“น้ำตามันไหลออกมาเอง แต่ไม่ใช่ร้องไห้สะอื้นนะ”
ความรู้สึกแรกของ ครูโจ้-สุธีศักดิ์ ภักดีเทวา หลังรู้ว่าเขาได้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์สากล) พ.ศ. 2566
น้ำตาที่ไหลไม่ใช่แค่เพราะความดีใจที่ถูกเลือก แต่ได้เป็นตัวแทนครอบครัวรับรางวัลนี้ “คนในครอบครัวเราเก่ง ๆ ทั้งนั้นเลย ตั้งแต่คุณปู่ (ยอแสง ภักดีเทวา) เป็นครูโขนสังกัดกรมศิลปากร คุณย่า (สุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต) เป็นนางละคร คุณพ่อ (ทนงศักดิ์ ภักดีเทวา) เป็นนักร้องเพลงลูกกรุงระดับตำนาน คุณแม่ (กฤษณา ภักดีเทวา) เคยเป็นตัวละครเอกของวิทยาลัยนาฏศิลปก่อนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ไม่มีใครได้เป็นศิลปินแห่งชาติเลย เราถึงดีใจมาก เหมือนได้เป็นตัวแทนของตระกูล”
ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่ผนังด้านหนึ่งติดตั้งกระจกขนาดใหญ่ ส่วนผนังด้านอื่น ๆ ทาสีขาวตัดกับพื้นไม้ ตัวห้องโล่ง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ตั้งอยู่ เพราะนี่เป็นห้องสำหรับซ้อมเต้นภายใน Hostbkk Arts Center แต่วันนี้โต๊ะและเก้าอี้ถูกหยิบมาตั้งในห้องเพื่อเป็นที่นั่งคุยของเรากับครูโจ้
เราไม่คุ้นเคยกับสถานที่เช่นนี้ แต่สำหรับครูโจ้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในห้องซ้อมเต้นตั้งแต่อายุ 14 ปี จนกลายเป็นนักเต้นมืออาชีพ และพัฒนาไปเป็นนักออกแบบท่าเต้นเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย สร้างผลงานมากมาย จนเป็นเหตุผลให้เขาได้รับการเชิดชูให้เป็นศิลปินแห่งชาติ
พื้นที่ห้องกว้างมากพอที่บางช่วงบางตอนในการสนทนา ครูโจ้จะลุกขึ้นมาสาธิตท่าเต้นให้เราดู แม้ร่างกายเขาจะเปลี่ยนแปลงไปตามวัย แต่เรายังคงเห็นลีลาที่บอกได้เลยว่า ทำไมเขาคนนี้ถึงกลายเป็นนักเต้นระดับตำนาน



เลือดศิลปิน
แม้จะมีสมาชิกภักดีเทวาหลายคนประกอบอาชีพเป็นศิลปิน แต่อาชีพนี้กลับเป็นสิ่งต้องห้ามที่ไม่มีใครอยากให้ลูกหลานทำ
“เป็นศิลปิน ถ้าไม่ใช่ตัวท็อปยังไงก็ลำบาก ชีวิตไม่สบายหรอกเพราะเงินทองไม่ได้เยอะ หรือต่อให้คุณเป็นตัวท็อป แต่ถ้าคุณไม่เก็บออมเงิน ชีวิตบั้นปลายคุณลำบากแน่ ๆ มันเป็นวัฏจักรที่เกิดขึ้น ถึงไม่มีใครอยากให้ลูกหลานมาเป็นศิลปิน”
สิ่งที่พ่อพร่ำสอนครูโจ้ตั้งแต่จำความได้ คำสอนนี้เริ่มต้นมาจากปู่และย่าที่เผชิญกับความยากลำบากในการเป็นศิลปิน กลายเป็นคำสั่งห้ามลูกไม่ให้เดินเส้นทางอาชีพเดียวกันเด็ดขาด ปู่ส่งพ่อไปเรียนบัญชี แต่เลือดศิลปินที่มีในตัวทำให้พ่อตัดสินใจไปเป็นนักร้อง โดยแอบปู่ไปร้องเพลงสลับฉากสำหรับการแสดงละครเวที ก่อนจะสร้างชื่อเสียงกลายเป็นนักร้องเพลงลูกกรุงชื่อดัง
พ่อมาพบรักกับแม่และตัดสินใจแต่งงานสร้างครอบครัวด้วยกัน ทั้งคู่มีลูกด้วยกันทั้งหมด 5 คน และแน่นอนว่าพ่อก็ห้ามลูก ๆ เช่นเดียวกับที่ปู่เคยห้ามตัวเอง
ครูโจ้เป็นลูกคนที่ 2 ถูกส่งไปเรียนต่อที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยเพื่อเตรียมตัวเป็นทหาร แต่ครูโจ้สอบเข้าไม่ได้ และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่พ่อไปทำงานต่างประเทศ แม่ตัดสินใจพาครูโจ้ไปสมัครเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลปแทน
“พ่อเป็นคนหาเงินเข้าบ้าน ส่วนแม่ดูแลลูก แม่จึงรู้ดีว่าลูกแต่ละคนมีนิสัยอย่างไร สิ่งที่ชอบ-ไม่ชอบ สิ่งที่ถนัด-ไม่ถนัด อย่างพี่คนโตเรียนเก่งมาก แม่ส่งไปเรียนต่อที่โรงเรียนศึกษานารี ส่วนเราแม่คงมองเห็นว่าถนัดอะไร เลยส่งไปเรียนวิทยาลัยนาฏศิลป ตอนที่พ่อกลับมาเขารู้สึกผิดหวัง เพราะเขาอยากให้เราเป็นทหาร”

ครูโจ้ในวัย 12 ปียังไม่รู้ว่าตัวเองชอบทำอะไร หรือโตขึ้นอยากเป็นอะไร แต่การร้องเพลงดูจะเป็นสิ่งที่เขาทำได้ อย่างน้อยก็จากสายตาคนอื่น ๆ ที่มักขอให้ครูโจ้ร้องเพลงให้ฟัง “เราเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ผอม ๆ ไม่ค่อยอยู่ในสายตาคนอื่นเท่าไร เรียนไม่ค่อยเก่ง กีฬาก็ไม่เด่น เหมือนเรายังหาตัวเองไม่เจอด้วย เลยได้แต่ร้องเพลงหน้าห้องเรียน
“สิ่งที่คนเป็นลูกศิลปินจะเจอบ่อย ๆ คนมาบอกว่า อ้อ เป็นลูกคนนี้ ช่วยร้องเพลงให้ฟังเพลงหน่อย แล้วพอเราร้องเขาจะบอกว่า ไม่เห็นเหมือนพ่อเลย มีการเปรียบเทียบเกิดขึ้น เราคิดว่าคงเพราะเขาเอ็นดูเรา แต่เราตั้งคำถามนะว่า ทำไมต้องเปรียบเทียบด้วยล่ะ”
การเติบโตทำให้ร่างกายครูโจ้เปลี่ยนไป เสียงร้องที่เคยใสเหมือนระฆังแก้วเริ่มแตกทุ้ม เป็นสัญญาณของการเข้าสู่ช่วงวัยหนุ่ม ครูโจ้ในวัยนั้นจึงพักการร้องเพลงไว้ก่อน เพื่อรอให้เสียงเข้าที่ ระหว่างรอจึงไปเรียนเปียโน แต่จำนวนเปียโนในวิทยาลัยฯ ไม่ได้มีมากนัก และสงวนให้นักเรียนวิชาเอกเปียโนเป็นอันดับแรก ครูโจ้จึงต้องนั่งรอจนกว่าจะมีเปียโนว่างถึงได้เรียน
ระหว่างนั่งรอเปื่อย ๆ ครูโจ้ตัดสินใจออกเดินทางไปเรื่อย ๆ จนไปถึงชั้น 3 สถานที่ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนชีวิตครูโจ้นับจากนี้

บัลเลต์
ห้องที่ครูโจ้เจอเป็นห้องเรียนบัลเลต์ที่เต็มไปด้วยนักเรียนหญิงกำลังซ้อมเต้นกันอยู่ เป็นความดึงดูดแรกระหว่างบัลเลต์กับเขา
แรงดึงดูดครั้งที่ 2 เริ่มขึ้นเมื่อวิทยาลัยฯ พานักเรียนไปชมนิทรรศการชีวิตของ ปิออตร์ อิลิช ไชคอฟสกี (Pyotr Ilyich Tchaikovsky) คีตกวีชาวรัสเซียและผู้ประพันธ์ Swan Lake โชว์บัลเลต์ที่ได้รับความนิยมตลอดกาล ครูโจ้มีโอกาสได้เห็นโชว์ชุดนั้น สิ่งที่เตะตาเขาอยู่ตรงกระโปรงตูตู (Tutu) และการยืนบนปลายเท้าของนักบัลเลต์ เขารู้สึกทึ่งและสงสัยว่าทำได้อย่างไร
เพื่อหาคำตอบ ครูโจ้ตัดสินใจไปเรียนบัลเลต์ แม้ว่าในเวลานั้นผู้ชายที่เรียนบัลเลต์จะยังไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมก็ตาม ผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงชนชั้นสูง เพราะมีค่าใช้จ่ายสูง เน้นไปที่การพัฒนาบุคลิกภาพ แต่ครูโจ้ยังคงมุ่งมั่น เขาสอบถามรุ่นพี่ในวิทยาลัยจนได้ความว่ามีโรงเรียนที่เปิดสอนผู้ชายด้วย เป็นของ ท่านผู้หญิงวราพร ปราโมช ณ อยุธยา บุคคลสำคัญของวงการบัลเลต์ไทยในฐานะผู้บุกเบิกและวางรากฐานศิลปะการแสดงชนิดนี้ อีกทั้งท่านผู้หญิงวราพรยังเป็นเป็นคนแรกที่ได้รับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติสาขาเดียวกับครูโจ้
ท่านผู้หญิงวราพรร่วมมือกับน้องสาว กาญจนา ชลวิจารณ์ ก่อตั้งโรงเรียนนาฏศิลป์สากลวราพร-กาญจนา โรงเรียนสอนบัลเลต์ที่มีความพิเศษ คือหากคุณเป็นนักเรียนชาย จะได้เรียนฟรี
“ในยุคนั้นมีผู้ชายเต้นบัลเลต์นะ แต่น้อย ส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นคนยกผู้หญิงระหว่างทำการแสดง ไม่ได้มีโชว์เดี่ยวอย่างทุกวันนี้”
เป็นความตั้งใจของท่านผู้หญิงวราพรที่อยากสนับสนุนให้ผู้ชายมาเรียนบัลเลต์มากขึ้น ครูโจ้เลยมีโอกาสได้เรียนและรู้ว่าการขึ้นปลายเท้าที่เขาเคยทึ่ง คิดว่าเป็นความสามารถพิเศษ แท้จริงเป็นท่าพื้นฐานที่นักบัลเลต์ทุกคนต้องทำได้
ผลการเรียนบัลเลต์ของครูโจ้ไปได้สวย แม้ร่างกายของเขาจะผอมบางจนทำให้ได้รับฉายาว่า ‘นักบัลเลต์ขาไก่’ แต่ครูโจ้ไม่สนใจ หันไปทุ่มเทฝึกฝนบัลเลต์ จนเขาอยู่ในจุดที่นักบัลเลต์หญิงหลายคนอยากเต้นคู่ด้วย
“เราหมุนเก่งมากนะ” ไม่พูดเปล่า เจ้าตัวลุกขึ้นยืนพร้อมทำท่าหมุนตัวให้เราดู เคล็ดลับในการทำท่าหมุนตัว (Pirouette) ของครูโจ้อยู่ที่การวางศีรษะและการมอง ต้องเพ่งไปที่จุดใดจุดหนึ่ง จึงจะหมุนแล้วไม่เวียนหัว ไม่เซล้มลงมา



บรรยากาศการเรียนการสอนบัลเลต์เป็นความแตกต่างที่ครูโจ้ไม่เคยเจอในการเรียนวิชาอื่น เพราะครูสอนบัลเลต์จับเท้านักเรียนได้โดยไม่ถือว่าเป็นของต่ำหรือของสูง
“ครูต้องจับปลายเท้าและจับตัวเราว่าทำท่าถูกไหม ถ้าทำไม่ถูกครูจะจัดท่าที่ถูกต้องให้ ซึ่งไม่ได้ทำแค่ครั้งเดียวนะ ทำทุกครั้งที่เห็นว่านักเรียนทำไม่ถูก พอเห็นแล้วเรารู้สึกว่าทำไมครูไม่รังเกียจเลย จึงกลายเป็นความผูกพันของเรากับครู เราทดไว้ในใจเลยว่า ถ้าได้เป็นครู เราจะเป็นครูอย่างนี้ จะทุ่มเทให้ลูกศิษย์เท่าที่ครูคนหนึ่งจะทำได้”
เมื่อเรียนบัลเลต์ไปได้ระยะหนึ่ง ครูโจ้ในวัย 21 ปีตัดสินใจสอบเอาประกาศนียบัตร เพื่อเป็นเครื่องการันตีในอาชีพของเขา ตอนนั้นมีเพียง Royal Academy of Dance หรือ RAD สถาบันสอนบัลเลต์ที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก เป็นสถาบันเดียวที่เปิดสอบและได้รับความเชื่อถือในหมู่นักบัลเลต์
ครูโจ้ยังจำช่วงเวลานั้นได้ก่อนถ่ายทอดให้เราเห็นภาพด้วยเช่นกัน
“สอบครั้งแรกตกเลย เพราะขาเรามีปัญหา คือขาเล็กและไม่ตรง กรรมการสอบจึงไม่ให้ผ่าน เราร้องไห้หนักมาก แต่ ครูจิ๋ม (ท่านผู้หญิงวราพร) ปลอบว่า โจ้ไม่ต้องกังวล ถึงจะสอบไม่ผ่าน แต่ครูบอกได้เลยว่าโจ้เต้นได้”
ครูโจ้กลับมาฝึกฝนเพิ่ม พยายามซ้อมเต้นทุกวันเพื่อกลับไปสอบอีกครั้ง และความพยายามทำให้เขาสอบผ่านในรอบที่ 2 กรรมการสอบให้เหตุผลว่าเห็นถึงความตั้งใจ แต่ไม่แนะนำให้เขาสอบอีกแล้ว
“กรรมการสอบบอกกับครูจิ๋มว่า เด็กคนนี้ดีทุกอย่าง ทำได้หมดทุกท่า แต่ร่างกายของเขาไม่ได้ สอบครั้งนี้เขาจะให้ผ่าน แต่ว่าเขาสอบไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
คำว่า ‘สอบไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว’ ครูโจ้อธิบายว่าสภาพร่างกายของเขาอาจทำให้เต้นออกมาไม่ตรงตามหลักทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติเขายังเต้นได้ปกติ
คำพูดของผู้คุมสอบไม่ได้ทำให้เขารู้สึกแย่หรืออยากเลิกเป็นนักบัลเลต์ กลับกัน มันทำให้ครูโจ้รู้สึกว่าเขาต้องมีอะไรดี ไม่ใช่แค่ความตั้งใจเท่านั้นที่ทำให้สอบผ่าน เรียกว่าเป็นเชื้อเติมความมั่นใจในการเป็นนักบัลเลต์ยิ่งขึ้น


นักร้องประสานเสียง
พ.ศ. 2523 เป็นปีที่ครูโจ้สอบได้ประกาศนียบัตร แต่บัลเลต์ยังไม่ได้รับความนิยมในสังคมไทยมากนัก พื้นที่การแสดงของครูโจ้และนักบัลเลต์คนอื่น ๆ ไม่ได้มีมากเท่าทุกวันนี้ มีละครเวทีปีละครั้งนับว่ามากแล้ว และงานโฆษณาสินค้า Luxury อีกประปราย
งานโฆษณาแรกของครูโจ้ได้ร่วมงานกับนักร้องระดับตำนานอย่าง เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ “เราตื่นเต้นมาก ๆ เพราะได้ทำงานกับเบิร์ดเลยนะ กลุ่มที่ไปเต้นด้วยกันเขานามสกุลใหญ่โตทั้งนั้น เวลาพ่อแม่เห็นโฆษณาก็ตกใจว่าลูกไปเต้นได้ยังไง เป็นเรื่องใหญ่เลย แต่ได้เงินเยอะนะ งานนั้นน่าจะได้ค่าตัวประมาณ 5,000 บาท ถ้าเทียบสมัยนี้น่าจะหมื่นต้น ๆ”
ครูโจ้ไปเรียนเต้นประเภทอื่น ๆ เพิ่มอย่างโมเดิร์นแดนซ์ (Modern Dance) นาฏศิลป์ร่วมสมัย (Contemporary Dance) เพื่อพัฒนาทักษะการเต้นของตัวเอง แต่เขานิยามตัวเองว่า เป็นนักเต้นสายคลาสสิก
“ตัวเราชอบความคลาสสิกอยู่แล้ว มาช่วงหลัง ๆ เริ่มชอบนาฏศิลป์ร่วมสมัย เพราะมันผสมผสานการเต้นได้ทุกศาสตร์ เอานาฏศิลป์ไทยผสมกับนาฏศิลป์ตะวันตกได้ ไม่มีกฎตายตัว”
แม้ว่าการเต้นจะเข้ามาสร้างสีสันให้ชีวิตและทำให้ได้ค้นพบทางที่ใช่ แต่มันยังเป็นเพียงถนนเส้นหนึ่ง ยังมีถนนอีกหลายเส้นที่รอให้ครูโจ้เดินไป อย่างเช่นถนนนักร้องที่เขายังคงเดินควบคู่กับการเป็นนักเต้น
พ.ศ. 2524 ครูโจ้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และตกหลุมรักการประสานเสียง จากการได้ฟังเพลง ความรักไม่รู้จบ ในเวอร์ชันประสานเสียง
“เราไม่เคยฟังเพลงที่เพราะขนาดนี้มาก่อน เหมือนตกลงไปในห้วงเสียงเพลงเลย มันเพราะมากจริง ๆ”

ไม่ปล่อยให้อาการตกหลุมรักเสียเปล่า ครูโจ้ตัดสินใจเข้าร่วมคณะประสานเสียงของ คุณหญิงมาลัยวัลย์ บุณยะรัตเวช ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) พ.ศ. 2540 และเป็นผู้ก่อตั้งคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทยแห่งแรกของประเทศ (ครูโจ้บอกอย่างติดตลกว่า ครูบาอาจารย์ของเขาต่างมียศคุณหญิงหรือท่านหญิงเกือบหมดเลย) เพื่อเก็บเกี่ยวทักษะการร้องประสานเสียง จนได้เป็นครูสอนร้องประสานเสียงที่โรงเรียนเซนต์จอห์น พร้อมภารกิจสร้างคณะร้องเพลงประสานเสียงคณะแรกของโรงเรียน
ครูดนตรีที่มีทักษะด้านการเต้น ทำให้วงประสานเสียงของเซนต์จอห์นมีเอกลักษณ์ตรงที่ร้องประกอบการเต้น
“เรารู้ว่าถ้าให้ร้องอย่างเดียวสู้คณะอื่นไม่ได้แน่ ๆ เขาเบอร์ใหญ่ ๆ กันทั้งนั้น ด้วยความที่เราทั้งเต้นและร้อง เรารู้จังหวะ เมื่อไหร่ที่ร้องเยอะก็เน้นร้องไปเลย ถ้าร้องน้อยก็เพิ่มท่าเต้นเข้าไป”
คณะประสานเสียงเซนต์จอห์นค่อย ๆ สร้างพื้นที่ในวงการร้องเพลงประสานเสียง ไปคว้ารางวัลทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น รางวัลชนะเลิศการขับร้องประสานเสียงของสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ. 2540 รางวัลชนะเลิศเหรียญทองตัวแทนประเทศไทยในงาน World Choir Games ประเภท Scenic Folklore พ.ศ. 2549 นับเป็นเหรียญทองเหรียญแรกของไทย ในการแข่งขันการร้องประสานเสียงระดับโลก
แต่ฟากหนึ่ง คำวิจารณ์ที่วงประสานเสียงครูโจ้ได้รับ คือวงนี้มีดีแค่เต้น “คนอื่นจะคิดยังไงก็ตามสบาย เราให้ความสำคัญกับการวางโครงเรื่อง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม บางทีการวางเรื่องราวน่าสนใจกว่าเสียงร้องด้วยซ้ำ คนชอบคิดว่าร้องประสานเสียงเด็กต้องยืนตรง มือแนบลำตัว เราไม่เอาเลย บอกเด็กว่าไม่ต้องยืนแบบกดดัน เพราะไม่ได้โดนบังคับให้มาร้องเพลง เรากำลังทำงานศิลปะต่างหาก เน้นให้เด็กร้องจากความรู้สึกข้างใน ให้เขารู้สึกไปกับเพลงและแสดงออกมา”
เมื่ออิ่มตัวจากการทำคณะประสานเสียง ครูโจ้ตัดสินใจลาออกและไปเริ่มบทบาทใหม่ คือการเป็นนักออกแบบท่าทางสำหรับละครเวที


นักออกแบบท่าทาง-เต้น
Dass Entertainment ที่ทำงานแรกของครูโจ้ในบทบาทนักออกแบบท่าทางสำหรับละครเวที พร้อมประเดิมละครเรื่องแรก มนต์เพลงขนมครก
ยุคนั้นละครเวทียังไม่แพร่หลายในไทย ทุกอย่างในวงการนี้เป็นการนับหนึ่ง สำหรับครูโจ้การนับหนึ่งนี้อาจหมายถึงการเรียนรู้เพื่อทำงานในตำแหน่งนี้ ทำให้ผลลัพธ์ของผลงานเรื่องแรกไม่ได้หวือหวา แต่เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ค่อย ๆ เติบโต
ตะลุยเมืองตุ๊กตา คือละครเวทีเรื่องที่ 2 ที่ครูโจ้เริ่มจับทางการทำงานได้ “นักแสดงสมัยนั้นไม่เหมือนสมัยนี้ นักแสดงคือนักแสดง นักร้องคือนักร้อง นักเต้นคือนักเต้น ไม่เหมือนยุคนี้ที่ทุกคนทำได้หมดทุกอย่าง”
ด้วยความเป็นนักเต้น ครูโจ้ออกแบบท่าทางเน้นการเต้นโดยเฉพาะ จึงอาจจะยากสำหรับนักแสดงที่ไม่มีพื้นฐาน และยังมี Ensemble (นักแสดงสมทบละครเวที) เป็นตัวเปรียบเทียบ เรื่องที่ 2 ครูโจ้เริ่มจับทางได้ว่า ถ้าจะให้นักแสดงเต้นได้ ต้องใส่ความเป็นเขาลงไปในท่า
ความคิดนี้ครูโจ้ได้จากการคุยกับ ศรัณยู วงษ์กระจ่าง นักแสดงหลักในเรื่อง เห็นการออกท่าทางระหว่างคุย ครูโจ้ลองจับท่าทางมาผสมกับท่าเต้น ปรากฏว่าศรัณยูเต้นได้และรู้สึกสนุก เป็นวิธีที่ครูโจ้ใช้เรื่อยมา จนถึงยุคที่นักแสดงมีทักษะครบเครื่อง ทั้งร้อง เล่น เต้น
การทำงาน Exact-Scenario สร้างชื่อเสียงให้ครูโจ้ในฐานะนักออกแบบท่าทางละครเวที เขาฝากผลงานไว้มากมาย เช่น บัลลังก์เมฆ ฟ้าจรดทราย หงส์เหนือมังกร ข้างหลังภาพ ฯลฯ
เจ้าตัวไม่แน่ใจแน่ชัดว่าลายเซ็นของงานออกแบบตัวเองคืออะไร แต่หลักการทำงานครูโจ้เน้นท่าเต้นที่เป็นท่าเทคนิค และวางรูปแบบโชว์โดยใช้หลักเรขาคณิต
“เราใช้หลักของนาฏศิลป์ตะวันตก ซึ่งให้ความสำคัญกับมุมและองศามาก ๆ การจัดวางคนในแต่ละฉากต้องใช้การวางด้วยหลักเรขาคณิต การกระจายคน ตัวเอกควรยืนจุดไหน หรือใช้คนเป็นพร็อปอย่างพื้น เก้าอี้ โต๊ะ”
นอกจากผลงานละครเวที ครูโจ้ออกแบบท่าเต้นให้การแสดงคอนเสิร์ต อีเวนต์ งานพิธีต่าง ๆ รวมกันแล้วเกือบร้อยงาน
ผลงานออกแบบที่ครูโจ้บอกว่าหนักที่สุดในชีวิตเป็นงานจัดแสดงแสงและเสียงที่วัดไชยวัฒนาราม มีแขกคนสำคัญคือ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร และพระราชสวามี
“วันนั้นสภาพอากาศไม่เป็นใจ ฝนจะตกแหล่ไม่ตกแหล่ ต้องทำงานกับนักแสดงที่หลากหลายมาก ๆ ตั้งแต่คนในพื้นที่ ทหาร ไปจนถึงบรรดาภรรยาข้าราชการ มันหนักมากจริง ๆ”

ครูของคนมีฝัน
ชื่อเสียงของครูโจ้เป็นที่รับรู้ในหมู่นักเต้น คนเบื้องหน้าและเบื้องหลังในวงการบันเทิง แต่กับคนภายนอกยังไม่ค่อยรู้จักชื่อเขา เมื่อได้เป็นกรรมการรายการประกวด The Star ค้นฟ้าคว้าดาว ครูโจ้จึงตั้งปณิธานว่า รายการนี้ต้องทำให้ชื่อเสียงเขาเพิ่มขึ้น
“คนเราจะทำอะไรต้องมีปณิธานนะ ของเราเกิดขึ้นตอนแถลงข่าวรายการ เราบอกกับตัวเองว่า จะต้องสร้างชื่อเสียงที่รายการนี้ให้ได้ เราต้องมีตัวตน ทุกคนต้องรู้จักเราจากรายการนี้ แต่ก็ยังไม่รู้นะว่าจะทำอย่างไร”
บทบาทกรรมการของครูโจ้ถูกวางให้เป็นครู ตามสิ่งที่ครูโจ้ทำมาเกือบทั้งชีวิต ซึ่งความแตกต่างระหว่างครูกับกรรมการในความรู้สึกครูโจ้ คือครูสอน กรรมการชี้แนะ ครูโจ้เอา 2 อย่างนี้รวมกัน เพื่อให้คำแนะนำและทำให้คนคนหนึ่งพัฒนาตัวเองได้ แต่การเป็นกรรมการมีเวลาจำกัด บางทีต้องให้คำวิจารณ์คำแนะนำหลังแสดงเสร็จ ซึ่งเวลาก็มีอยู่อย่างจำกัดไม่ถึง 5 นาที แถมผู้เข้าแข่งขันบางคนเจอทั้งคำชมและข้อตำหนิ ครูโจ้ที่มักเป็นคนพูดคนสุดท้ายต้องให้ทั้งคำวิจารณ์ คำแนะนำ และการปลอบใจผู้เข้าแข่งขัน
“มนุษย์ต้องมีทางไปต่อ อารมณ์เหมือนปิดประตูเปิดหน้าต่าง ต้องมีทางสว่างสักทาง แต่ยากตรงที่เราจะหาทางนั้นให้เขาได้ภายในเวลาจำกัด 3 นาที บางคนเราดูทรงแล้วโดนด่าแน่ ๆ ก็คิดว่าข้อดีเขามีอะไรบ้าง ต้องหาให้ได้จริง ๆ ไม่ใช่อวยนะ แต่ถามว่ามีอวยไหมก็มี แต่เราทำเพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกลบเกินไป บางคนตอนโดนด่าเขาแสดงออกเหมือนรับได้นะ จนเข้าไปหลังเวทีแล้วถึงร้องไห้ก็มี”
The Golden Song เวทีเพลงเพราะ เป็นอีกรายการที่ครูโจ้ได้มานั่งตำแหน่งกรรมการ ต่างกับรายการแรกตรงเพลงที่เข้าแข่งขันเน้นเพลงลูกกรุง และมีคนดูจากกลุ่มปัจฉิมวัย
ครูโจ้ยังคงเป็นกรรมการในฉบับที่เคยเป็นมา คือให้คำแนะนำและปลอบประโลม วิธีที่เขาเชื่อว่าจะทำให้คนพัฒนาและไปได้ไกล ยิ่งไปกว่าคนเป็นครูได้เท่าไหร่ยิ่งดี
“ถ้าลูกศิษย์ได้เท่าครู เราว่าครูคนนั้นสอนไม่เก่ง ครูมีหน้าที่ให้พื้นฐานเด็ก สร้างรากแก้วให้เขา ถ้าเขาเอาสิ่งที่เราสอนไปต่อยอดได้ แปลว่าครูคนนั้นเก่งที่ทำให้เด็กต่อยอดจับโน่นนี่มา พัฒนาจากฐานที่เราสร้างให้เขา
“เราไม่อยากเป็นครูที่หวงวิชา เก็บทุกอย่างไว้กับตัว ไม่ยอมถ่ายทอด เราเข้าใจว่าเขามีเหตุผลนะ บางคนกลัวว่าสอนไปแล้วจะเสียเปล่า เพียงแต่เราคิดอีกแบบ เด็กจะทำได้หรือไม่ เราถือว่าได้ทำหน้าที่ครบกระบวนความเป็นครู”


ศิลปินแห่งชาติ
ครูโจ้ได้ตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์สากล) เป็นคนที่ 2 ต่อจากท่านผู้หญิงวราพร ซึ่งเป็นครูบัลเลต์คนแรกของเขา ครูโจ้บอกว่าเป็นสาขาที่ได้ยากมาก เหตุผลหนึ่งเพราะมีกลิ่นอายความเป็นตะวันตก
“จุดเริ่มต้นสาขานี้ต้องยกให้ท่านผู้หญิงวราพร ท่านทำให้เห็นว่าบัลเลต์สำคัญอย่างไร ถ้าไม่มีบัลเลต์ อาจจะไม่มีการเต้นระบำอย่างไทย ท่านเป็นคนแรก ๆ ที่ดัดแปลงให้บัลเลต์อยู่ในวัฒนธรรมไทยได้ สร้างบัลเลต์สัญชาติไทยเรื่องแรก”
มโนห์รา บัลเลต์ (Manohra Ballet) คือบัลเลต์สัญชาติไทยเรื่องแรก มาจากพระราชประสงค์ของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงต้องการสร้างแสดงบัลเลต์ของไทยโดยเฉพาะ เวอร์ชันต้นฉบับได้ คุณหญิงเจเนเวียฟ เลสปันยอล เดมอน นักบัลเลต์ชื่อดังระดับโลกรับหน้าที่สอนและออกแบบการแสดงจนกลายเป็นตำนาน ระดับที่นักบัลเลต์ไทยทุกคนฝันอยากแสดงหรือมีส่วนร่วมในการแสดงชุดนี้สักครั้งในชีวิต
พ.ศ. 2560 ครูโจ้หยิบ มโนห์รา บัลเลต์ มาทำอีกครั้งในแบบฉบับของเขาเอง เป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ผลงานนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ครูโจ้ได้รับการเสนอชื่อเป็นศิลปินแห่งชาติ
บทเรียนในวัย 65 ปี
เรามองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ากลายเป็นสีส้มหรือที่คนเรียกว่า Vanilla Sky เป็นสัญญาณของการเข้าสู่ช่วงกลางคืน และสัญญาณเตือนเราด้วยว่าการสนทนานี้คงต้องถึงบทสุดท้าย
ชีวิตครูโจ้หลังได้รับการเชิดชูยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก นอกจากปณิธานส่วนตัวที่เพิ่มขึ้นว่า จะใช้ชีวิตโดยระมัดระวังให้มากขึ้นกว่าเดิม ให้สมกับที่ได้รับตำแหน่งนี้
แต่การเปลี่ยนแปลงของอายุก็ทำให้ครูโจ้ในวัย 65 ปีเริ่มตกตะกอนกับชีวิต
“เราเริ่มเข้าใจชีวิตมนุษย์แต่ละคนมากขึ้น เป็นการเข้าใจโดยไม่เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง เพราะเราเคยคิดว่าทำไมคนนี้ไม่ทำแบบนี้ ถ้าเป็นคนดีจริงต้องดีแบบนี้ เราเปลี่ยนมามองตัวตนของแต่ละคน แล้วปรับตัวเองให้เข้าใจแทน”
นักบัลเลต์ นักร้อง นักออกแบบท่าเต้น ครูสอนประสานเสียง ผู้กำกับลีลาการแสดง ศิลปินแห่งชาติ ทุกบทบาทที่อยู่กับครูโจ้มาตลอดชีวิตจนถึงตอนนี้ ล้วนมีส่วนเป็นตะแกรงช่วยกรองความคิดของเขา ให้เข้าใจธรรมชาติของชีวิตที่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ผ่านไป หรือวนกลับมาเจอใหม่
“วันนี้เรารู้ว่าตัวเราผ่านอะไรมาเยอะ ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านการประสบความสำเร็จ ผ่านการผิดหวัง ผ่านสิ่งที่แย่ที่สุดในชีวิตและได้เจอสิ่งที่สูงที่สุดในชีวิต เราถือว่าคุ้มแล้วในการเกิดมาเป็น โจ้-สุธีศักดิ์ ภักดีเทวา”

ขอบคุณสถานที่ Hostbkk Arts Center
