“เรื่องนี้ขอตั้งชื่อให้ว่า The Beauty of Struggling”
พี่แจะ-ศิริวรรณ ธรณนิธิกุล เอ่ยพลางหัวเราะ แล้วโบกมือให้พวกเราสั่งอาหารเมนูใหม่ล่าสุดของ It’s “happened to be” a closet /silom (White Silom) เทปนี้จึงเต็มไปด้วยเสียงของครัวร้านอาหารคึกคัก และเสียงหั่นเนื้อกับตักพาสต้าร้อน ๆ เข้าปาก
เกือบ 3 ปีก่อน It’s “happened to be” a closet สาขาเดิมที่สุขุมวิท 23 ปรับปรุงใหม่ เราบุกไปนั่งคุยเรื่องการทำร้านอาหารอิตาเลียนที่เป็น ‘ยานแม่’ ของลูก ๆ ในเครืออิส_แฮพ_เพ่น ทั้งร้านอาหารอิตาเลียนแคชวลอย่าง a) fox princess KITCHEN คาเฟ่เค้ก a) Pink Rabbit + Bob และร้านอาหารไทย อี_กา กันเต็มที่
ผ่านไปไม่นาน เครืออิส_แฮพ_เพ่น เปิดสาขาใหม่ไม่หยุด มีร้านน้องใหม่ ‘แมวดำ ก๋วยเตี๋ยวเรือ’ ที่ถนนบรรทัดทอง อิส_แฮพ_เพ่น / สุขุมวิท 23 ย้ายมาอยู่สีลม พร้อมกับการรวมครีเอเตอร์ 15 คนมาเปิดช่อง YouTube แถมยังเปิด Academy สอนคลาสพิเศษต่าง ๆ อีกต่างหาก
Fashion Designer / Restaurateur คนนี้บุกตะลุยไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง เหมือนอายุไม่มีความหมาย ความเหนื่อยไม่อยู่ในพจนานุกรม ไฟสร้างสรรค์ของเธอสนุกลุกโชน จนต้องขอจับเข่าคุยอัปเดตชีวิตกันอีกสักรอบใหญ่
นั่งอยู่ในร้านเก๋ก็จริง แต่เราไม่ได้คุยเรื่องธุรกิจที่สวยงาม ประสบความสำเร็จไปทุกมุม
เราแหวกม่านไปชมเบื้องหลังชีวิตของพี่แจะที่ล้มแล้วลุก ลุกแล้วล้มครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่เรียนผิดคณะ ลงทุนเปิดร้านแล้วกำไรมหาศาล จนถึงขาดทุนบานตะไท กำเนิดใหม่เป็นเครือร้านอาหารและไลฟ์สไตล์ที่สนุกสนาน สร้างแรงกระเพื่อมต่อวงการเสมอ

No Regret for the Past
“เราชอบวาดรูปแต่เด็ก พ่อก็ชอบวาดรูป เขาวาดตีฟเองตอนทำโรงแรม ปู่ก็ชอบวาดรูป ยายชอบเย็บปัก ทำสวน ส่วนแม่ชอบตัวเลข และน้าเป็นช่างตัดเสื้อ เวลามาซื้อผ้าที่กรุงเทพฯ เราก็ไปกับเขา โดนใช้ซื้อผ้าประจำ เราเคยทำเสื้อไปขายที่มาบุญครองด้วย อณูของพวกเขาอยู่ในตัวเรา
“แต่เราเอนทรานซ์ผิด เข้าใจว่าวิชาแนะแนวสมัยก่อนไม่เหมือนยุคนี้ แทนที่จะไปสมัครเรียนศิลปากร กลับไปเลือกนิเทศฯ จุฬาฯ เป็นอันดับเดียว แล้วครูก็เขียนเติมครุฯ จุฬาฯ ให้เป็นอันดับที่ 2 สรุปว่าติดครุฯ ร้องไห้เลย – แต่เราไม่เสียดายกับทุกสิ่งในอดีต มันทำให้เรามีวันนี้ ทุกวันนี้วิชาครุฯได้มาใช้กับลูกน้อง 200 กว่าคน จิตวิทยาล้วน ๆ
“เรียนจบจุฬาฯ ถึงไปเริ่มเรียนปริญญาตรี Fashion Design ใหม่ที่ Pratt Institute ที่บรูกลิน พ่อแม่คิดว่าไปเรียนปริญญาโท 2 ปี แต่พี่ไปเรียน 5 ปี ไม่ได้กลับมาเลย มั่นใจว่าจะทำอาชีพดีไซเนอร์ตั้งแต่เดินเข้าประตูมหาลัย”


ไม่ต้องคิด แข่งเลย
“เวลาทำอะไร ไม่ได้คิดว่าทำได้หรือไม่ได้ ทำไปเลย พี่ประกวดระบายสีตั้งแต่ประถม เขารับเด็กโตผูกคอซอง แต่เราหลงเข้าไปสมัครด้วย เตี้ยสุดก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องคิด แข่งเลย”
“ตอนเรียนปี 2 อยู่ Pratt Institute มีป้ายมาติดว่าให้เด็กปี 3 – 4 ส่งงานประกวด MIZUNO ที่ญี่ปุ่น พี่เห็นเขาประกวดกันก็ส่งบ้าง ทำชุดว่ายน้ำผ้าไลครา (Lycra) สีดำทองธีมอียิปต์ ให้น้าไปซื้อลูกปัดที่กรุงเทพฯ ส่งมาให้ ชุดมี Wrap ลูกปัดหินสีดำ มี Tattoo รูปตาด้วย ทำใส่กล่องไป 6 สี 6 แบบ ได้ครูฝรั่งชื่อ Mr.Dutka มาช่วยเรื่องแพตเทิร์น แล้วเราก็ได้เป็นตัวแทนสหรัฐฯ ไปประกวดที่ญี่ปุ่น ไม่ใช่เพราะเก่งนะ แต่เพราะเราทำไปเลย เหมือนตอนประกวดระบายสีนั่นแหละ
“ไม่เกี่ยวกับแพ้ชนะหรือชื่อเสียง แต่ทำอะไรต้องทำจริง ทำให้ดีที่สุด เต็มแมกซ์ ถ้าไม่ได้คือไม่ได้ ไม่มีเสียดายว่าเมื่อวานฉันไม่ได้ทำ”

ตอนเด็กเชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีต้องใช้ผ้าแพง ตอนนี้เรียนรู้แล้วว่าไม่จริง
“ตอนเด็กเชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีต้องใช้ผ้าแพง ตอนนี้เรียนรู้แล้วว่าไม่จริง ตอนเรียนไปเลือกผ้าทวีดแบบดีไซเนอร์นิวยอร์ก ซื้อผ้าร้านเดียวกัน แพงเกินนักเรียน เคยไปซื้อผ้าวูลซึ่งทอหลวม ตัดยากมาก เขาสอนให้ปักเข็มหมุดไล่ไป แล้วค่อยตัดแบบ Haute Couture เราตัดเสร็จแล้วรีดไอน้ำ ปรากฏว่าผ้าโดนไอน้ำแล้วหด ยกเข็มหมุดออกแล้วร้องไห้เลย ต้องไปซื้อผ้ามาทำใหม่ ตอนนี้รู้แล้วว่าทำผ้าดิบก็ได้ ไม่น่าเลย
“คนชอบคิดว่าเสื้อเราคือการเอาอะไรก็ได้มาแปะ ๆ เลอะเทอะ จริง ๆ มันมีระเบียบ มีหลักการ ถ้าลูกน้องเอาเข็มหมุดออก เรารู้นะ เหมือนเรียนดนตรีคลาสสิกมาแล้ว ถึงเลือกว่าจะไปทาง Alternative”

เธอทำแบบนี้กับนักเรียน มันถูกต้องไหม
“ตอนนั้นเด็กหน้าเอเชียยังเป็น Second-class Citizen เราเจอการ Discriminate อย่างรุนแรง ทั้งที่เวลาเรียนแพตเทิร์น เพื่อน ๆ ต้องมาขอให้เราช่วย พวกกุ๊กที่โรงอาหารก็หัวเราะเวลาเราสั่งอาหารว่าเราสั่งไม่รู้เรื่อง แต่เราไม่ยอมเหมือนเด็กเอเชียคนอื่น พอเขาหัวเราะ เราถามกลับว่า แล้วเธอพูดภาษาไทยได้ไหม ฉันพูดภาษาเธอได้ตั้งเยอะ แล้วเงินเดือนเธอ นักเรียนจ่ายทั้งนั้น เธอทำแบบนี้กับนักเรียนมันถูกต้องไหม ก็พูดแบบเรียบ ๆ ด้วยนะ ไม่ได้โกรธ
“เขาก็ขอโทษ แล้ววันรุ่งขึ้นขอให้มาเร็วกว่าเดิม 15 นาที จะสอนเรียกชื่ออาหารทุกชนิดเลย ตอนหลังก็สนิทกัน เราไม่ชอบมีเรื่อง แต่ไม่ปล่อยให้เขามารังแก”
ไม่ได้ทำเพื่อบริษัทอย่างเดียว แต่ทำเพื่อสอนตัวเอง
“สมัยเรียน ปี 1 อาจทำเสื้อผ้าสัก 30 ชุด แต่พอเรียนจบ เรากลับมาทำงานที่บริษัทเสื้อผ้า โอ้โห ปีหนึ่งไม่รู้กี่ร้อยแบบ เป็นช่วงบ่มเพาะจากดักแด้ไม่รู้เรื่อง เริ่มตั้งแต่ดูช่างเย็บ ไปช่วยพี่ดีไซเนอร์เมืองนอก ถือเงินเคลียร์บัญชี ช่วยติดต่อจองโรงแรมจัดงานแสดง Exhibition เหมือนเรียนปริญญาโทควบเอกด้วยเงินคนอื่น แต่ด้วยแรงกายของเรา
“เรียนจบใหม่ ๆ ความรู้ที่มียังใช้ไม่เป็น เรายังไม่เก่ง ต้องใช้เวลาเก็บประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ ตอนทำงานก็ตั้งใจทำเหมือนเป็นของตัวเอง ทำเต็มที่ Mindset เราคือเราไม่ได้ทำงานเพื่อบริษัทอย่างเดียว แต่ขณะเดียวกัน เราทำให้ตัวเองความรู้แน่น ถ้าจะประสบความสำเร็จ มันไม่มีฟลุก”

อยากทำเสื้อปักเลื่อมว่าแฟ้บ
“ทำงานไปสักพัก ก็เปิดบริษัทรับทำเสื้อผ้าให้บริษัทเดิมที่เคยทำงาน คือทำงานฟูลไทม์เหมือนเดิม แต่ทำงานที่บ้าน มีช่างของเราเอง ไม่ได้ตั้งใจจะเปิดร้าน แต่อุบัติเหตุกลายเป็นตู้เสื้อผ้า It’s happened to be a closet
“20 กว่าปีก่อน เราอยากได้ซอกเล็ก ๆ แบบกองโจรในสยามสแควร์ เพื่อนหาพื้นที่ 1 คูหาในสยามซอย 4 มาได้ ค่าเช่าตั้งแสนหก ต้องจ่ายล่วงหน้า 3 เดือน มีเวลาตัดสินใจแค่คืนเดียว เพราะสยามตอนนั้นฮอตมาก เราก็วางมัดจำเลย
“มีแต่คนกลัวว่าถ้ามีแบรนด์ของตัวเอง ดีไซน์เสื้อผ้าจะซ้ำกับงานที่ทำ แต่เราไม่กลัวเลย มีไอเดียอีกหลายสิ่งที่อยากทำ จำได้ว่าตอนเปิดร้านวันแรก ๆ คิดในใจว่า อยากทำเสื้อปักเลื่อมว่าแฟ้บ (ผงซักฟอก)
“อิสแฮพเพ่นขายวันแรก คนก็ว่าแพงแล้ว ร้านเปิด 10 โมง แต่เราเข้าร้านบ่าย 4 คนมารอเต็มหน้าร้าน เพราะพนักงานมีชุดเดียว ตอนเช้าเย็บผ้าที่โรงงานนนทบุรีแล้วขึ้นรถมาพร้อมกัน คนเย็บก็คือคนขาย ถ้าวันไหนต้องแวะซื้อของ ยิ่งช้าเข้าไปอีก แล้วก็ไม่มีคอลเลกชัน ทุกอย่างมีชิ้นเดียว มีคอมพิวเตอร์มุมหนึ่ง แล้วก็กองผ้าเป็นพะเนิน”

คนเรานิสัยไม่ดี เพราะเงินตกมาจากฟ้า
“ช่วงหนึ่งมันเป็นโมเมนต์ของเรา เด็กผู้หญิงยุคนั้นต้องแวะมาร้านอิสแฮพเพ่น
“จำได้ สมัยสยาม ขายดีจัด เราไปทำงานที่อังกฤษ ลูกน้องแฟกซ์มาบอกว่า วันนี้แย่จังเลย เราขายไม่ดีเลย ขายได้แค่แสนแปดเอง
“อยู่ตรงนั้นปีเดียว เขาก็เอาที่เราไปให้คนอื่น บทเรียนที่ 1 ของเราวันนั้น คือสัญญาปีต่อปีใช้ไม่ได้ สัญญาใจไม่มีในโลก เราย้ายมาอยู่สยามสแควร์ซอย 3 แล้วแบ่งพื้นที่ชั้น 2 เป็นมุมร้านอาหารอิตาเลียน 2 โต๊ะ คนทำเรื่องเงินให้บอกว่าขาดทุนแน่ ๆ เราก็บอกว่าไม่เป็นไร ถือว่าเป็นงบโฆษณาละกัน
“พอจะเปิดร้าน เราไปขอชื่อเชฟจากเชฟที่เชอราตัน ซึ่งทำแกะกับพาสต้าอร่อยมาก เขาแนะนำและส่ง ป๋าวินัย (Head Chef ของอิสแฮพเพ่น) ซึ่งตอนนั้นทำงานที่โรงแรม 5 ดาว มา ป๋ากับเขารู้กันว่าจะมาทำงานที่นี่แค่ 2 เดือน เพราะรองานอยู่ แต่นี่ผ่านมา 24 ปีแล้ว ป๋ายังไม่ได้ไปไหนเลย
“เราสร้างทีมอาหารขึ้นมาอีกทีม ลูกค้ามาต้องนั่งกินบนโซฟาหรือเก้าอี้สูง ๆ 6 ตัว มีเสื้อผ้าแขวนอยู่เหนือหัว เป็นพื้นที่ที่คนงง คือจะใส่ส้นสูงหรือชุดนอนมาก็ได้ ช่วงนั้นใคร ๆ ก็มา แล้วเราก็ขายดีกันมาก มันทำให้คนเรานิสัยไม่ดี เพราะเงินตกมาจากฟ้า เราคิดว่าเราเจ๋งเกิน


กราฟชีวิตไม่มีใครพุ่งไปตลอด
“จากสยาม อิสแฮพเพ่นเพิ่มสาขา 2 ที่ข้าวสาร ใครก็ทัดทานไม่ได้ เพราะเราหาเงินได้เยอะ คิดว่าเราคือศูนย์กลางจักรวาล ทุกคนต้องมาหาเรา ที่ข้าวสาร ปรากฏว่าน็อกเลย ลงทุนเยอะมาก (เน้นเสียง) ทำบ้านเก่าร้อยปีเป็นบ้านสีดำทอง 2 ชั้นครึ่ง มีห้องสูบซิการ์ มีแผนกเบเกอรีจริงจัง รีดแป้งทำครัวซองต์ให้คนเห็นจะ ๆ ร้านสวยมาก แต่ขาดทุนยับเลย อยู่นั่น 3 ปี


ร้านสาขาสยาม ซอย 3 ได้ลง Vogue อังกฤษ
“กราฟชีวิตไม่มีใครพุ่งไปตลอด เราได้ปรับวิธีคิด ปรับ Mindset หลายอย่าง หายโง่เลย ช่วงนั้นต้องต่อสัญญาเช่าทุก 3 ปี และต้องจ่ายค่าเช่าครึ่งหนึ่งของ 3 ปีหน้า ยังไงก็ต้องกู้เงินมาจ่าย เลยเปลี่ยนใจหนีไปเข้ารีต มอบตัวเข้าห้างเลยด่วน ๆ (หัวเราะ) ไม่ต้องเปรี้ยวมาก มันทำให้คนอื่นเดือดร้อน
“เราเข้าไปอยู่เอ็มโพเรียม แล้วก็ค่อย ๆ ทำงานจ่ายเงินคืนธนาคาร หนักหนาสาหัส นิสัยการทำงานก็เข้าตามกรอบประเพณีมากขึ้น
“ส่วนร้านที่สยามสแควร์ อยู่ต่อ 10 ปี แล้วก็ย้ายเข้าสยามพารากอน แตกเป็นแบรนด์เล็ก ๆ มี It’s happened to be a coffee shop เป็นร้านกาแฟ มี brownieswan เป็นร้านเครื่องหนัง แล้วก็ร้านเสื้อผ้า It’s happened to be a closet ทั้งหมดนี้พอเวลาผ่านไป ก็เปลี่ยนรูปไปเป็นอย่างอื่นหมด


“เราไม่ได้อยากให้ร้านเสื้อผ้าเล็กหรือใหญ่กว่าร้านอาหาร แต่จริง ๆ เทรนด์ธุรกิจเสื้อผ้าหดตัวลง ธุรกิจอาหารที่ทำก็ค่อย ๆ ใหญ่กว่า แต่ดีเอ็นเอของเราไม่เปลี่ยน ร้านอาหารของเรา จริง ๆ ก็คือร้านแฟชั่นแบบหนึ่ง เวลานั่งกินอาหารจริง ๆ คือบริโภคแฟชั่นอยู่ดี จากเสื้อแฟ้บจนถึงเสื้อคอลเลกชันที่ลูกค้าใส่อยู่ หรือร้านอาหารของเราที่ลูกค้านั่งอยู่ มันคือดีเอ็นเอเดียวกันมาตลอด
วงปี
“เราเปิดอิสแฮพเพ่นสาขาหลักในบ้านเก่าสุขุมวิท 23 ชั้นล่างเป็นร้านอาหารอิตาเลียน ชั้นบนเป็นร้านเสื้อผ้า วันหนึ่งผู้ใหญ่ที่เซ็นทรัลชิดลมเรียกเราไปคุยว่า ต้องการอิสแฮพเพ่นเวอร์ชันถูกลง เล็กลง และมีสลัดสุขภาพ เขาคิดว่าจะตรงใจลูกค้าในห้าง ตอนนี้หูเริ่มดีขึ้น ปกติดื้อ ไม่ค่อยฟัง ต้องขอบคุณที่เขาแนะนำนะ a) fox princess KITCHEN เลยถือกำเนิดขึ้นมา เป็นร้านแคชวลอิตาเลียน มีครัวอยู่กลางห้าง แล้วมันก็ไปได้ดีจนเพิ่มสาขามาเรื่อย ๆ
“เมื่อ 8 ปีที่แล้วเราก็เปิดร้านเค้ก ชื่อ a) Pink Rabbit + Bob ที่ท่าเตียน และตั้งร้านอาหารไทย อี_กา เมื่อ 3 ปีก่อน


“จาก 2 โต๊ะที่สยาม 5 โต๊ะที่ข้าวสาร 20 โต๊ะที่เอ็มโพเรียม พอมาที่สุขุมวิท 23 คือ 10 ปีที่แล้ว เริ่มมี 150 ที่นั่ง ก็แสดงว่าใช้เวลาค่อย ๆ เดิน 11 ปี กว่าจะเปิดร้านอาหารจริงจัง
“กว่าจะทำได้ เราต้องมีวงปี คนเราไม่ได้เก่งมาตั้งแต่ต้น ความสวยใครก็ทำได้ ความอร่อยใครก็ทำได้ แต่ความสมดุลในทุกเรื่อง สวย อร่อย คุมต้นทุนได้ ดูแลลูกน้องได้ ดูแลลูกค้าได้ มันต้องใช้เวลา
“การเปิดร้านอาหารร้านแรกแล้วไม่ปวดหัว ไม่มีหรอก แต่เราก็ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ ตกผลึก เพราะเราทำนาน ตอนนี้เริ่มรู้แล้วว่าครัวต้องขนาดเท่าไหร่ หัวเตากี่หัว ขนาดที่นั่งกี่ที่ เชฟกี่คน คนเสิร์ฟกี่คน ทั้งหมดจะขายได้เท่านี้ หลังจากนั้นลูกค้าก็เริ่มเข้าใจเราจริง ๆ
Stay Young คือการแก้ปัญหา
“Stay Young คือการแก้ปัญหา สักวันหนึ่งที่สิ่งที่เธอทำ มันจะไม่เป็นที่ต้องการ ไม่มีใครซื้อ ไม่มีใครจ้าง เป็นกันทุกอาชีพ
“เรามัวแต่ไปเต้นแร้งเต้นกากับอี_กา, fox, Rabbit, แมวดำ หันกลับมาอีกที อิสแฮพเพ่นที่บ้าน 23 มัน ล้าสมัยไปแล้ว ยานแม่ไม่ใช่เครื่องปั่นไฟให้ทุกแบรนด์อย่างที่เราพยายามพูด อยู่แบบเดิมมานานเกิน เราเคยพยายามคิดเรื่องใหม่ เอาเนื้อสัตว์มาลง ซึ่งลูกค้าที่มาก็แฮปปี้ แต่เขามีร้านอาหารคอนเซปต์ดี ๆ ที่ต้องไปเยอะมาก แวะมาหาเราไม่ได้บ่อย ๆ ถ้าเราไม่อัปเดตจริง
“จนวันหนึ่งก็ตัดสินใจย้ายมาสีลม เลือกตึกที่ออกจาก Comfort Zone ออกจากความวินเทจไปด้านอื่น ครั้งนี้ไม่มีแชนเดอเลียร์ เฟอร์นิเจอร์ทุกตัวโมเดิร์นและสั่งซื้อตามได้ ส่งถึงบ้านใน 20 วัน เพนติง Reproduction ที่นี่ ถ้าลูกค้าอยากได้ก็ออร์เดอร์ได้หมด
“ส่วนร้านเดิมที่บ้านสุขุมวิท 23 ยกให้อี_กา อาทิตย์แรกก็เต็มแล้ว เพราะลูกค้าโซนนั้นต้องการอาหารไทยพอดี
“ที่สีลมเราเปลี่ยนความคิดใหม่ เปลี่ยนอาหารใหม่หมด อาหารจานเล็กลง ไม่ Family Size ทำราคาถูกลง กินสบาย ๆ ลูกค้าเป็นคนออฟฟิศเต็มเลย ไวน์ก็ไม่บวกราคามาก อาหารอร่อยขึ้นเพราะไวน์ดี มันส่งเสริมกัน
“เคสนี้ยากมาก แต่เปลี่ยนครั้งนี้ วงปีถึง พอมันเวิร์ก เราก็สบายใจ”
อยากพาทุกคนไปรอด
“เรื่องใหม่ล่าสุดที่เราทำเพิ่ม คือชวนน้อง ๆ ที่สนิทกัน 15 คนมาทำมีเดีย ชื่อ Everyday Media
“เราต้องการทำงานกับคนรุ่นใหม่ ทั้งน้อง ๆ ที่เคยทำงานด้วยกันมาก่อนหรือเคยเจอกันในอดีตแล้วถูกคอ มารวมกันทำพอดแคสต์ 7 ยูนิต และทำ Production House รวมถึงมี Academy สอนใช้ CapCut ตัดวิดีโอ มีคลาสสอนยิงแอดฯ สอนใช้ Google Drive สอนเขียน Calligraphy ฯลฯ เป็นอะคาเดมีในอากาศ
“ทีมนี้กำลังจะถ่าย Documentary ลง YouTube เรื่อง Thainess เส้นทางเดียวกันของอาหาร Thai Local ของอีกา และงานคราฟต์ไทยของ Road Of Cinnamon ตอนแรกจะไปอีสาน ชื่อตอน เส้นทางส้มตำ”
“ทั้งหมดเกิดจากความกลัวจะไม่รอด เราไม่ได้เจ๋งไปตลอดกาล ดังนั้น เวลาเหนื่อยก็จะไม่บ่น เดินหน้าไปเรื่อย ๆ ไม่ถอยหลัง
เรามีสิทธิ์ Burn Out ด้วยเหรอ
“คนชอบถามเราว่าเวลา Burn Out ทำยังไง เลยหัวเราะแล้วตอบไปว่า เราไม่ได้มีวาสนาจะ Burn Out พูดได้เลยว่าเรามีจังหวะที่ผ่านการเจ๊งมากมายหลายรอบ แต่เราไม่ยอม ลูกน้องเราตั้ง 200 กว่าคนจะอยู่ที่ไหน แล้วยังหนี้ที่เรากู้มาตั้งเยอะล่ะ ยอมเจ๊งแล้วจะคืนเงินได้ยังไง
“ช่วงโควิด ร้านอาหารตายไปเยอะมาก ไปหาธนาคาร เขาบอกว่าห้ามลงทุนช่วงนั้น แต่ถ้าเราคิดนะ จะ Dead หรือ จะ Dance ดี เลยไปขอว่าจะกู้เงินเพิ่ม เขาเห็นว่าเราเอาจริง ทำแผนไป ก็เลยยอม เราเลยเปิดนั่นนี่นู่นเพียบ จัดชุดใหญ่ไฟกะพริบ ปรากฏว่าลูกค้าชอบใจ ให้คะแนนความอดทน เข้มแข็ง สู้ไม่ถอย (หัวเราะ) แล้วมาสนับสนุนพร้อมกัน ปีที่แล้วเห็นชัดเจนว่าการต่อสู้มันส่งดอกออกผล
“ก่อนหน้านี้ไม่กล้าพูดว่าเราเป็นคนทำร้านอาหาร ชอบพูดว่าเราเป็นดีไซเนอร์ ตอนนี้พูดได้แล้วว่าทำร้านอาหาร เหมือนทำเสื้อ ต้องทำนาน จนเสื้อสวย คุมอยู่ เอาอยู่”
Art of Living
“เรามีความฝันที่ยังไม่ได้ทำ คือไปเรียนวาดรูปสีน้ำมันที่ฟลอเรนซ์ อิตาลี
“แต่ไม่รีบนะ เป็นนักสร้างแบรนด์ ก็น่าจะได้รีไทร์หลังทำงานหนัก ยังต้องพยายามเต็มที่ไปก่อน จนกว่าจะวางมือให้คนรุ่นถัดไป”

