What would you bet your life on? – คุณพร้อมทุ่มเทชีวิตเพื่อสิ่งใด
นี่คือคำถามที่ผู้สมัครโครงการ Rockefeller Foundation Big Bets Fellowship ต้องตอบ ซึ่งสำหรับนักสิ่งแวดล้อมรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง ดร.แอน-สุภัชญา เตชะชูเชิด คำตอบของเธอคือ “Creating a better world.” และสิ่งที่เธอทำมาตลอดหลายสิบปีก็ยืนยันถึงเป้าหมายนั้น
นับตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย เธอเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มใบไม้ที่ทำงานสื่อสารเรื่องราวธรรมชาติ พอถึงปริญญาเอกก็ทำงานวิจัยนกไต่ไม้อยู่ที่ดอยเชียงดาว พร้อมเขียนบล็อกเล่าเรื่องธรรมชาติวิทยาแบบสนุก ๆ ในชื่อเว็บสัพเพเหระ ต่อมาก็ร่วมกับเพื่อนทำพอดแคสต์ชื่อ Nerd Loyalty ต่อด้วยเข้าร่วมแข่งขันสื่อสารวิทยาศาสตร์ในโครงการ FameLab และก้าวสู่การสร้างอิมแพคในวงกว้างด้วยการร่วมก่อตั้งร้าน Refill Station ปั๊มน้ำยา ร้านค้าไร้บรรจุภัณฑ์แห่งแรกของไทย อีกทั้งเธอยังเคยเข้าค่ายอบรมการเขียนสารคดีและเขียนเรื่อง การเดินทางของอาหารที่ไม่ได้กิน จนคว้ารางวัลงานเขียนสารคดีอันดับ 1 ของรุ่น

มาถึงวันนี้ ภารกิจหลักของ ดร.แอน คือ ‘โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งโครงการนี้ทำให้เธอได้รับเลือกเป็น 1 ใน 12 นักสร้างความเปลี่ยนแปลงแห่งโครงการ Rockefeller Foundation The Big Bets Fellowship: Asia-Pacific ประจำปี 2025

เด็กค่าย คนทำค่าย และนักสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม
“แต่ก่อนเราเป็นเด็กเมืองที่ไม่รู้เรื่องสิ่งแวดล้อมเลย พ่อแม่เป็นคนจีนที่รู้สึกว่าการไปเที่ยวคือความสิ้นเปลือง”
ดร.แอน เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กที่เกิดและเติบโตในกรุงเทพฯ ในครอบครัวที่ไม่ได้สนใจสิ่งแวดล้อมนัก แต่ด้วยนิสัยที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เธอมักเสาะแสวงหากิจกรรมค่ายเพื่อเข้าร่วมเป็นประจำ และนั่นก็ทำให้เธอค่อย ๆ ซึมซับความรู้นอกห้องเรียนบวกกับความรักธรรมชาติ โดยมีค่ายหนึ่งเป็นจุดบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ความคิดครั้งสำคัญ นั่นคือค่ายเยาวชนกระทิงน้อยของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ที่พาไปเรียนรู้การฟื้นฟูผืนป่าเขาแผงม้า
“ตอนนั้นไปนานประมาณ 7 วัน พอกลับมาในเมืองอีกครั้ง มันก็ช็อกนิดหนึ่งว่า โลกจะแย่อยู่แล้ว ทำไมทุกคนยังไม่เริ่มคุยเรื่องนี้กันอีก เราทำอะไรกันอยู่”
จากจุดเริ่มต้นในการตั้งคำถาม นำมาสู่การหาความรู้และการลงมือทำ จากเด็กค่ายก็เติบโตมาเป็นคนทำค่ายและนักสื่อสารเรื่องราวสิ่งแวดล้อม เธอเล่าว่าเคยมีช่วงที่เขียวสุดโต่งถึงขั้นปั่นจักรยานไปมหาวิทยาลัย ไม่ยอมซื้อน้ำขวดพลาสติกแม้จะหิวน้ำ และเคยมีวันที่ทดท้อใจจนต้องโทรไปร้องไห้กับเพื่อนว่า ทำไมพวกเราทำขนาดนี้ถึงยังไม่มีอะไรดีขึ้นเลย เราต้องทำกันอีกขนาดไหน
“เพื่อนตอบมาว่า แกไม่ต้องแบกโลกไว้หรอก ก็ทำเท่าที่ไหวนั่นแหละ
“จริง ทุกวันนี้เราเลยคาดหวังกับผลลัพธ์น้อยลง แต่เน้นที่การกระทำของเราให้มากขึ้น อย่างเช่นแค่วันนี้ได้เล่าเรื่องนี้ให้ 5 คน 10 คนฟังก็โอเคแล้ว บางทีอิมแพคของอะไรสักอย่างต้องใช้เวลา อย่างพี่ที่ทำค่ายเยาวชนกระทิงน้อยวันนั้น คงไม่รู้ว่าอีก 10 ปีต่อมาจะมีเด็กค่ายคนหนึ่งโตมาเป็นเราในทุกวันนี้”

Big Bets Fellowship
คงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่า โครงการ Rockefeller Foundation The Big Bets Fellowship: Asia-Pacific คือการรวมตัวของเหล่าอเวนเจอร์สนักเปลี่ยนแปลงโลก มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์คัดเลือกผู้สมัครที่ทำงานเพื่อแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ของโลกมาจำนวน 12 คน ใช้เวลา 4 เดือน ในการบ่มเพาะ ขัดเกลา และเสริมทักษะให้พวกเขา เพื่อให้เหล่าอเวนเจอร์สกลับไปทำโครงการในพื้นที่ของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างแรงกระเพื่อมได้กว้างไกลยิ่งขึ้น ซึ่งปีนี้เน้นไปที่คนทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“โครงการนี้ช่วยเสริมศักยภาพให้เรา หนึ่ง คือช่วยให้เราคิดใหญ่กว่าเดิม สอง คือให้ศักยภาพในการเล่าเรื่องแล้วชนะใจคน สาม คือให้ศักยภาพในการหาพาร์ตเนอร์ที่ดี”
ดร.แอน เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ไปเวิร์กช็อป 2 ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งจัดที่กรุงเทพฯ และอิตาลี ก่อนจะต้องบินไปรอบที่ 3 ที่นิวยอร์กอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ในแต่ละครั้งผู้จัดจะโยนโจทย์ต่าง ๆ มาให้คิดและแก้ปัญหา


“กระบวนการของเขาช่วยให้เราคิดในมุมใหม่ ๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อน เช่น ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหา โปรเจกต์ของคุณจะมีหน้าตาเป็นยังไงภายใน 2 ปีข้างหน้า หรือถ้าคุณมีเวทมนตร์ 1 ข้อ จะขออะไรในโปรเจกต์ของคุณ หรืออะไรที่เป็นข้อจำกัดที่สุดในตอนนี้ แล้วถ้าจะแก้ให้ได้ต้องไปหาคนประเภทไหน แล้วเขาก็จะโค้ชเรื่องวิธีสื่อสาร ทุกคนจะได้เล่าเรื่องของตัวเองแล้วมีการคอมเมนต์กัน ทำให้เห็นว่าการเล่าเรื่องที่ดีโคตรทรงพลัง”
ดร.แอน ยกตัวอย่างเรื่องเล่าประทับใจจาก อีสัน จอร์แดน (Eason Jordan) Senior Vice President ของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ เขาเคยทำงาน CNN ตั้งแต่ยุคบุกเบิก สมัยที่ผู้คนยังไม่เชื่อว่ารายการข่าวในทีวีจะไปรอด จนกระทั่งกลายเป็นสำนักข่าวอันดับต้น ๆ ของโลก แล้ววันหนึ่งเขาไปทำข่าวเรื่อง มาลาลา ยูซาฟไซ (Malala Yousafzai) และในที่สุดก็ตัดสินใจลาออกจากงานมั่นคงเพื่อไปทำงานกับเธอที่ตอนนั้นอายุเพียง 17 ปี
“เขาบอกว่า I bet my life on her, and she bet her life on ending the war for peace คือเจ๋งมาก แล้วเราก็ได้เจอเพื่อนอีก 11 คนที่ทำโครงการของตัวเอง ทั้งจากอินเดีย เนปาล นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย และบังกลาเทศ บางคนทำเรื่องเทคโนโลยี บางคนทำเรื่อง Empower ผู้หญิงให้ขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อม บางคนโปรเจกต์อาจดูธรรมดา แต่แก้ปัญหาได้จริง เช่น การติดโซลาร์เซลล์เพื่อปั๊มน้ำมาใช้ เพราะที่บ้านเขา เด็ก ๆ ยังต้องหยุดเรียนไปหาบน้ำอยู่เลย”
แม้โครงการนี้จะไม่ได้ให้ทุนเป็นเงิน แต่สิ่งที่ผู้เข้าร่วมได้รับคือทุนที่มีค่ายิ่งกว่า นั่นคือทักษะที่จะทำให้พวกเขากลับไปต่อยอดโครงการให้สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในบริบทของแอนก็คือโครงการที่ส่งเสริมชาวบ้านรักษาป่าชุมชน โดยมีคาร์บอนเครดิตเป็นแรงจูงใจ

ผืนป่าที่มากกว่าแค่คาร์บอนเครดิต
น้องรู้ไหม พี่ไม่เคยเห็นป่าบ้านพี่ไฟไม่ไหม้เลยนะ เพิ่งมาปีนี้นี่แหละที่เห็นมันเขียวตลอดปี เพิ่งรู้ว่ามันไม่ไหม้ก็ได้
นี่คือประโยคที่ชาวบ้านในพื้นที่พูดกับ ดร.แอน หลังจากที่เธอและทีมงานมูลนิธิฯ ลงไปทำงานด้วยได้ระยะหนึ่ง และนี่ก็คือหนึ่งในข้อยืนยันที่ว่าโครงการนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง
“ป่าชุมชนเป็นกลไกที่ทำให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้ เราไม่ได้อยากมุ่งเน้นการสร้างคาร์บอนเครดิตด้วยการเอาแต่ปลูกป่าอย่างเดียว เพราะจะปลูกทำไมถ้าของเก่ายังรักษาไว้ไม่ได้”


โครงการของ ดร.แอน จึงเน้นไปที่การส่งเสริมชาวบ้านให้รักษาป่าชุมชนเดิมที่มีอยู่แล้ว โดยแนวคิดหลัก คือหากชาวบ้านได้รายได้จากป่าชุมชนเทียบเท่าการทำไร่ข้าวโพด พวกเขาก็ไม่ต้องถางป่าเพื่อปลูกข้าวโพดหรือทำเกษตรเชิงเดี่ยว
“รู้ไหมว่าปลูกข้าวโพด 1 ไร่ ชาวบ้านจะได้รายได้ปีละเท่าไหร่” แอนตั้งคำถาม
คำตอบชวนตะลึงที่หลายคนไม่เคยรู้ก็คือข้าวโพด 1 ไร่ สร้างรายได้แค่ 300 – 500 บาทต่อปี นี่คือเหตุผลที่ชาวบ้านต้องขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดให้ได้มากที่สุด เพื่อให้มีรายได้เพียงพอเลี้ยงครอบครัวในแต่ละปี
“พ.ร.บ. ป่าชุมชน เปิดโอกาสให้ชุมชนขายคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนได้ นี่จึงเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยป้องกันการรุกป่า โดยทีมของเราทำหน้าที่เป็นตัวกลางช่วยเรื่องเอกสารกับกรมป่าไม้ แปลภาพถ่ายดาวเทียม แล้วก็ประสานกับบริษัทเอกชนเพื่อขอให้สนับสนุนโดยการซื้อคาร์บอนเครดิตล่วงหน้า แทนที่จะต้องรอ 2 – 3 ปีตามปกติ เพื่อให้ชาวบ้านมีทุนตั้งต้นในการทำงาน”
การทำงานของ ดร.แอน เริ่มจากลงพื้นที่ไปอธิบายโครงการให้ชุมชนฟัง จากนั้นทำประชาคมว่าชุมชนมีความพร้อมไหม คนในชุมชนสนใจเข้าร่วมไหม ถ้าเข้าร่วม ทางมูลนิธิฯ ก็จะเริ่มต้นจัดการเอกสารต่าง ๆ พร้อมจัดอบรมให้ชาวบ้าน เช่น การเก็บข้อมูลต้นไม้ วิธีวัดความสูง วัดเส้นรอบวง การใช้ GPS การทำบัญชี ฯลฯ ซึ่งชาวบ้านที่ผ่านการอบรมต้องจดบันทึกข้อมูลเหล่านี้และส่งกลับมาให้มูลนิธิฯ จากนั้นทีมดร.แอน จะนำไปเข้าสูตรคำนวณคาร์บอนและทำรายงานส่งขึ้นทะเบียน ก่อนที่จะมีผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นบุคคลที่ 3 มาตรวจสอบยืนยันความถูกต้องอีกรอบ

“พอกระบวนการทุกอย่างผ่านเรียบร้อย ชุมชนจะได้รายได้เข้ากองทุน กองทุนแรกคือกองทุนดูแลป่าที่จะใช้ในการลาดตระเวน ทำแนวกันไฟ เฝ้าระวังไฟป่า ส่วนกองทุนที่ 2 คือกองทุนพัฒนาชุมชน เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน หนึ่งในตัวชี้วัดที่จะบอกว่าคุณได้คาร์บอนเครดิตมากน้อยแค่ไหนคือไฟป่า ถ้ามีไฟป่าเกิน 15% ของพื้นที่จะโดนหัก แต่ถ้ามีไฟป่าน้อยกว่านั้นจะได้เพิ่ม ชาวบ้านเลยช่วยกันดูแลป่าได้ดีมากขึ้น”
หนึ่งในชุมชนต้นแบบที่ใช้เงินกองทุนนี้ได้อย่างสร้างสรรค์คือชุมชนบ้านต้นผึ้ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ที่นำใบตองตึงจากป่ามาขึ้นรูปเป็นจานใบไม้ขาย ได้ประโยชน์ 2 ต่อ ทั้งลดเชื้อเพลิงในป่าและลดขยะพลาสติก
“เราประทับใจคุณลุงที่เก็บใบไม้มาก ลุงเก็บใบไม้ได้ใบละ 0.2 บาท วันหนึ่งได้แค่ 20 – 40 บาท เราก็ถามลุงว่าไม่เหนื่อยเหรอ ทำทั้งวันได้แค่นี้เอง ลุงก็ตอบมาว่าถ้าลุงไม่ทำ พวกผู้หญิงก็ไม่มีงานทำสิ ถ้าลุงไม่เก็บแล้วใครจะมาเก็บ ลุงอยู่บ้านวัน ๆ ก็ไม่ได้ทำอะไร แต่มาเดินทุกวันก็ทำให้แข็งแรง ไม่เบื่อ”
บทบาทของ ดร.แอน และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ไม่เพียงเป็นตัวกลางช่วยจัดการเอกสารที่ยุ่งยากเพื่อให้ชุมชนได้คาร์บอนเครดิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการอบรมเสริมศักยภาพชุมชน ทั้งในด้านความรู้ ความคิด ทักษะ เช่น การทำบัญชี การวิเคราะห์จุดเด่น-จุดด้อยของชุมชน ไปจนถึงการปรับตัวเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ถ้าพูดถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คนทั่วไปมักคิดแค่เรื่องภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ แต่ที่จริงแล้วมันกว้างกว่านั้นมาก เช่น ที่จีนพอฝนตกหนักก็เจอปัญหาลูกแพร์ปริแตก ขายไม่ได้ เราก็ลองชวนให้คนบนดอยมาคิดเรื่องพวกนี้ มีคนหนึ่งบอกว่าแต่ก่อนผมไม่เคยนอนกางมุ้ง แต่เดี๋ยวนี้ต้องกางทุกคืน นั่นก็เพราะโลกร้อนขึ้น ยุงเลยแพร่กระจายมาบนภูเขาสูงระดับนี้ได้ พอคนหนึ่งเริ่มเอ๊ะ คนอื่นก็เอ๊ะตาม บางคนบอก เออใช่ เดี๋ยวนี้ดอกกาแฟบานเร็ว กาแฟสุกเร็ว คุณภาพเลยตก บางคนบอกตั้งแต่เกิดมา 30 – 40 ปี ไม่เคยเจออะไรหนักหนาขนาดนี้มาก่อน”
เมื่อตระหนักถึงปัญหา ก็มาสู่การชวนให้นึกถึงการปรับตัว เช่น การปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแต่ได้มูลค่าสูงขึ้น การปลูกพืชหลากหลายเพื่อกระจายความเสี่ยง การรักษาป่าชุมชน การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ
และผลลัพธ์ของกระบวนการทั้งหมดนี้ คือป่าชุมชนในโครงการที่รักษาไว้ได้จำนวน 253,914 ไร่ ใน 267 ชุมชน จาก 11 จังหวัด คิดเป็นกองทุนมูลค่ากว่า 156 ล้านบาทที่คืนสู่ชุมชน แต่สิ่งที่เหนือกว่าตัวเลขก็คือการที่คนในชุมชนเกิดความภูมิใจในผืนป่าที่พวกเขารักษาไว้ ไปจนถึงบริการทางนิเวศมากมายจากป่าที่กลับคืนสู่ชุมชนไปจนถึงคนเมือง นับตั้งแต่น้ำสะอาดไปจนถึงอากาศที่ไร้ PM 2.5

“มีชุมชนหนึ่งได้รางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งเขาภูมิใจมาก เขาบอกว่าผมขอสัญญาว่าผมจะรักษาป่าด้วยชีวิตให้สมกับที่ท่านให้โอกาส ทำให้เราเห็นว่าโครงการนี้ไม่ใช่แค่เราเอาเงินให้ชุมชนกี่บาท แต่ยังมีความหมายในมุมอื่นด้วย
“เราได้เห็นชุมชนลุกขึ้นมามีกิจกรรมร่วมกัน เกิดความปรองดองกัน ชวนกันมาประชุม เพราะเอาเข้าจริง คาร์บอนจากป่าชุมชนอย่างเดียวอาจช่วยโลกไม่ได้ขนาดนั้น ต่อให้ปลูกป่าทั้งประเทศก็ยังไม่เท่ากับคาร์บอนที่เราปล่อย แต่กลไกนี้ทำให้เกิดมิติอื่น ๆ ที่ช่วยให้ชุมชนเข้าถึงโอกาสที่ปกติแล้วอาจเข้าไม่ถึง เพราะถ้ามูลนิธิฯ ไม่ลงไป ลุง ๆ ป้า ๆ ก็อาจไม่สามารถจับมือกันแล้วบอกว่า ฉันจะขึ้นทะเบียนป่าชุมชนขายคาร์บอนเครดิตนะ เพราะขั้นตอนมันยากและซับซ้อนมาก”
Little Things Make Great Change
‘Little Things Make Great Change’ คือสโลแกนที่อยู่บนเสื้อทีมของร้าน Refill Station ซึ่งถือเป็นตัวแทนของแนวคิดที่เธอยึดถือตลอดมา
หากย้อนกลับไปวันที่เธอเริ่มก่อตั้งร้านนี้ใหม่ ๆ เธอเจอคำพูดที่ว่า ‘ทำไปทำไม แค่นี้เปลี่ยนแปลงโลกไม่ได้หรอก’ แต่กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่า ร้านเล็ก ๆ ของเธอจุดประกายแรงบันดาลใจจนเกิดร้านไร้บรรจุภัณฑ์แบบนี้อีกหลายสิบแห่งทั่วไทย
อย่างไรก็ตาม แม้การเปลี่ยนแปลงจากจุดเล็ก ๆ จะมีความหมาย แต่ ดร.แอน ก็เน้นย้ำว่าเราจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างด้วย ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เธอคิดว่าสังคมเรายังขาด ก็คือ ‘การคิดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม’

“ทุกวันนี้เราแทบไม่เคยคิดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่เสียไปเลย โครงการใหญ่ ๆ อย่างเขื่อนก็พูดกันแค่ว่าค่าก่อสร้างเท่าไหร่ ได้น้ำเท่าไหร่ แต่ไม่พูดถึงมูลค่าของป่าที่เสียไป มูลค่าของสัตว์น้ำที่เสียไป ฝนตามฤดูกาลที่หายไป หรือสินค้าเกษตรก็เหมือนกัน คนทำเกษตรอินทรีย์ต้องไปเสียตังค์ให้คนมาตรวจเพื่อติดฉลากว่าฉันดีต่อสิ่งแวดล้อมนะ แต่คนใช้สารพิษไม่ต้องเสียตังค์อะไรเพิ่มเลย มันกลับกันไปหมด ถ้าเราคิดต้นทุนสิ่งแวดล้อมครบ ราคาเนื้อหมูเนื้อไก่ต้องแพงกว่านี้ ผักที่ใช้ยาฆ่าแมลงต้องแพงกว่านี้”
ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็มีหน้าที่ต้องทำให้ทางเลือกที่ดีต่อธรรมชาติเข้าถึงง่ายและราคาจับต้องได้มากกว่านี้
“ถ้าเมืองมีจุดเติมน้ำดื่มสะอาด คนน่าจะอยากพกกระติกน้ำมากขึ้น ถ้ามีร้านมังสวิรัติดี ๆ ราคาถูกมากขึ้น คนอาจหันมาลดเนื้อสัตว์ได้มากขึ้น ถ้ามีทางจักรยานดี ๆ คนก็อาจอยากปั่นจักรยานมากขึ้น รัฐบาลไม่ควรคิดแบบนักธุรกิจว่าลงทุนทำสิ่งนี้แล้วจะคุ้มไหม แต่ควรมองไปข้างหน้าโดยคิดว่าโลกที่ดีควรมีหน้าตาเป็นยังไง แล้วทำให้มันเกิดขึ้น ถ้าโลกเรามีตัวเลือกเยอะขึ้น พฤติกรรมที่ดีต่อโลกก็จะไม่ต้องใช้ความพยายามมากอย่างทุกวันนี้”

