25 กุมภาพันธ์ 2026
2 K

ผมเคยคุยกับเพื่อนเล่น ๆ ว่า รูปถ่ายส่วนใหญ่ของ วินัย ดิษฐจร ถ้าไม่ใช่รูปของคนจนหรือคนจร ก็อาจเป็นคนที่ต้องทนทุกข์

ข้อสังเกตนี้ชัดขึ้นจากนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุดของเขา ANGEL CITY BLUES ที่ Head High Second Floor เชียงใหม่ เมื่อห้องจัดแสดงเต็มไปด้วยภาพของนักมวยในเรือนจำ ผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด ผู้คนในม็อบประท้วง วัยรุ่นนักบิด แรงงาน และคนกลางคืน

วินัยเป็นช่างภาพข่าวและสารคดีที่มีผลงานตีพิมพ์ในสื่อชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เช่น National Geographic, Bangkok Post, TIME รวมถึง The New York Times อีกทั้งยังเป็นช่างภาพไทยคนแรกของสำนักข่าว EPA (European Pressphoto Agency) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ใน พ.ศ. 2565 หลังจากที่ภาพถ่ายของวินัยเผยแพร่ในสิ่งพิมพ์และเว็บไซต์สำนักข่าวระดับนานาชาติมาตลอดหลายทศวรรษ วรวุฒิ สัจจะปรเมษฐ ภัณฑารักษ์และเจ้าของ VS Gallery ก็ชวนให้เขาคัดสรรผลงานเพื่อปรินต์ออกมาแขวนผนัง เดบิวต์เป็นศิลปินในนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก ‘The People’s Road k.m.0’ (พ.ศ. 2565) ก่อนมีนิทรรศการต่อเนื่องทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ปัตตานี มาเลเซีย เกาหลี และโปแลนด์

แม้วินัยถ่ายภาพมาแล้วมากมาย ตั้งแต่สัตว์เลี้ยงในนิตยสารเกี่ยวกับคนรักสัตว์ ภาพประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว สถานที่ธรรมชาติอันไกลโพ้น รีสอร์ต 5 ดาว ผู้คนในแวดวงไฮโซ ไปจนถึงผู้นำระดับนานาชาติ กระนั้นเมื่อต้องคัดเลือกผลงานไปจัดแสดงส่วนตัว ภาพของคนจน คนจร หรือคนทุกข์ ทั้งตามตรอกซอยในกรุงเทพฯ ผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนใต้ ไปจนถึงสงครามลับในลาว ก็ยังคงเป็นเนื้อหาหลักของเขา

“ภาพถ่ายเหล่านี้คือภาพที่ผมตั้งโจทย์ขึ้นมาเอง และใช้เวลาคลุกคลีกับมันมากเป็นพิเศษ” วินัยเล่า 

“ไม่มากก็น้อย ทุกภาพที่ถ่ายล้วนมีเศษเสี้ยวของชีวิตผมอยู่ในนั้น”

เกิดในคลองเตย จบการศึกษาระดับ ม.3 เคยเป็นทั้งคนขายหนังสือพิมพ์ คนขายใบตรวจลอตเตอรี่ กระเป๋ารถเมล์ กรรมกรโรงงาน และทหารอาสาสมัคร ถึงแม้ทุกวันนี้จะมีผลงานได้รับการยอมรับในระดับสากล วินัยก็ยังแบ่งเวลาไปเป็นไรเดอร์รับ-ส่งผู้โดยสาร เพื่อหารายได้เสริมและเก็บเกี่ยววัตถุดิบใหม่ ๆ ทางสายตาบนท้องถนน

หลังจากติดตามผลงานของช่างภาพผู้นี้มาอย่างยาวนาน ผมก็ได้พบตัวเขาในวันปิดนิทรรศการที่เชียงใหม่ และถือโอกาสชวนเขานั่งคุยกันยาว ๆ จนเกิดเป็นบทความนี้

พ.ศ. 2569 วินัยมีอายุครบ 61 ปี แม้พรรษาในการทำงานเขียนบทสัมภาษณ์ของผมอาจไม่ยาวนานเท่าวินัย แต่ก็นานพอจะบอกได้ว่า ชายที่ผมกำลังคุยด้วยอยู่นี้ คือหนึ่งในช่างภาพอาวุโสที่สุดที่ผมเคยพบ แต่ยังคงมีแววตาและพลังการทำงานแบบคนหนุ่ม – หนุ่มที่สุดเท่าที่ผมเคยพูดคุยมา

และนี่คือเรื่องราวของเขา ชายผู้ยังสนุกกับการตะลอนขี่มอเตอร์ไซค์ และบอกเล่าส่วนเสี้ยวชีวิตผ่านภาพถ่าย

คุณบอกว่าภาพที่คุณเลือกถ่ายมีบางส่วนของชีวิตคุณอยู่ในนั้น สิ่งนี้เกี่ยวกับที่คุณเคยทำงานใช้แรงงานมาก่อนโดยตรงหรือเปล่า

ทุกวันนี้ผมก็ยังใช้แรงงานอยู่ ทั้งการถ่ายรูปและเป็นไรเดอร์ ซึ่งใช่ครับ ภาพถ่ายเหล่านี้คือชีวิตของผม คือมุมมองของคนที่กำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่าง แต่ในการต่อสู้นั้นก็มีความสวยงามไปพร้อมกัน

ผลงานของคุณได้รับการยอมรับขนาดนี้แล้ว คุณยังต้องต่อสู้กับอะไร

ต่อสู้เพื่อให้สังคมในภาพรวมดีขึ้น เราถนัดแบบไหนก็สู้กันไปแบบนั้น ผมถนัดถ่ายรูป ผมก็ใช้รูปถ่ายเพื่อบอกเล่าถึงความเป็นไป ผมเชื่อในพลังของการสื่อสาร

นี่เป็นเหตุผลหลักที่คุณเลือกเนื้อหาในการจัดแสดงผลงานแต่ละครั้งเลยใช่ไหม

อย่างที่บอก ชีวิตผมไม่ต่างอะไรจากคนที่ผมถ่ายรูป 

ผมเกิดที่คลองเตยในช่วงสงครามเย็น แต่เดิมบ้านก็ไม่ได้ยากจนอะไร พ่อเป็นกะลาสีเรือที่เฝ้าเครื่องบินทะเลขนาดใหญ่ มาจอดที่แม่น้ำเจ้าพระยาแถวคลองเตย ก่อนย้ายไปเป็นซูเปอร์ไวเซอร์แผนกขนส่งที่สนามบิน ที่ลำบากก็เพราะพ่อมีความฝันอยากทำไร่ พอเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งเลยย้ายครอบครัวไปทำไร่และสวนมะม่วงที่อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ อยู่ได้ 5 ปี ปรากฏว่าเจ๊ง พ่อเลยต้องย้ายกลับมาทำงานโรงงานที่กรุงเทพฯ แล้วก็ประสบอุบัติเหตุ ทำงานไม่ได้ ผมเลยไม่ได้เรียนต่อมัธยมปลาย ทำงานหาเงินตั้งแต่นั้น 

นั่นคือชีวิตช่วงวัยรุ่น ต่อสู้เพื่อทำให้ครอบครัวมีกิน เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

การถ่ายภาพมาตอนไหน

มาตั้งแต่เด็ก ๆ สมัยอยู่คลองเตย พ่อผมเล่นกล้องน่ะ แกใช้กล้องยี่ห้อ Petri รุ่นเดียวกับที่นักข่าวใช้ถ่ายภาพ ทิก กว๋าง ดึ๊ก (Thích Quảng Đức) พระเวียดนามที่จุดไฟเผาตัวเองประท้วง สมัยก่อนถ้าครอบครัวมีกิจกรรมอะไร พ่อก็ถ่ายรูปเก็บไว้หมด แต่พอย้ายไปอีสาน แกก็ขายกล้องให้ลุงไป 

พอกลับมากรุงเทพฯ หลังพ่อประสบอุบัติเหตุ ผมอยู่ประมาณ ม.2 – 3 เริ่มทำงานพิเศษด้วยการขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร เทปเพลงสากล และโปสเตอร์ภาพยนตร์ต่างประเทศ ความที่คลุกคลีกับสิ่งของที่เราขาย รวมถึงที่ผมชอบอ่านหนังสือด้วย ยิ่งสมัยนั้นมันช่วงสงครามเย็นด้วย อิทธิพลป๊อปคัลเจอร์ของอเมริกันผ่านรูปถ่ายก็เริ่มเข้ามาในชีวิต

กระทั่งไม่ได้เรียนต่อมัธยมปลาย แล้วมาเป็นกระเป๋ารถเมล์ ได้เห็นภาพของสังคมกรุงเทพฯ ผ่านกรอบหน้าต่างรถเมล์ทุกวัน โดยเฉพาะช่วงเวลาตอนบ่ายจนถึงมืดค่ำ เห็นทั้งคนทำงาน แรงงาน คนทำงานกลางคืน เด็กช่างไล่ตีกัน ขอทาน ไปจนถึงการชุมนุมทางการเมือง ทำให้ผมคุ้นชินกับการได้สังเกตและเฝ้ามองชีวิตผ่านกรอบสี่เหลี่ยมตลอดเวลา

พอเห็นมาก ๆ เข้าก็อยากบันทึกมุมมองผมเก็บไว้ จำกล้องที่พ่อผมขายให้ลุงได้ไหม วันหนึ่งผมขอยืมกล้องตัวนั้นจากลุง หลังเลิกงาน ผมขึ้นรถ บขส. ไปพัทยา ความที่ผมใส่ยูนิฟอร์มของ ขสมก. เขาก็ให้ขึ้นฟรี ตอนนั้นผมอายุสัก 19 – 20 ปีนี่แหละ เป็นครั้งแรกที่ผมได้หัดถ่ายรูป พัทยาเป็นห้องเรียนถ่ายรูปห้องแรกของผม 

เลยคิดจะเป็นช่างภาพ 

ไม่ หลังจากกลับจากพัทยา ผมไม่ได้จับกล้องอีกหลายปีเลย แต่เริ่มมาคิดถึงมันจริง ๆ ตอนอายุสัก 23 ปี ผมไปเป็นอาสาสมัครทหาร ตอนนั้นเป็นช่วงคาบเกี่ยวสงครามบ้านร่มเกล้า ราว พ.ศ. 2530 กองทัพเขาเปิดรับสมัครกองหนุน ผมเป็นวัยรุ่นก็อยากผจญภัย แถมยังมีค่าจ้างและสวัสดิการด้วย ได้ไปประจำอยู่กองพลทหารราบที่ 9 กาญจนบุรี รุ่นที่ 2 คืออาสาสมัครรุ่นแรกเขาถูกส่งไปรบ ตายเกือบหมด แต่รุ่นผมกลับไม่ได้ถูกส่งไป เพราะหยุดรบกันพอดี ถือเป็นโชคเหมือนกัน อยู่ที่นั่นแค่ 2 ปีก็เริ่มเบื่อ เพราะต้องฝึกอย่างเดียว แถมต้องมีระเบียบหยุมหยิม 

จุดเปลี่ยนช่วงนั้นก็คือเวลาผมเข้าเวร ผมต้องไปรับหนังสือพิมพ์จากประตูทางเข้ากรมฯ วันหนึ่งผมเจอข่าวการสลายการชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน สมัยก่อนภาพข่าวนี่มันโจ่งแจ้งมาก เห็นภาพทหารยิงคนอะไรแบบนี้ แล้วก็มาย้อนคิด ชีวิตทหารนี่เหี้ยมาก ถ้านายสั่งให้ฆ่าคนก็ต้องฆ่า และอีกอิทธิพลสำคัญคือตอนประจำการ ผมมีโอกาสดูหนังเรื่อง The Killing Fields ของ Roland Joffé เล่าถึงช่างภาพข่าวในสงครามเขมรแดง มี John Malkovich นำแสดง ตอนนั้นแหละที่คิดว่ากูเลิกจับปืนมาจับกล้องดีกว่า

ลาออกเลย

นั่น พ.ศ. 2533 โชคดีนะที่ผมลาออกมาก่อน เพราะถ้าอยู่ต่อ 2 ปีหลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ (พ.ศ. 2535) เพื่อนในกองร้อยถูกเกณฑ์ให้ไปปราบผู้ชุมนุม ผมไม่แน่ใจว่าจะทำแบบนั้นได้ไหม

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่เป็นทหารยังมีข้อดีอีกเรื่อง คือผมไปเจอใบปลิวประกาศรับนักศึกษาของมหาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นหลักสูตรเรียนทางไปรษณีย์ ผมอยากเรียนเลยไปสมัครสอบ ความที่ผมชอบอ่านหนังสือและนิตยสารมาตั้งแต่เด็ก เลยลงทะเบียนเรียนนิเทศศาสตร์ ได้เริ่มเรียนทฤษฎีการถ่ายรูป ได้เรียนเกี่ยวกับการทำสื่อและภาพยนตร์ แม้สุดท้ายเรียนไม่จบ แต่ข้อดีอีกเรื่องคือผมได้บัตรนักศึกษาเอาไปใช้ยืมหนังสือจากห้องสมุดมาอ่านได้เยอะมาก ห้องสมุดนี่เป็นห้องเรียนหลักของผม (ยิ้ม)

ลาออกมาทำอะไร 

กลับกรุงเทพฯ ไปทำโรงงานยาชื่อแอตแลนติก ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นคนงานสายพานการผลิต ตอนนั้นเริ่มคิดจริงจังกับการถ่ายรูปแล้ว เลยทำโอทีหนักเพื่อเก็บเงินมาซื้อกล้องถ่ายรูป ตัวแรกที่ซื้อคือ Pentax K1000 ได้มาจากร้านแถวสะพานเหล็ก พอมีกล้อง ผมก็เริ่มหาประกาศรับสมัครงานช่างภาพ นี่เป็นจุดเริ่มต้นจริง ๆ

ตอนที่เริ่มหางานถ่ายรูปจริงจัง คิดหรือยังว่าอยากเป็นช่างภาพแบบไหน 

มีภาพฝันลึก ๆ ว่า อยากเป็นช่างภาพสงครามแบบ John Malkovich ใน The Killing Fields น่ะ แต่มันก็เป็นแค่ความฝัน ผมไม่มีประสบการณ์และวุฒิการศึกษา เจองานไหนเปิดรับก็ยื่นใบสมัคร งานแรกที่ได้ทำคือช่างภาพผู้สื่อข่าวธุรกิจในนิตยสาร Dog in Thailand คือช่างภาพถ่ายสัตว์เลี้ยงนั่นล่ะ (ยิ้ม)

คุณไม่มีประสบการณ์และวุฒิการศึกษา แล้วได้งานนี้ยังไง

ย้อนกลับไปตอนเป็นทหาร ผมเจอประกาศรับสมัครอบรมผู้สื่อข่าวชุมชนจากหนังสือพิมพ์ ตอนนั้นก็ไม่ได้รู้อะไรมากนัก เพิ่งมารู้หลายปีหลังว่าโครงการนี้เป็นของ กอ.รมน. ระหว่างอบรม เขาให้ลองเขียนบทความ ผมเลยเขียนเรื่องกระบวนการทุจริตในระบบราชการ แล้วก็ส่งบทความนี้ไปพร้อมรูปถ่ายที่สะสมไว้ หลังจากได้กล้อง Pentax K1000 ตอนทำงานโรงงาน รวมถึงชุดภาพที่ผมเห็นคนดำน้ำหาของเก่าใต้คลองบางกอกน้อยไปขาย ผมก็ตามไปถ่ายอารมณ์แบบสารคดี ก็เอารูปเหล่านี้แหละไปเป็นพอร์ตโฟลิโอสมัครงาน

ผมมองว่าภาพถ่ายของผมตอนนั้นก็ธรรมดา แต่ที่ได้งานน่าจะเป็นเพราะตอนสัมภาษณ์ได้คุยกับเจ้าของนิตยสาร เขาเป็นคนใต้ที่สนใจการเมือง และเขาน่าจะถูกชะตาผม

งานสนุกไหม

สนุกที่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ มากกว่า เหมือนได้เข้าวงการธุรกิจเพาะพันธุ์หมา ไปถ่ายรูปเจ้าของฟาร์ม เจ้าของหมา ถ่ายรูปหมา ขณะเดียวกัน ตำแหน่งผมยังต้องหาโฆษณามาลงนิตยสารด้วย ก็ได้ฝึกเรื่องการเข้าหาคน ได้เรียนรู้กระบวนการผลิตหนังสือด้วย 

แต่ทำอยู่ไม่ถึง 5 เดือน เห็นประกาศรับสมัครงานช่างภาพนิตยสารท่องเที่ยว Free Copy แจกนักท่องเที่ยวต่างประเทศในกรุงเทพฯ พัทยา เชียงใหม่ เกาะสมุย ภูเก็ต ผมชอบเดินทางก็เลยไปสมัคร เขาถามว่าถ่ายฟิล์มสไลด์เป็นไหม ผมไม่เคยถ่ายหรอก แต่โกหกว่าเป็นไว้ก่อน เขาให้ฟิล์มสไลด์มาม้วนหนึ่ง ให้ไปเทสต์งานด้วยการถ่ายรูปแถวเยาวราช ปรากฏว่าผ่าน เลยได้งานนี้ ผมก็นึกในใจว่า เวรล่ะ ผมมีกล้องกับเลนซ์ 50 มม. แค่ตัวเดียว ต้องเที่ยวหายืมเงินญาติมาซื้อเลนส์ ซื้อขาตั้ง ซื้ออุปกรณ์เพิ่ม ไหนจะที่ผ่านมาถ่ายแต่ภาพหมาตอนกลางวัน ถ้าถ่ายบาร์กลางคืน ที่ที่มีแสงน้อย ๆ จะทำยังไง ก็เปิดตำราอ่านและไปลองถ่าย เสียเงินกับค่าฟิล์มไปเยอะ

งานใหม่นี้ทำให้ผมได้ไปถ่ายรูปทั่วประเทศ ใช้อุปกรณ์มือสองราคาถูกนี่แหละค่อย ๆ ดัดแปลงเอา ถ่ายไปถ่ายมาก็ได้งานเสริม พวกถ่ายโบรชัวร์โรงแรม ร้านอาหาร เขาให้ไปถ่ายไหน ค่าจ้างถูกก็รับ มันเหมือนได้ฝึกฝน แถมได้ฝึกภาษาด้วย ก็ทำจนคิดว่าออกมาเป็นฟรีแลนซ์เองดีกว่า อยู่ที่นั่น 2 ปีเลยลาออกมา

เริ่มมั่นคงแล้ว 

ไม่เลย ผมเป็นคนเบื่อง่ายมากกว่า ตอนเป็นฟรีแลนซ์ก็รับถ่ายแต่งานที่ไม่ได้ค่าจ้างสูงอะไร ส่วนใหญ่ก็พวกนิตยสารนี่แหละ แต่มีอยู่งานหนึ่งเป็นบริษัทฝรั่งมาจ้างให้ไปถ่ายแลนด์สเคปธรรมชาติที่ไกล ๆ อย่างแม่ฮ่องสอน ทีลอซู ห้วยผาแต้ม สมัยนั้นรูปถ่ายพวกนี้ยังมีคนถ่ายน้อยอยู่ เลยได้เช่ามอเตอร์ไซค์วิบากหอบกล้องไป และพบว่า เฮ้ย สนุกดีว่ะ

ถ่ายรูปโรงแรมร้านอาหารสวย ๆ ไม่ชอบ ชอบไปที่ลำบาก

(ยิ้ม) อาจเพราะชอบผจญภัยด้วยมั้ง ที่สำคัญคือพอไปทำงานแบบนี้ มันจะเจอมุมมองใหม่ ๆ โดยที่ไม่ใช่การจัดฉากแบบที่ผ่านมา ผมเริ่มหันมาถ่ายพอร์เทรตจริงจังก็ช่วงนั้น แล้วพอได้เดินทางไกล ๆ ผมมีสต็อกรูปเก็บไว้เยอะ เลยปรินต์ออกมาทำโปสต์การ์ดไปฝากขาย พวกรูปชาวเขา ชนเผ่า ชาวเล หรือทิวทัศน์ธรรมชาติในเชียงใหม่ หรือภาคใต้ที่ขายกันช่วงสัก 20 กว่าปีก่อนนี้ ส่วนหนึ่งก็รูปผมทั้งนั้น 

คุณเป็นที่รู้จักจากการเป็นช่างภาพข่าว จุดเริ่มต้นงานนี้มาตอนไหน

ก็ออกมาเป็นฟรีแลนซ์พักหนึ่ง ตอนนั้นน่าจะอายุสัก 26 – 27 ผมไปสมัครงานแผนกแมกาซีนของหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ผมอยากได้งานนี้ เลยไปซื้อหนังสือฝึกสอนเขียนจดหมายภาษาอังกฤษแบบเดียวกับที่เมียเช่ายุคนั้นเขาเรียนกัน ผมเรียนรู้จากหนังสือเล่มนั้นเพื่อเขียนจดหมายสมัครงาน ตอนนั้นเขารับปริญญาตรี ผมวุฒิแค่ ม.3 แต่ก็พอมีผลงานเยอะแล้ว สุดท้ายก็เหมือนเดิม ไปสัมภาษณ์กับ บ.ก. แล้วถูกคอ ก็เลยได้งาน 

งานที่ Bangkok Post ค่อนข้างให้อิสระกับการเลือกประเด็นประมาณหนึ่ง ผมเลยเลือกที่สนใจอย่างเรื่องกองทัพมอญกู้ชาติ เรื่องความขัดแย้งชายแดน เรื่องคนไทใหญ่ในรัฐฉาน ขณะเดียวกัน สมัยก่อน ประเด็นพวกนี้ไม่ได้มีคนออกมาเล่าเยอะ ผมอยากเป็นคนเล่าและได้ผจญภัยในที่ใหม่ ๆ จำได้เลยว่าขี่มอเตอร์ไซค์ไปกับ ก้อง ฤทธิ์ดี ที่ตอนนั้นก็เพิ่งเข้ามาทำ Bangkok Post ก่อนผมไม่นาน ไปหาโบสถ์คริสต์กลางภูเขาในอำเภอแม่แจ่ม แล้วก็ไปดูหลุมขุดไดโนเสาร์ที่ภูกุมข้าว กาฬสินธุ์ ตอนที่เพิ่งมีการค้นพบใหม่ ๆ เป็นกำไรชีวิตที่ดีมาก

ดูเป็นงานที่คุณชอบมากเลยนะ แต่ก็ยังลาออกอีก 

ใช่ ทำได้ 2 ปีกว่าแล้วลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์อีกรอบ พอเป็นแพตเทิร์นซ้ำ ๆ มันก็อิ่มตัว ทำงานประจำมันดีมากเลยนะ มีคนจ่ายเงินให้เดินทางไปทำในสิ่งที่เราถนัด แต่พอเป็นฟรีแลนซ์ รู้สึกเหมือนมีคนมาซื้อสิ่งที่เราทำ สิ่งที่เป็นตัวเราจริง ๆ มันใช่กว่า ผมอยากมีวิถีแบบนั้น 

ช่วงที่ออกมาเป็นฟรีแลนซ์ Amarin Printing เขาเพิ่งรับนิตยสาร National Geographic มาทำฉบับภาษาไทย เขามีประกวดภาพสารคดีพอดี ผมส่งเซตภาพคนเก็บรังนกที่เกาะพีพี แล้วก็เซตภาพชาวอูรักลาโว้ยที่เกาะลันตาไปประกวด ปรากฏว่าได้รางวัลชนะเลิศและชมเชย จากนั้นก็ได้ถ่ายสารคดีให้ที่นี่อีกหลายเรื่อง เลยพอเป็นที่รู้จักในงานถ่ายสารคดีมากขึ้น

ขณะเดียวกัน สมัยอยู่ Bangkok Post ก็ได้รู้จักเพื่อนที่ทำสำนักข่าวต่างประเทศที่ขายรูปให้สื่อไทย ก็ได้จ๊อบจากงานพวกนี้เยอะ พวกฝรั่งเลยรู้จักผมเยอะล่ะ จนสำนักข่าวเยอรมันชื่อ EPA (European Press Agency) มีแผนมาเปิดสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไทย เขาก็ชวนผมไปทำงาน

วินัย ดิษฐจร เป็นช่างภาพคนแรกของ EPA

ตอนนั้นมีคนเดียวด้วย คือมีเครือข่ายนักข่าวต่างประเทศเขาแนะนำกันมา เขาดูงานผมแล้วก็รับเลย คุณบาบาร่า ที่เป็นทีมผู้บริหารเขาเดินทางมากรุงเทพฯ แลกเงินบาทให้ผมก้อนหนึ่ง ให้ผมไปหาเช่าสำนักงาน ซื้อโต๊ะ ซื้อเก้าอี้ ซื้อคอมพิวเตอร์ทำออฟฟิศ แล้วก็ให้กล้องรุ่นท็อปของ Cannon พร้อมอุปกรณ์ฟูลออปชันมา จากนั้นเขาก็กลับไปและสั่งงานผมทางอีเมล ไม่มีการเทรนอะไรทั้งนั้น 

งานที่ EPA รายได้ดีเลยนะ กินหรู อยู่สบาย ช่วงนั้นราว พ.ศ. 2546 ก็ได้ทำข่าวเรื่องความขัดแย้งในภาคใต้บ่อย เหตุปล้นปืน กรือเซะ สึนามิ สงครามยาเสพติด ม็อบพันธมิตร รวมถึงประชุม APEC เรื่องไข้หวัดนกที่ไทยเป็นเจ้าภาพ และพวกผู้นำหรือเซเลบริตี้ระดับนานาชาติ ได้ประสบการณ์เยอะ ผมทำอยู่ EPA 2 ปีก็ลาออก

เป็นทหาร 2 ปี เป็นช่างภาพหนังสือท่องเที่ยวอีก 2 ปี อยู่ บางกอกโพสต์ ก็อีก 2 ปี แล้วที่ EPA ก็ 2 ปีด้วย ว่าไปคุณก็เหมือนวัยรุ่นเจนฯ ซี อยู่นะ

(หัวเราะ) เออ กินหรูอยู่สบายไม่ชอบ นาน ๆ ไป กลัวเคยตัว หันมานอนโรงแรมจิ้งหรีด กินข้าวข้างทางดีกว่า

ไม่อยากถ่ายเซเลบต่อแล้ว

ถ้าทำไปเรื่อย ๆ มันจะเป็นแพตเทิร์นที่น่าเบื่อ ต้องถ่ายผู้นำที่มาประชุมให้ชัด แล้วก็ต้องไปแย่งชิงมุมถ่ายกับช่างภาพคนอื่น ๆ เต็มไปหมด คือไม่ได้คุยนะ แต่ผมถ่ายพวกนี้ได้ดีกว่าคนอื่น แต่มันไม่ตื่นเต้นแล้ว

เป็นวัยรุ่นเจนฯ ซี จริงๆ ด้วย

ผมเบื่อกับงานแพตเทิร์นเดิม ๆ แต่ไม่เคยเบื่อกับการถ่ายรูป เลยเลือกที่จะทำงานตามความสนใจตัวเอง เพราะมีเวลาเรียนรู้และพิถีพิถันกับมันได้มากกว่า 

แต่งานถ่ายพวกผู้นำก็ยังทำอยู่ เพราะงานแรกที่ผมถ่ายให้ EPA คือถ่ายรูป จอร์จ บุช (George Bush) สมัยเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอนมาเยือนไทย ซึ่งพอออกมาดี ก็ได้ถ่ายอีกหลายงานประชุมตั้งแต่นั้น พอช่วงหลังลาออกมา คนจ้างเขาก็อยากได้คนมีประสบการณ์ แบบที่ถ่ายพลาดไม่ได้ เพราะไม่มีโอกาสให้ซ่อมแล้ว ผมก็เลยได้งานจ้างแบบนี้อยู่

ทุกวันนี้ยังถ่ายแนวนี้อยู่ไหม

มีบ้าง แต่น้อยลงเยอะ ก็นะ ไอ้ทรัมป์แม่ง… (หัวเราะ)

พอออกจาก EPA ก็กลายเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์เต็มตัว

ใช่ 20 กว่าปีแล้ว มีทั้งคนมาจ้าง และเราคิดประเด็นสารคดีไปเสนอบ้าง พอมาช่วงหลัง ๆ แวดวงนิตยสารค่อย ๆ ล่มสลาย ก็หันมาถ่ายงานให้องค์กรระหว่างประเทศ 

พอออกมาเป็นฟรีแลนซ์เอง คุณเลือกประเด็นถ่ายรูปยังไง 

พอทำงานข่าวมานาน เราจะมีทักษะมองประเด็นล่วงหน้า ตามข่าวแล้วก็พอเดาได้ว่ามันจะพาไปทางไหน เช่น พอมีรัฐประหาร พ.ศ. 2549 ผมเห็นว่าสังคมไทยต้องเปลี่ยนแน่ เลยถ่ายต่อให้เห็นผลของมัน ทั้งร่องรอยหลังรัฐประหาร การก่อตัวของเครือข่ายการเมืองภาคประชาชนอะไรแบบนี้ 

ผมไม่ได้อยากถ่ายแค่เหตุการณ์ในข่าว แต่อยากบันทึกผลกระทบที่มันทิ้งไว้ หรืออย่างเหตุความรุนแรงในภาคใต้ พอกระแสข่าวลดลงก็ไม่ได้แปลว่าความขัดแย้งหายไป ผมก็นั่งรถทัวร์ลงไปสามจังหวัดเพื่อถ่ายต่อจนเป็นซีรีส์ใหญ่อย่างซีรีส์สงครามลับในลาวที่ต่อมากลายเป็นนิทรรศการ Biker’s Journal of the Secret War in Laos (พ.ศ. 2567, VS Gallery) ก็เริ่มจากตอนที่ผมเห็นผู้อพยพชาวม้งที่เพชรบูรณ์เมื่อ 10 กว่าปีก่อน คือชาวม้งหลายคนที่อพยพมาอยู่ไทยเนี่ย ในช่วงสงครามลับในลาว ถือว่ามีบทบาทสำคัญในฐานะ ‘กองทัพลับ’ ที่ได้รับสนับสนุนจาก CIA เพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของ นายพลวังเปา

ผมสนใจชะตากรรมของพวกเขา ก็เลยอยากย้อนกลับไปสำรวจพื้นที่ที่เขาเคยอยู่มา เลยขี่มอเตอร์ไซค์ข้ามไปลาว เพื่อถ่ายร่องรอยที่ยังเหลืออยู่ งานแบบนี้อาจไม่มีความปัจจุบันทันด่วนแบบภาพข่าว แต่มันคือการบันทึกสิ่งที่สืบเนื่องจากประวัติศาสตร์ และผู้คนจำนวนมากยังอยู่กับผลของมัน ทุกเหตุการณ์มีเส้นเชื่อมกันหมด ผมสนใจลากเส้น ติดตาม และบันทึกเรื่องพวกนี้

กลายเป็นถ่ายรูปเป็นซีรีส์ไว้เพื่อทำนิทรรศการ

จริง ๆ ไม่ได้คิดเรื่องนี้มาก่อน ผมถ่ายรูปเพราะผมอยากเล่าเรื่อง สมมติได้จ๊อบไปถ่ายสถานที่นี้ ผมก็คิดต่อว่าสถานที่ที่ไปอาจมีประเด็นอะไรเล่าเพิ่มได้ ก็หาข้อมูล เปิดแผนที่ ปักหมุด และหาวัตถุดิบเพิ่มเติมเพื่อไปถ่ายเก็บไว้ เหมือนต่อจิ๊กซอว์สะสมไปเรื่อย ๆ บางสถานที่ได้คอนเซปต์ว่าจะเล่าอะไร ก็อาจหาเวลาไปใหม่ของเราเอง

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือย้อนกลับไปที่คุณถามว่า ทำไมจึงลาออกจาก EPA ส่วนหนึ่งเพราะผมเสียดายภาพที่ถ่ายแล้วไม่ได้เป็นเจ้าของ ผมอยากเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพ ผมอยากเป็นเจ้าของเสี้ยวเวลาแห่งประวัติศาสตร์ ด้วยความเชื่อที่ว่ามุมมองที่ผมเห็นมันควรจะเป็นรูปภาพ

ผมพยายามมองหามุมมอง และถ่ายภาพออกมาไม่ใช่เพียงแค่ทำหน้าที่เพียงแค่จะสื่อสารเรื่องราว รับรู้ความจริงแล้วก็มองผ่านเลยไป แต่ต้องคิดว่าจะต้องทำให้มันมีคุณค่าทางศิลปะเพื่อที่ให้ภาพมันได้ทำหน้าที่ของมันได้ยาวนานที่สุดเท่าที่มันจะทำได้

แล้วพอมันออกมาเป็นนิทรรศการจึงเข้าทางเลย 

บี-วรวุฒิ สัจจะปรเมษฐ เจ้าของ VS Gallery มาเห็นรูปที่ผมถ่ายม็อบเยาวชนที่ออกมาขับไล่รัฐบาลทหารเมื่อ พ.ศ. 2563 รวมถึงม็อบการเมืองที่ผมถ่ายเก็บไว้ตั้งแต่สมัยเสื้อเหลือง-แดง และหลังรัฐประหาร เขาเลยมาชวนเลือกรูปไปจัดนิทรรศการ The People’s Road k.m.0 (พ.ศ. 2565) ตามมาด้วยนิทรรศการ RED, YELLOW & BEYOND(พ.ศ. 2566) ที่ว่าด้วยพัฒนาการการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2548 – 2565 

ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่ารูปเราจะจัดแสดงในฐานะงานศิลปะเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่ารูปเราไม่มีศิลปะ แต่ไม่คิดว่าจะนำเสนอในฐานะงานศิลปะที่จัดแสดงในแกลเลอรี จากนั้นซีรีส์รูปถ่ายอื่น ๆ ก็ตามมา และมีโอกาสไปจัดแสดงทั้งในไทยและต่างประเทศ 

รู้สึกยังไงพอรูปที่เคยถ่ายลงบนหนังสือพิมพ์หรือเว็บไซต์ได้ปรินต์ออกมาแขวนผนัง 

เหมือนมันมีชีวิตใหม่ คุณนึกออกไหม ผมเริ่มถ่ายรูปเพื่อเอาไปพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร พอสิ่งพิมพ์ตายลง มันก็ไปอยู่บนหน้าเว็บไซต์ ซึ่งไม่ได้แย่หรอก แต่พอรูปถูกปรินต์เป็นขนาดใหญ่ออกมา ถูกนำไปแขวนผนัง แล้วมีคนยืนจ้องมันนาน ๆ เหมือนชัยชนะเล็ก ๆ เลยนะ

ที่มีคนดื่มด่ำกับมันมากขึ้น

ทุกวันนี้คุณใช้เวลาในการดูรูปในมือถือหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเท่าไหร่ บางรูปมันผ่านตาเราไม่ถึง 1 วินาที ก่อนถูกเลื่อนไปด้วยซ้ำ 

พอปรินต์ออกมาแขวนผนัง ก็ยิ่งเข้าทางผมเลย การทำงานของผมค่อนข้างโอลด์สคูล ไม่ใช่งานที่รีบถ่ายเพื่อให้ทันการนำเสนอข่าวสาร ยกตัวอย่างซีรีส์ม็อบเยาวชน ผมอยู่ในพื้นที่กับช่างภาพคนอื่น ๆ นักข่าวหลายคนรีบไปถ่ายเหตุการณ์สำคัญ ๆ เพื่อรายงาน แต่ผมเลือกที่เก็บอารมณ์ผู้คน เก็บแง่มุมเล็ก ๆ น้อย ๆ เก็บชีวิตของคนรอบ ๆ ม็อบ วัดแสง จัดวางองค์ประกอบ ต่อให้ภาพข้างหน้าจะเร่งรีบแค่ไหน ผมก็ประณีตกับมัน

ไม่ได้บอกว่าแบบไหนดีกว่ากัน แต่ทิศทางการทำงานผมเป็นแบบนี้ มีลายเซ็นของมัน ซึ่งดีที่เริ่มมีคนสะสมผลงานผมบ้าง ก็พออยู่ได้ มันดีขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งนี้เกี่ยวกับช่วงวัยที่มากขึ้นด้วยไหม 

จริง ๆ ผมคราฟต์กับการถ่ายรูปมาตั้งแต่สมัยเป็นนักข่าวแล้ว ถามว่าเกี่ยวกับช่วงวัยไหม ไม่นะ ทุกวันนี้ผมยังชอบขี่มอเตอร์ไซค์ลงพื้นที่ ชอบหาข้อมูล และคุยกับผู้คนเยอะ ๆ ก่อนจะถ่ายรูป ไอ้นิสัยนี้มาตั้งแต่สมัยผมเป็นหนุ่มแล้วต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปเก็บสต็อกรูปในที่ไกล ๆ ให้บริษัทฝรั่ง 

ตอนนั้นผมขี่มอเตอร์ไซค์ได้ทุกประเภท และยังรักในการขี่มอเตอร์ไซค์อยู่ แค่ปีนี้ผมอายุขึ้นเลข 6 แล้ว อาจต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องดูแลสุขภาพมากหน่อย เพราะยังมีประเด็นที่อยากทำอีกเยอะ

การเลือกประเด็นล่ะ อายุที่มากขึ้นมีผลมากน้อยแค่ไหน

ไม่เกี่ยวกัน แค่ระวังกับร่างกายให้มากขึ้น ผมยังสนใจประเด็นความขัดแย้ง และชะตากรรมของผู้คนเหมือนเดิม อย่างประเด็นสงครามลับในลาว ถึงเคยทำมานานแล้วและจัดแสดงไปแล้ว แต่ผมก็ยังเห็นแง่มุมที่จะทำต่อ ผลพวงจากสงครามเย็น ผมก็เก็บข้อมูลอยู่เรื่อย ๆ อย่างที่บอก ผมโตมาในช่วงสงครามเย็น เห็นการเปลี่ยนแปลง และร่องรอยที่สงครามนี้ทิ้งเอาไว้เยอะมาก ๆ รวมถึงยังเชื่อมโยงกับความเป็นไปหรือทัศนคติทางการเมืองของผู้คนในปัจจุบัน ค่อย ๆ สะสมข้อมูล ต่อจิ๊กซอว์ และเดินทางไปบันทึกรูปเก็บไว้ 

จากผลงานที่ผ่าน ๆ มา วินัย ดิษฐจร ให้ความสนใจกับผู้คนในภาพถ่ายเป็นพิเศษ หรืออย่างในนิทรรศการล่าสุด ANGEL CITY BLUES ก็ดูเหมือนไม่มีรูปไหนที่ไม่มีคนอยู่ในนั้น คุณมองเรื่องนี้ยังไง

เพราะผู้คนคือภาพสะท้อนของเหตุการณ์หรือชะตากรรมที่เป็นผลพวงของเหตุการณ์มากที่สุด 

ผมสนใจเรื่องการต่อสู้ของผู้คน ซึ่งไม่ได้หมายความแค่คนที่ออกมาเรียกร้องอะไรสักอย่างบนท้องถนน แต่เป็นการที่พวกเขาต้องสู้กับชีวิตที่เป็นอยู่ การดำรงอยู่ หรือการต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

เป็นเหมือนข้อสังเกตที่ผมเคยตั้งไว้ว่า งานคุณ ถ้าไม่ถ่ายรูปคนจน คนจร ก็อาจเป็นคนที่ต้องทนทุกข์กับอะไรสักอย่าง

ชีวิตจริงคือความทุกข์ ผู้คนต่อสู้เพื่อที่จะมีความสุข แต่ข้อสังเกตของคุณก็ไม่ถูกเสียทีเดียว มีรูปไม่น้อยไปกว่ากันที่ผมพยายามบอกเล่าความรื่นรมย์ของคนในภาพ ตำรวจจราจรที่กำลังกินไส้กรอกอย่างเอร็ดอร่อย คนที่กำลังทำชูชีพจากขวดน้ำตอนน้ำท่วม แรงงานกำลังนอนหลับพักผ่อนหรือกำลังจะได้กลับบ้าน วัยรุ่นที่กำลังสนุกกับคอนเสิร์ต หลาย ๆ รูปผมจะเก็บใบหน้าของพวกเขาในระยะประชิด เพื่อถ่ายทอดช่วงเวลาที่กำลังมีความสุข 

การถ่ายรูปสำหรับผมคือชีวิต คือทั้งชีวิตของผมในฐานะช่างภาพ และชีวิตของคนอื่นที่มีทั้งทุกข์และสุขปนกัน มันเป็นภาพสะท้อนของชีวิตผมไปในขณะเดียวกัน


สิ่งนี้เกี่ยวกับที่คุณเลือกอาชีพเสริมเป็นไรเดอร์ด้วยไหม

ใช่ ผมทำงานนี้มา 9 ปีแล้ว เรียกว่าเป็นไรเดอร์อาวุโสก็ได้ เรื่องรายได้เสริมก็เรื่องหนึ่ง แต่การเป็นไรเดอร์ช่วยให้มองเห็นพื้นที่ได้กว้างขึ้นและหลากหลาย การเป็นไรเดอร์เหมือนได้บัตรผ่านให้ขี่รถเข้าไปในชุมชนต่าง ๆ และได้เห็นอะไรใหม่ ๆ

ทุกวัน ผมจะพกกล้องตัวเล็ก ๆ ไปด้วย ถ้าเจออะไรน่าสนใจก็ถ่ายเก็บไว้ สะสมไปเรื่อย ๆ ซึ่งงานชุด ANGEL CITY BLUES ก็เป็นผลลัพธ์จากกิจวัตรแบบนี้

เล่าชีวิตประจำวันของ วินัย ดิษฐจร ให้ฟังหน่อย

ผมจะขี่มอเตอร์ไซค์ช่วงเย็นเป็นหลัก กลางวันถ้าไม่ได้ออกไปถ่ายงานไหน ก็ทำรีเสิร์ชข้อมูลอยู่บ้าน จัดการไฟล์ ตอบอีเมล คุยงาน ทำพอร์ตโฟลิโอสำหรับโปรเจกต์ใหม่ เหมือนฟรีแลนซ์ทั่วไปเลย ต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง เรียนรู้ และปรับตัวอยู่ตลอด

ถ้าเทียบกับคนวัยเดียวกันที่ส่วนใหญ่เกษียณไปแล้ว คุณมองตัวเองยังไง

ส่องกระจกทุกวันก็รู้ว่าแก่แล้ว (หัวเราะ) แต่ก็ยังมีความกระตือรือร้นเหมือนเดิม การได้ขี่มอเตอร์ไซค์เหมือนได้ทำงานอดิเรก ส่วนการถ่ายรูป ผมมองมันไปไกลกว่าอาชีพมานานมากแล้ว

เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

ใช่ คิดไว้ว่าจะรักษาร่างกายให้สมบูรณ์ที่สุด อย่างน้อยสักอายุ 75 จากนั้นค่อยว่ากันใหม่

แล้วจะยังขี่มอเตอร์ไซค์เหมือนเดิม

ถ้าตอนนั้นร่างกายมันอนุญาตนะ

Writer

จิรัฏฐ์​ ประเสริฐทรัพย์

นักเขียนและนักแปล แต่บางครั้งก็หันมาทำงานศิลปะ อาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ ผลงานล่าสุดคือรวมเรื่องสั้น 'รักในลวง'

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล