ถ้าจะเดินทางจากประเทศไทยไปจีน คุณจะเลือกเดินทางแบบไหน
เครื่องบิน รถยนต์ หรือรถไฟ
ขออภัย แต่ โตโต้-จิรวัฒน์ นาวาดา หนุ่มเชียงใหม่ เลือกสเกตบอร์ดเป็นพาหนะคู่ใจในการเดินทาง
อ่านไม่ผิด สเกตบอร์ด
ไม่นานมานี้ หลายคนอาจเคยเห็นคลิปของโตโต้ผ่านตาในแฮชแท็ก #ไถสเกตไปจีน หรือกระทั่งเป็นผู้ติดตามและเอาใจช่วยในการเดินทางจากประเทศไทยไปจีนด้วยสเกตบอร์ด หากระบุให้ชัด คือออกเดินทางจากเชียงใหม่อันเป็นบ้านเกิดของเขา ไปสิ้นสุดที่จุดหมายคือแชงกรีล่า
การเดินทางนั้น พาเขาและสเกตบอร์ดคู่ใจผ่านเส้นทางที่ท้าทายมากมาย พานพบมิตรภาพระหว่างทาง เผชิญกับห้วงเวลาที่ยากจะลืม ทั้งหมดบันทึกผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของเขา
ไม่ใช่แค่ผมและเคราที่ยาวขึ้น หรือกล้ามเนื้อร่างกายที่เปลี่ยนสภาพจากการออกแรงทุกวัน แต่ความคิดของเขาก็ถูกกลั่นกรองไปพร้อมกัน
เล่าให้น่าสนใจขึ้นไปอีก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาไถสเกตบอร์ดจากไทยไปต่างประเทศ ก่อนหน้านี้เขาเคยเดินทางจากเชียงใหม่ไปฮานอย ประเทศเวียดนาม ด้วยวิธีเดียวกันมาแล้ว รวมถึงโปรเจกต์พิเศษในการไถสเกตในฟิลิปปินส์เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง
บางคนอาจมองว่าเขาบ้า บางคนอาจชื่นชมและอิจฉาในอิสระ บางคนอาจประทับใจเรื่องราวการเดินทางด้วยสเกตบอร์ด
แต่แท้จริงแล้ว เบื้องหลังที่มากกว่าการเดินทางนั้น คือ ‘ความฝัน’ ที่ผูกโยงตัวตนของเขากับสเกตบอร์ดไว้ด้วยกัน
ฝันนั้นคืออะไร เขาทำแบบนี้ไปเพื่อสิ่งใด ชีวิตของเขาผูกพันกับสเกตบอร์ดขนาดไหน เราชวนโตโต้มาคุยกันในวันที่ทริปไถสเกตบอร์ดไปจีนจบลงแล้ว และเขากำลังเตรียมตัวเพื่อการเดินทางในโปรเจกต์ใหม่ที่ใหญ่และบ้ากว่าเดิม

เรื่องของไอ้หนุ่มที่ไถสเกตไปจีน
มันเป็นยามบ่ายที่แดดแผดจ้า
เบื้องหน้าเราคือโตโต้ หนุ่มเชียงใหม่วัย 37 ปี เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นติดกระดุม กางเกงคาร์โก รองเท้าผ้าใบ สวมหมวกจากรายการ ติดคุย ที่เขาเป็นแฟนรายการ นั่งทอดกายรอเราอยู่บนผืนหญ้าริมสระน้ำในสวนสาธารณะหนองบวกหาด มีกระเป๋าเป้และสเกตบอร์ดคู่ใจวางอยู่เคียงข้าง
หากใครที่รู้จักเขา คงจะรู้ว่าโตโต้กับสเกตบอร์ดผูกพันกันขนาดไหน
“เดี๋ยวจะเฉลยว่าทำไมถึงต้องนัดมาที่สวนสาธารณะ” เขาว่า หลังจากที่เราหย่อนกายลงนั่งเคียงข้าง แสงแดดค่อย ๆ ไล้ผ่านกิ่งก้านต้นไม้ในสวนสาธารณะ ส่งร่มเงาลอดผ่านใบไม้ลงมาเป็นหย่อม ก่อนที่โตโต้จะเริ่มเล่าเรื่องราวอันยาวนานของเขากับสเกตบอร์ด
เราทักทายกันพอเป็นพิธี ไม่พบเขาเสียนานนับปี เห็นก็แต่ในช่องทางโซเชียลส่วนตัวที่เขาลงเกี่ยวกับการเดินทางของตนเองก่อนหน้านี้
“มันจะมีใครสนใจอ่านจริงไหมวะ เรื่องของไอ้หนุ่มที่ไถสเกตไปจีนเนี่ย” เขาถาม ส่วนเรายิ้มตอบ

ความผูกพันกับสเกตน่ะมันเริ่มตั้งแต่วัยเยาว์
“ทุกคนมีการเดินทางเป็นของตัวเองนะ” โตโต้เริ่ม หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งกับคำถามที่ว่า จุดเริ่มต้นของเขากับสเกตบอร์ดอยู่ที่ตรงไหน
“ทุกคนมีหน้าที่การงาน มีเป้าหมายเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม แม้กระทั่งเป็นข้าราชการนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ นั่นก็คือการเดินทางของคุณ แต่มันไม่ได้สะท้อนออกมาเป็นรูปธรรม เหมือนอย่างเราทำวิดีโอเดินทางให้เห็นจริง ๆ ใช่ไหม”
เขาพยายามเปรียบเปรยให้เราฟัง โดยอธิบายว่าชีวิตแต่ละคนเหมือนการเดินทางยาว และมีแต่ละสเตประหว่างเส้นทางนั้นที่ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป
ส่วนการเดินทางของเขากับสเกตบอร์ดเริ่มตั้งแต่ตอน ป.6
“สเกตแผ่นแรก พ่อเป็นคนซื้อให้ ยี่ห้อ Santa Cruz แพงด้วย” โตโต้เล่าย้อนความไปถึงเด็กชายจิรวัฒน์จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ “ตอนนั้นเราดันเข้าไปในศูนย์การค้า แล้วเจอร้านสเกตบอร์ดที่มีขายหลายอย่าง แต่มันดันมีเซตสเกตบอร์ดโผล่มาอันหนึ่ง ทั้งแผ่น ล้อ กระดาษทราย ชุดหนึ่งประมาณ 5,000 บาท
“ความจริงพ่อไม่อยากซื้อให้เพราะมันแพง ถ้าพังก็ต้องมาซื้อใหม่ให้อีกเรื่อย ๆ แต่ความจริงไม่เลย พอเล่นไปเรื่อย ๆ ซื้อแค่แผ่นไม้เปลี่ยนก็พอ”
หลังจากได้รู้จักสเกตบอร์ดในวัยนั้น โตโต้บอกว่ามันเปลี่ยนบุคลิกของเขาไปเป็นอีกแบบ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่มีสเกตบอร์ดมาเกี่ยวข้อง เขาจะพุ่งไปหามันทันที นั่นเองทำให้เขาได้รู้จักกลุ่มคนเล่นสเกตบอร์ดใหม่ ๆ รวมถึงหนัง เพลง ที่มักพ่วงมากับสเกตบอร์ด

“กลุ่มคนที่เล่นสเกตบอร์ดมีความเป็นเอกลักษณ์มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ทำให้เราชอบศึกษาหรือว่าไปในเส้นทางที่มีสเกตบอร์ดมาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะจากต่างประเทศ ซึ่งสื่อในไทยไม่ได้นำเสนอ หรือมีมิวสิกวิดีโอของไทยที่มีสเกตบอร์ดก็จริง แต่ของเมืองนอกมีโผล่มาเยอะกว่า ทั้งการแต่งตัว แบรนด์เสื้อผ้า หนัง เพลง เลยทำให้เราเดินไปตามนั้น”
โตโต้เล่าว่า ยิ่งพอเป็นสิ่งที่สื่อกระแสหลักบ้านเราไม่ค่อยพูดถึง จึงทำให้บุคลิกของคนที่เล่นสเกตบอร์ดดูแปลกประหลาดในภาพรวมของคนทั่วไป รวมถึงตัวเขาด้วย
“สมัยนั้นเด็กผู้ชายหลายคนเป็นนักฟุตบอล เป็นนักบาสเกตบอล ตะกร้อ กระบี่กระบอง เราก็เป็นนักฟุตบอลโรงเรียน
“ตอนนั้นเราเล่นสเกตบอร์ดแล้วนะ ทีนี้มีอยู่วันหนึ่งก่อนแข่งฟุตบอลนัดรองชนะเลิศ พวกเพื่อนกับรุ่นพี่ต่างโรงเรียนที่เล่นสเกตบอร์ดด้วยกันก็มานั่งเชียร์ อารมณ์แบบ เมื่อไหร่มึงจะแข่งบอลเสร็จ จะได้ไปเล่นสเกตกันต่อ ลองนึกภาพตามนะ ในสนามฟุตบอล มีผู้ปกครอง พ่อ แม่ มาเชียร์ แต่ตอนนั้นหันไปเห็นพวกเพื่อน ๆ มาเชียร์ ใจเราก็ไม่อยากเตะบอลแล้ว
“อยู่ ๆ จังหวะนั้นบอลมันมาเข้าเท้าเราที่เป็นกองหลัง เราหันกลับไปที่ประตูตัวเอง แล้วก็ยิงเข้าโกลตัวเองเลย คืออยากโดนเปลี่ยนตัวออก จะได้ไปเล่นสเกตบอร์ด ผู้ปกครองที่มาดูเขาจริงจังไง เขาก็พูดเป็นคำเมือง ‘ไอ้โต้ ยะอะหยังเนี่ย ๆ เฮ้ย ๆ มันเป๋นอะหยังน่ะ’ (โต้ ทำอะไรเนี่ย มันเป็นอะไรน่ะ)” เล่าจบเขาก็หัวเราะ
“เนี่ย พอได้รู้จักสเกตบอร์ดแล้ว ทุกอย่างในชีวิตมันประหลาดไปหมด
“เราจะไถไปที่ไหนก็ได้ เหนื่อย กระโดด ซ้อมคนเดียว หยุดเล่นได้ทุกที่ แต่ถ้าเตะบอล บางทีต้องรอบอลจากเพื่อน หรือเพื่อนส่งบอลมา แต่กูเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว กูจะส่งบอลคืนมันดีไหม แต่สเกตบอร์ดมันไม่ต้องรอใคร สเกตบอร์ดทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง ตัดสินใจเอง เลือกทำอะไร ไม่ทำอะไร
“ที่สำคัญนะ” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม “ล้มก็ล้มของเราเอง”

สิ่งประดิษฐ์เกี่ยวกับสเกตบอร์ด
หลังจากนั้น ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย เรียนจบ ทำงาน ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ชีวิตของโตโต้ก็อยู่กับสเกตมาตลอดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เขาเคยทำคาเฟ่ที่มีธีมเป็นสเกตบอร์ด ชื่อ Wakebakeskate Cafe ย่านช้างม่อย เพื่อเป็นคอมมูนิตี้ของกลุ่มคนรักสเกตบอร์ดทั่วโลกในช่วงเวลาหนึ่ง
ยังไม่นับการลงทุนลงแรงกับการ ‘สร้าง’ พื้นที่สาธารณะให้กับกลุ่มคนเล่นสเกตบอร์ดในเชียงใหม่หลากหลายรูปแบบ ซึ่งเราจะคุยกันหลังจากนี้
เมื่อถึงปี 2023 การเดินทางในเส้นทางสเกตบอร์ดก็ทำให้เขาได้ไอเดียในการสร้าง ‘สิ่งประดิษฐ์’ ชิ้นหนึ่งที่เกี่ยวกับสเกตบอร์ดขึ้นมา เขาตื่นเต้นกับมันมาก เพราะมั่นใจว่าเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน
“มันเป็นของเล่นตัวทดลองเกี่ยวกับการให้ความรู้ในสเกตบอร์ดและเกี่ยวกับตัวเลข เพราะว่าสเกตบอร์ดคือหลักฟิสิกส์วงกลม 360 องศา” เขาเริ่ม “ทุกคนยังไม่เคยเห็นในสื่อสาธารณะ เราเชื่อว่ามันไม่ควรที่จะเอามาประกาศหรือเอามาขายข้างถนน เพราะกลัวโดนก๊อบไอเดีย แล้วไม่อยากให้คุณภาพหรือภาพลักษณ์ไปเริ่มจากตรงนั้น”
เขาเล่าว่าสิ่งนี้ไม่เคยมีมาก่อนในวงการสเกตบอร์ดหรือวงการอะไรก็ตาม แม้กระทั่งถามเพื่อนชาวต่างชาติที่เล่นมาเกือบ 40 กว่าปีก็ไม่เคยเห็นของแบบนี้ “แต่เราไม่ได้ให้เขาดูนะ แค่อธิบายให้ฟัง
“เลยมาสู่ความคิดว่า ต้องมีคนช่วยเราเพื่อให้สิ่งนี้ไปสู่ตลาดโลกให้ได้ และเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตเหมือนของเล่นวิทยาศาสตร์ที่เราเคยเห็น เราคิดถึงชาวต่างชาติคนหนึ่งที่เป็นนักสเกตบอร์ดไอดอลเราตั้งแต่เด็ก ชื่อ วิลลี ซานโตส”
ก็ออกเดินทางเลยสิวะ
วิลลี โมโนลาโต ซานโตส (Willy Monolato Santos) เป็นโปรสเกตบอร์ดชาวฟิลิปปินส์ที่ไปเติบโตในดินแดนสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในนักสเกตบอร์ดรุ่นแรกของทีม Birdhouse Skateboards ของ โทนี ฮอว์ก (Tony Hawk) ตำนานนักสเกตบอร์ดชาวอเมริกัน ซึ่งนิตยสาร Thrasher เคยยกย่องวิลลีว่าเป็น ‘หนึ่งในนักสเกตบอร์ดที่ดีที่สุดในช่วงต้นยุค 90 อันมืดมน’
โตโต้เล่าว่า เขานึกถึงวิลลี ซานโตส เพราะอยากให้ไอดอลในดวงใจได้รู้จักสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าว และพยายามทักไปหาผ่านทั้งอีเมล Direct Message และคอมเมนต์ แต่ก็ไม่มีใครตอบ
“แต่เราเข้าใจ เด็กที่ไหนมาบอกว่ามีสิ่งประดิษฐ์ มึงมาโม้กูหรือเปล่า เราก็คิดอย่างนั้น เขาคงไม่ตอบเราหรอก”
3 เดือนผ่านไป เป็นช่วงที่โตโต้ไปใช้ชีวิตเล่นดนตรีอยู่ที่ปาย สุดสัปดาห์หนึ่ง เขาขับรถจี๊ปสีขาวคู่ใจ กลับเชียงใหม่ ระหว่างทางเขาสังเกตเห็นวัยรุ่นชาวต่างชาติ 2 คน กำลังโบกรถข้างถนนจะไปเชียงดาว แม้ไม่ได้จอดรับ เพราะเป็นคนละทางกับที่เขาจะมุ่งไป แต่ในวินาทีนั้น ไอเดียหนึ่งก็ผุดวาบเข้ามาในห้วงความคิด
นั่นคือการไถสเกตไปหาวิลลี ซานโตส
“2 คนนั้นดูร่าเริง มีไฟในการโบกรถเดินทาง เราคิดว่าเขาอาจจะโบกรถมาจากยุโรป จากอังกฤษ มาไทย อะไรแบบนั้น” โตโต้ย้อนความ “แล้วทำไมเราไม่ไถสเกตไปฮานอยล่ะ ที่ต้องเป็นฮานอย เพราะอยากไถสเกตไปให้สุดขอบทะเล เพื่อให้ใกล้ฟิลิปปินส์ที่สุด เพื่อพยายามเรียกร้องความสนใจจากวิลลี ซานโตส
“งั้นก็ออกเดินทางเลยสิวะ” ความคิดในหัวบอกเขาระหว่างที่มือกำพวงมาลัยรถยนต์ที่มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองเชียงใหม่

ไม่ง่ายเหมือนการหยิบสเกตออกจากห้องนอนแล้วออกเดินทาง
แม้เลือกไถสเกตไปฮานอย แต่เป้าหมายของเขาคือเมืองเล็ก ๆ ชื่อ นามดินห์ (Nam Định) ห่างจากเมืองหลวงอย่างฮานอยไปทางทิศใต้ประมาณ 90 กิโลเมตร ห่างจากเกาะฟิลิปปินส์ประมาณ 1,500 กิโลเมตร
โตโต้เล่าว่า เมื่อจะออกเดินทางก็ควรมีโซเชียลมีเดีย มีอินสตาแกรม มีโปสเตอร์ เพื่อกระจายข่าวเล็กน้อย
“ตอนนั้นเราเป็นนักออกเดินทางหน้าใหม่ ไม่ได้คิดถึงขั้นว่ากล้องต้องดี จะทำช่องจริงจัง คิดแค่ว่ามีอินสตาแกรมอยู่แล้ว มีแต่เพื่อน ๆ ติดตาม มีเฟซบุ๊ก คิดว่าอย่างน้อยควรจะโพสต์เพื่อให้เขารู้พิกัดสุดท้าย ถ้าหายไปนาน ๆ มาตามกูแถวนี้นะ” เขาเล่าและหัวเราะ
โปสเตอร์นั้นเขียนว่า 31 ตุลาคมนี้ หนุ่มเชียงใหม่จะเดินทางไปฮานอย และเมื่อโปสเตอร์เสร็จ การเดินทางก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในแง่ความเป็นทางการ ก่อนที่โตโต้จะเริ่มโพสต์ก่อนออกเดินทางจริง 1 เดือน
เมื่อข่าวสารเริ่มกระจาย มีคนรู้จักทักมาถามมากมาย รวมถึงหนึ่งในบุคคลสำคัญสำหรับโตโต้ นั่นก็คือ จ่อย-สเริงรงค์ วงษ์สวรรค์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Rubber Killer แบรนด์ที่นำยางในรถยนต์ที่ใช้แล้วทิ้งจากยานพาหนะทุกประเภทมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทนทานใหม่ ๆ เช่น กระเป๋าสะพายข้าง กระเป๋าถือ กระเป๋าเป้สะพายหลัง ซึ่งชื่นชอบและต้องการเป็นสปอนเซอร์ให้กับการเดินทางครั้งนี้
“การเดินทางครั้งนั้น เราเองยังไม่รู้เลยว่า สุดท้ายแล้ววิลลี ซานโตส จะเห็นไหม หรือจะสนใจไหม แต่เราก็มีความเชื่อลึก ๆ ว่ามันเป็นไปได้ เราจั่วหัวว่าเป็นการเดินทางของการเอาสิ่งประดิษฐ์ไปให้โปรสเกตบอร์ดดูและรวบรวมรอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่คิดว่าจะได้เห็นสเกตบอร์ดครั้งแรก นั่นคือวัตถุประสงค์หลักของการไปฮานอย”
แน่นอนว่าการเดินทางไกลข้ามประเทศโดยมีเพียงสเกตบอร์ดเป็นยานพาหนะ ร่างกายและจิตใจเป็นเรื่องสำคัญมาก การเตรียมตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ “มันไม่ง่ายเหมือนว่า จะไปปุ๊บ หยิบสเกตบอร์ดพุ่งออกประตูห้องนอนแล้วบอกพ่อแม่ว่า ไปก่อนนะ” เขาว่า
“เราต้องซ้อมร่างกายหนัก ทั้งปั่นจักรยานขึ้นดอย วิ่ง กลายเป็นคนที่ไปทุกดอย ทุกภูเขาในภาคเหนือแถว ๆ เชียงใหม่ เชียงราย อันไหนที่ว่าสูงเราไปหมด แล้วก็ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ เลิกออกไปใช้ชีวิตอย่างที่เคยเป็น แทบจะบอกลาเพื่อนไปเลย”


เราจะอยู่กับสเกตไปจนตายได้นะ
เมื่อถึงวันที่ 31 ตุลาคม ปี 2023 การเดินทางด้วยการไถสเกตครั้งแรกจึงเริ่มต้นขึ้น
“วันออกเดินทาง เราพร้อมนะ ตื่นเต้น แต่ไม่กลัว ตื่นเต้นที่จะได้ไปเจออะไรใหม่ ๆ แต่ไม่กลัวอุบัติเหตุแบบที่เขาเป็นห่วงนะ เราคิดอยู่เสมอก่อนจะออกเดินทาง คุยกับพ่อแม่แล้ว เราไม่ได้ไถสเกตสะวี้ดสะว้าด เราไม่ได้ซ่า ไม่ได้ไถอยู่เลนตรงกลาง เราอยู่ไหล่ทางสุด ๆ บางมุมเราไถสวนกับรถที่สวนมาด้วยเพื่อให้เห็นระยะ 100 เมตร ให้เห็นจากข้างหน้า ไม่ได้ไถไปเลนเดียวกับรถ” โตโต้ย้อนความทรงจำ
เขาบอกว่า สิ่งหนึ่งที่คนอยากรู้คือเขาคุยกับพ่อและแม่อย่างไร ในการออกเดินทางด้วยการไถสเกตบอร์ดไปต่างประเทศ โตโต้ยืนยันว่า ทั้งคู่มั่นใจในตัวเขา นั่นเพราะสเกตบอร์ดไม่ได้เป็นสิ่งที่เพิ่งโผล่มา แต่เชื่อมโยงกับหลายช่วงของชีวิตของเขา

“พ่อแม่เราเป็นข้าราชการ เขามีเงินบำนาญ แต่เขาเข้าใจว่าถ้าลูกคนนี้ไม่ทำตอนนี้ ในวัย 30 กว่า เกือบ 40 มันคงไม่รู้จะไปทำตอนไหนแล้ว ไอ้วัตถุประสงค์ที่บอกมา พ่อแม่เข้าใจว่ามันต่อสู้กับสเกตบอร์ด ใช้ชีวิตจนตัวตนมันแข็งแกร่งในเรื่องของสเกตบอร์ดมาถึงทุกวันนี้แล้ว เขาก็เชื่อว่าเราจะอยู่กับสเกตไปจนตายได้นะ
“ที่เป็นแบบนี้เพราะเรามีแผนในการใช้ชีวิตระยะยาวรองรับไว้ เราบอกพ่อกับแม่คร่าว ๆ ว่า อยากให้การเดินทางนี้มันอยู่และจบในอายุสัก 40 หลังจากนั้นก็อยากกลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนทำงานปกติทั่วไปในเมือง แต่เราอาจจะไม่ได้อยู่ในเมือง อยากจะไปทำแคมป์เก็บตัวนักกีฬาในป่าในดอย มีที่พัก ประมาณนั้น พ่อแม่เลยโอเค เชียร์ให้ทำได้
“เราใช้เวลาเกือบ 2 อาทิตย์หลังจากออกเดินทางวันแรก เพื่อเริ่มรู้ว่าขีดจำกัดของเราต่อวันเป็นอย่างไร ไถสเกตบอร์ดไปได้กี่กิโลเมตรต่อวัน ถ้าต้องเจอสภาพภูมิประเทศแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งเราไปแต่ละวันได้ประมาณ 50 กิโลเมตร ถ้าเดินขึ้นภูเขาอาจจะ 40 กิโลเมตร ถ้าไม่ต้องเดินขึ้นภูเขาเลยอาจจะได้ 70 – 80 กิโลเมตร แล้วก็ต้องมาดูในแผนที่ว่ามีที่พักรอเราไหมในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน เราจะมีกฎของตัวเอง ไม่ไถสเกตบอร์ดตอนพระอาทิตย์ตกดิน 5 โมงครึ่งต้องมีที่พักแล้ว ต้องตัดสินใจวันต่อวัน”


Hey, Toto
ในที่สุด หลังใช้เวลาราว 50 วัน โตโต้ก็มาถึงที่จุดหมายปลายทางที่เมืองนามดินห์ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ช่วงสุดสัปดาห์ก่อนสิ้นปี ที่เมืองเล็ก ๆ แห่งนั้นอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 14 – 23 องศาเซลเซียสตลอดทั้งวัน
ท่ามกลางหมู่บ้านตามแนวชายฝั่งอีกนับสิบ โตโต้เลือกไปที่หมู่บ้านไห่หลี (Hải Lý) ในเขตไหห่าว (Hải Hậu) ด้วยเหตุผลง่าย ๆ 2 ข้อ คือเป็นพื้นที่สุดขอบแผ่นดิน และมีโบสถ์ร้างที่ดูคลาสสิก
เขาใช้เวลาอยู่ที่นั่นก่อนเดินทางกลับฮานอย เพื่อที่จองเที่ยวบินจากฮานอยกลับถึงเชียงใหม่ในวันคริสต์มาสอีฟพอดี
“เราไถสเกตบอร์ดจบตามเป้าหมาย เหมือนสำเร็จไป 1 ซีซัน เราได้ถ่ายรูปเด็ก ๆ ตอนผ่านลาว ถนนที่เราไปทุรกันดารมาก ไม่ได้ไปในย่านท่องเที่ยว เช่น เวียงจันทน์ หลวงพระบาง แต่เราผ่านพงสาลี อุดมไซ เชียงฮ่อน ปากแบง แล้วก็เห็นเด็ก เห็นความเป็นอยู่ของเขา”
ที่สำคัญคือ วิลลี ซานโตส รู้เรื่องของเขาแล้ว!
โตโต้เล่าว่า ขณะที่อยู่เมืองขวา ประเทศลาว เขาโพสต์ในอินสตาแกรมส่วนตัวและแท็กวิลลีไป ก่อนเข้านอนตามปกติ ราวประมาณตี 2 เขาสะดุ้งตื่นและไปเข้าห้องน้ำ หยิบโทรศัพท์มาเช็กดู สิ่งที่เห็นคือ วิลลี ซานโตส แชร์โพสต์ของโตโต้ไปในสตอรีของตนเอง
“มันเป็นเวลาบ่ายที่สหรัฐอเมริกา พอเห็นแบบนั้น เรานอนไม่หลับเลย ดีใจมาก” เขาเล่า “พอถึงตี 5 ครึ่ง ลุกไปนอกห้องเพื่อถ่ายบรรยากาศในตอนเช้าที่เมืองขวาบนสะพานแขวนข้ามแม่น้ำให้ทุกคนเห็นว่าเราดีใจแบบโคตรบริสุทธิ์ แล้วตอนนั้นอากาศดีด้วย”
หลังจากนั้นวิลลี ซานโตส ก็ติดตามและทักมาให้กำลังใจเขาตลอดการเดินทาง ถึงขั้นจะโอนเงินผ่าน PayPal มาสนับสนุน แต่โตโต้ปฏิเสธไปด้วยเหตุผลว่า เขาอยากเดินทางของเขาเอง “วิลลียังไม่ได้ถามนะว่าสิ่งประดิษฐ์ของเราคืออะไร แต่เราคิดว่าเขาคงรอให้ไปเห็นกับตาตัวเองนั่นแหละ”
“เขาทำคลิปวิดีโอส่งกลับมาหาด้วยนะ บอกว่า
Hey Toto, what’s up? It’s me, Willy Santos. I’m not in the Philippines. I’m here in San Diego. Come and join me. See you soon
“เขาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาและบอกให้เราไปจอย มันเลยทำให้เราต้องทำวีซ่าไปสหรัฐอเมริกาให้ได้”
แต่สุดท้ายแล้วการไปสหรัฐอเมริกาก็ไม่เกิดขึ้น เพราะโตโต้ทำวีซ่าไม่ผ่าน ด้วยเหตุผลของเรื่องของสงครามและนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่ผันเปลี่ยน
แต่นั่นก็เป็นเหตุผลให้เขาออกเดินทางอีกครั้งในทริปที่ทำให้ทุกคนได้เห็นมากขึ้น นั่นคือการไถสเกตบอร์ดไปจีน
บันทึก : ไถสเกตไปฮานอย
ความจริงแล้ว หลังทริปการไถสเกตบอร์ดไปฮานอยสิ้นสุด ก่อนหน้าจะไปจีน โตโต้มีทริปพิเศษที่เป็นการไถสเกตบอร์ดในฟิลิปปินส์ อันเป็นบ้านเกิดของวิลลี ซานโตส มาด้วย
เรื่องของเรื่องคือ วิลลี ซานโตส เคยทักมาบอกเขาว่า ช่วงที่ยังเตรียมตัวก่อนไปจีน ลองไปไถสเกตบอร์ดที่บ้านเกิดเขาไหม ที่เมืองโอลองกาโป (Olongapo) แม้ว่าเจ้าตัวไม่ได้อยู่ที่นั่น แต่โตโต้ก็คิดว่าน่าสนใจ
ในการเดินทางนี้ เขาเลือกบินไปลงที่กรุงมะนิลาช่วงต้นเดือนเมษายน ปี 2024 และเดินทางไปยังโอลองกาโป นั่นเป็นปีที่อุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศ ถึงขั้นมีการสั่งหยุดการเรียน-การสอน แต่โชคดีที่ทริปนี้เป็นเพียงโปรเจกต์เล็ก ๆ ไม่ได้เน้นการไถสเกตบอร์ดมากนักของโตโต้
สุดท้ายเขาเดินทางไปถึงชายหาดอ่าวซูบิก (Subic Bay) ในโอลองกาโป ด้วยระยะเวลา 26 วัน
“มันเป็นทริปพิเศษ หลายคนอาจจะไม่ค่อยได้ติดตาม แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีนะ เมืองเขาสวย มีอยู่เมืองหนึ่งชื่อ ดาปิตาน (Dapitan) เป็นเมืองเกิดของมาสเตอร์ (อาจารย์) สอนวิชาภาษาอังกฤษเราสมัยอยู่โรงเรียน ตอนเราไปถึง ทุกคนต้อนรับกันใหญ่เลย เพราะเราเป็นนักท่องเที่ยวในรอบ 4 – 5 ปี ถึงขั้นที่นายกเทศมนตรีเอารถตู้มารอรับแล้วพาไปเลี้ยงอาหารเลย เหมือนพาไปถ่ายเป็นโปรโมตท่องเที่ยวบ้านเขา
“พอไปฟิลิปปินส์มา ความมั่นใจเพิ่มขึ้นมาก ทั้งการเอาตัวรอดและประสบการณ์เรื่องการบรรทุกสัมภาระของตัวเองในการเดินทาง” เขาเล่า
นอกจากนั้น ประสบการณ์ในทริปพิเศษนี้ก็ถูกเขียนเป็นบันทึกรวมกับทริปฮานอย กลายเป็นหนังสือปกแข็งเล่มหนาที่ชื่อ บันทึก: ไถสเก็ตไปฮานอย TRAVEL JOURNAL SKATE TO HANOI

ไถสเกตไปจีน
กลับมาที่ทริปล่าสุด ซึ่งเป็นทริปที่ทำให้การเดินทางไถสเกตบอร์ดของหนุ่มเชียงใหม่อย่างโตโต้กลายเป็น Talk of The Town นั่นคือการไถสเกตบอร์ดไปจีน
“จำได้ไหมที่บอกว่า ทุกคนมีการเดินทางเป็นของตัวเอง คุณมีเป้าหมายระยะยาวและเมื่อรู้แล้ว ก็ค่อย ๆ เดินไปตามสเตปนั้น เหมือนกับที่เราไปจีนนี่แหละ”
โตโต้เล่าว่า การเตรียมตัวเพื่อไปจีนไม่ต่างจากตอนไปฮานอย แต่ที่ต่างคือความคิดแรกของเขาคือการคิดว่าจะไม่กลับมาไทยแล้ว “กะจะโดดร่ม” เขาว่ายิ้ม ๆ
“แต่อยู่จีนได้ไม่เกิน 30 วัน แผ่นดินจีนใหญ่มาก ต้องใช้เวลาเกิน 30 วันแน่นอน แล้วจะใช้เงินยังไง ถ้าโดนตำรวจจีนจับก็ไม่คุ้ม ตอนแรกเลยเลือกจะไปจนหมดวีซ่า 30 วัน แล้วใช้วิธี Border Run เหมือนเวลาต่างชาติมาอยู่ไทย แล้วออกไปฝั่งเพื่อนบ้าน แล้วกลับมาอีกที เพื่อประทับตราวีซ่าใหม่ ตอนนั้นเราคิดว่าจะออกไปที่เนปาลแล้วกลับมาจีนอีกที
“แต่ประเด็นคือเราไม่ได้ศึกษาว่า ถ้าจะไปเนปาลทางจีนต้องผ่านทิเบต แล้วจะเข้าทิเบตได้ก็ต้องมีวีซ่าเหมือนกัน ซึ่งขอยากมาก ยิ่งเป็นคนไทย ต้องมีวีซ่าที่มาจากกรุ๊ปทัวร์เท่านั้น หรือมีเอกสารจากรัฐบาล ไม่ใช่อยู่ดี ๆ จะปั่นจักรยานหรือไถสเกตบอร์ดไปทิเบตเลย”
เขาเหม่อจ้องสระน้ำตรงหน้าเล็กน้อย แดดแผดจ้าสะท้อนริ้วน้ำเป็นคลื่น สายลมส่งไอร้อนมาปะทะร่างกายเป็นระยะ
“ไอ้เราก็คิดว่าโลกมันสวยเหมือนในเพลง Imagine ของ John Lennon ไม่มีพรมแดน เลยคิดว่ามันต้องมีหนทางให้เราทำลายกำแพงวีซ่าได้สิ แต่ไม่ได้ว่ะ โลกความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น”
อีกข้อที่ต่างจากตอนทริปฮานอยคือเขาไม่ได้ป่าวประกาศให้ใครรู้ในการเดินทางไปจีนครั้งนี้ เพราะสาเหตุที่เล่าไปว่า แรกสุดเขาตั้งใจจะไม่กลับมาไทยแล้ว
หากแต่การเดินทางครั้งนี้กลับทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักและมีคนติดตามเยอะขึ้น มีสำนักข่าวดังเสนอข่าว รวมถึงได้ไปสัมภาษณ์ในรายการ ติดคุย ที่มีไอดอลในการเดินทางของเขาอย่าง เร แมคโดนัลด์ รวมถึงเพื่อนซี้อย่าง เผ่าพล เทพหัสดิน ณ อยุธยา (ต้า Barbies) และ ลีโอ พุฒ เป็นพิธีกรรายการ
“ทริปไถสเกตบอร์ดในจีนก็น่าจดจำ เราไม่ได้ตั้งใจถึงขั้นต้องมีโปรดักชันในการถ่าย แต่เราพยายามทำให้การถ่ายนิ่งขึ้น ส่วนเรื่องราวที่ทุกคนเห็นในคลิปแต่ละคลิปก็มาจากสมองที่กำลังเดินทางอยู่จริง ๆ
“พอเริ่มมีคนมาติดตามการเดินทางเยอะขึ้น มีคลิปหนึ่งที่เราไปเจอหมา วันนั้นเราเดินทางขึ้นภูเขามาทั้งวัน ไม่ได้คุยกับคนเลย ไถสเกตบอร์ดน้อยมาก เพราะต้องเดินขึ้นเขา ใช้เวลาเกือบ 10 ชั่วโมงก็ต้องเหงาใช่ไหม ที่ผ่านมาทั้งที่ฮานอยและในจีน เราเจอหมาที่เป็นมิตรน้อยมาก คนเลยชอบแซวว่า เวลาหมาเห่า หมาไล่ โดนกัดไหม หนียังไง แต่คลิปนั้นหมาที่เราเจอน่ารัก มันอยู่ข้างหน้าเรา อยู่ดี ๆ มันเลี้ยวมาหยุดรอ เราก็เข้าไป เป็นตัวแรกที่ไม่ขู่ เหมือนมันก็เหนื่อยที่กำลังหาน้ำกิน เล็บก็ยาว สงสัยหนีหรือหลุดมา เราก็ถ่ายคลิปเดินคู่ไปกับมัน ไปหาอะไรกิน เผื่อมีถุงขยะ มีถุงขนม จะได้คุ้ย
“คลิปนั้น ถ้าเราตัดต่อให้ยาวกว่าที่ลง คุณจะรู้เลยว่าเป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรที่ไม่มีบ้านเรือนแถวนั้นเลย แต่ในคลิปเราเลือกตัดต่อมา คนดูจะไม่เห็นหรอกว่ามีช่วงก่อนที่เราจะตัดใจจากหมาตัวนั้นไป มันก็ซึ้งนะ เราถ่ายด้วยความรู้สึกว่า มาเจอหมาและไม่อยากจากไปเลย หวังว่าจะโชคดีหรือมีคนเก็บไปเลี้ยงนะ แล้วเราก็ไป
“แต่หลังจากนั้นมีคนเอาไปแชร์ คอมเมนต์หนัก บอกว่าห่วยแตก ผิดหวัง นึกว่าจะช่วยมัน ถ่ายมาให้ดูทำไม มันก็เป็นความดราม่าเล็ก ๆ ที่เรามองข้ามความรู้สึกของผู้ติดตาม ซึ่งเราพอเข้าใจ เราไม่ได้คิดถึงจุดนี้เลย แต่ในเวลานั้นมันช่วยไม่ได้จริง ๆ เราไปคนเดียว ไม่มีรถ ไม่รู้จักใคร แต่บางคนก็คอมเมนต์ดีนะ เราคิดว่า นี่คงเป็นสัจธรรมของการเดินทาง
“สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนความรู้สึกในการเดินทางของเรานะ เรายังคงเดินทางในแบบของเรา แต่อาจต้องอธิบายให้คนดูเข้าใจ”
ท้ายที่สุด เขาใช้เวลาเดินทางในจีน 25 วัน สิ้นสุดที่เมืองเต๋อชิง (Deqing) เขตแชงกรีล่า
ความพิเศษของการจบทริป ไม่ใช่แค่การสิ้นสุดการเดินทาง แต่ที่นั่นมีแฟนสาวชาวจีนของเขารอรับอยู่

ฝันที่ลักเซมเบิร์ก
หากยังจำที่อ่านไปเมื่อครู่ได้ โตโต้ขอวีซ่าไปสหรัฐอเมริกาไม่ผ่าน
“นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงชวนมาคุยที่สวนสาธารณะหนองบวกหาดในวันนี้”
โตโต้เล่าว่าหลังจากไปสหรัฐอเมริกาไม่ได้ เขามีฝันหนึ่งคือการไถสเกตบอร์ดไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในยุโรป นั่นคือสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่ประเทศลักเซมเบิร์ก (Luxembourg)
“นี่คือเป้าหมายก่อนเราจะไปจีนอีก ถามว่ามีอะไรที่นั่น มันมีคุณภาพชีวิตที่ดี ที่สำคัญคือมีลานสเกตบอร์ดและลานจักรยานที่สวยระดับโลก สวยเกือบจะที่สุดในยุโรปเลยตามที่เขาจัดอันดับ”
เป้าหมายที่ว่าคือเขาจะนัดวิลลี ซานโตส ไปเจอกันที่นั่น เพราะไปสหรัฐอเมริกาไม่ได้ จึงเบนเข็มมาฝั่งยุโรปแทน เพื่อเจอกันคนละครึ่งทางกับวิลลีที่อยู่สหรัฐอเมริกา ที่สำคัญคือเป็นการเดินทางที่เป็นไปได้ เพราะมีแผ่นดินให้ไถสเกตบอร์ด
“ถึงมันจะต้องข้ามทะเลดำ (Black Sea) ผ่านเส้นทางสายไหม (Silk Road) ผ่านทะเลแคสเปียน (Caspian Sea) ตามสูตรที่นักเดินทางข้ามโลกทำ เราจะนั่งเรือบางช่วงก็ไม่เป็นไร แต่ก็จะเน้นไถสเกตบอร์ดเป็นหลัก ถ้าที่ไหนไถไม่ได้ก็โบกรถหรือนั่งเรือไป” เขาว่า
ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงวางแผน รวมถึงก่อนจะไปลักเซมเบิร์กโตโต้ยังมีอีกแพลนที่จะไปยังคีร์กีซสถาน เพราะมีร้านสเกตบอร์ดในจีนส่ง Invitation Letter ประเภท Cultural Exchange แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมให้ไปอยู่จีนได้ 6 เดือน แต่ห้ามไปทำงาน ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเตรียมตัวก่อนเดินทาง ซึ่งจะตรงกับฤดูร้อนของที่นั่นพอดี
“นั่นคือทริปต่อไปของเรา แต่ยังไม่จบนะ หลังจากไปถึงคีร์กีซสถาน ค่อยคิดต่อว่าจะไปลักเซมเบิร์กยังไง ไม่งั้นเราไม่มีทางได้เดินทาง เหมือนที่พี่เร แมคโดนัลด์ เคยบอกว่า มึงไม่พร้อมหรอก มึงไปก่อนเหอะ เดี๋ยวมึงก็พร้อมเอง เราก็คิดว่า ไม่มีอะไรพร้อม ไม่งั้นเราก็ไม่ได้เริ่มสักที”
สิ่งประดิษฐ์ มิตรภาพ และบ้านเกิด
แม้กระทั่งอิสรภาพก็มีราคาที่ต้องจ่าย สำหรับการเดินทางแบบนี้ ราคาที่ว่าคืออะไร – เราถาม
“เงินกับวีซ่า” คือคำตอบของโตโต้ “เรื่องสุขภาพเราพร้อมมาก”
แล้วกับคนที่มองมายังการเดินทางแล้วอิจฉา รู้สึกยังไง – เราถามอีกครั้ง
เขาคิดครู่หนึ่ง “บางคนบอกว่าอิจฉาชีวิตเราจัง ดูมีอิสระ ได้ออกเดินทาง เราอยากบอกว่า อย่าอิจฉาผมเลย ผมอิจฉาพวกคุณมากกว่า ผมอิจฉาพวกคุณที่มีการเดินทางในการทำงานของคุณแบบนั้น มีเพื่อนร่วมงาน ไม่เหงา มีเงินเดือนดี ๆ
“ที่เราออกเดินทางแบบนี้ ถ้าจะมองเป็นงานก็เหมือนเรากำลังกรุยเส้นทางเพื่อให้ตัวเองได้ไปอยู่ในวิถีชีวิตที่ทุกคนเห็นว่าสเกตบอร์ดมันทำงานได้นะ ไม่ว่าจะในเชิงการเดินทางหรือนักกีฬา ไม่ใช่แค่ไถเล่นไปวัน ๆ
“จุดหมายของเราไม่ได้จบแค่ที่สวนสาธารณะในลักเซมเบิร์ก แต่จะเป็นวงกลมกลับมาที่ประเทศไทย บ้านเกิดของเรา เพราะในอินสตาแกรมเราใส่โปรไฟล์ 3 หัวข้อ คือสิ่งประดิษฐ์ มิตรภาพ และบ้านเกิด”
ย้อนกลับไปหลายปีก่อน โตโต้เคยสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘โกดังแห่งความฝัน’ ซึ่งเป็นการรีโนเวตโกดังร้างให้เป็นพื้นที่เล่นสเกตบอร์ดสาธารณะสำหรับคนที่สนใจ เขาเคยเคยผลักดันเรื่องสเกตพาร์กในเชียงใหม่ ส่งเรื่องให้เทศบาลนครเชียงใหม่ หรือแม้กระทั่งเคยตั้งทีมเด็กสเกตบอร์ดในเชียงใหม่มาเป็นช่างไม้รับจ้างสร้างอุปกรณ์สเกตบอร์ด
“ฉะนั้น หลายคนอาจมีมุมมองว่า เราถ่ายคลิปสเกตบอร์ดแค่ให้ดูตื่นเต้นหรือเปล่า ไม่ใช่แน่นอน” เขายืนยัน
“ในมุมของการขับเคลื่อนเรื่องสเกตพาร์ก มันยังอยู่ในความคิดเราตลอด แม้ที่ผ่านมายังไม่สำเร็จก็ตาม ตอนไถสเกตบอร์ดในจีน ความคิดนี้ก็กลับมาว่า ตัวตนก่อนเดินทางกูเป็นแบบนี้นี่หว่า กูจะทิ้งอดีตกูไม่ได้ เราเลยเก็บมาเป็นพลังภายใน อยากจะไปให้ถึงสวนสาธารณะนั้นในลักเซมเบิร์ก เพราะเป็นการออกแบบที่ได้มาตรฐาน บางคนมองว่า สเกตพาร์กคืออะไร สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม อุปกรณ์เป็นเหล็ก ราวเหล็ก แค่นั้นหรือเปล่า ไม่ใช่ สเกตพาร์กคือสวนสาธารณะที่สวยมาก ทุกคนใช้งานได้ มาวิ่ง เล่นบอล เล่นบาส มีมุมสเกตบอร์ด
“พอคิดแบบนั้น การเดินทางของเรา ถ้าไปถึงเป้าหมายแค่เรื่องสิ่งประดิษฐ์ส่วนตัวก็คงไม่ใช่ ชีวิตเราเคยทำอะไรมามากกว่านี้ เราเลยเอาเรื่องส่วนรวมที่เคยทำมาไว้ในฝันด้วยก็แล้วกัน”
พูดจบ เขากางแผ่นกระดาษให้เราดู ในนั้นมีภาพร่างของสวนสาธารณะแบบที่เขาอยากสร้าง และข้อมูลภาพรวมของโปรเจกต์ในฝันที่กำลังเริ่มก่อรูปร่าง

นาดารา ปาฏิหาริย์กับความธรรมดา
“แพลนโปรเจกต์ที่เราคิดจะใช้ชื่อ นาดารา หรือ ‘Nadara Thailand Skate Park Foundation’ นา คือผืนนาที่เราปลูกข้าว ความเจริญ อุดมสมบูรณ์ ดารา ก็คือดวงดาว”
โตโต้เล่าว่านี่คือองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาอิสระและพันธมิตรทางวัฒนธรรมในการพัฒนาสเกตพาร์กสาธารณะ (Public Skate Park) ในประเทศไทย โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
อธิบายให้เข้าใจง่าย คือเขาอยากให้ประเทศไทยมีสเกตพาร์กสาธารณะคุณภาพที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน และใช้งานได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว
“มันคือรูปแบบสวนสเกตพาร์กในอนาคตที่เราอยากสร้างให้เป็นสิ่งที่ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ แม้กระทั่งในถิ่นทุรกันดาร เราจะเป็นตัวกลางเพื่อเข้าไปประสานงานกับเทศบาลท้องถิ่น หน้าตาเป็นอย่างไรก็ไปดูพื้นที่หน้างานกันอีกที และอยากให้สวยแบบสวนสาธารณะในลักเซมเบิร์ก มีอุปกรณ์สเกตบอร์ด มีแรมป์ ให้เด็กมากระโดดได้ และจะฝังแรมป์รูปดวงดาวเข้าไปด้วย
“ตอนที่จะเดินทางไปลักเซมเบิร์ก ระหว่างทางจะเปิดระดมทุนเพื่อเอาเงินกลับมาทำมูลนิธิเพื่อดำเนินกิจกรรมต่อในไทย เราถึงขนาดเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับอาจารย์ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มช. และชวนมาทำด้วยเลยนะ ซึ่งตอนแรกเราไม่กล้า ไม่มั่นใจ เพราะตอนนั้นภาพลักษณ์ของคำว่ามูลนิธิในไทยกลายเป็นสิ่งที่คนมองเป็นสีเทา ทั้งที่ในยุโรปกลับเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์มาก ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง”
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างในการเดินทางจะเป็นเหมือนที่เขาพูด คือสุดท้ายแล้วจะวนเป็นวงกลมมาสู่จุดเริ่มต้นนั่นคือบ้านเกิด
“เราจริงจังถึงขั้นเขียนจดหมายความรู้สึกตัวเองฝังไว้ใต้ต้นโพในที่ดินที่สวนสาธารณะข้างกาดหลวงเลยนะ มันเป็นที่ที่เทศบาลเคยจะให้สร้างพื้นที่สาธารณะ แต่ก็ไม่ได้ทำ เผื่อว่าวันหนึ่งเราอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลก แล้วคุณลองไปขุดดู จะรู้ว่าเราจริงจังขนาดไหน
“เราเขียนอะไรจำไม่ค่อยได้ แต่เกี่ยวกับคำว่า ‘ปาฏิหาริย์กับความธรรมดา’ คุณว่ามันใกล้เคียงกันไหมล่ะ 2 คำนี้ถ้ามันเกิดขึ้นได้ มันเป็นเรื่องเดียวกันนะ”
ถ้าจะว่าบ้าหรือเพี้ยนไม่โกรธ แต่อย่าบอกว่าเป็นไปไม่ได้
เผลอแป๊บเดียวเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมงกว่า แสงแดดในสวนสาธารณะเริ่มอ่อนแรง ตามจุดต่าง ๆ ในสวนทั้งเก้าอี้หรือพื้นหญ้าริมสระ มีผู้คนมากหน้าหลายตาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มานั่งเล่น บ้างก็ปูเสื่อนอนฟังเสียงธรรมชาติ
ตอนนี้คิดว่าความฝันดำเนินไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว – เราถาม
“จาก 100% ตอนนี้ยัง 10% อยู่เลย กำลังเริ่มต้น แต่อย่างน้อยที่สุด การเดินทางที่ผ่านมาของเรา ทำให้คนเห็นมากขึ้น และเราจะพยายามสื่อสารความฝันนี้ให้มากขึ้น” เขาตอบและเสริมว่า “สิ่งที่เราทำอยู่ ถ้าจะมองว่าบ้าหรือเพี้ยน เราไม่โกรธเลย ถือเป็นคำชม พูดมาเถอะ
“แต่อย่าบอกว่าเป็นไปไม่ได้หรือไร้สาระ เสียเวลา อย่าไปทำเลย มีเคืองนะ”

Instagram : skateacrosscountry
