนำมาใช้มากยิ่งขึ้น ดั่งความตั้งใจของเจ้าไดโนเสาร์ไม้ไผ่ตัวนี้
Website : www.bamboosaurus.co
