24 กรกฎาคม 2024
5 K

ราว ๆ 10 ปีที่แล้วตอนที่เราเป็นวัยรุ่น ถือได้ว่าเป็นยุครุ่งเรืองยุคหนึ่งของวงการนักเขียนการ์ตูนไทย ซึ่ง Art Jeeno ก็เป็นนักเขียนการ์ตูนอายุน้อยคนหนึ่งที่มีผลงานโดดเด่นจนมีแฟนคลับเป็นกองทัพ และมีเด็ก ๆ มากมายที่เห็นเขาเป็นไอดอล ไม่ว่าเขาจะออกการ์ตูนเรื่องไหนผู้คนก็ตามไปซื้อ พร้อมกันนั้นก็ต้องไล่ตามเก็บเล่มเก่า ๆ ที่ยังขาดไป

บ้างก็ตามเก็บ JUICE เล่มดัง บ้างตามเก็บ NOW โปรเจกต์ทดลองในตำนาน บ้างก็ตามเก็บ กลับหลังหัน ผลงานยุคแรกเริ่มของเขา

หากว่ากันด้วยรางวัล Art Jeeno ก็กวาดมาเยอะ ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะ Japan International MANGA Award ที่เขาคว้ามาได้ถึง 3 ครั้ง 

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด เพราะหลายคนก็คงเป็นเหมือนเรา ครั้งแรกที่เราเห็นลายเส้นของเขา – เราตกหลุมรัก

เขาวาดไม่เหมือนใคร และไม่มีใครวาดเหมือนเขาได้

หลายปีผ่านไป เราเติบโต อ่านการ์ตูนน้อยลง และเริ่มไปสนใจวงการอื่น ๆ มากขึ้น จนไม่กี่วันที่ผ่านมา RIVER CITY BANGKOK ก็ประกาศว่านักเขียนการ์ตูนคนนี้กำลังจะจัดนิทรรศการเดี่ยวในรอบ 7 ปี เราจึงกลับไปชมผลงานของเขาอีกครั้ง และพบว่าเรายังรักในฝีไม้ลายมือของ Art Jeeno เหมือนเดิม

‘A Cold Day in July’ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม – 18 สิงหาคม พ.ศ. 2567 ที่ RCB Photographers’ Gallery ณ RIVER CITY BANGKOK 

ปัจจุบัน Art Jeeno หรือ อาร์ต-ปิยพัชร์ จีโน ยังเป็นศิลปิน นักเขียนการ์ตูน และนักวาดภาพประกอบ อยู่เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือการเป็นศิลปินกลายเป็นงานหลักของเขา ส่วนงานการ์ตูนกลายเป็นงานเสริมที่ทำเอาสนุก ซึ่งตรงข้ามกับที่เคยเป็นในช่วงวัย 20

“ชอบทั้งคู่นะครับ เดิมทีผมเรียนศิลปะมา เรียนเขียนสีน้ำมันมาโดยตรงก็เลยชอบทำอยู่แล้ว” อาร์ตตอบเมื่อเราถามว่าชอบทำอะไรมากกว่า “แต่สมัยก่อนผมมองเห็นอนาคตการทำงานศิลปะของผมไม่ออก คิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะวาดอะไรเป็นงานผ้าใบ ต้องทำยังไงให้งานมีเอกลักษณ์ ทำให้คนเขาชอบ ผมก็เลยมาเขียนการ์ตูน”

เขาบอกว่าวิธีการเล่าเรื่องของการ์ตูนและเพนติ้งนั้นต่างกันมาก การ์ตูนสำหรับอาร์ตคือการเล่าตรง ๆ มีพล็อตเรื่อง มีไคลแม็กซ์เหมือนหนัง แต่หากเป็นเพนติ้งจะต้องมีสัญลักษณ์ที่สื่อให้คนเข้าใจภายในรูปเดียว

“แต่เพราะการ์ตูนนี่แหละที่ทำให้เรามองภาพการเป็นศิลปินออก จากที่วาด Realistic แบบคนอื่น เราเริ่มทำงานศิลปะแบบลดทอนให้เหมือนการ์ตูนมากขึ้น งานเราก็เลยเปลี่ยนไป”

จากยุค 2010 สู่ยุค 2020 เราเติบโตขึ้น นักวาดคนโปรดของเราก็เติบโตขึ้น ขอเชิญทุกคนมาฟังวิธีคิดของเขาและเดินชมนิทรรศการใหม่ไปพร้อมกัน

นักเขียนการ์ตูนผู้แตกต่าง

ระหว่างที่ผู้คนตบเท้ากันมาชมภาพวาดสีน้ำมันเซตล่าสุด ไม่ไกลจากห้องนิทรรศการนัก เราก็กักตัวนักวาดมาพูดคุยในห้องส่วนตัวเล็ก ๆ ของ RIVER CITY BANGKOK ก่อนจะไปพูดถึงงานในปัจจุบันของเขา เราขอย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นสักหน่อย

อาร์ตเป็นคนเชียงใหม่ ชอบอ่านการ์ตูนและเขียนการ์ตูนเล่น ๆ เองตั้งแต่เด็ก

เมื่อแรกเข้าเรียนคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขาทิ้งการ์ตูนไปหา Fine Art ที่เป็นของใหม่ในชีวิตอยู่ช่วงหนึ่ง แต่การ์ตูนก็ยังคงอยู่กับเขาไม่หายไปไหน เมื่อเรียนจบมา เขาเลือกที่จะเดินทางสายเขียนการ์ตูนก่อน เพราะรู้สึกว่าเหมาะกับตัวเองมากกว่า 

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ การเรียนศิลปะก็ทำให้เขาได้ฝึกดรออิ้ง ได้ฝึกวาดสีน้ำมันจนถนัด การ์ตูนของเขาจึงมีความเป็น Fine Art ไม่เหมือนการ์ตูนทั่วไป เขามักจะใช้สีน้ำในการสื่อสารและวาดหน้าตาตัวละครได้อย่างมีเอกลักษณ์ ไม่ได้หน้าตาเหมือนมังงะญี่ปุ่น แม้เขาจะเสพมาเยอะก็ตาม

อย่างที่เราบอกในช่วงต้นของบทความว่าการ์ตูนของเขามีผลต่องานเพนติ้งในตอนนี้ ก็ต้องขอบอกเพิ่มเติมว่า เดิมทีงานเพนติ้งก็มีผลต่อการ์ตูนของเขาเหมือนกัน งานทั้งสองขาของเขาช่วยเกื้อหนุนกันเองมาโดยตลอด

“เราพยายามทำงานยังไงก็ได้ให้วาดแล้วไม่เหมือนคนอื่น พอรู้สึกว่ามีใครเริ่มเหมือนเรา ก็จะเริ่มฉีก เริ่มเปลี่ยนวิธีวาด” เขาตอบ ก่อนจะขยายความต่อ “ผมเปลี่ยนวิธีวาดบ่อยมาก เมื่อก่อนเวลาวาดคนก็จะวาดจริง ๆ จริง ๆ ดู Realistic แต่พอโตขึ้นเราก็เริ่มวาดให้เป็นการ์ตูนมากขึ้น หัวโตขึ้นมาหน่อย เริ่มลดทอนให้ลงตัวขึ้นเรื่อย ๆ”

ทุกความสำเร็จมีที่มา และความสำเร็จของ Art Jeeno ในส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะส่วนผสมที่ลงตัวของ 2 ศาสตร์นี่เอง

คัมมิ่ง ออฟ เอจ

ไม่มีอะไรคงเดิมได้ตลอดไป นี่คือธรรมชาติของทุกสรรพสิ่ง

“มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมเขียนการ์ตูนปีละ 3 เล่ม จนคุณภาพดร็อปไป” เขาพูดถึงยุคที่ Art Jeeno กำลังบูมมาก ๆ ในหมู่นักอ่าน วันนี้เราหยิบหนังสือมาขอให้นักวาดประทับลายเซ็น 2 เล่ม เขาก็หยิบ 1 ใน 2 เล่มขึ้นมาเปิดดูแล้วชี้ให้ดูสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘ดร็อป’

“ตอนนั้นมีคนซื้อเยอะมากเลย แต่พอคุณภาพดร็อปก็เริ่มมีคนมาเตือนเรา ผมก็เลยใช้เวลามากขึ้นเพื่อเน้นคุณภาพ เล่มหนึ่งใช้เวลา 1 – 2 ปี 

“หลังจากนั้นกระแสก็เลยตก เราดูออกเลยว่าก่อนหน้านั้นคนเขาไม่ได้สนใจเราที่งานขนาดนั้นน่ะ เพราะเป็นกระแสเขาเลยซื้อ พอหลังจากกระแสหาย คนหายไปด้วย ก็จะเหลือกลุ่มแฟนจริง ๆ น้อยมาก”

ราว ๆ ปี 2014 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของ Art Jeeno 

จากเดิมยอดไลก์รูปหลักหมื่น ลดลงมาเหลือ 200 – 300 ซึ่งเขามองว่าหากจับทางได้ ต่อสู้กับอัลกอริทึมชนะ ก็คงไปได้ไกลเหมือนคนอื่น แต่อาร์ตไม่ได้สนใจจะลงสนามแข่งกับใครเขา ส่วนหนึ่งก็เพราะวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปด้วย

เมื่อก่อนอาร์ตทำงานหัวหกก้นขวิดอยู่ในกรุงเทพฯ รับงานทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่ปัจจุบันนักวาดหนุ่มย้าย (กลับ) ไปอยู่เชียงใหม่ ใช้ชีวิตสบาย ๆ และยังสนุกกับการวาดไม่ต่างจากเดิม

“เราเคยทะเยอทะยานมาก หวังสูง คว้าทุกอย่าง แต่เดี๋ยวนี้ไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว เพราะเราเคยล้มมาก่อน ผ่านจุดที่กระแสตกจนหายไปแล้ว พอจะเริ่มทำอะไรผมจะค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป ค่อย ๆ ก้าว ทำทีละนิดเท่าที่สบายใจ ขายงานเราก็ขายราคาต่ำ ๆ อย่างนี้”

สำหรับเรา ภาพจำของ Art Jeeno คือการเล่าเรื่องเกี่ยวกับวัยรุ่น คนหนุ่มสาวอายุน้อย ๆ เราจึงถามเขาว่า วันเวลาผ่านไป เขายังสนใจเรื่องเหล่านั้นอยู่ไหม 

เขาตอบมาทันที “ไม่ ไม่ได้สนใจแล้ว” แล้วให้เหตุผลประกอบว่า ตอนนั้นเขาเป็นวัยรุ่น เล่มไหนที่เขียนตอนอายุ 24 ก็จะมีเพียงประสบการณ์ตั้งแต่อายุ 1 – 24 และคิดถึงแค่ชีวิตในโรงเรียนเท่านั้น แต่ตอนนี้เขามีประสบการณ์เยอะขึ้นแล้ว

“เรื่องเล่าของเรามันเรียลขึ้น” อาร์ตอธิบาย

“เมื่อก่อนจะยึดถือเรื่องความเท่เป็นหลัก การ์ตูนเราต้องสวนกระแส ต้องอินดี้ แต่โตมาเราตัดอีโก้ทิ้งหมดเลย ทำให้เล่าสบายขึ้น เรื่องง่าย ๆ ใกล้ตัวที่เมื่อก่อนเรามองว่าไม่เท่ ตอนนี้เราเล่าได้หมดเลย”

จากที่เล่าผ่านการ์ตูนเป็นหลัก เขาย้ายไปเล่าผ่านภาพวาดเป็นหลักแทน จากที่สังกัดสำนักพิมพ์แซลมอนก็ออกมาเป็นฟรีแลนซ์ พร้อมเมื่อไหร่ก็ค่อยรวมต้นฉบับการ์ตูนส่งสำนักพิมพ์ 

นี่คือทางที่อาร์ตสบายใจที่สุดในตอนนี้

3 ความหนาวเหน็บแห่งเดือนกรกฎาคม

แม้ Art Jeeno จะบอกกับเราว่าตอนนี้ผู้ติดตามของเขาเหลือเพียงหยิบมือ แต่เมื่อนิทรรศการเปิดให้เข้าชม ภาพวาดที่สวยเป็นเอกลักษณ์ของเขาก็ถูกจับจองจนหมดเกลี้ยงตั้งแต่วันแรก

นี่เป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 3 ในชีวิต และเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปีของเขา ซึ่งอาร์ตมองว่าครั้งนี้ออกจะเอาจริงเอาจังกว่าครั้งก่อน ๆ มาก เพราะตอนนี้เขามองว่าการจัดแสดงงานศิลปะเป็นงานหลักแล้ว

A Cold Day in July เป็นสำนวนภาษาอังกฤษ หมายถึงสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นจริง เพราะทางตะวันตก เดือนกรกฎาคมถือเป็นหน้าร้อน และความหนาวในหน้าร้อนก็ไม่มีจริง หากมองในมุมของประเทศไทย กรกฎาคมจะเป็นฤดูฝน และความหนาวในฤดูฝนก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน

นอกเหนือไปจากความขัดแย้งกันของเนื้อเรื่อง นักวาดยังออกแบบให้ตัวละครหลัก 2 ตัวมีความขัดแย้งกัน และแต่ละคนมีความขัดแย้งกับ ‘สังคม’ ทั้งคู่ด้วย

ฝ่ายชายเป็นเด็กเนิร์ดชอบเก็บตัว ไม่ค่อยเข้าสังคม แต่ชอบอ่านหนังสือ เล่นกับธรรมชาติ จินตนาการเกี่ยวกับสัตว์ จึงมีความเซอร์เรียลอยู่ในภาพ ส่วนฝ่ายหญิงเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคม หากเธอทำไปเพราะหน้าที่บางอย่าง ไม่ได้มีความสุขกับการอยู่ในสังคมมากนัก ภาพของฝั่งผู้หญิงจึงดูสมจริงกว่าฝั่งผู้ชาย

“ก่อนที่จะมีนิทรรศการ ผมสนใจเรื่องแสงและเงา พยายามวาด ลองวาดแสงกระทบ แรงบันดาลใจเริ่มมาจากตรงนี้ เรื่องในส่วนของผู้หญิง เราก็จะใช้เงาเป็นตัวแทนของกลุ่มเพื่อนเขาครับ”

นี่เป็นเรื่องราวส่วนตัวของคุณรึเปล่า – เราถาม นึกไปถึงโปรเจกต์ NOW ที่เขาวาดผู้หญิงชื่อนาวให้เป็นตัวแทนความนึกคิดของตัวเอง

“เอาจริง ๆ ก็ใช่นะ พอกลับมาดู มันมาจากตัวเราทั้งนั้น ไม่ได้ชอบเข้าสังคม เราเป็นทั้งผู้ชายและผู้หญิงในเรื่องเลย คนเรามีหลายพาร์ต ก็แค่แบ่งให้ชัดเจนขึ้น”

นิทรรศการนี้แบ่งเป็น 3 ห้องด้วยกัน

ห้องที่ 1

ห้องที่ 1 เป็นชีวิตประจำวันของเขาและเธอตอนที่ทั้งคู่ยังไม่พบเจอกัน ยังใช้ชีวิตของตัวเองอยู่ลำพังในโลกนี้

รูป SMILEY คือ ‘ความไม่เข้าพวก’ จากภาพจะมีกลุ่มเพื่อน ๆ ชุดขาวและผู้หญิงอยู่ข้างหลังในเงาคนเดียว หมายถึงการที่เธอต้องเข้าสังคม แต่จริง ๆ ไม่ได้เอนจอยเลยสักนิด

ส่วนรูป I SEE SOCIETY ของหนุ่มอินโทรเวิร์ต คือเขายืนมองสังคมของมนุษย์แล้วจินตนาการเป็นสังคมใต้น้ำ และทุก ๆ คนล้วนเป็นปลา

ห้องที่ 2

ห้องที่ 2 เป็นเรื่องราวตอนที่เส้นทางชีวิตของเขาและเธอเริ่มมาใกล้กันแล้ว

รูป FOUND IT เป็นชิ้นโปรดของ Art Jeeno และเป็นเหตุการณ์ต่อจากภาพที่เธออยู่กับเพื่อน ๆ เธอลุกขึ้นมามองกระจก เห็นตัวเองและแมวหลายตัว ซึ่งแมวสื่อถึงผู้ชายที่เริ่มเข้ามาในชีวิต

ส่วนรูป ON THE WAY DOWN THE STAIRS และ ON THE WAY UP THE STAIRS จะดูเหมือนต่างคนต่างนั่งบนบันใด เพียงแต่วางภาพคู่กันให้มองหน้ากันได้ แต่จริง ๆ แล้วนักวาดตั้งใจให้ทั้ง 2 ภาพต่อกันในแนวยาวได้ (ซึ่งหลายคนที่มาชมก็จับสังเกตได้เหมือนกัน)

ส่วนตัวเราคิดว่าด้วยแนวคิดของห้องที่ 2 ทำให้ชิ้นงานในห้องนี้มีเสน่ห์ที่สุด แต่ถึงยังไงห้องแรกและห้องสุดท้ายก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เรื่องราวของทั้งคู่สมบูรณ์

ห้องที่ 3

ห้องที่ 3 คือความหมายของ A Cold Day in July ซึ่งคือการเจอกันในโลกที่สวนทางกับสังคม

รูป A COLD DAY IN JULY คือรูปใหญ่ที่สุดในห้องนี้ และเป็นชิ้นแรกที่เราจะเห็นหากเดินเข้าห้องไป นักวาดตั้งใจวาดรูปนี้เพื่อสื่อถึง ‘Safe Zone’ ที่แม้ในเดือนกรกฎาคม ฝนจะตกอยู่ข้างนอก คนอื่นก็อยู่ด้วยกันข้างนอก แต่เขาและเธอแยกตัวจากสังคมมาอยู่ด้วยกันในห้องส่วนตัวอันปลอดภัย

ความสำเร็จในแบบของ Art Jeeno

“ความสำเร็จคือการออกหนังสือเล่มแรกครับ ที่เหลือคือกำไร” อาร์ตว่า 

“มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากและทำให้เราอยู่ในวงการจนถึงทุกวันนี้ มีหลายคนที่อยากออกหนังสือแต่ไปไม่ถึง ถ้าทำเล่มแรกได้ก็เหมือนได้เข้าไปอยู่ในวัฏจักรแล้ว”

อาร์ตบอกว่า เขารู้สึกสำเร็จทุกครั้งที่ออกหนังสือเล่มใหม่ และเขาเพียงอยากจะทำให้ดีขึ้นในทุก ๆ เล่ม ถ้าถามว่าเป้าหมายของเขาในตอนนี้คืออะไร ก็ไม่ใช่สิ่งใหญ่โต แต่เป็นการทำให้งานจัดแสดงครั้งหน้ามันดีขึ้นกว่าครั้งนี้

เพราะเห็นว่า Art Jeeno เป็นหนึ่งในนักวาดไทยที่ได้รางวัลระดับเอเชียมากมาย เราจึงถามเขาเกี่ยวกับความรู้สึกที่ได้รับการยอมรับแบบนั้น แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อเขาตอบว่า ไม่ได้สนใจรางวัลเหล่านั้นเท่าไหร่

“มันเป็นแค่เป็นรางวัลติดตัวเรา แต่ส่วนใหญ่คนเขาก็เข้ามาอ่านหนังสือนะ ไม่ได้ดูที่รางวัล” นักวาดตอบตรง ๆ “เราไม่ได้เป็นคนส่ง สำนักพิมพ์ส่งให้หมดเลย เราไม่เคยอยากแข่งอะไรเลย กรรมการก็ไม่เคยเป็น 

“เราว่าเรื่องพวกนี้ตัดสินไม่ได้ บางคนวาดรูปไม่เก่ง แต่มีแพสชันและความไร้เดียงสาสูงมาก งานสวยมาก อย่างนี้ไปประกวดก็ไม่ได้รางวัลหรอก แต่จริง ๆ งานดีมากเลยนะ”

แล้วพี่จะออกการ์ตูนเมื่อไหร่ มีแพลนจะออกเป็นเล่มบ้างไหม – ว่าแล้วก็ทวงถามสักหน่อย มาจากอินเนอร์ส่วนตัวก็ส่วนหนึ่ง ถามแทนแฟน ๆ ก็ส่วนหนึ่ง

“มีครับ มีแพลนมาประมาณ 5 ปีแล้ว แต่ยังไม่ได้วาดสักที จริง ๆ โครงเรื่องเสร็จมานานมากแล้ว แต่ถ้าวาดแล้วมันจะนาน กลัวอิสระจะหายไป เลยยังไม่อยากวาด” อาร์ตกล่าวพลางยิ้มจริงใจ

ถึงตอนนี้ยุคผลิตการ์ตูน 1 ปี 3 เล่ม จะผ่านไปแล้ว และมาถึงยุคแห่งการค่อย ๆ คราฟต์ เพื่อเน้นคุณภาพงานแทน แต่สิ่งที่ไม่เคยหายไปไหนก็คือความสุขในการวาดภาพของเขา

“ไม่น่าจะมีวันที่รู้สึกอิ่มตัวนะครับ เราทำงานศิลปะได้เรื่อย ๆ เลย บางทีที่งานเร่ง ๆ ก็มีตันบ้างเหมือนกัน แต่แค่เราไปผ่อนคลายสักพักเดี๋ยวเรื่องก็โผล่มาใหม่ ผมชอบครับ มือมันไปเอง เราวาดจนเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตไปแล้ว”

หลังคุยกันจบ เราใช้เวลาเดินชมผลงานสีน้ำมันของเขาจนหนำใจ และติดอกติดใจภาพ SMILEY ในห้องแรกจนซื้อเวอร์ชันพรินต์กลับมาไว้ที่บ้าน แม้ผลงานฝั่งการ์ตูนจะยังไม่ออกเร็ว ๆ นี้ แต่จากบทสนทนากว่าชั่วโมงกับชายนักวาด เรามั่นใจว่าเขาจะเขียนเล่มใหม่มาให้พวกเราอ่านแน่ ๆ ล่ะ

ไม่ช้าก็เร็ว

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์