ที่นี่ประเทศไทย คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้เขียนจะสนทนากับใครนาน 3 ชั่วโมงด้วยภาษาไทย
แต่คู่สนทนาครั้งนี้คือชาวญี่ปุ่น
ในการสนทนาอย่างมีคุณภาพ คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้เขียนจะสบตาคู่สนทนาเป็นระยะ
แต่คู่สนทนาครั้งนี้ไม่อาจสบตาผู้เขียนกลับได้
ผู้เขียนรู้จัก โยชิมิ โฮริอุจิ (Yoshimi Horiuchi) มาสักพักแล้ว จากการไปประกาศตามหาชาวต่างชาติมาบอกเล่าถึงชีวิตในประเทศไทย แล้วโยชิมิก็ติดต่อมา ในวินาทีแรกที่ภาพบนจอวิดีโอคอลปรากฏขึ้น แล้วโยชิมิเริ่มพูด ผู้เขียนรู้สึกทั้งตกใจ ประหลาดใจ และประทับใจ เพราะโยชิมิเป็นคนพิการทางการมองเห็นจากญี่ปุ่น ยอมทิ้งชีวิตในประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมิตรกับคนพิการมาก ๆ แล้วมาอาศัยอยู่ในเมืองไทย ฝึกพูดภาษาไทยจนคล่องแคล่ว
ยิ่งกว่านั้น เธอยังเป็นคนที่เคยอ่านเพียงหนังสือเบรลล์ แต่กลับอุทิศชีวิตเพื่อทำให้เด็กชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกลของไทยรักการอ่าน โดยก่อตั้งมูลนิธิหนอนหนังสือ (Bookworm Foundation) ห้องสมุดรังไหม และศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กเล็ก ขึ้นที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
เนื่องในวันที่ 15 ตุลาคมของทุกปี เป็น ‘วันไม้เท้าขาวโลก’ (International White Cane Safety Day) เพื่อกระตุ้นให้สังคมตระหนักและส่งเสริมศักยภาพของคนพิการทางสายตา ผู้เขียนจึงติดต่อพูดคุยกับโยชิมิอีกครั้ง และใช้โอกาสนี้นำเสนอบทสัมภาษณ์ที่จะทำให้คนทั่วไปได้เข้าใจชีวิตเมื่อไม่อาจมองเห็น เห็นใจเพื่อนร่วมสังคม และเห็นแสงสว่างที่ส่องออกมาจากโลกที่ไม่เห็นด้วยตานั้น
และเมื่อจบสนทนา ผู้เขียนยังได้รับแรงบันดาลใจให้หันกลับมามองความฝันและข้อจำกัดของตัวเองเสียใหม่ด้วย

ญี่ปุ่นที่ไม่เห็นด้วยตา
บ้านเกิดของคุณโยชิมิอยู่ที่ไหนคะ
เรามาจากครอบครัวชาวนาในต่างจังหวัด ชื่อจังหวัดโคจิ อยู่บนเกาะชิโกกุ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น
เริ่มมีปัญหาในการมองเห็นตั้งแต่เมื่อไหร่
วันแรกที่เราเกิดมา ผมเยอะ ผิวก็เนียน ดูดี ครอบครัวก็ตื่นเต้นดีใจ
แต่พอวันที่ 2 หมอเรียกยายเข้าไปคุยเพราะกลัวแม่จะตกใจ หมอบอกว่าตาเรามีปัญหาให้ไปหาหมอตา ครอบครัวเราก็รีบไปหาหมอตั้งแต่วันที่ 2 ตอนแรกหมอบอกว่าเป็นต้อกระจกตามกรรมพันธุ์ แล้วต่อมาก็บอกว่าเป็นต้อหิน เราไปหาหมอบ่อย ผ่าตัดมา 2 – 3 ครั้ง แต่ว่าไม่ได้ผล เราเป็นเด็กทารกก็ไม่รู้เรื่อง กว่ารู้เรื่องก็ประมาณ 3 – 4 ขวบ
ตั้งแต่รู้เรื่อง เราก็ไม่เคยเห็นเต็มรูปแบบ ตอนเด็กเห็นเยอะที่สุดก็เห็นสี เห็นแสง เห็นเงาคน แต่อาการมันค่อย ๆ ทรุดลง ตอนอายุ 18 ปีก็ไม่รับรู้แสงด้วย มองไม่เห็นเลย เหมือนเกิดมาก็มีแค่ 1% แล้วค่อย ๆ ลดเหลือศูนย์
ชีวิตวัยเด็กในครอบครัวเป็นยังไงบ้าง
เราเกิดมาในครอบครัวใหญ่ มีพ่อ แม่ พี่สาว ตา ยาย แล้วก็มีน้องสาวของตา พ่อแม่ทํางานข้างนอก ตายายทำไร่ทำนา คนที่เลี้ยงเราก็เป็นตายายเป็นหลัก
เราเกิดมาเป็นคนที่มีสายตาไม่ปกติอยู่แล้ว ซึ่งมันเป็นปกติสําหรับเรา เลยไม่ได้มีปัญหาอะไรในการจัดการชีวิตประจําวัน แต่ตอนเด็ก ๆ เคยคิดนะ เวลาตายายทําอะไรก็อยากช่วย เช่น ทํากับข้าว เราอยากทําบ้าง ยิ่งมีพี่สาวที่ห่างกัน 8 ปีที่ทํางานบ้านอยู่แล้ว แต่เขาเป็นห่วงเรา แล้วก็ยุ่ง ๆ ไม่มีเวลามาสอน พอจะทําอะไร ยายก็บอกไม่ต้องทํา เดี๋ยวยายต้องทําใหม่บ้าง เดี๋ยวมีดบาดบ้าง เลยไม่ได้ทําอะไร แล้วเราก็รู้สึกเจ็บใจว่าทําไมพี่สาวทําได้ แต่เราทําไม่ได้
จากตรงนั้น เลยจุดประกายตั้งแต่เด็กว่า เราไม่อยากเป็นภาระ เราอยากมีประโยชน์ต่อคนอื่นบ้าง
แล้วชีวิตวัยเด็กที่โรงเรียนล่ะคะ
เราไปโรงเรียนอนุบาลทั่วไป เรียนกับเด็กปกติ เล่นซนกับเพื่อนเหมือนเด็กทั่วไป ตอนนั้นเริ่มรู้ภาษาแล้ว เข้าใจว่าตัวเองต่างจากเพื่อน แต่เรารับรู้ทางหูกับประสาทสัมผัสอื่น จึงเล่นกันตามประสาเด็ก โดนแกล้งบ้าง โดนดุบ้าง แต่ไม่ได้รู้สึกว่าโดนกลั่นแกล้งนะ บางทีทะเลาะกับเพื่อนแล้วเราก็ไม่ยอมง่าย ๆ ด้วย แกล้งมาก็แกล้งกลับ ตอนอนุบาลเราก็รู้สึกเท่าเทียมกับเพื่อน
ตั้งแต่ตอนนั้น ครอบครัวก็เป็นห่วง บอกกับเราว่าต้องตั้งใจเรียน เพราะลูกมองไม่เห็น ถ้าอยากจะทําอะไรทันเพื่อน ต้องทุ่มเท 2 – 3 เท่าของเพื่อน เขาปลูกฝังเรามาตั้งแต่เด็ก และเป็นสิ่งที่อยู่กับเรามาตลอด
ถึงคุณโยชิมิจะอยู่ในโลกมืด แต่ก็ชอบอ่านหนังสือ
เราไม่อยากให้ใช้คำว่า ‘โลกมืด’ เพราะไม่จริง มันไม่ได้แสดงถึงโลกที่คนตาบอดอาศัยอยู่เลย มันดูเป็นแค่ความคิดของคนตาดีด้วยซ้ำ
ขออภัยค่ะ ได้ยินว่าถึงจะมองไม่เห็น แต่ก็เป็นหนอนหนังสือ มันเริ่มขึ้นได้ยังไง
พ่อแม่ตายายส่งเสริมให้เรารักการอ่าน ทั้งที่ผู้ใหญ่ทุกคนในบ้านไม่ได้ชอบหนังสือ พ่อแม่เราอ่านหนังสือ 5 นาทีก็หลับแล้ว แต่เขาคิดว่ามันดีต่อการเติบโตของลูกหลาน คุณตาสุขภาพไม่แข็งแรง ไม่ได้ไปทำนา เลยอยู่กับเราเป็นส่วนใหญ่ เราขอให้คุณตาอ่านหนังสือให้ฟัง ที่บ้านมีหนังสือภาพสําหรับเด็กเยอะ
พอเข้า ป.1 ที่โรงเรียนสอนคนตาบอดประจำจังหวัด เราได้เรียนอักษรเบรลล์ตั้งแต่เทอมแรกและอ่านได้ภายใน 2 เดือน ดีใจมากเลยที่ได้อ่านหนังสือโดยไม่ต้องขอให้คนอื่นช่วย เราเริ่มยืมหนังสือจากห้องสมุดของโรงเรียน โลกของเรากว้างขึ้นมากตั้งแต่อ่านออกเขียนได้
ไม่นานเราก็อ่านหนังสือหมดทั้งห้องสมุด คุณครูรู้ว่าเราชอบอ่านหนังสือก็พยายามป้อนให้ตลอด แบ่งเวลาส่วนตัวมาผลิตหนังสือเบรลล์ให้เรา ซึ่งเล่มหนึ่งใช้เวลานานมาก แต่เราอ่านหนังสือเบรลล์ค่อนข้างเร็ว ผลิตออกมาเล่มหนึ่ง แป๊บเดียวก็อ่านจบ แอบเกรงใจคุณครูที่พยายามทําหนังสือให้เหมือนกัน อันนี้เป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งให้มาทำห้องสมุด

เล่าประสบการณ์เมื่อต้องเริ่มอยู่ด้วยตัวเองทีค่ะ
เราอยู่โรงเรียนสอนคนตาบอดในเมืองโคจิถึง ม.3 เริ่มมีนักเรียนน้อย ในชั้นเรามีเราเพียงคนเดียว บางวิชาเราเรียนร่วมกับชั้นอื่น อย่างดนตรี พละ แต่ว่าหลัก ๆ เราเรียนตัวต่อตัวกับคุณครู เลยไม่ค่อยมีเพื่อน พอ ม.4 เราเลยย้ายมาเรียนที่โรงเรียนสอนคนตาบอดที่โตเกียว
แต่ที่จริง เราอยู่หอมาตั้งแต่มัธยมต้น ตัดสินใจเองว่าอยากใช้ชีวิตที่หอพักใกล้โรงเรียน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปกลับ วันเสาร์-อาทิตย์ก็ค่อยกลับบ้าน แต่ก่อนหน้านี้แม่มาส่งตอนเช้า แล้วตอนเย็นก็มารับ
อยู่หอก็ปรับตัวได้ มีพี่เลี้ยงและเพื่อน ๆ อยู่ด้วยกัน บางทีก็รําคาญรูมเมตบ้าง แต่เป็นเรื่องธรรมดา แล้วมันยังเป็นสะพานเชื่อมจังหวะที่ย้ายมาโตเกียวเหมือนกัน
โตเกียวเป็นเหมือนโลกใหม่สําหรับเรา ไม่ได้อยู่ใกล้พ่อแม่แล้ว ภาษาก็เป็นภาษากลาง ไม่ใช่ภาษาถิ่น มีเพื่อนเยอะขึ้น จากคนเดียวในห้องเป็น 20 คน และเริ่มเดินทางด้วยตัวเองได้ เพราะตอนอยู่กับครอบครัวเขาเป็นห่วง ไม่ปล่อยให้เราเดินทางคนเดียว โรงเรียนมัธยมต้นก็ไม่ได้ส่งเสริมให้เราเดินทางด้วยตัวเอง ถ้าจะไปเที่ยวก็ไปกับเพื่อนที่มองเห็นเยอะกว่าหรือไปกับพี่เลี้ยง
รู้สึกยังไงตอนครั้งแรกที่ต้องเดินทางเอง
ตอนแรกก็เกร็ง ๆ กลัว ๆ เรามาจากต่างจังหวัด ยังไม่เคยขึ้นรถไฟฟ้าเลย เราไม่ค่อยเก่งเรื่องทิศทาง คนตาบอดบางคนจําทิศทางได้เก่งมาก ๆ แต่เรานี่ถ้าเทียบกับคนตาดีก็เป็นพวกที่ต้องหมุนแผนที่ไปเรื่อย ๆ เราหลงทางบ่อย ดูแผนที่ไม่ได้ก็ต้องถามคนอื่น ซึ่งเราไม่กล้า เราอาย ครูก็ฝึกให้ถาม เราอยากร้องไห้ เครียดทุกครั้งที่มีชั่วโมงฝึกเดินทาง
ตอน ม.5 เราต้องเริ่มเดินทางด้วยตัวเอง ครูฝึกให้เดินทางไปสนามบินโดยไม่มีอาสาสมัคร เราอยากไปเที่ยวเหมือนเพื่อน อยากไปซื้อของ ไปกินข้าว เลยไม่มีปัญหา แล้วรู้สึกว่าได้ใช้ชีวิตอิสระเต็มรูปแบบ
พอกลับมาอยู่ร่วมสังคมกับคนปกติ เป็นอย่างไรบ้าง
เราอยู่โรงเรียนสอนคนตาบอดมาตั้งแต่ ป.1 – ม.6 ทําทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง และเป็นเรื่องธรรมดาที่คนในรั้วโรงเรียนจะคํานึงถึงคนตาบอด เราเลยรู้สึกเท่าเทียม
แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยที่ International Christian University อยู่ร่วมสังคมกับคนปกติ เราเป็นคนตาบอดคนเดียวในห้อง ตั้งแต่ปี 1 เราลําบากมาก เกือบทุกครั้งเลยที่เพื่อนไปได้เร็วกว่า เรากลายเป็นคนที่ต้องได้รับความช่วยเหลือตลอด ทั้งเครียด หงุดหงิด รําคาญ และเกรงใจ หลายความรู้สึกมาก แต่ก็ทำให้สังเกตเห็นความทุ่มเทของคนที่เอื้อมมือเข้ามาหาเรามากกว่าตอนเด็ก
อย่างในชั้นเรียนภาษาศาสตร์ ซึ่งนักศึกษาตาบอดมีเราคนเดียว อาจารย์ใช้เวลาส่วนตัวไปหาวิธีทำสื่อสําหรับคนตาบอดที่ห้องสมุดคนตาบอด แล้วมาทําสื่อให้เรา
คุณผ่านจุดนั้นมาได้ยังไง
อย่างแรกคือเวลา มันค่อย ๆ ปรับตัวได้ เราต้องถามอาจารย์ถึงวิชาของเทอมต่อไปล่วงหน้า 2 – 3 เดือน แล้วก็ไปหาหนังสือเรียนมา เจรจากับอาสาสมัครให้พิมพ์หนังสือเบรลล์ แล้วก็เอาไฟล์ไปปรินต์ที่ห้องสมุดมหาลัยซึ่งมีปรินเตอร์เบรลล์ จัดการเองหมดเพราะตอนนั้นทางมหาลัยยังไม่มีฝ่ายช่วยเหลือนักศึกษาพิการ
อย่างที่ 2 เราได้เห็นรุ่นพี่ที่เป็นคนตาบอดเหมือนกัน เขาปรับตัวใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยได้
และอย่างที่ 3 คือเราได้มาเมืองไทย
เห็นว่าคุณโยชิมิเดินทางไปแลกเปลี่ยนและเรียนต่อในหลายประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา ไทย อินเดีย อะไรทำให้คนที่มีข้อจำกัดกล้าที่จะฝันไกล
ชีวิตของเรามีคนต้นเเบบในเเต่ละขั้นตอนของชีวิต
ตอนที่อยู่โรงเรียนสอนคนตาบอด มีคุณครูตาบอด เราคิดในใจว่าน่าจะทํางานเหมือนคนคนนี้ ตอนที่อยู่โตเกียวมีรุ่นพี่ที่ตาบอดเหมือนกัน พวกเขาใช้ชีวิตหลากหลายมาก ๆ ไม่ว่าจะทํางานด้านการพัฒนาสังคม วิศวกรรม คอมพิวเตอร์ เรารู้สึกว่ามีทางเลือกหลายอย่างมากกว่าที่คิด เราจะเป็นอะไรก็ได้ และคนเหล่านี้จุดประกายให้เราเดินทางมาอยู่ต่างประเทศด้วย
เราโชคดีที่มีคุณครูที่ใส่ใจและเห็นความสามารถกับความชอบเฉพาะทางของเรา แล้วก็ดึงตรงนี้ออกมาให้ได้ โชคดีที่มีคนรอบข้างคอยสนับสนุน

โลกกว้างที่ไม่เห็นด้วยตา
ประสบการณ์ชีวิตในต่างแดนครั้งแรกเป็นยังไง
ตอนเข้ามาเรียนมัธยมปลายในโตเกียว เราได้ไปแลกเปลี่ยนที่โรงเรียนสอนคนตาบอดในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้
แต่ที่ไปอยู่ยาวครั้งแรกเลยคือตอน ม.5 มีเพื่อนคนหนึ่งไปแลกเปลี่ยนที่สหรัฐอเมริกา เราเลยอยากไปบ้าง เราชอบภาษาอังกฤษ อยากพัฒนาภาษาของตัวเอง ตอนนั้นได้ไปรัฐมินนิโซตา 9 เดือน อยู่หอพักในโรงเรียนสอนคนตาบอด แต่ไปเรียนโรงเรียนของคนตาดี
ชีวิตที่นั่นไม่ค่อยมีอุปสรรคหรอก ที่ลำบากคือภาษา 2 เดือนแรกนี่ไม่รู้เรื่องเลย เพราะคนอเมริกันเขาไม่ได้ใจดีพูดช้า ๆ ให้เรา ศัพท์อะไรก็ไม่รู้ไม่เคยได้ยิน ฟังไม่รู้เรื่อง ยิ่งเรามองไม่เห็นด้วย ก็ไปยืนยิ้มอยู่นั่น
มันทําให้เราเข้มแข็งนะ เหมือนมีภูมิคุ้มกันในการปรับตัวในสภาพแวดล้อมใหม่ ถึงไม่ได้เข้าใจทั้งหมด แต่ก็พยายามซึมซับแล้วก็ทําตามเท่าที่ทําได้
ปรับตัวกับความท้าทายทางภาษาได้อย่างไร
สิ่งที่ช่วยเราไว้ได้คือการอ่านหนังสือ เราชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก การอ่านหนังสือเป็น Comfort Zone ของเรา ตอนไปโตเกียวแล้วเครียดก็จะอ่านหนังสือที่ชอบอีกรอบ เอาหนังสือมาปลอบใจ เพราะอ่านหนังสือแล้วเหมือนได้กลับบ้าน
พอไปอยู่สหรัฐอเมริกา ภาษาอังกฤษของเราใช้ไม่ได้เลย อ่านไม่รู้เรื่อง ฟังก็ไม่รู้เรื่อง พูดก็ไม่ออก ทีนี้ใกล้หอพักมีห้องสมุดคนตาบอด บรรณารักษ์ชื่อ เรเน่ เขาก็ใจดี เห็นเราชอบอ่านหนังสือ คอยเลือกหนังสือที่อ่านง่ายสําหรับเราให้ เราพยายามยืมหนังสือพวกวรรณกรรมเยาวชนที่เคยอ่านฉบับภาษาญี่ปุ่น ซึ่งจําเนื้อเรื่องได้ จำคำศัพท์ได้ เลยไม่ต้องเปิดพจนานุกรมทุกหน้าเหมือนหนังสือเรียน เลยค่อย ๆ พัฒนาการอ่านได้โดยไม่ต้องเครียดมาก
มาแลกเปลี่ยนที่ไทยได้ยังไงคะ
ตอนอยู่ที่สหรัฐอเมริกามีเพื่อนคนไทยที่เป็นคนตาดี เขาช่วยเหลือเราดีมาก ไปไหนก็จูงมือเรา เลยกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ทำให้เราสนใจวัฒนธรรมของเขา เลยเริ่มเรียนภาษาไทยตั้งแต่ตอนนั้น ที่ญี่ปุ่นเราได้คนสอนเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากไทยมาเรียนนวดที่ญี่ปุ่น เขาเป็นคนสายตาเลือนราง แต่อ่านอักษรเบรลล์ได้
เรามาไทยครั้งแรกตอนปี 1 เป็นกิจกรรมของมหาวิทยาลัยพายัพ อยู่ที่เชียงรายเกือบ 2 อาทิตย์ เราหลงรักเมืองไทย อยากกลับมาเมืองไทย เลยติดต่อมูลนิธิส่งเสริมอาชีพคนตาบอดที่กรุงเทพฯ ขอมาเป็นอาสาสมัคร 2 เดือน พอพื้นฐานภาษาไทยในชีวิตประจําวันเราดีขึ้น เลยมีความมั่นใจมากขึ้น ตัดสินใจ 100% ว่าจะมาเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่เมืองไทย 1 ปี แล้วก็ได้มาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชอบทุกอย่างที่ได้สัมผัส เลยตั้งใจว่าจะมาทํางานที่เมืองไทยในอนาคต

หลังจากนั้นก็ไปอินเดียต่อใช่มั้ย
เราอยากทำงานที่ไทย แต่ตอนนั้นพ่อไม่สบาย เลยต้องกลับไปทำงานที่ญี่ปุ่น เขามีโควตาสำหรับคนพิการ เราทำงานฝ่ายแปลเอกสารให้พนักงาน แต่พอเข้าไปแล้วไม่ค่อยชอบ
พอทำงานปีที่ 2 เรามีโอกาสไปร่วมเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการพัฒนาเยาวชนตาบอดของเอเชีย แล้วเจอกับคนต้นแบบอีกคน คือ Sabriye Tenberken เป็นหญิงเยอรมันตาบอดผู้ก่อตั้ง kanthari โรงเรียนสำหรับสร้าง Changemaker ที่รัฐเกรละ ทางตอนใต้ของอินเดีย เราปรึกษาเขาว่าอยากทํางานด้านพัฒนาสังคม แต่วิสัยทัศน์ของเรายังไม่ชัด ประสบการณ์ก็น้อย เขาเลยชวนมาเรียนที่โรงเรียน kanthari เราไปเรียนการทำโครงการเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม อย่างเขียนโครงการ บริหารทุน คุยกับสื่อมวลชน
คุณได้สัมผัสอะไรจากการใช้ชีวิตในต่างแดน
เราเห็นความลำบากของคนอื่น
ตอนไปสหรัฐอเมริกา ที่โรงเรียนเรามีชาวกัมพูชาที่อพยพมากับครอบครัวสมัยสงคราม มีเพื่อนที่พิการทางสมองจากการถูกพ่อแม่ทําร้ายร่างกาย มีเด็กที่ถูกอุปการะมาจากอินเดีย หรือแม่ที่ตั้งครรภ์ตั้งแต่มัธยม มีสารพัดปัญหา เราคิดว่ามีคนแบบนี้ด้วยหรือ เราไม่เคยเจอ ในสังคมของเราค่อนข้างมีน้อยหรืออาจจะไม่เห็นเฉย ๆ เพราะบางทีคนญี่ปุ่นจะปิดบัง เราเลยไม่รู้ภูมิหลังของเพื่อนในห้อง แต่อยู่สหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่เขาเปิดเผย เราเลยเห็นอะไรชัดเจนมากขึ้น
มาไทยครั้งแรก มีนักดนตรีตาบอดมาเล่นดนตรีให้ฟัง เราคิดในใจว่าเราก็เหมือนเขา เป็นเด็กต่างจังหวัดและเป็นคนตาบอด แต่สิ่งที่เราต่างกันคือประเทศ ถ้าเกิดในต่างจังหวัดที่ประเทศไทย เราจะมีโอกาสแบบที่มีหรือเปล่า เลยมองถึงการพัฒนาสังคมในไทยด้วย เรามองว่าเป็นเรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องของเขา ตอนมาแลกเปลี่ยนที่ธรรมศาสตร์ ไปฝึกงานในองค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (DPI/AP) มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านคนพิการที่ใช้ชีวิตในต่างจังหวัด จึงรู้ว่าเขาลําบากมาก
ที่อินเดีย น่าจะ Culture Shock เยอะที่สุดแล้ว เพราะภูมิหลังของเพื่อนแต่ละคนต่างกันมาก บางคนจบด็อกเตอร์ บางคนไม่เคยเรียนในระบบการศึกษามาก่อน บางคนมีชีวิตดีมาจากยุโรป บางคนเพิ่งผ่านระเบิดมาจากสงครามกลางเมืองในไลบีเรีย ได้ยินเสียงประทัดที เขาจะวิ่งหนีเลย เพราะมันอยู่ในสัญชาตญาณไปแล้ว
ไปอยู่อินเดีย 3 – 4 เดือนแรก เราไม่ได้แตะหนังสือเลย เพราะได้ฟังชีวิตพวกเขาแล้วยิ่งกว่าอ่านหนังสืออีก เจอ Human Library ทุกวัน ตอนมาไทยเคยเจอคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ไม่เคยต้องใช้ชีวิตร่วมกับเขา เพื่อนบางคนมาถามวิธีคำนวณเปอร์เซ็นต์กับเรา ทั้งที่เขาอายุเยอะกว่าเราอีก ซึ่งเรื่องพวกนี้ที่ญี่ปุ่นเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดาสําหรับหลายคนในโลก เราไม่เคยรู้สึกขอบคุณการศึกษาของบ้านตัวเองขนาดนี้มาก่อน

เมืองไทยที่ไม่เห็นด้วยตา
ทำไมถึงตัดสินใจมาเมืองไทยต่อ
เราชอบเมืองไทยมาก การพัฒนาสังคมเป็นสิ่งที่เราสนใจตั้งแต่มัธยมอยู่แล้ว ที่ญี่ปุ่นมันพัฒนาไปเยอะแล้ว แต่ที่ไทยยังมีที่ว่างให้เรายืน ตอนมาก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีศักยภาพพอมั้ย มีแต่ใจอย่างเดียว
แต่เมืองไทยไม่ใช่ประเทศที่เป็นมิตรสำหรับคนพิการทางสายตาเลย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่หลายอย่างออกแบบมาให้คนพิการใช้ชีวิตง่ายขึ้น
ในเมืองที่ญี่ปุ่นเดินง่ายกว่าเมืองไทยอยู่แล้ว เพราะเวลาเขาสร้างเมือง เขาจะนึกถึงทางเท้าเป็นหลัก เบรลล์บล็อกเยอะ ไฟแดงที่มีเสียงก็เยอะ คนญี่ปุ่นเขาทําตามกฎจราจร จึงไม่ต้องคอยระวังว่าไฟแดงแล้วอาจมีรถวิ่งเข้ามา
การเดินทางในไทยลําบากกว่าแน่นอน มีทั้งรถเข็นขายของ มีต้นไม้กลางทางเท้า เราเดินไว ๆ ไม่ได้ ที่ไทยเราต้องอาศัยความช่วยเหลือจากคนอื่นมากกว่าที่ญี่ปุ่น ถ้าเป็นในเมืองก็ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะมีคนให้ถาม แต่ที่อำเภอพร้าวก็ยากอยู่ เพราะคนเดินถนนน้อย
แล้วความช่วยเหลือจากคนรอบข้างล่ะ
ที่ญี่ปุ่น ถ้าเห็นคนตาบอดเดินตามเบรลล์บล็อก เขาจะปล่อยให้เราเดินไปเฉย ๆ มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่เมืองไทย เราว่าในความคิดของคนไทย พอเห็นไม้เท้าขาวบนท้องถนนต้องไปช่วยก่อน ซึ่งเราสัมผัสได้ตั้งแต่มาครั้งแรกแล้ว เลยรู้สึกอบอุ่น รู้สึกว่าไม่ต้องตื่นตัวที่จะต้องยืนด้วยตัวเองให้ได้ตลอดเหมือนในสังคมญี่ปุ่น บางทีก็ปล่อยน้ำหนักของเราไปพิงคนอื่นบ้าง เหมือนมาอยู่เมืองไทยแล้วเราได้ซึมซับสังคมแห่งการช่วยเหลือ
เราคิดว่าถ้าที่ญี่ปุ่นไม่มีอะไรให้เดินตาม คนญี่ปุ่นก็น่าจะมาช่วยเหลือมากกว่านี้ แต่เมื่อมีระบบมาลดช่องว่างระหว่างคนปกติกับคนพิการ ความช่วยเหลือจึงน้อยลง
ที่กรุงเทพฯ เหมือนกัน เมื่อก่อนมาถึงชานชาลารถไฟฟ้า จะมีคนมาถามว่าจะไปไหน แต่เดี๋ยวนี้เขาเห็นคนตาบอดไปกับ รปภ. ทุกวัน เขาก็ชิน แล้วปล่อยให้ รปภ. มารับ
ในการเดินทาง ระหว่างมีคนคอยช่วยเหลือกับมีระบบมารองรับให้ทำอะไรเองได้ คุณโยชิมิชอบแบบไหน
พูดยากนะ ดีทั้ง 2 อย่าง เราเป็นคนชอบหลงทิศหลงทาง เลยชอบให้มีคนมาคอยถามแล้วพาเราไปแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่บางทีก็หงุดหงิดที่ต้องรอความช่วยเหลือ พอไม่มีคนถามมา ถนนดี ๆ ก็ไม่มี เราก็คิดว่าทําไมต้องตั้งใจขนาดนี้ในการเดินจากรถไฟฟ้าแค่ 200 เมตร
ดีอย่างเสียอย่าง เทียบกันไม่ได้หรอก ในโลกนี้ไม่มีสภาพแวดล้อมที่รองรับทุกคนได้ 100% หรอก ท้ายที่สุดคนเราก็ต้องช่วยเหลือกัน อย่ามัวแต่ดูสมาร์ตโฟน อันนี้เป็นปัญหามาก ๆ เลย
สังคมก้มหน้าเป็นปัญหายังไง
เดี๋ยวนี้เราไปไหนก็ตาม คนมักจะถือมือถือมาชนเรา แล้วไม่ขอโทษด้วยนะ ความช่วยเหลือก็รู้สึกว่าน้อยลงพอเขาอยู่กับมือถือกันหมด ขึ้นรถไฟฟ้าแล้วก็ไม่มีใครมาทักว่าให้จับอะไรมั้ย เรากลัวเหมือนกันว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นยังไง
แต่คุณเลือกย้ายไปทำงานมูลนิธิอยู่ต่างจังหวัดที่อำเภอพร้าว ชีวิตไม่ยากขึ้นหรือคะ
ที่ญี่ปุ่น เราก็มาจากต่างจังหวัดนะ การเดินทางคล้ายกับในไทยเลย ใช้รถเครื่อง ไม่มีใครเดินตามท้องถนน อย่างช้าสุดก็ขี่จักรยาน
เราอยู่เมืองพร้าวมา 13 ปี การเดินทางลําบากมาก ๆ ไม่ค่อยมีรถสาธารณะในชุมชน ที่ต่างจังหวัดนี่ค่ารถรับจ้างจะแพงกว่า เลยต้องตัดออก เลยมีปัญหามาจนทุกวันนี้ เราทําอะไรด้วยตัวเองไม่ได้เหมือนตอนอยู่เมืองใหญ่

ต้องเจอความยากอะไรในการทำงานบ้าง
พอทำอะไรเองไม่ได้ เราต้องหาทางอื่นในการพิสูจน์ตัวเองว่าเราทำงานได้ คนตาดีทั่วโลกมีนิสัยอย่างหนึ่งคือถ้าอยู่กับคนปกติ เขาจะมองหน้าคนปกติ แต่ไม่ค่อยมองหน้าเรา ซึ่งเรารู้นะ พอเจออย่างนี้ ใจเราก็ถอยแล้ว เหมือนเขาไม่สนใจ ซึ่งที่กรุงเทพฯ เริ่มทำความรู้จักคนได้เร็วกว่าก็จริง แต่หากจะสร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งที่จริงก็ใช้เวลาพอกันนะ
เราเป็นคนตาบอด บางทีเราก็ถามเยอะ เพราะสังเกตเฉย ๆ ไม่ได้ ต้องขอคำอธิบาย คนไทยมักชอบให้หัวหน้าไปอยู่ห่าง ๆ บางทีทำอีเวนต์อะไร พนักงานก็เอาเราไปไว้ไกลเขา แล้วเราสัมผัสไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เลยรู้สึกเศร้าที่ไม่รู้ เราก็พยายามอธิบายมากขึ้น เขาก็เข้าใจแล้วพยายามเปลี่ยนอยู่
จากที่คุณโยชิมิเคยทำอะไรได้เองอิสระ แล้วพอต้องไปอยู่ตรงนั้น จัดการชีวิตยังไง
ต้องยอมรับในสิ่งที่ทําได้และทําไม่ได้ เพราะเราเลือกมาใช้ชีวิตในต่างจังหวัดของเมืองไทยเองนี่
เราพยายามหาจุดสมดุลโดยการไป ๆ มา ๆ ระหว่างอำเภอพร้าว ตัวเมืองเชียงใหม่ กับกรุงเทพฯ แหล่งทุนในเมืองไทยส่วนใหญ่อยู่ที่เมืองใหญ่ เราเลยได้ไปที่กรุงเทพฯ หรือตัวเมืองเชียงใหม่ด้วย ได้สนุกกับความอิสระในช่วงนั้น ส่วนตอนอยู่ต่างจังหวัดก็ทุ่มเทกับการทํางานร่วมกับคนในพื้นที่ แต่ก็ไม่มีชีวิตอิสระ ไม่มีสังคม

แสงที่ส่องจากโลกที่ไม่เห็นด้วยตา
จบหลักสูตร Changemaker ก็มาเป็น Changemaker ในเมืองไทย เส้นทางนั้นเป็นยังไงคะ
เราถามตัวเองว่าอยากทําอะไรและจะทําอะไรได้บ้าง คําตอบก็คือ ‘หนังสือ’ เพราะเป็นสิ่งใกล้ตัวมาก ระหว่างที่ทําความคุ้นเคยกับคนไทยกับประเทศไทย เราสังเกตว่าหนังสือซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเรา เหมือนเป็นศัตรูในมุมมองของคนไทยหลายคน รู้สึกว่าน่าเสียดาย
ก่อนมา เราได้ออกสื่อท้องถิ่นที่ญี่ปุ่นด้วย พี่ในจังหวัดได้ยินว่าเรามีความฝันจะทําอะไรที่เมืองไทย เขาก็ไปคุยให้หนังสือพิมพ์ฟัง นักข่าวก็มาติดต่อ แล้วก็มีคนส่งเงินมาให้นิดหน่อย เราก็เอามาทำ ‘คาราวานหนอนหนังสือ’ เริ่มเล็ก ๆ ครั้งแรกแบกหนังสือ 20 เล่ม ใส่กระเป๋าเป้ ขึ้นรถเมล์ไปสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด ไปอ่านหนังสือให้เด็กฟัง สื่อสารผ่าน Facebook แล้วก็มีคนสนใจมาช่วยเรา มีคนบริจาคหนังสือมาให้บ้าง ได้เงินบริจาคมาก็เอาไปซื้อหนังสือ

ไปไงมาไงถึงไปอยู่อำเภอพร้าว เชียงใหม่
มีคนชวนไป อาจารย์เชเฟอร์ (Dr.Michael Shafer) ผู้ก่อตั้งมูลนิธิอุ่นใจ เคยทำงานกับทางมหาวิทยาลัยเราที่ญี่ปุ่น อาจารย์ติดต่อมาบอกว่าเขาทำงานที่เมืองเล็ก ๆ ในเชียงใหม่ คนไม่ค่อยผ่านไป ฝ่ายพัฒนาสังคมก็ไม่ค่อยมาที่นี่ กลุ่มเป้าหมายของเราก็น่าจะอยู่ตรงนี้
เราอยากทํางานต่างจังหวัดอยู่แล้ว ไหน ๆ ทางมูลนิธิก็มีความสัมพันธ์กับชุมชน แล้วพอไปดู ร้านหนังสือก็มีขายแค่นิตยสารเล็ก ๆ น้อย ๆ ห้องสมุดประชาชนไม่มีหนังสือเด็ก รู้สึกว่าน่ามาทํานะ เราไปทํางานให้มูลนิธิอุ่นใจตอนกลาง พ.ศ. 2554 แล้วค่อย ๆ สร้างพื้นฐานให้องค์กรของตัวเอง
เราชอบเมืองพร้าวที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ วิถีชีวิตเขาน่าสนใจมาก ๆ ความคิดทุกอย่างของเขาต่างกัน แต่ก็ยังอยู่ในเมืองเดียวกัน ใช้ชีวิตซ้อนกันบางส่วน ต่างกันบางส่วน เราชอบเปรียบเทียบว่าเหมือนถาดหลุม ทุกอย่างอยู่บนจานเดียวกัน แต่ว่ามีอะไรมากั้น พอจะข้ามได้อยู่ แต่ต้องพยายามนิดหนึ่ง

เมื่อไหร่คุณถึงได้เริ่มทำองค์กรของตัวเอง
ต้น พ.ศ. 2555 เรามีพนักงานประจำคนแรกตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลย ไม่มีออฟฟิศ ใช้ห้องโถงหน้าที่พักเป็นที่ทํางาน มีโต๊ะญี่ปุ่นนั่งกับพื้น 2 ตัว น้องเขากล้ามาทํางานด้วยได้ไงก็ไม่รู้ (หัวเราะ)
เราทำห้องสมุดเคลื่อนที่ ใช้มอเตอร์ไซค์ของน้องที่มาทํางานขนหนังสือไปไหนมาไหน แล้วก็ขอใช้ยุ้งข้าวเป็นที่เก็บหนังสือ แต่ไม่นานก็เปิดศูนย์การเรียนรู้บ้านพระอาทิตย์บนดอยขึ้น สำหรับเด็กชนเผ่าอาข่า

ทำไมถึงคิดเปิดศูนย์การเรียนรู้ก่อน มันดูไม่ใช่เป้าหมายหลักเลย
ก่อนจะมีเจ้าหน้าที่ประจํา เราไปทำงานบนดอยกับมูลนิธิอุ่นใจในฐานะล่ามอาสา ตอนแรกว่าจะเอาหนังสือไปให้คนบนดอยด้วย เจอคนบอกว่า ถึงเอาหนังสือมา คนก็อ่านไม่ค่อยได้ พ่อแม่ไม่มีเวลามาสอน ถ้าให้ส่งเด็กมาเรียนพื้นราบก็ต้องมาอยู่หอพัก ห่างไกลพ่อแม่ แล้วก็ใช้คนละภาษากับพ่อแม่ด้วย เขาจะยิ่งลำบาก
เราเลยคิดว่าทำศูนย์เด็กเล็กขึ้นมาปูพื้นฐานภาษาไทย-ภาษาอังกฤษให้ดีมั้ย มีประธานบริษัทชาวญี่ปุ่นที่เราเคยเป็นล่ามให้เขาให้งบมาสร้าง ใช้ไม่เยอะหรอกเพราะเป็นบ้านดิน เราเชิญชาวแคนาดาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างบ้านดินมาออกแบบให้ แล้วจ้างชาวบ้านมาช่วยสร้าง
มีเปิดอะไรอีกบ้าง
พอทําศูนย์การเรียนรู้แห่งแรก แล้วเราก็มาทําห้องสมุดรังไหมต่อในปลาย พ.ศ. 2555 โดยได้ทุนมาจากคนรู้จักเหมือนกัน นานมีบุ๊คส์ก็เอาหนังสือมาให้ ตอนมาอำเภอพร้าว เรามีหนังสือในมือ 300 เล่ม แต่พอจะเปิดห้องสมุดรังไหม จำได้ว่าเพิ่มเป็น 1,500 เล่ม ภายในปีเดียว มีคนสนใจสนับสนุนเราเยอะพอสมควรในหลาย ๆ ด้าน
จากนั้นราว พ.ศ. 2557 ก็สร้างศูนย์การเรียนรู้บ้านอมยิ้ม สำหรับเด็กลีซูและไทใหญ่ และจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิหนอนหนังสือ ใน พ.ศ. 2561

คนที่มาทำงานด้วยเป็นใคร
เรามีพนักงาน 5 คน ทุกคนเป็นคนในพื้นที่ มีคนลีซู 2คน แต่ว่าคนหนึ่งอยู่ในหมู่บ้านอาข่า ก็เหมือนเป็นชาวอาข่าด้วยเลย พวกเขาพูดได้หลายภาษา รวมทั้งภาษาชาติพันธุ์ด้วย
พอเป็นคนในพื้นที่ เขารู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่ทํามันดีกับสังคมของเขา ถ้าเป็นคนมาจากที่อื่นก็อาจคิดไม่เหมือนกัน เราไม่ได้เลือกจ้างคนที่จบมหาวิทยาลัยด้วย แต่ไม่มีปัญหาเลย เพราะเราคิดว่าไม่ต้องมีทุกอย่างในตัวเขาก็ได้ แต่ต้องมีใจที่จะพัฒนาตัวเอง แล้วหากเคยผ่านความลําบากมาก่อน ศักยภาพของคุณจะสูง
ตอนนี้มูลนิธิหนอนหนังสือ มีทำโครงการอะไรบ้าง
โครงการคาราวานหนอนหนังสือ เป็นห้องสมุดเคลื่อนที่ ทำปีละราว 100 ครั้ง จะขนหนังสือใส่รถห้องสมุดแล้วเอาไปสถานที่ห่างไกลในอำเภอพร้าว เพื่อให้เด็ก ๆ มีโอกาสอ่านหนังสือ
โครงการหนอนเยี่ยมบ้าน จะไปเยี่ยมบ้านคนที่ออกจากบ้านไม่ได้ เช่น คนพิการ ผู้สูงอายุ เอาหนังสือไปให้อ่าน เดือนต่อไปก็เอาหนังสือไปเปลี่ยน เจ้าหน้าที่จะรู้แนวของแต่ละคน เพราะเรามีบ้านที่ต้องไปเยี่ยมแค่ 9 หลัง รวม 12 เคส
โครงการหนอนน้อย เอาหนังสือไปไว้ในมุมห้องสมุดของเราตามสถานที่ที่เป็นแหล่งรวมคน เช่น โรงพยาบาล ท่ารถ หมุนเวียนไปเดือนละครั้ง มีอยู่ประมาณ 15 – 20 จุด
แล้วก็มี โครงการเล่มเดียวในโลก ที่เชียงดาว ใช้เวลา 1 ปีในการทําโครงการสร้างหนังสือภาพกับนักเรียน ป.4 ให้เขาทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เชิญวิทยากรมาสอนตั้งแต่เขียนเนื้อเรื่องจนวาดภาพประกอบ เพื่อส่งเสริมการอ่านเขียนแบบลึก ๆ อีกอย่างคือให้ภูมิใจในภาษาถิ่นของตัวเอง เพราะเราให้เด็กใช้ภาษาของตัวเองผสมเข้ามา โดยจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มและไฟล์ดิจิทัล

ที่ทํามาจนถึงทุกวันนี้ คิดว่าทําตามความฝันได้สําเร็จแล้วหรือยัง
ยัง สําคัญที่สุดคือความยั่งยืนทางการเงิน ตอนนี้เรายังยืนด้วยตัวเองไม่ได้เลย แล้วก็อยู่ในช่วงทดลองขายของ ทำ Study Tour มาศึกษาดูงาน แต่ยังไม่มีรายได้เพียงพอ เงินบริจาคก็ไม่มั่นคง องค์กรจะประสบความสําเร็จก็ต่อเมื่อใครจะมาบริหารก็ได้ แต่เรายังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าตัวเราออกจากงานเมื่อไหร่ เงินจะหมดแน่นอน
คุณโยชิมิอยากบอกอะไรกับคนที่มีความฝัน แต่มีอุปสรรคในชีวิต
ถ้ามีความฝันก็ไม่ต้องบอกอะไรแล้วมั้ง (หัวเราะ)
เราอยากให้ทุกคนมีความมั่นใจในความฝันของตัวเอง ยิ่งเคยผ่านอุปสรรคก็ยิ่งเข้มแข็งในการสานต่อความฝัน คนที่เคยผ่านอุปสรรคจะรู้จักปรับตัว เหมือนเป็นไม้ไผ่ งอได้ แต่ต้องไม่หัก
ถ้ามีอุปสรรคก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ เราทั้งจน พิการ แถมเป็นคนต่างชาติด้วย ไหน ๆ เกิดมากับมัน ก็อยู่กับมัน ใช้ให้เป็นประโยชน์ เปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส
สําหรับความฝัน หนึ่ง ต้องเริ่มเล็ก ๆ แล้วทําไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่ทําเรื่อย ๆ แสดงว่าไม่ใช่ความฝัน สอง ต้องกล้าแบ่งปันกับคนอื่น ทําแค่นี้ ความฝันจะกลายเป็นจริงแน่นอน

ภาพ : โยชิมิ โฮริอุจิ
ผู้สนใจสนับสนุนทุนทรัพย์ หนังสือ หรือทำงานอาสาสมัครให้แก่มูลนิธิหนอนหนังสือ ติดต่อได้ทาง
Website : www.alwaysreadingcaravan.org
Facebook : Bookworm Foundation มูลนิธิหนอนหนังสือ
