5 พฤศจิกายน 2025
906

เคยจินตนาการไหมว่าในวัย 93 ปี เราจะทำอะไร อยู่ที่ไหน สุขภาพกายและจิตเป็นอย่างไร

คำตอบที่ได้คงแตกต่างกัน กระทั่งบางคนอาจบอกว่าคงอยู่ไม่ถึงวันนั้นด้วยซ้ำ

ในวัย 93 ปี ดร.สมบูรณ์ สู่ประเสริฐ ยังคงทำงานอยู่ เธอเป็นประธานมูลนิธิชีวิตใหม่ ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อน ลงภาคสนามเพื่อเยี่ยมผู้ป่วยในหมู่บ้านที่มูลนิธิให้การสนับสนุนและทำกิจกรรมเดือนละหลายครั้ง รวมถึงยังคงเป็นนักวิจัยที่ทำงานร่วมกับสภากาชาดไทย และเป็นนักเรียนรู้

เส้นทางชีวิตของ ดร.สมบูรณ์ บรรจุไปด้วยเรื่องราวที่อัดแน่น ทั้งการทำงาน การเดินทาง พบพาน ลาจาก ปรับเปลี่ยน เรียนรู้ และตกผลึก จากลูกสาวของครอบครัวข้าราชการ สู่โลกของการทำงานด้านสาธารณสุขที่ทั้งโลดโผนและเต็มไปด้วยเสน่ห์ชวนติดตาม 

เรานัด ดร.สมบูรณ์ มาพบกันในช่วงสายของวันหนึ่งที่อากาศดี นอกจากสุขภาพร่างกายที่ยังคงแข็งแรง สิ่งที่น่าทึ่งคือ ดร.สมบูรณ์ สู่ประเสริฐ ยังคงจดจำรายละเอียดในชีวิตได้แทบทั้งหมด วัน เดือน ปี เหตุการณ์หลากหลาย ชื่อเสียงเรียงนามของบุคคลในช่วงชีวิต เธอเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย สดใหม่ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

แรกสุด เราสนใจ ดร.สมบูรณ์ ในฐานะประธานมูลนิธิชีวิตใหม่ฯ ที่เธอทำงานมากว่า 50 ปี แต่เมื่อพูดคุย เรากลับหลงใหลเรื่องเล่าและประสบการณ์ในชีวิตมุมกว้างของเธอในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ บางช่วงบางขณะรู้สึกได้ว่าเธอช่าง ‘บ้าพลัง’ อย่างยิ่ง 

ทั้งหมดทั้งมวลเริ่มต้นมาจากสิ่งที่เธอเรียกว่า ‘การให้’ ที่เปิดประตูแห่งโอกาสบานใหม่ ๆ เสมอ อันเป็นบุคลิกนิสัยที่ซึมซับจากครอบครัวมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

ทั้งหมดนำมาสู่บทเรียนแห่งชีวิตที่กลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่อยากให้ผู้อ่านลองสัมผัสจากหญิงวัย 93 ปี ที่ยังไม่คิดว่าตนเองเกษียณจากการทำงาน และทำให้เราอยากทบทวนนิยามของคำว่า ‘ชรา’ ใหม่อีกครั้ง

สมบูรณ์ สู่ประเสริฐ

เด็กหญิงจากครอบครัวผู้ให้

พ.ศ. 2475 คือปีที่ ด.ญ.สมบูรณ์ สู่ประเสริฐ ลืมตาดูโลกที่กรุงเทพมหานคร 

ใช่ นั่นคือปีแห่ง ‘การปฏิวัติสยาม’

เธอเป็นลูกคนที่ 2 จาก 5 คนของครอบครัว คุณแม่เป็นชาวบ้านทั่วไป แต่เสียชีวิตเมื่อสมบูรณ์อายุ 13 ปี ขณะที่คุณพ่อเคยทำงานเป็นนักบิน ก่อนเปลี่ยนมารับราชการทำงานบัญชีที่การรถไฟ สมบูรณ์เล่าทีเล่นทีจริงว่า สาเหตุของการเปลี่ยนงานมาจากคำพูดของคุณย่าที่ว่า “เป็นนักบินเดี๋ยวตกเครื่องบินนะ”

คุณตาของเธอเป็นแพทย์แผนโบราณ ด้วยความที่เป็นเภสัชกรรมดั้งเดิม ต้องปรุงและผลิตยาจากสมุนไพรเพื่อใช้รักษาโรค เธอจึงคุ้นชินกับการเห็นสมุนไพรไทยอย่างพริก ข่า หอม ตะไคร้ ที่วางเรียงอยู่เต็มถาด รวมถึงคนไข้ที่แวะเวียนมาตลอด ขณะที่คุณยายก็เป็นหมอตำแยที่ต้องคอยพายเรือไปทำคลอดเสมอ

“คุณลุงฝั่งพ่อคือ หลวงเจนพิชาจักร (เปลื้อง สุภางคะนันทน์) เป็นลูกศิษย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือหมอชุมพร เวลาไปหาคุณลุงสมัยก่อนต้องคลาน คุณป้าก็เป็นพยาบาลรุ่นเดียวกับสมเด็จย่า ส่วนคุณลุงฝั่งแม่เป็นผู้ว่าเมืองตาก เราจึงเติบโตมากับครอบครัวแบบข้าราชการ

“ตอนคุณแม่ยังอยู่ ท่านชอบทำบุญ ชอบทำกับข้าว แล้วให้เราเอากับข้าวถ้วยเล็ก ๆ ไปให้ชาวบ้าน เราก็หน้าบานเลยเพราะชอบ พอเงินเดือนออก ท่านก็ซื้อผลไม้วางไว้หน้าบ้าน แต่ก่อนบ้านไม่มีรั้ว คนข้างบ้านหรือเด็ก ๆ จะมาหยิบกินเท่าไรก็ได้

“เราเป็นเด็กที่ชอบกุลีกุจอช่วยคน เขาไม่ได้ขอนะ แต่เราอยากช่วย Born to be หรือเปล่าไม่รู้ แต่ภาพที่เราเห็นจากครอบครัวมาตลอดคือการเป็นผู้ให้ มันคงซึมซับอยู่ในตัวเรา”

สมบูรณ์เล่าว่าตอนเป็นเด็กเธอเรียนเก่ง จึงเลือกเรียนพยาบาลที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หลังศึกษาอยู่ 4 ปีก็จบในสาขาผดุงครรภ์และอนามัย เธอสอบติด 1 ใน 10 จึงถูกส่งให้ไปอยู่โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ในวัย 25 ปี เธอถูกมอบหมายให้เป็นหัวหน้าห้องผ่าตัด มีเงินเดือนเริ่มต้น 636 บาท หน้าที่คือการผ่าตัด รวมถึงการผ่าตัดศพ ล้าง และเย็บแผลศพ

“เชื่อไหม เรากินตือฮวนไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้” เธอว่าและหัวเราะ

หลังจากเป็นหัวหน้าห้องผ่าตัดอยู่ 6 เดือน จึงย้ายกลับมาอยู่ตึกวชิราลงกรณ์ หรือที่เรียกกันว่าตึกกำพร้า ซึ่งเป็นของสภากาชาดไทย ในตำแหน่งรองหัวหน้าตึก มีหน้าที่เป็นผู้ช่วยแพทย์รักษาและให้น้ำเกลือเด็ก

เมื่อเข้าสู่ พ.ศ. 2500 ทางสภากาชาดเสนอให้สมบูรณ์ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะรองหัวหน้าสถานีกาชาด ที่นั่นคือหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตเธอ

เชียงใหม่สู่อินเดีย

“ตอนนั้นไม่รู้ว่าเชียงใหม่เป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน พอมาถึงสถานีรถไฟก็ร้องไห้เลย”

หลังโดยสารโดยรถไฟมาถึงเชียงใหม่ สมบูรณ์เล่าว่า เธอโชคดีที่ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากรุ่นพี่ ขณะที่มีเพื่อนรุ่นเดียวกันที่จบจากแพทย์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มาเป็นหัวหน้าอนามัยโรงเรียนในเชียงใหม่เหมือนกัน เมื่ออยู่ไป จึงเกิดการตั้งก๊วนขึ้น 

“คนอื่นเขาก็อยู่กันเงียบ ๆ แต่เรานี่เป็นที่เลื่องลือ เพื่อนเยอะ มีหมอมาทำกับข้าวกินกันใต้ถุนตึกกาชาด มีความสุขมาก

“ตอนนั้นเราได้เยี่ยมบ้านคนไข้ ทำคลอดเด็กกว่า 200 คน ไปที่บ้านเลยนะ ไม่มีรถยนต์ มีแต่รถสามล้อ หลังจากทำคลอดเสร็จก็ต้องไปเยี่ยมที่บ้านอีกจนกว่าสายสะดือจะหลุด อาบน้ำให้เด็ก รวมถึงล้างช่องคลอดให้แม่ด้วย”

สมบูรณ์ทำงานอยู่ที่กาชาดเชียงใหม่เป็นเวลา 2 ปี ก็ถึงเวลาโยกย้ายอีกครั้ง เธอได้รับมอบหมายจากหัวหน้าให้ไปอยู่ที่สภากาชาดหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่คราวนี้ในตำแหน่งหัวหน้า

“ตอนอยู่ที่หัวหิน มีหลายเหตุการณ์ที่ประทับใจไม่ลืม สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงขับเครื่องบินแล้วเกิดอุบัติเหตุลวดเครื่องบินบาดที่นิ้วพระหัตถ์ มีพระโลหิตออก เสด็จมาที่กาชาด เราก็รายงานตัวทำการปฐมพยาบาลถวายที่นิ้วพระหัตถ์ท่าน มือนี่สั่นเลย ทำเสร็จเรียบร้อย ท่านบอกว่า เธอนี่ทำเก่งมากนะ และบริจาคเงิน 500 บาทให้กับกาชาด

“ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าสมาธิคืออะไร แต่ชอบสวดมนต์ไหว้พระ เพราะปู่ย่าตายายก็ทำมา มีอยู่คืนหนึ่งเราฝันเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินขึ้นบันไดมา แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร วันรุ่งขึ้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินขึ้นบันไดมาที่กาชาดจริง ๆ ท่านเป็นพระยาที่นั่น เนื่องจากหัวหินมีเจ้าขุนมูลนายพักเยอะ ท่านไม่สบาย เราก็ดูแลท่าน และมีโอกาสไปกินข้าวกัน 

“อีกเหตุการณ์คือวันหนึ่งมีคนถูกงูเห่าฉกมา พอเขามาเราก็คิดในหัวว่าต้องใช้เซรุ่ม ทั้งที่ไม่เคยใช้มาก่อน เราให้คนไข้นอน มีญาติล้อมเตียงเลย แล้วอธิษฐานในใจว่า จะเอาเซรุ่มฉีดแก้พิษงูให้ พอฉีดไป ไม่ถึง 3 นาที คนไข้ลืมตาเลย มหัศจรรย์มาก

“พอเขาลุกขึ้นนั่งได้ เราชื่นใจมาก ญาติมามุงแล้วถามว่า คุณหมอเก่ง ทำไมกล้าฉีด เราไม่ได้บอกว่าเราเก่ง แต่บอกว่าทำตามที่เขาสอนมา (หัวเราะ)”

หลังจากเป็นหัวหน้าอยู่ที่สถานีกาชาดหัวหินฯ​ เป็นเวลา 1 ปี มีทุนเรียนต่อด้านสาธารณสุขที่อินเดีย สมบูรณ์สนใจ แต่ปัญหาคือในการสอบต้องใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเธอไม่ถนัด 

“เชื่อไหม สิ่งที่เราทำคือตัดสินใจไปโบสถ์กับชาวต่างชาติคนหนึ่งที่รู้จักเพื่อเรียนภาษาอังกฤษจากหนังสือพระคัมภีร์” สมบูรณ์เล่าย้อนความ “สุดท้ายเราก็สอบผ่าน ได้ทุนไปเรียนที่อินเดีย ตอนนั้นมีพยาบาลไทยรวมเราด้วยเป็น 4 คน เป็นพยาบาลกาชาด 3 คน พยาบาลศิริราช 1 คน แล้วก็มีคนเมียนมาด้วย”

สมบูรณ์และเพื่อนเดินทางไปศึกษาที่อินเดียทางด้านสาธารณสุข หลักสูตร Diploma in Public Health (DPH) เป็นเวลา 1 ปี โดยใช้เวลาเรียน 10 เดือน และทำงานอีก 2 เดือน

“เราได้ออกเยี่ยมคนไข้ตามบ้าน เรามีพาร์ตเนอร์และอาจารย์แพทย์เป็นชาวอินเดีย สมัยนั้นไปกันเป็นทีมเลย มีทั้งแพทย์ พยาบาล นักสาธารณสุข นักสังคม นักจิตวิทยา เผอิญตอนเราอยู่กาชาดเชียงใหม่ เคยเยี่ยมคนไข้ที่บ้านและทำคลอดมาเยอะ เราก็ถนัดเลย

“แต่ตอนนั้นเวลาไปเยี่ยมคนไข้ต้องใช้ภาษาเบงกาลี เราพูดและให้พาร์ตเนอร์ช่วยแปล อาจารย์แพทย์ที่ไปด้วยก็จับตาดู พอกลับมา เราได้คะแนน A+ วิชาเยี่ยมบ้านคนไข้ ส่วนพาร์ตเนอร์ได้ A เขาก็เกิดความสงสัยว่า ทำไมฉันได้แค่ A (หัวเราะ) เขาเลยไปถามอาจารย์ อาจารย์บอกว่าเพราะเราเข้าหาคนเก่ง ยิ้มแย้มแจ่มใส มันเป็นธรรมชาติของเราที่สั่งสมมาไง”

ขณะที่อยู่อินเดีย สมบูรณ์เล่าว่ามีเหตุการณ์สำคัญหนึ่งเกิดขึ้น “อันนี้ไฮไลต์เลยนะ” เธอว่า 

เรื่องมีอยู่ว่า มีพระ 2 รูปเดินทางมาที่อินเดีย ตอนนั้นเธอไม่รู้ว่าคือใคร แต่ท่านบอกกับพระที่อยู่วัดใกล้กับที่พักของสมบูรณ์ว่า ให้ไปตามคนไทยมาให้ เพราะมีเรื่องไหว้วาน เด็กวัดจึงมาหาเธอ ด้วยความเป็นคนชอบช่วยเหลือ เธอจึงตัดสินใจไปพบ 

“พอไปเจอ ท่านบอกว่าอยากได้ถุงผ้าดิบ 4 ถุง เอาไปใส่ดินที่สังเวชนียสถานเพื่อเอากลับเมืองไทย เราก็จัดการให้ รวมถึงถวายอาหารและพาท่านเที่ยว ตอนนั้นมีหมอไทยอีกคนไปด้วย 

“พอถึงวันท่านจะเดินทางกลับ ท่านเรียกเรากับหมออีกคนไปพบ เราถึงรู้ว่าพระ 2 รูปนั้นคือเจ้าคุณวัดราชนัดดาที่กรุงเทพฯ ส่วนอีกท่านคือครูบาแต้แหที่ลำปาง ท่านบอกว่าถ้าเราเรียนจบกลับไปจะประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง ได้เดินทางรอบโลก จะได้ทำงานในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้

“ตอนนั้นเราอายุ 25 ปี ท่านบอกว่ากลับไปจะได้แต่งงาน เราก็คิดในใจว่า คนข้าง ๆ ก็กำลังมาจีบนะ (หัวเราะ) แต่ประเด็นคือท่านว่าคู่หมั้นคู่หมายในอนาคตจะเป็นตำรวจพลร่ม ตอนนี้กำลังปราบโจรจีนอยู่ เราฟังแล้วก็เออออตาม และท่านก็บอกว่าให้ทำบุญเยอะ ๆ”

หลังจากเรียนจบ สมบูรณ์กลับมาทำงานที่สถานีกาชาดเชียงใหม่ในตำแหน่งรองหัวหน้าสถานีกาชาดเช่นเดิม 

ใครจะรู้ว่า สิ่งที่พระท่านว่าจะเป็นเรื่องจริงหลังจากนั้น

พบรักและสมาธิ

เมื่อกลับมาอยู่สถานีกาชาดเชียงใหม่ สมบูรณ์ได้พบกับ ร้อยเอกสมควร หริกุล (ยศในเวลานั้น) ที่มาทำงานและแนะนำให้รู้จักกับลูกน้องซึ่งเป็นตำรวจพลร่ม อายุอ่อนกว่าเธอ 1 ปี

“เขาเกิดปีระกา เราเกิดปีวอก” สมบูรณ์เล่า “ทีนี้เขาไม่สบาย เราก็ฉีดยาให้ ปรากฏเขามาติดใจเรา ก็เลยดูแลกันมาตลอด

“ตอนนั้นเราคิดว่า บ้านเขาก็มี ที่ดินก็มี รถก็มี ส่วนเรามีแต่ตัวกับกระเป๋าใบเดียวที่มาจากอินเดีย คงจะดีนะถ้าได้ลงหลักปักฐาน เขาบอกว่าชอบเรา แต่เราต้องพาไปให้พ่อดูตัวก่อน ก็ไปกรุงเทพฯ กันเพื่อให้พ่อตัดสิน

“เขาพาเราไปหาพ่อ บอกว่าชอบเราและจะขอแต่งงาน สุดท้ายก็ตกร่องปล่องชิ้นกันราว ๆ พ.ศ. 2501 – 2502 พอแต่งงานก็ลาออกจากสภากาชาด เพราะสมัยนั้นพยาบาลท้องไม่ได้”

หลังออกจากกาชาด สมบูรณ์ได้พบกับ หมอสมบุญ ผ่องอักษร ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และเป็นเพื่อนกับคุณพ่อของเธอ หมอสมบุญได้รับรู้ว่าเธอลาออกจากงานที่สภากาชาด จึงแนะนำให้ไปรับราชการอยู่ที่สถานตรวจโรคปอดที่ศูนย์วัณโรคเชียงใหม่ เธอจึงได้ย้ายงานอีกครั้ง และเป็นครั้งแรกที่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยวัณโรค

“เนื่องจากเราจบพยาบาลสาธารณสุข ภาษาอังกฤษดี เราจึงได้งานเยี่ยมบ้านคนไข้วัณโรคและคอยดูแล สมัยก่อนคนไข้วัณโรคเยอะมาก วันหนึ่งมีพระองค์หนึ่งมา เราไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร พอตรวจเสร็จ ใกล้เวลาเพลพอดี เราจึงให้ท่านกลับก่อนและจะเอาผลเอกซเรย์ไปให้ที่วัด มารู้ภายหลังว่าท่านคือพระพรหมมงคล จากวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร

“เราไปที่วัดและนำผลเอกซเรย์ไปแจ้งว่าท่านไม่ได้ป่วย ตอนนั้นท่านประทับใจเรามากและพูดกับเราว่า อย่าเสียใจนะ ให้ไปพาสามีมาหา เพราะตอนนั้นมีผู้หญิงมาติดพันเขา ถึงกับห่อเครื่องเพชรจะมาอยู่ด้วย เราก็ประหลาดใจว่าทำไมท่านถึงรู้

“ภายหลังเราก็พาสามีไปหาท่าน ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าสมาธิคืออะไร ไม่รู้ว่าการทำจิตใจให้สบายต้องทำอย่างไร ท่านก็ให้เรากับสามีไปนั่งสมาธิ 7 วัน เรามีหน้าที่ปรนนิบัตรท่านด้วยการทำน้ำต้มถวายทุกวัน จนสุดท้าย เราคิดว่าเป็นเพราะบารมีของท่านช่วย ผู้หญิงคนนั้นก็จากไป และเราได้รู้จักกับการทำสมาธิ ได้ช่วยเหลือกับท่านมาตลอด เหมือนเป็นพระอาจารย์คนแรก”

“หลังจากนั้นมีหัวหน้าปั๊มน้ำมัน ปตท. ชื่อ คุณเสรี อัยยเสน ป่วยเป็นวัณโรค เราก็ได้ฉีดยาให้เขาวันจันทร์-ศุกร์ วันเสาร์-อาทิตย์ก็ขับรถไปฉีดยาให้ที่ปั๊ม ที่บ้าน เขาเห็นว่าเราใจดีและประทับใจมาก จึงเอาเอกสารแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่าย ปตท. แห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ โดยที่เราไม่เสียเงินสักบาท แค่เซ็นเอกสาร ตั้งแต่นั้นสามีเราก็เป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันและมีชื่อเราอยู่ด้วย”

“เราเชื่อว่าความสำเร็จเหล่านั้นเกิดจากการปฏิบัติสมาธิและการเป็นคนชอบช่วยเหลือคนของเรา”

เดินทางอีกครั้ง

หลังจากอยู่ศูนย์วัณโรคเชียงใหม่ได้ 4 ปี พ.ศ. 2507 มีการมอบหมายจากทางกรุงเทพฯ แจ้งให้สมบูรณ์ย้ายไปอยู่ที่สาธารณสุขจังหวัดลำพูน ในตำแหน่งหัวหน้าพยาบาลแทนคนเก่าที่ย้ายออก เนื่องจากเธอพูดภาษาอังกฤษได้

“เราคิดว่าจากศูนย์วัณโรคไปอยู่เป็นผู้ตรวจการสาธารณสุขลำพูน ใหญ่ไม่ใช่เล่นเลย” สมบูรณ์ย้อนความ

สมบูรณ์ได้รถประจำตำแหน่งคันหนึ่ง ใช้ในการออกตรวจการ 54 อำเภอ ทั่วลำพูน วันหนึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแจ้งว่า พล.ต.ต.สง่า และ คุณหญิงระวิ กิตติขจร อยู่ที่ลำพูน ซึ่งคุณหญิงระวิไม่สบาย จึงมอบหน้าที่ให้เธอไปรักษา ภายหลังทั้งคู่ชื่นชมและประทับใจการดูแลของเธอเป็นอย่างมาก

เมื่อล่วงเข้าถึง พ.ศ. 2510 หลังจากอยู่ลำพูนได้ 4 ปี สมบูรณ์กลับมาที่เชียงใหม่ ในเวลานั้น ศ.นพ.บุญสม มาร์ติน พักอยู่หลังบ้านของเธอ และเห็นว่าเธอจบด้านสาธารณสุข จึงต้องการให้ไปช่วยงานสอนที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เธอจึงย้ายจากกระทรวงสาธารณสุขไปเป็นอาจารย์อยู่คณะแพทย์ศาสตร์ ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน

“ในเวลานั้นเราได้เดินทางบ่อยมาก ได้ไปดูงานต่างประเทศ ไปจีน เหมือนอย่างที่พระท่านบอกที่อินเดียเลย พอทำไปทำมาอาจารย์ท่านบอกว่า เรามีพื้นฐานที่จบปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิตของสาธารณสุข หากจะสอนนักเรียนแพทย์ต้องไปเรียนต่อ ตอนนั้นเรามีลูกแล้ว 2 คน แต่ท่านก็บอกว่าจะส่งเราไปสหรัฐอเมริกาในตำแหน่ง Visiting Professor ให้ไปสอน Public Health in Thailand ที่สหรัฐฯ เราก็คิดว่า เฮ้ย เข้าท่า ไม่ได้สอนคลาสใหญ่ แต่สอนเป็นกลุ่ม”

“เราไปอยู่สหรัฐฯ 6 เดือน ได้ไปเห็นหลักสูตรเวชศาสตร์ครอบครัว (Family Doctor) ซึ่งเขาสอนกันที่นั่น เราเข้าไปเรียนด้วยและอยากเอาหลักสูตรนี้มาเปิดที่ไทย พอกลับมาคุณหมอที่รู้จักกันบอกว่า เราต้องทำหลักสูตรเพื่อทำเป็นภาควิชา Family Medicine กว่าจะทำหลักสูตรเสร็จใช้เวลา 4 เดือน มีเพื่อน 3 – 4 คนมาช่วยก่อตั้ง เป็นที่แรกของประเทศไทยที่ตั้งภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว ปัจจุบันนี้มีทั่วประเทศแล้ว

“เราสอนอยู่คณะแพทยศาสตร์ตั้งแต่ พ.ศ. 2510 – 2536 สอนนักศึกษาแพทย์ พยาบาล เป็นหัวหน้าคลินิกสุขภาพเด็ก ฉีดวัคซีนเด็ก ผ่านช่วงไข้สมองอักเสบ (Japanese Encephalitis) ระบาด ฉีดยาให้เด็ก 30,000 กว่าคน ไม่ป่วย ไม่ตาย

“มีอยู่วันหนึ่ง เราไปสอน มีนักศึกษาแพทย์ปี 4 คนหนึ่งเข้ามาคุยด้วย เราบอกว่าลองไปถามคุณแม่ซิ ตอนเป็นเด็กเธอได้มาฉีดยากับฉันไหม แม่ของเขาทำงานอยู่โรงพยาบาลสวนปรุง ท้ายที่สุดเราเคยฉีดยาให้เขาตอนเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนอายุครบ 12 ปี ปัจจุบันเขาเป็นนักศึกษาแพทย์มานั่งให้เราสอน เรากอดเขา บอกไปว่า ฉันดูแลเธอตั้งแต่แก้ผ้า ชื่นใจมากนะเธอ

“เด็กทั้งหมดที่คลอดจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต้องผ่านมือเราฉีดวัคซีนมาแล้ว” สมบูรณ์กล่าวอย่างอารมณ์ดี

โรคเรื้อน เอดส์ และงานมูลนิธิชีวิตใหม่

มูลนิธิชีวิตใหม่ ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2498 โดย มร.โรเบิร์ต เอมวูล์ฟ อาสาสมัครชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งมีความสนใจที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อนให้หาย และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีเช่นคนทั่วไป จึงจัดตั้งเป็นหมู่บ้าน เพื่อให้มีการช่วยเหลือตนเอง อยู่กันเป็นครอบครัวและชุมชนอย่างปกติสุข โดยได้รับเงินสนับสนุนจาก United States Overseas Mission (USOM) เพื่อจัดตั้งเป็นมูลนิธิขึ้น

หมู่บ้านไตรสภาวคาม ที่อำเภอเชียงดาว คือหมู่บ้านแรกที่จัดตั้งขึ้น แห่งที่ 2 คือหมู่บ้านกองลอย อำเภอฮอด โดยรวมผู้หายป่วยจากโรคเรื้อนและผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังแต่มีอาการทางจิตทุเลาไปอยู่ด้วยกัน แต่ปรากฏว่าประสบปัญหา อยู่ด้วยกันไม่ได้ จึงแยกผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังแต่มีอาการทางจิตทุเลาไปอยู่ที่บ้านกึ่งวิถีศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพห้วยดินดำ อำเภอหางดง และผู้หายป่วยจากโรคเรื้อนไปอยู่ที่หมู่บ้านชีวิตใหม่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

ใน พ.ศ. 2518 สมบูรณ์ ซึ่งยังสอนอยู่คณะแพทยศาสตร์ พานักเรียนแพทย์ไปทำ School Help Service ที่โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ ซึ่ง คุณหญิงบุพพันท์ นิมมานเหมินทร์ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน และเป็นประธานมูลนิธิชีวิตใหม่ฯ ในเวลานั้น มองเห็นว่าสมบูรณ์เป็นอาจารย์และเป็นนักวิจัย จึงต้องการให้มาช่วยงานเป็นเลขามูลนิธิ เธอจึงเข้าไปช่วยงานขณะที่สอนหนังสือไปด้วย

กระทั่ง พ.ศ. 2530 หลังทำงานให้มูลนิธิในตำแหน่งเลขานุการและเหรัญญิกมา 12 ปี คุณหญิงบุพพันท์ก็สิ้นชีวิตหลังจากเป็นประธานมูลนิธิมากว่า 40 ปี สมบูรณ์จึงเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน

ล่วงเข้า พ.ศ. 2534 โรคเอดส์ระบาด สมบูรณ์และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในเวลานั้นได้ทุนคณะแพทยศาสตร์ให้ไปประชุมที่ซานฟรานซิสโกเกี่ยวกับเอดส์และกลับมาทำงานวิจัย กระทั่ง พ.ศ. 2536 สมบูรณ์เกษียณ แต่งานวิจัยยังค้างอยู่ จึงหอบงานวิจัยออกมาทำต่อ 

วันหนึ่ง มีคนไข้ติดเชื้อมาหาเธอ เล่าว่าไปรับยาที่ หมอประพันธ์ ภานุภาค ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย และต้องการเปลี่ยนมารับยาที่เชียงใหม่ ท่านแผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย จึงอยากให้สมบูรณ์ตั้งคลินิก HIV ซึ่งในขณะนั้นทางกรุงเทพฯ มีคลินิก Wednesday Club ที่ให้บริการตรวจเลือดหาการติดเชื้อ HIV อยู่แล้ว เมื่อมาก่อตั้งที่เชียงใหม่จึงใช้ชื่อเป็น Thursday Club หลังจากนั้น 17 ปีต่อมา สมบูรณ์เล่าว่าเธอทำงานไม่เคยหยุด และมีคนไข้มารับบริการจำนวนมาก กลายเป็น Thursday Club ที่ดังที่สุดในประเทศไทย

ช่วงเวลาของการทำงาน สมบูรณ์เดินทางไปปฏิบัติภารกิจของมูลนิธิชีวิตใหม่ฯ ในการหยอดวัคซีนโปลิโอให้กับผู้ป่วยโรคเรื้อนที่อำเภอเชียงดาวและลี้ หลังจากคุณหญิงบุพพันท์สิ้นชีวิตก็ไม่มีใครทำเรื่องโรคเรื้อนต่อ เธอจึงรับมาทำต่อ

“ความรู้จากการทำงานมันอยู่ในหัวเต็มไปหมด” สมบูรณ์เล่า

กิจกรรมที่สมบูรณ์ในฐานะประธานมูลนิธิทำมีหลายข้อ เช่น ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อนที่พิการที่หายแล้ว แต่มีความหลงเหลืออยู่ และจ่ายเบี้ยยังชีพ ตรวจสุขภาพประจำปี พัฒนาหมู่บ้านทั้ง 2 หมู่บ้านที่อำเภอเชียงดาวและลี้ ดูแลผู้ป่วยจิตประสาทที่โรงพยาบาลสวนปรุง เยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียง 200 คน 20 เทศบาล ทำวิจัยกับคณะแพทยศาสตร์จาก Nippon Medical School ประเทศญี่ปุ่น เกี่ยวกับโรคระบบทางเดินอาหาร ถวายงานสมเด็จย่า มอบผ้าห่ม ทุนการศึกษา ดูแลองค์รวม ดูแลคนไข้ ญาติคนไข้ ดูแลทุกคนในหมู่บ้านทั้งสอง 

ปัจจุบัน เธอเป็นประธานมูลนิธิชีวิตใหม่ฯ มาแล้ว 14 ปี แต่หากนับช่วงเวลาของการเข้ามาทำงานกับมูลนิธิตั้งแต่แรกด้วยก็รวมเป็น 50 ปี 

“เราเป็นนักวางแผนตัวยง ตลอดปีตั้งแต่มกราคม-ธันวาคม ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อน เอดส์ ยาเสพติด และโรคจิตประสาททั้งหลาย รวมถึงทำวิจัย ทั้งหมดทำอยู่ภายใต้มูลนิธิชีวิตใหม่ฯ 

“ชีวิตนี้เกิดมาเป็นผู้ให้ ได้ทำงาน ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด ได้ปฏิบัติธรรม ก็จบแล้ว ไม่ต้องการอะไรอีก เราไม่เคยคิดเลยว่าได้เงินเดือนเท่าไหร่ ตั้งแต่ได้เงินเดือนจากงานแรก 636 บาท หลังจากนั้นก็ไม่เคยคิดอีกเลย 

“ทุกวันนี้ตื่นมาทำสมาธิ ทานอาหารเช้า ทานเสร็จเขียนบันทึก กลับไปทำสมาธิต่อ แผ่บุญกุศลให้ทุกคน จะตายเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ตายก็ตาย ร่างกายบริจาคให้คณะแพทยศาสตร์ไปแล้ว คิดว่าไม่มีอะไรที่ต้องผูกพัน เราให้เต็มที่แล้ว 

“ชีวิตคนเราเกิดมา หนึ่ง ถ้าได้ทำงานก็ถือว่าเป็นมนุษย์แล้ว สอง ให้ทำงานในสิ่งที่ตนเองถนัด ใส่ความรู้ลงไป สาม จิตใจต้องใสสะอาด บริสุทธิ์ ให้ทุกอย่างกับสังคม เมื่อไหร่อยู่ตรงไหนก็ทำให้ดีที่สุด พอจบงานก็แผ่เมตตา ขอบุญกุศลให้ทุกคน”

ชีวิตในวัย 93 ปีที่ยังทำงาน

ทุกวันนี้คุณยังออก Field Trip ไปทำงานอยู่ ในวัย 93 ปี อะไรคือแรงผลักดันให้ยังไปทำงาน ในขณะที่คนวัยเดียวกันอาจเลือกอยู่นิ่ง ๆ แล้ว

หนึ่ง หน้าที่ความรับผิดชอบที่อยู่ตำแหน่งประธานมูลนิธินี้ของสมเด็จย่า

สอง เรามีความรู้ อยากเอาความรู้กลับไปช่วยเหลือประชาชน การปฏิบัติธรรมคือการทำงาน แล้วการทำงานคือเป็นผู้ให้ ดังนั้น เมื่อเราอยู่ตรงนี้ ทำตำแหน่งนี้ ผู้ให้ของเราคือผู้สูงอายุ คนไข้นอนติดเตียง ผู้ป่วยโรคเรื้อน โรคเอดส์ พิการ ทั้งหมดอยู่กับเรา เรามีทีม มีนายกเทศบาลที่รองรับอยู่ ทำไมถึงจะไม่ทำ 

สุดท้าย คือทักษะชีวิต 

หนึ่ง คิด วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ เราทำได้

สอง สิ่งที่คิดทำไม่ได้หมด ก็ต้องหาตัวช่วยซึ่งเก่งกว่าเรา

สาม สื่อสาร

สี่ สร้างความสัมพันธ์

ห้า เอาใจเขามาใส่ใจเรา 

สุดท้าย เมื่อทุกคนตกผลึก ก็มานั่งประชุมกันว่างานแบบไหน ทำอะไร ถ้าเลือกทำก็คุยแผนการทุกอย่างให้รู้ว่าใครทำหน้าที่อะไร 

ในวัยนี้คุณมองหาหรือแสวงหาอะไรให้ชีวิต

(คิด) แสวงหามนุษย์ที่มีจิตใจเหมือนเรา ทำงานเหมือนเรา แล้วพยายามที่จะมองเขามาแทนเรา เพราะเราก็จะ Pass Away แล้วนะ คนที่มองว่าจะมาแทนเรามีอยู่แล้วตอนนี้ เป็นลูกศิษย์ แต่เขายังไม่ยอมรับตำแหน่งเรา (หัวเราะ) พยายามกล่อมเขาให้เป็นทายาทอยู่นะ 

การทำงานซ้ำ ๆ จะเกิดเป็นประสบการณ์จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญและเป็นทักษะชีวิต ซึ่งใครก็มาเอาไปไม่ได้ 

คุณมีวิธีหาความรู้ใหม่ ๆ จากไหน ความรู้ใหม่ล่าสุดที่ได้เรียนรู้ในช่วงวัยนี้คืออะไร

เราหาไอเดียและเรียนรู้จากผู้ที่มารับบริการเรา จากที่เราให้เขา เขาอยากได้อะไรอีก แล้วที่เขาอยากได้ เราทำได้ไหม หรือมาเรียนรู้ด้วยกันได้ไหม 

ความรู้ใหม่ล่าสุดที่เราได้ในช่วงนี้ คือการฝังเข็มที่ไม่ใช้เข็ม

มีชาวต่างประเทศคนหนึ่งเป็นอาสาสมัครทำงานกับเรามา 27 ปี เป็นทูตพาณิชย์จากเบลเยียม และเป็นหมอเรกิ (ใช้พลังงานบำบัดจากการแตะร่างกาย เพื่อนำพลังงานจากภายนอกมาเป็นนักบำบัด ถ่ายทอดสู่จักรวาลภายในของผู้รับ) เดือนกันยายนที่ผ่านมา เราไป Field Trip กันที่อำเภอลี้ เราถามเขาว่า ถ้ามีคนปวดเมื่อยไม่สบาย คุณช่วยได้ไหม เขาบอกได้ พอไปถึงก็มีคนที่ปวดเมื่อยมานั่งข้างหน้าเต็มเลย กลายเป็นคลินิกรักษาปวดเข่าปวดข้อย่อม ๆ เขาใช้วิธีแช่เท้าด้วยน้ำสมุนไพร เราได้เห็นทั้งวิธีการและผลลัพธ์ จึงจดจำและนำไปบอกหรือสอนต่อได้

มีอีกเรื่องที่กำลังใหม่สดชื่นเลย คือ ดร.โอโน่ เป็นรองศาสตราจารย์มาจากญี่ปุ่น เขามาตรวจเท้าคนไทยที่เป็นโรคเบาหวาน เขาน่ารักมาก เรียกเราเซนเซ และขอให้หาเคสคนไข้ไปให้เขาตรวจ เราก็คิดว่า ทำไมเขาถึงบินมา ค่าตั๋วก็ไม่ใช่ถูก ๆ เขาทำขนาดนี้ ทำไมถึงจะไม่ช่วยเขา เราและมูลนิธิก็จัดหาเคส หาอาหารการกินให้ ทุกคนก็ชื่นใจ

คุณทำงานมาเกือบทั้งชีวิต เกษียณแล้วก็ยังทำงาน ในขณะที่ทุกวันนี้มีคนหมดไฟจากการทำงานเยอะมาก แม้กระทั่งคนรุ่นใหม่ คุณมีอะไรที่อยากแนะนำไหม

นี่เป็นคำถามที่ดีมาก เราก็อยากรู้ว่าเพราะอะไร เหนื่อย เบื่อ รำคาญ ไม่อยากทำ หรือสุขภาพไม่ดี ทำไมไม่ดูคู่ชีวิต (จิตใจ) ของตนเองก่อน ลองทำ 7 ข้อนี้ให้ได้

หนึ่ง ต้องรักษาปอด หายใจไว้ สอง เดินให้หัวใจเต้น สาม กินให้ลำไส้ทำงาน สี่ ทำสมาธิเพื่อให้จิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ ห้า คิดดีพูดดีทำดี เพื่อให้วิญญาณบริสุทธิ์อยู่กับเรา หก ให้บางอย่างคืนแก่สังคม เขาเรียกอารยจิตเต็มร้อย

เมื่อทำได้ เทวดาที่อยู่ในตัวเราจะกระซิบบอกว่า อย่าเบื่อหน่ายนะ และเจ็ด ต้องทำงาน

ใช้ชีวิตแบบ To See, To Know, To Understand, To Develop และ To Maintain ฝึกให้เป็นทักษะชีวิต แล้วลองไปวิ่งออกกำลังให้เหงื่อออก กินอาหารที่ไม่มีพิษ กินออร์แกนิก ไปดูเพื่อนที่ทำงานต่างจากเรา อยู่กับเขาสักพักเพื่อเรียนรู้ และต้องมีศรัทธา มีความหวัง อย่างเราก็หวังว่างานมูลนิธิของสมเด็จย่าจะต้องอยู่ต่อไป เราจึงต้องสร้างทายาทเพื่อรักษามันไว้

มองการเกษียณครั้งสุดท้ายไว้บ้างไหม

หมดลมหายใจก็เกษียณแล้ว (หัวเราะ)

Writer

ชยพล ทองสวัสดิ์

เคยเจอยูเอฟโอ 2 ครั้ง ช่วงปลายปี 2019 และต้นปี 2023

Photographer

ภูพิงค์ ตันเกษม

ชีวิตผม ชอบการเดินทาง ชอบทำอาหาร และรักการบันทึกความทรงจำด้วยภาพถ่าย