ช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่ไต้หวันอยู่ใต้อาณานิคมญี่ปุ่น ความสัมพันธ์โรแมนติกระหว่างผู้หญิง บรรยากาศของการเดินทาง การล่าม และอาหารพื้นเมืองไต้หวัน
ทั้งหมดนี้เป็นส่วนผสมที่คลุกเคล้าอยู่ใน Taiwan Travelogue หรือ 臺灣漫遊錄 วรรณกรรมยูริจากไต้หวันที่กวาดรางวัลจนพูดถึงไม่หวาดไม่ไหว ตั้งแต่รางวัลชนะเลิศ The Golden Tripod Awards ของไต้หวัน รางวัลชนะเลิศ The National Book Award for Translated Literature ของสหรัฐอเมริกา ได้เสนอชื่อ Chommanard International Women’s Literary Award และเป็น 6 เรื่องสุดท้ายที่กำลังรอประกาศผลรางวัล The International Booker Prize 2026
นั่นทำให้เจ้าของผลงานอย่าง หยางซวงจื่อ (Yáng Shuāng-zǐ) นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมยูริจากไต้หวัน กลายเป็นบุคคลที่น่าจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งในวงการวรรณกรรม ณ ขณะนี้

ความจริงแล้ว ‘หยางซวงจื่อ’ ไม่ใช่คนคนเดียว หากเป็นนามปากกาที่ หยางรั่วจื่อ ใช้ร่วมกับน้องสาวฝาแฝดอย่าง หยางรั่วฮุ่ย
ทว่าในวันนี้ หยางซวงจื่อ เหลือนักเขียนผู้พี่เพียงคนเดียว หลังจากผู้น้องล่วงหน้าออกเดินทางไปไกลแสนไกล
ถึงอย่างไรก็ตาม ความฝันที่ทั้งคู่มีร่วมกันก็ยังคงอยู่ตรงนี้อย่างแจ่มชัด ชื่อของ หยางซวงจื่อ ยังคงโดดเด่นอยู่ในโลกวรรณกรรม และยังตั้งใจจะผลิตผลงานออกมาอีกมากมายด้วยแพสชันเต็มเปี่ยม

บ่ายวันหนึ่งในหน้าร้อน เรานัดพบกับนักเขียนผู้พี่ที่ร้านหนังสือ Hardcover และร้าน VE/LA ชั้นบนของเซ็นทรัล เอ็มบาสซี
‘อาจารย์หยาง’ ได้เดินทางมายังเมืองไทยเพื่อเล่าถึงสิ่งที่น่าสนใจเสียยิ่งกว่ารางวัลทั้งหมดที่เธอได้รับ ทั้งเรื่องเส้นทางชีวิตที่ต้องดิ้นรน ตัวตนลึก ๆ ของเธอ มุมมองต่อโลก ความหลงใหลในวัฒนธรรมยูริที่มีร่วมกับน้องสาว
และที่สำคัญ คือความปรารถนาแรงกล้าในการสื่อสารประวัติศาสตร์การถูกกดทับของไต้หวัน
ขอเชิญทำความรู้จักกับเธอไปพลาง ๆ ก่อนที่จะได้ครอบครอง Taiwan Travelogue ฉบับภาษาไทยของสำนักพิมพ์ Bookscape Fiction ภายในปีนี้
ต้นสตรอว์เบอร์รีป่าที่แข็งแกร่ง
วัยเด็กของอาจารย์หยางหน้าตาประมาณไหน
เจออะไรมามากมายเลยค่ะ ฉันเคยเขียนเล่าเป็นหนังสือเล่มหนึ่งเลย
พ่อกับแม่ของฉันหย่าร้างกัน ฉันก็เลยเติบโตมากับอาม่า แต่โชคไม่ดีที่พออายุได้ 14 – 15 ปี อาม่าก็เสียชีวิต ฉันต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของชีวิตเลยค่ะ
ถามว่าตอนนั้นได้เรียนหนังสือไหม ก็ยังได้เรียนนะคะ แต่เรียนเป็นภาคค่ำแทน ตั้งแต่ระดับมัธยมปลายยาวไปถึงระดับมหาวิทยาลัยเลย ถ้าเทียบกับนักเขียนคนอื่น ๆ ที่เขามีชีวิตที่ราบรื่น ได้รับการศึกษาตามระบบปกติ เส้นทางของฉันก็ถือว่าแตกต่างออกไปค่ะ
การใช้ชีวิตอยู่กับอาม่าส่งผลกับตัวตนของคุณยังไง
อาม่าเป็นผู้หญิงยุคเก่าที่อ่านหนังสือไม่ออกเลยค่ะ แต่กลับมีข้อดีตรงที่ทำให้ฉันได้อ่านหนังสือหลายรูปแบบมาก ๆ อาม่าไม่ได้เข้ามาปิดกั้นหรือตีกรอบอะไร (ยิ้ม) ฉันมีน้องสาวฝาแฝดอีกคนหนึ่งด้วยนะคะ พวกเราอยากอ่านอะไรก็อ่านได้หมดเลย ทำให้เราได้รู้เรื่องราวต่าง ๆ อย่างกว้างขวางมาก ๆ
การใช้ชีวิตอยู่กับอาม่ามีช่องว่างระหว่างวัยที่ใหญ่พอสมควรเลย เวลามีเรื่องที่สงสัยแล้วไปถามท่าน ท่านก็อาจจะให้คำตอบไม่ได้ บางทีเรามีความในใจตามประสาวัยรุ่น เราก็สื่อสารกันยากลำบากอีก สุดท้ายกลายเป็นว่าฉันต้องหันมาพึ่งวรรณกรรมแทน
นั่นแหละค่ะ เหตุผลที่ฉันรู้สึกเชื่อมโยงกับวรรณกรรมมาตั้งแต่เด็ก ๆ เลย
สมัยนั้นคุณกับน้องสาวอ่านอะไรกันบ้าง เห็นว่าชอบในวัฒนธรรมยูริกันทั้งพี่ทั้งน้องเลย
พวกเราใช้ชีวิตร่วมกับอาม่าจนถึงอายุราว 14 ปี ช่วงนั้นได้อ่านมังงะหลายเล่มทีเดียว ขอบเขตประเภทที่อ่านก็กว้างมาก เพราะตั้งใจอยากลองอ่านมังงะทั้งหมดในร้านเช่าการ์ตูน เลยได้อ่านทั้งแนวต่อสู้ ผจญภัย แฟนตาซี สยองขวัญ รักโรแมนติก ทำอาหาร กีฬา สัตว์ ประวัติศาสตร์ รวมถึงแนว Boy Love (BL) ที่เริ่มเข้าสู่ไต้หวันในยุคนั้นด้วย
ส่วนเหตุผลที่ชอบนวนิยายยูรินั้น แรกเริ่มเดิมทีก็มีที่มาจากการอ่านมังงะเช่นกัน ฉันกับน้องสาวรู้จักวัฒนธรรมยูริตั้งแต่ราวปี 2007 – 2008 จากนั้นจึงค่อยรู้จักอนิเมะและนวนิยายยูริตามมา
เดิมทีฉันเองก็ค่อนข้างชอบเรื่องราวที่ผู้หญิงเป็นตัวเอกอยู่แล้ว แต่ในช่วงนั้นนอกจากงานแนวยูริก็ไม่ค่อยมีงานเขียนที่ผู้หญิงเป็นตัวเอกมากเท่าไหร่ แม้กระทั่งเรื่องที่มีผู้หญิงเป็นตัวรองก็ยังน้อยมากทีเดียว การเกิดขึ้นของงานเขียนแนวยูริจึงเติมเต็มความชื่นชอบของเราทั้งคู่ที่มีต่อ ‘เรื่องราวการเติบโตของตัวเอกหญิง’ ด้วยความที่ในเวลานั้น ฉันมีผลงานนวนิยายมา 4 เล่มแล้ว ฉันจึงเริ่มเขียนนวนิยายแนวยูริเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต
จะว่าไปที่ดูเหมือนเราสองพี่น้องชื่นชอบนวนิยายยูรินั้น ความจริงหากเทียบกันแล้ว พวกเราชอบมังงะมากกว่าด้วยซ้ำ เพียงแต่ฉันไม่มีทักษะการวาดมังงะเท่านั้นเอง


อะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจเรียนต่อด้านวรรณกรรมจีนในระดับปริญญาตรี และวรรณกรรมไต้หวันในระดับปริญญาโท
เรื่องพวกนี้ฉันกับน้องสาวตัดสินใจกันเองค่ะ จริง ๆ ตอน ม.ปลาย ฉันไม่ได้เลือกเรียนอะไรเกี่ยวกับวรรณกรรมเลย แต่เรียนด้าน Business, Marketing and Accounting ที่ใจจริงแล้วก็ไม่ได้ชอบ ฉันต้องเลือกเรียนภาคค่ำในสาขาที่พอจะบาลานซ์ชีวิตได้ แต่พอเรียนไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองอยากเรียนสาขาวรรณกรรมมากกว่าค่ะ
ตอนแรกที่เลือกเรียนสาขาวรรณกรรมจีน เป็นเพราะสมัยนั้นมีตัวเลือกแค่นี้จริง ๆ ค่ะ ตั้งแต่เด็กจนโต เนื้อหาของการศึกษาภาคบังคับเน้นแต่ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของจีนแผ่นดินใหญ่ ทำให้ฉันรู้แต่เรื่องของจีน รู้จักแม่น้ำในจีน ของฝากจากมณฑลต่าง ๆ ในจีน แต่กลับไม่รู้เรื่องของไต้หวันเลย แม้แต่แม่น้ำสายที่ยาวที่สุดในไต้หวันก็ไม่รู้ค่ะ เพราะมันไม่ได้มีบันทึกไว้ในหนังสือเรียนสมัยนั้น
พอเรียนจบปริญญาตรี ตอนนั้นบริบทสังคมและการเมืองของไต้หวันกำลังเปลี่ยนผ่านจากพรรคก๊กมินตั๋งมาเป็นพรรค Democratic Progressive Party (DPP) พอดีค่ะ ตอนนั้นคนท้องถิ่นไต้หวันเริ่มเข้ามามีบทบาท และเริ่มมีวาทกรรมเรื่อง ‘ไต้หวัน’ มากขึ้น
เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ฉันมีอุดมการณ์ทางการเมืองชัดเจนขึ้น คือตอนนั้นมีเจ้าหน้าที่จากจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามามีบทบาท ทำให้คนไต้หวันกลุ่มหนึ่งลงถนนประท้วง มีการชูธงชาติเดิมของไต้หวัน ซึ่งไม่ใช่ธงที่เป็น Independence Flag โดยตรงด้วย แต่กลับเกิดการปราบปรามขึ้น ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น เพราะเราแค่ไม่เห็นด้วยบางอย่าง ไม่ได้เรียกร้องอิสรภาพด้วยซ้ำไป
ตอนนั้นเรามีขบวนการนักศึกษาที่ชื่อว่า ‘Wild Strawberries Movement’ ออกมาประท้วงในปี 2008 เพื่อต่อต้านข้าราชการจากจีนแผ่นดินใหญ่ค่ะ
‘สตรอว์เบอร์รีป่า’ แปลว่าอะไร
จีนแผ่นดินใหญ่มองว่าวัยรุ่นไต้หวันเป็นสตรอว์เบอร์รีที่แตะนิดเดียวก็เละ ไม่มีความอดทน เด็กที่เกิดช่วงปี 2000 – 2008 ก็ถูกเรียกว่ากลุ่มเด็กสตรอว์เบอร์รีค่ะ แต่ที่เราใช้ชื่อว่า ‘สตรอว์เบอร์รีป่า’ เพราะอยากแก้ภาพลักษณ์ใหม่ว่า ถึงจะเป็นสตรอว์เบอร์รี แต่ก็ไม่ใช่สตรอว์เบอร์รีในโรงเพาะชำ
พวกเราคือสตรอว์เบอร์รีป่าที่มีความทนทานต่อสภาพอากาศ
สมัยก่อน การศึกษาภาคบังคับทำให้ฉันไม่เคยรู้สึกว่าจีนกับไต้หวันแยกออกจากกันเลย แต่พอเกิดการประท้วงและมีการใช้ชื่อแบ่งแยกชนชั้น มีคนที่เจ๋งกว่า คนที่อ่อนแอกว่า มันทำให้ฉันรู้สึกว่ามันไม่เป็นอย่างที่เคยเรียนมา มันคงมีอะไรที่ฉันยังไม่เข้าใจ
นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันหันมาสนใจเกี่ยวกับไต้หวันศึกษา และลงเรียนปริญญาโทด้านวรรณกรรมไต้หวันต่อในปี 2009 ค่ะ

การเติบโตของนักเขียนยูริ
ว่าด้วยเรื่องงานเขียนของอาจารย์
จริง ๆ ก็เริ่มเขียนงานมาตั้งแต่สมัยอายุ 18 – 20 ปี ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยค่ะ ตอนนั้นเขียนแนวรักโรแมนติกออกมาทั้งหมด 4 เล่ม
แต่ตอนนี้ฉันอายุ 42 แล้ว แม้จะมีเมสเซจในใจคล้ายเดิม แต่ธีมและประเด็นที่อยากใส่ลงไปนั้นซับซ้อนขึ้น อย่างเรื่องประวัติศาสตร์หรืออุดมการณ์ที่สมัยวัยรุ่นยังเขียนไม่ได้ ตอนนี้ก็พยายามจะเพิ่มความลึกซึ้งในส่วนนี้ลงไปค่ะ
ในวงการวรรณกรรมจีนและไต้หวัน สมัยก่อนแยกประเภทวรรณกรรมชัดเจนค่ะ ถ้าเป็น ‘วรรณกรรมบริสุทธิ์’ จะมีเนื้อหาที่จริงจังและอ่านยาก แต่ถ้านวนิยายโรแมนติกจะเบา ๆ สบาย ๆ หน่อย ฉันเลยพยายามหาจุดสมดุลว่าจะทำยังไงให้คนอ่านรู้สึกสนุก แต่ในขณะเดียวกันก็สื่อสารประเด็นที่จริงจังได้ด้วยค่ะ
ผลงานล่าสุดอย่าง Taiwan Travelogue ตั้งใจจะส่งสารอะไรถึงคนอ่าน
จริง ๆ แล้ว หนังสือของฉันอ่านได้ทั้ง 2 โหมดนะคะ จะอ่านสบาย ๆ ก็ได้ หรือถ้าจะเน้นขบคิด มันก็มีประเด็นเรื่องอาณานิคม (Post-colonialism) ปัญหาเรื่องสิทธิอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันแฝงอยู่ค่ะ
ฉันตั้งใจจะสื่อสารเรื่องยาก ๆ ผ่านเรื่องอาหาร การท่องเที่ยว และความรักของตัวละครค่ะ

ทำไมถึงอยากเขียนถึงความสัมพันธ์ของ ‘ผู้หญิงญี่ปุ่น’ กับ ‘ผู้หญิงไต้หวัน’ ในยุคที่ไต้หวันอยู่ใต้อาณานิคมญี่ปุ่น
แนว Girl Love (GL) กำลังเป็นที่นิยมในเอเชีย และเป็นประเภทที่ผู้อ่านเข้าถึงได้ง่ายค่ะ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือคนไต้หวันเองก็ไม่ค่อยรู้จักประวัติศาสตร์ช่วงที่ญี่ปุ่นปกครองเท่าไหร่ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นช่วงที่น่าสนใจมากค่ะ ฉันเลยพยายามนำประเด็นนี้มารวมเข้าด้วยกัน
นิยายเล่มนี้เป็นนิยายเชิงประวัติศาสตร์ที่เขียนให้คนยุคปัจจุบันได้เรียนรู้ แม้เวลาจะผ่านเลยไป แต่ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำของชนชั้นและชาติพันธุ์ก็ยังคงอยู่คู่สังคมไต้หวัน
ก่อนปี 1945 เป็นยุคอาณานิคม คนไต้หวันถูกกดขี่ภายใต้การปกครองของคนญี่ปุ่น แต่พอหลังปี 1945 ญี่ปุ่นถอยไป พรรคก๊กมินตั๋งเข้ามา ก็ยังคงมีการกดขี่อยู่เหมือนเดิม ประเด็นประวัติศาสตร์นี้มันเลยยังเชื่อมโยงกับปัจจุบันได้ค่ะ ซึ่งประเด็นนี้แก้ยากมาก มันมีคำเฉพาะอย่าง 外省人 (ไว่เสิ่งเหริน – คนจีนแผ่นดินใหญ่ที่มาอยู่ใหม่) กับ 本省人 (เปิ่นเสิ่งเหริน – คนไต้หวันเดิม) ด้วย แม้การเมืองจะเริ่มเปลี่ยนมาหาชาวไต้หวันมากขึ้นในปี 2000 แต่ความรู้สึกนี้ก็ยังคงอยู่ค่ะ
สำหรับคุณแล้ว ‘ความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิง’ และ ‘อาณานิคม’ เชื่อมโยงกันยังไงบ้าง
แรงบันดาลใจของฉันมาจากความไม่เท่าเทียมกันในเชิงอำนาจระหว่างผู้คนค่ะ เราต่างมีบทบาทที่ซับซ้อนและเคลื่อนไหวอยู่เสมอ บางทีเราเป็นผู้ด้อยกว่า บางทีเราเป็นผู้อยู่สูงกว่า
เหมือนที่ตัวละครในเรื่องมาเจอกันในสภาวะอาณานิคม คนหนึ่งเป็นคนญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ชนชั้นสูงกว่า มีอำนาจมากกว่าอีกคนที่เป็นคนไต้หวัน และอำนาจที่ต่างระดับกันต้องมาปฏิสัมพันธ์กันอีกที
ซึ่งแน่นอนว่าหนังสือเล่มนี้มีแนวคิดเฟมินิสต์อยู่ค่ะ
คำนิยามของวรรณกรรมว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิง ในมุมของอาจารย์หยาง
อธิบายยากพอสมควรเลยค่ะ
ก่อนจะมี GL อย่างปัจจุบัน ในช่วงปี 1990 ทั่วโลกมี Feminist Literature เกิดขึ้นมาก่อน วรรณกรรมประเภทนี้เน้นสะท้อนภาพชีวิตจริงและจุดยืนของผู้หญิงในสังคม
ทางด้าน GL เพิ่งเข้าไต้หวันมาเมื่อปี 2004 โดยได้รับอิทธิพลจากมังงะญี่ปุ่นค่ะ เน้นที่ความสัมพันธ์และการเติบโตของคู่รัก
ส่วน ‘ยูริ’ เป็นวรรณกรรมที่มีกรอบค่อนข้างหลวม จะพูดเรื่องการเติบโตหรือความรักก็ได้ และเพศหญิง 2 คนไม่จำเป็นต้องแสดงออกชัดเจนว่าเป็นแฟนกัน อาจจะเป็นแค่เพื่อนสนิทกันก็ได้ ซึ่งเล่มนี้เป็นนวนิยายประวัติศาสตร์แนวยูริค่ะ
ฉันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมยูริ เลยอยากแยกประเด็นให้เข้าใจชัดขึ้น แต่ถ้าคนนอกมองเข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะเหมารวมว่าเป็นนิยายประเภทเดียวกันค่ะ

ด้วยรักและแพสชัน
ก่อนที่เธอจะมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมยูริอย่างทุกวันนี้ วัฒนธรรมยูริเคยเป็นความหลงใหลร่วมกันของเธอและน้องสาวฝาแฝด
สองพี่น้องเริ่มสนใจในวัฒนธรรมยูริตั้งแต่ราว ๆ ปี 2007 – 2008 โดยหยางรั่วฮุ่ยผู้เป็นน้อง เน้นการวิจัยในเชิงวิชาการ หยางรั่วจื่อผู้เป็นพี่ เน้นการสร้างสรรค์ผลงานในวัฒนธรรม ACG (อนิเมะ การ์ตูน เกม)
ในระดับปริญญาโท ขณะที่หยางรั่วจื่อศึกษาด้านวรรณกรรมไต้หวัน หยางรั่วฮุ่ยก็ศึกษาด้านประวัติศาสตร์ ก่อนเริ่มงานเขียนในนาม ‘หยางซวงจื่อ’ ทั้งคู่ใช้เวลาราวครึ่งปีในการค้นคว้าเอกสารทางประวัติศาสตร์เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ข้อมูลที่แม่นยำ
ก่อนหน้านี้พวกเธอมีความฝันร่วมกันในการตั้งสำนักพิมพ์เล็ก ๆ สำหรับนวนิยายยูริโดยเฉพาะ เพื่อสร้างรากฐานวัฒนธรรมยูริในท้องถิ่น
หากน้องสาวนั้นจากไปเสียก่อน
หากพูดถึงน้องสาวฝาแฝดของอาจารย์หยาง อะไรคือความทรงจำพิเศษที่คุณมักจะนึกถึง
น้องสาวฝาแฝดมีความสำคัญมากค่ะ ถ้าจะให้เลือกโมเมนต์เดียวคงไม่ได้ เพราะมันคือทุกความทรงจำในชีวิตเลย
เธอเสียชีวิตไปเมื่ออายุ 30 ปี ก่อนจะถึงวันเกิดอายุ 31 แค่เดือนเดียว เราผูกพันกันมาก เพราะอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่สมัยที่อาม่าเลี้ยงเรามา จะคิดจะทำอะไรก็ช่วยกันตลอด เราเติบโตมาด้วยกันและมีอิมแพคต่อกันและกันมาก ๆ ค่ะ
ที่ไทยมีความเชื่อเรื่องภูตผีและไสยศาสตร์ใช่มั้ยคะ ที่ไต้หวันก็เช่นกันค่ะ เรามีพิธีกรรมเรียกวิญญาณและมีร่างทรงที่ช่วยให้พูดคุยกับผู้เสียชีวิตได้ แต่แฝดของฉันเคยบอกไว้ว่า ไม่อยากให้ฉันไปทำอะไรแบบนั้น ถ้าคิดถึงหรือว่าอยากเจอเขาจริง ๆ ก็ขอให้กลับมามองที่ตัวเอง
เขาอยากให้เราลองค้นหาเขาจากภายในของตัวเราเองค่ะ
คุณคิดว่าทุกวันนี้ตัวเองยังมีแพสชันกับยูริในลักษณะเดิมกับที่เคยมีร่วมกับน้องสาวฝาแฝดไหม
ตอนปี 2007 ฉันเพิ่งอายุ 23 ปี ความรู้สึกของตัวฉันในวัยนั้นช่างรุนแรงเหลือเกิน ไม่ได้จำกัดแค่ความรู้สึกต่อโลกยูริ แต่คือความรู้สึกต่อโลกใบนี้ มีทั้งความทุกข์อันเข้มข้นและความสุขอันลึกล้ำ แต่เมื่ออายุมากขึ้น ทุกวันนี้ความรู้สึกก็อ่อนโยนลงและนิ่งสงบกว่าเดิมมากทีเดียว
หากว่ากันในแง่อารมณ์ความรู้สึก ก็คงเปรียบเหมือนการเปลี่ยนผ่านจากความเร่าร้อนดังน้ำตกโหมกระหน่ำ สู่ความเยือกเย็นอดทนดังลำธารสายน้อยล่ะมั้งคะ
ส่วนจุดที่เหมือนเดิมก็คือฉันยังคงมีความรักต่อโลกใบนี้ รวมถึงต่อโลกยูริด้วย
ในนามของ ‘หยางซวงจื่อ’ คุณมีแผนในการเขียนงานต่อไปยังไงบ้าง
ฉันมีแผนระยะยาวเลยค่ะ
ตั้งใจจะเขียนโดยเริ่มตั้งแต่พื้นหลังทางการเมืองในยุคอาณานิคมญี่ปุ่น ซึ่งก็คือเล่มนี้ ส่วนเล่มต่อ ๆ ไปจะสร้างให้เป็น Narrative ที่ต่อกันเพื่อแสดงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของไต้หวัน ไปจนถึงช่วงจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1960 ซึ่งปกครองโดยพรรคก๊กมินตั๋ง ฉันอยากให้มีการเปรียบเทียบว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในแต่ละยุคสมัย โดยสิ่งที่เรียงร้อยต่อกันคือปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจและชาติพันธุ์
เหตุผลที่ฉันยืนหยัดในการทำตามแผนนี้ก็เป็นเพราะว่า อยากสื่อสารให้ทุกคนรู้ว่าความขัดแย้งเหล่านี้ยังมีอยู่จริง และเราจะต้องยอมรับความจริงข้อนี้ แม้ว่าคนนอกที่มองเข้ามาผ่าน ๆ จะไม่รู้สึกหรือมองว่ามันดีขึ้นแล้วก็ตาม
ฉันอยากให้หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่ทำให้ปัญหาเหล่านี้ ‘ลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ’ เพื่อให้ทุกคนเห็นและนำไปสู่การแก้ไขที่ถูกต้องในอนาคตค่ะ
คุณคิดว่าตัวเองเขียนหนังสือไปเพื่ออะไร
ในภาษาจีน จะมีคำศัพท์ 2 คำที่ว่า 遠景 (เยวี๋ยนจิ่ง – ภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อโลกหมุนต่ออย่างที่เป็นอยู่) และ 願景 (เยวี่ยนจิ่ง – ภาพที่ปรารถนาให้เกิดขึ้นในอนาคต)
ฉันเขียนเพื่ออย่างหลังค่ะ ฉันอยากให้งานเขียนช่วยชี้แนะว่า ถ้าในอนาคตสถานการณ์บางอย่างจะมุ่งไปในทางที่ไม่ดี เราจะมีหนทางอะไรบ้างในการแก้ไข หรือเบี่ยงให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้น ฉันอยากให้ทุกคนในโลกใบนี้ใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวของตัวเองได้อย่างสบายใจ อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือคนรักเพศเดียวกัน อยากให้ทุกคนกล้าที่จะเลือกทางเดินในชีวิตต่อไปค่ะ

บทสนทนาในบ่ายวันนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางกำแพงภาษาและเวลาที่จำกัด
แต่เมื่อได้กลับบ้านมาทบทวนคำตอบทั้งหมดของอาจารย์หยางอีกครั้งแล้ว ความรักที่เธอมีต่ออาม่าและน้องสาวก็ยิ่งฉายชัด
เราจึงตั้งใจส่งคำถามสุดท้ายตามไปยังไต้หวัน
คิดว่าน้องสาวและอาม่าจะคิดเห็นอย่างไร เมื่อได้เห็นผลงานและเส้นทางของคุณในทุกวันนี้
“ตอนที่อาม่าเสียไปนั้น ฉันยังอายุน้อยมาก จึงไม่มีโอกาสได้รู้จักตัวตนของอาม่าอย่างแท้จริง” เธอตอบกลับมา
“ถ้าให้จินตนาการจากมุมมองเท่าที่ฉันได้รู้จักท่าน ฉันคิดว่าท่านคงเพียงแค่หวังให้ฉันกินอิ่มนอนหลับ ใส่เสื้อผ้าอุ่น ๆ ไม่ทำเรื่องชั่วร้ายอะไร เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว แต่จะว่าไปนั่นก็อาจจะเป็นความปรารถนาที่อาม่าคนหนึ่งมีต่อหลานสาวอายุ 14 ปี แต่กับหลานสาวอายุ 42 ปีอย่างฉันในตอนนี้ ท่านจะนึกหวังอย่างไรบ้างนั้น ฉันไม่อาจรู้ได้จริง ๆ
“แต่สำหรับน้องสาวที่จากไปในวัย 30 ปี ฉันเชื่อว่าเธอจะพูดว่า ฉันรู้อยู่แล้วว่าพี่จะต้องไปได้ไกลแน่นอน”

Taiwan Travelogue
ฉบับแปลภาษาไทย สำนักพิมพ์ Bookscape Fiction
นักเขียน : หยางซวงจื่อ (Yáng Shuāng-zǐ)
นักแปล : ประเทืองพร วิรัชโภคี
บรรณาธิการ : พรกมล ชินประสาทศักดิ์
ข้อมูลอ้างอิง
- www.moc.gov.tw/en
ขอบคุณสถานที่สัมภาษณ์และถ่ายภาพ
VE/LA Central Embassy
Hardcover: The Art Book Shop at Open House Central Embassy
