เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ คงจะคุ้นเคยกับการนั่งรถผ่าน ‘ภัตตาคารจันทร์เพ็ญ’ ภัตตาคารอาหารจีนเก่าแก่ริมถนนพระราม 4 กันมายาวนาน
แต่เคยสังเกตกันไหมว่า ตอนนี้ดาดฟ้าของอาคารมีการต่อเติมยกใหญ่ จนหน้าตาแผกไปจากเดิม
นั่นคือ Hostbkk Arts Center สตูดิโอซ้อมเต้น โรงเรียนสอนเต้น และเวทีการแสดงระดับสากล โดยหลานสาวคนเก่งของภัตตาคาร


ปิ๊ก-ศรวณีย์ ธนะธนิต วัย 41 ปี ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันบัลเลต์ระดับนานาชาติ Prix de Lausanne พ.ศ. 2544 เธอเป็นอดีตนักบัลเลต์คนไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้เข้าไปเฉิดฉายใน American Ballet Theatre คณะบัลเลต์ระดับ Top 3 ของโลก และได้พัฒนาสู่การเป็นนักเต้นร่วมสมัยฝีมือดี ศิลปินศิลปาธร สาขาศิลปะการแสดง ประจำ พ.ศ. 2565
เราได้พบเธอครั้งแรกที่เวนิส เธอใส่เดรสจากภูเก็ตสีสวย หลับตาเต้นรำบนเรือกอนโดลาที่ล่องไปทั่วเมือง เชิญชวนให้ผู้คนไปชม Thailand Biennale, Phuket 2025 ที่จะเกิดขึ้นปีหน้า
ไม่รู้ว่าผู้คนนับพันที่บังเอิญเห็นการแสดงในวันนั้นรู้สึกยังไงบ้าง แต่เราติดใจจนอดไม่ได้ที่จะหาจังหวะดี ๆ หลังการแสดง ขออนุญาตไปเยี่ยมเยียนสตูดิโอของเธอ
ณ ดาดฟ้าของครอบครัว เธอเล่าให้เราฟังถึงการก้าวออกจากภัตตาคารไปผจญภัยในโลกกว้างตั้งแต่อายุ 13 ขึ้นรถ ลงเรือ บินลัดฟ้า เดินสายเต้นรำในหลายคณะเต้น หลายประเทศ รู้จักเพื่อนใหม่นับไม่ถ้วน
ก่อนจะกลับมาปักหลักบ้านเกิดเพื่อปั้นเด็ก ๆ นักฝันให้มีโอกาสได้ออกไปสนุกเช่นกันกับเธอ


จากภัตตาคารสู่ Dance Floor
ภัตตาคารจันทร์เพ็ญเป็นของที่บ้านเหรอ
ใช่ เป็นอาชีพหลักของครอบครัว ปิ๊กก็โตมาในภัตตาคารเลย มีที่เล่นเยอะ เล่นในครัวบ้าง ในบ้านบ้าง
ก๋งโต้วจรัสย้ายมาจากเมืองจีน เขาเป็นคนชอบทำอาหารเลยเริ่มทำตั้งแต่ร้านอาหารเล็ก ๆ กับย่าจันทร์ แล้วค่อย ๆ ขยายจนใหญ่ ตอนนี้ก็ 75 ปีแล้วค่ะ นานมาก น่าจะรุ่นที่ 4 แล้วค่ะ สูตรเหมือนเดิมตลอด และมีอาหารขึ้นชื่อเป็นไก่ย่าง พี่บางคนที่นี่ก็อยู่กันมา 30 – 40 ปี จนกลายเป็นครอบครัวไปแล้ว
แปลว่าคุณต้องทำกับข้าวเป็นด้วยไหม
(หัวเราะ) มากินอย่างเดียว แต่ตอนเด็ก ๆ ก็เคยช่วยเสิร์ฟ ช่วยแกะกุ้งบ้างนะ
โตมาในร้านอาหารแล้วไปเริ่มเรียนบัลเลต์ได้ยังไง
มีพี่ที่เป็นญาติเขาไปเรียนเต้น เราถามพ่อกับแม่ว่าขอเข้าไปเต้นด้วยได้ไหม เป็นคนขอเองเลย ตอนเด็ก ๆ เป็นคนชอบแสดงอยู่แล้วนะ ส่วนพ่อกับแม่เป็นหมอ
ตอนนั้นคนยังเรียนน้อยกว่าตอนนี้เยอะมาก บัลเลต์เป็นอะไรที่ผู้ปกครองยังไม่ยอมรับเท่าไหร่ เขาบอกว่าทำไปทำไป เต้นกินรำกินเหรอ เขาไม่เห็นว่าจะทำเป็นอาชีพได้ในอนาคต แต่ก็มองว่าเป็นกิจกรรมที่เรียนเพื่อจะได้มีรูปร่างดี สง่างาม


จำได้ไหมว่าตอนนั้นจริงจังกับการเต้นแค่ไหน
กับเต้นจริง ๆ ยังไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะยังไม่รู้ว่าทำเป็นอาชีพได้ แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่อายุ 8 ขวบ เราเข้าไปฝึกยิมนาสติกลีลา แล้วมีโค้ชจากบัลแกเรียมาเป็นโค้ชทีมชาติไทย เขาก็เข้ามาคุยกับคุณแม่ว่าจะปั้นให้เราติดทีมชาติภายในเท่านี้ ๆ ปี เราเลยเทไปซ้อมยิมนาสติกจริงจัง แล้วติดทีมชาติยิมนาสติกลีลาใหม่ตอนอายุ 12 ส่วนบัลเลต์เป็นแค่เสริมเฉย ๆ
เราเรียนจบ ม.1 ที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ โค้ชก็ขอทุนการกีฬาแห่งประเทศไทยให้ไปซ้อมที่แคนาดาและเรียน High School ที่นู่น ไปพร้อมกับโค้ชและพี่อีกคนหนึ่ง
พอจบปีพี่คนนั้นกลับไทยมา แต่ปิ๊กขอใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นต่อ แต่ว่าเลิกเล่นยิมนาสติกและเต้นบัลเลต์แทน
ทำไมจู่ ๆ ถึงมีความคิดอยากจะอยู่ต่อ
ตอนนั้นยังเด็กมาก ลึก ๆ ก็ไม่รู้นะว่าทำไม
ปิ๊กไม่ได้รู้ชัดเจนว่าตัวเองอยากได้อะไรเหมือนเด็กสมัยนี้นะคะ แต่ก็บอกคุณแม่ไปแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่ปีแรกก็คิดถึงบ้าน ร้องไห้ อยากกลับบ้าน เขามีโปรแกรมสำหรับนักกีฬา เรียนครึ่งวัน อีกครึ่งวันให้เล่นกีฬา แต่ของเราเป็นเต้น ซึ่งเขาถือว่าเป็นกีฬาเหมือนกัน
ที่แวนคูเวอร์มีเด็กอินเตอร์เยอะนะคะ คนจีนเยอะ คนเอเชียเยอะ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แม้แต่คนสอนก็เป็นคนจีนอพยพ ไม่มีอะไรแปลกสำหรับเขา ส่วนที่ High School เป็นนานาชาติ จึงลำบากในการเข้าสังคมกับเขานิดหนึ่ง ทั้งเรื่องภาษา เรื่องการเข้าไปเป็นเพื่อนกับเขา แต่เราเด็กมากจนไม่ได้รู้สึกอะไรขนาดนั้น
แล้วปิ๊กก็อยู่ต่างประเทศยาว เพิ่งกลับมาเมื่อ 2 – 3 ปีที่แล้วเองค่ะ
ที่บ้านรู้ไหมว่าจะไปยาวขนาดนี้
ไม่รู้ ไม่น่าจะรู้ แต่มันเหมือนกับมี 1 อย่าง แล้วก็ต่อไปอีก 1 อย่าง
ตอนวัยรุ่นเกเรมาก แม่กับพ่อไม่ได้อยู่ที่นู่นด้วย ปิ๊กเลยมีอิสระสูง แล้วก็เป็นเด็กที่ชอบเที่ยวด้วย (หัวเราะเขิน ๆ) ปิ๊กชอบสังสรรค์กับเพื่อน โดดเรียน โดดซ้อม ถ้าอยากใช้ชีวิตก็จะใช้ชีวิต ไม่ใช่เด็กเรียน เด็กอ่านหนังสือ

ฉากการแสดง ฉากชีวิต
เส้นทางชีวิตนักเต้นของคุณเป็นอย่างไรบ้าง
บัลเลต์จะเรียนเป็นหลักสูตรของประเทศต่าง ๆ ส่วนของปิ๊กตอนอยู่แคนาดาเป็นหลักสูตรที่ผสมกันหลาย ๆ สไตล์ เราก็ซ้อมเต้นทุกวัน ๆๆ อย่างต่ำประมาณวันละ 4 ชั่วโมง น้อยกว่ากีฬานิดหนึ่ง
พออายุ 18 ปิ๊กไปเข้าคณะ American Ballet Theatre ที่นิวยอร์ก ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย
ได้ยินมาว่าคณะนี้เข้ายากมาก ๆ
ที่นี่เป็นหนึ่งใน Top ของโลก เป็นคณะที่ดังที่สุดและมีคุณภาพสูงสุดเลย
คนอยากเข้าไปเยอะ เข้ายาก โดยปกติแล้วทุกคนต้องยื่นโปรไฟล์เข้าไปเพื่อจะได้ออดิชัน ก็คือมีคนมานั่งอยู่ข้างหน้าแล้วเต้นให้เขาดู แต่ตอนอายุ 17 ปิ๊กไปแข่งที่ Prix de Lausanne ที่สวิตเซอร์แลนด์แล้วชนะได้เหรียญกลับมาเลยได้เข้าคณะนี้
ไม่ต้องผ่านการออดิชันเหมือนคนอื่นเหรอ
ไม่ต้อง รางวัลส่งเราต่อไปที่นั่นเลย
ดีใจนะ เพราะไม่คิดว่าจะได้ แต่ละคนที่ชนะจะเลือกไปได้ 1 – 3 ที่ แล้วแต่ว่าคณะเขาจะรับไหม โชคดีที่ปิ๊กได้เข้าคณะนี้ ซึ่งเป็นลำดับที่ 1 ของเรา
ด้วยความที่เป็นคณะระดับท็อป บรรยากาศข้างในดุเดือดขนาดไหน
การแข่งขันสูงมาก ปีแรกที่เข้าไปจะเป็น Junior Company เป็นคณะย่อยที่มีเด็กอายุ 18 อยู่ประมาณ 12 คน แต่หลังจากนั้นต้องคัดเข้าคณะใหญ่ที่มี 60 – 80 คนอีกที ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะได้รึเปล่า
พอติดเข้าไปแล้วก็ต้องเต้น 6 วันต่ออาทิตย์ 10 โมงเช้า ถึง 1 ทุ่มในวันซ้อมปกติ เเละถ้ามีการเเสดงก็จะเริ่มซัอมเที่ยง มีเบรกก่อนแสดงเพื่อเตรียมตัว และเเสดงเสร็จประมาณ 5 ทุ่ม ถ้าเซ็นสัญญาแล้วเราจะพักไม่ได้เลย อาจจะป่วยได้แค่วันสองวัน หลับจากนั้นก็ต้องกลับมาเต้นแล้ว ต่อให้ไม่ดีขึ้นก็ต้องขึ้นไปแสดง เจ็บเยอะ ๆ ก็ยังต้องแสดงเหมือนกับทุกอย่างยังปกติ
เคยเข่าฉีกบนเวทีเพราะสไลด์ลงบนเข่าแรง ๆ เข่าตึงจนยกน้ำหนักไม่ได้แต่ก็ยังเต้นได้ (หัวเราะ)


อยากรู้ส่วนตัว เราเป็นเพื่อนกับคนในคณะบัลเลต์ได้จริงไหม
ไม่รู้ (หัวเราะ) ก็เป็นเพื่อนกันได้ แต่เรื่องความจริงใจปิ๊กพูดไม่ได้ บางคนเป็นเพื่อนแต่อาจจะไม่ได้จริงใจขนาดนั้น เพราะการแข่งขันสูงมาก ทุกคนต้องอยู่ในสังคมที่มีการเมืองสูง แต่ปิ๊กก็มีทั้งเพื่อนในคณะและเพื่อนข้างนอก ที่นิวยอร์กคบกันง่าย
ทำไมทุกคนถึงยอมให้บัลเลต์กลืนกินชีวิตไปขนาดนั้น
ทุกคนที่นิวยอร์กบ้างาน มันเป็น American Attitude ที่ทุกคนเอาแต่งานอย่างเดียว แล้วก็อยากทำให้ดีที่สุด อยากได้บทที่ดีที่สุด เราได้คัดมานิวยอร์กทุกคนก็เก่งหมด มันต้องไต่เต้าตามลำดับ แต่ตำแหน่งก็ขยับยาก
ส่วนปิ๊กอยู่ข้างหลัง Corps de Ballet เราได้เต้นนำพวก Comtemporary มากกว่า เทคนิคบัลเลต์เราอาจไม่ดีเท่าคนอื่นด้วย วิธีสอนทางสหรัฐฯ อาจจะ Technical มากกว่าทีโรงเรียนที่ปิ๊กมา
ตอนอยู่นิวยอร์ก ปิ๊กไม่ค่อยกดดันตัวเองเท่าไหร่นะ คนอื่นเขากดดันตัวเองมาก มีวันหยุดก็จะเต้น แต่ตัวเองเหมือนหาบาลานซ์ได้ ปิ๊กชอบเต้น แต่ไม่ได้บ้าเต้นขนาดนั้น จึงต้องใช้ชีวิตหาความสุขข้างนอกด้วย น่าจะมาจากสายเลือดไทย (หัวเราะ) ชิลล์ ๆ นิดหนึ่ง
เพิ่งจะมากดดันตอนย้ายไปยุโรป
เล่าถึงความกดดันที่ยุโรปให้ฟังหน่อย
น่าจะกดดันที่สุดแล้ว เขาเป็น Comtemporary Neo Classic แต่ยังทำเนื้อเรื่องเหมือนบัลเลต์ ก็เลยยังมีบทนำ และปิ๊กก็ได้เต้นนำอยู่ตลอด
เราต้องแสดงให้ดีที่สุดในที่ที่ไปทัวร์ เพราะคนเขาจ่ายเงินมาดู แล้วมันก็เป็นปิ๊กคนเดียว ไม่มีใครมาแบ็กอัปให้ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับร่างกายตัวเองก็หยุดชะงักเลย เราต้องมีความรับผิดชอบเยอะขึ้น ดูแลตัวเองเรื่องอาหารการกิน เรื่องเที่ยว และพักผ่อนให้เยอะขึ้น
กลัวความผิดหวังบ้างไหม
กดดัน แต่ไม่ได้กลัวความผิดหวัง เพราะมีความผิดหวัง ขึ้น ๆ ลง ๆ ให้มาเป็นบทเรียนตลอด เพื่อที่ตัวเองรู้วิธีรับมือกับมันในคราวหน้า
ปิ๊กอยู่ที่เจนีวา 8 ปีค่ะ หลังจากนั้นก็อยู่โคเปนเฮเกน 5 – 6 เดือนได้ เราได้เป็นท็อปในรูปแบบที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด ก็คือคอนเทมโพรารี

ด้วยความที่ไปอยู่มาหลายที่ คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนของที่ไหน
คนไทยกับฝรั่งเศสมั้งคะ แปลกมาก เพราะตอนอยู่เจนีวา (สวิตเซอร์แลนด์) ปิ๊กใช้ชีวิตเหมือนอยู่ฝรั่งเศส ขับรถเข้าไปทำงานแล้วติดวัฒนธรรมฝรั่งเศสเยอะมาก โดนเพื่อนล้อตลอดว่าเธอไม่ใช่คนสวิสนะ
ปิ๊กเป็นคนชอบท่องเที่ยว เรียนรู้วัฒนธรรมหลาย ๆ ที่ที่ไป อย่างฝรั่งเศสมีวัฒนธรรมชัดมาก เขามีวิธีพูด วิธีเลือกอาหารกิน เราต้องเข้าไปอยู่กับเขาจริง ๆ ถึงจะรู้ ใช้เวลามากกว่า 4 ปีกว่าเข้าใจการใช้ชีวิตของเขา
เขาอยากให้ทำอาหารไทยให้กิน เราก็ทำบ้าง ส่วนมากฝรั่งชอบทานแกงเขียวหวาน เราก็ซื้อ Curry Paste ที่เขาขายทั่วโลกมาทำ (หัวเราะ) แต่ทำไม่อร่อยหรอกค่ะ
ตั้งใจตั้งแต่แรกเลยไหมว่าจะใช้ชีวิตแบบนี้
ไม่นะ อาจจะเพราะเราไปตั้งแต่เด็ก ๆ เพื่อนก็ยังไม่ได้มีเยอะ เราต้องหาเพื่อนเอง พอย้ายที่บ่อยก็ต้องเปลี่ยนเพื่อนไปเรื่อย ๆ และส่วนใหญ่เพื่อนอยู่ในสาขาเต้น ก็มาจากหลาย ๆ ประเทศ ผสมผสานวัฒนธรรมเยอะมาก ทำให้เราชินกับการพบปะคนหลาย ๆ แบบ
การเต้นเป็นสิ่งที่ทำกันทั่วโลก นี่อาจจะเป็นข้อดีของมัน
คุณได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองบ้างรึเปล่า
ไม่ค่อยเท่าไหร่เลย ส่วนมากอยู่กับกลุ่มคณะตลอด จะนอนก็ต้องแชร์ห้อง ขึ้นรถก็ต้องขึ้นรถกับคณะ บินก็บินกับคณะ ทำงานกับคณะตลอดเวลา สภาพแวดล้อมทำให้เป็นแบบนั้น เราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับเขาโดยที่ไม่คิดอะไร
กับที่บ้านก็ไม่ได้คุยกันเท่าไหร่ ปิ๊กไม่ค่อยเก่งเรื่องตอบไลน์หรือคุยโทรศัพท์ เขาจะไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ว่าไปทำอะไรที่ไหน เราทำอะไรก็ไม่ค่อยบอกพ่อแม่
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ไปทัวร์เยอะมาก 6 เดือนต่อปี ต้องบิน ต้องนั่งรถย้ายเมืองตลอดเวลา ไม่มีเวลาคุยกับเขา เราต้องอยู่ในโหมดแสดงอย่างเดียว

อีกฝันที่ตามหา
โมเมนต์ไหนที่ภูมิใจที่สุดในชีวิตตั้งแต่เป็นนักเต้นมา
อืม ภูมิใจที่สุดเหรอ (นิ่งคิด)
น่าจะเป็นตอนที่ทำงานอยู่เจนีวา แล้วได้กลับมาแสดงบทนำที่ประเทศไทย ประทับใจที่ได้มีโอกาสนั้น
ซึ่งคุณก็ได้เป็นศิลปินศิลปาธรด้วย
ดีใจ ไม่ได้คาดหวังจะได้ แต่พอได้แล้วมันเปิดประตูให้โอกาสหลายอย่างมาก
ทำไมถึงปลดเกษียณชีวิตนักเต้นแล้วมาเน้นสอนอย่างเดียวล่ะ
มันสุดแล้ว อิ่มตัวแล้วค่ะ
สิ่งที่ปิ๊กชอบที่สุดคือการได้แสดงบนเวทีแล้วมีคนดู 1,000 – 2,000 คน พอขึ้นไปแล้วรู้สึกว่าโรงละครใหญ่อลังการมาก แต่พอไฟปิด เพลงขึ้น ทุกอย่างเงียบหมด เหมือนเราอยู่คนเดียวบนเวที ความรู้สึกมันดีมาก เราเคยไปจนถึงตรงนั้น ได้แสดงในโรงละครใหญ่ ๆ ในหลายประเทศแล้ว และถ้าจะกลับมาเมืองไทยก็ทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว แต่ปิ๊กก็กลับมา กังวลว่าจะไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว
ตอนแรกกังวลนะว่าคิดผิดหรือเปล่า เพราะกลับไทยก็เหมือนกับย้อนกลับ ทั้ง ๆ ที่หลายคนเขาก็ไปต่อกัน แต่ตอนนี้ปรับตัวกับที่นี่ได้แล้ว เมืองไทยสบายสุดแล้วในทุกประเทศที่เคยไป (หัวเราะ)

Hostbkk Arts Center เกิดขึ้นมาได้ยังไง
มีโปรเจกต์นี้อยู่ในหัวตั้งแต่ตอนอยู่นิวยอร์ก อายุ 24 – 25 แล้ว ปิ๊กรู้ตัวว่าอยากกลับบ้านมาทำอะไรสักอย่าง เราไม่ได้อยากทำโรงเรียนเต็มตัว ปิ๊กชอบการแสดง ชอบแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ก็คิดว่าทำอะไรดีให้เป็นสถานที่ศิลปะที่อยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องไปพึ่งคนอื่น
คิดไปคิดมาก็เลยกลายเป็นที่นี่ หนึ่ง คือเป็นพื้นที่ที่มีมาตรฐานสำหรับเมืองไทย ห้องใหญ่มากเหมือนกับที่ยุโรป พื้นสปริงแบบโปรเฟสชันนอลเพื่อให้เต้นได้นานขึ้น ยกระดับการเต้นเมืองไทยสู่ระดับต่างประเทศ
สอง ปิ๊กทำให้ห้องข้างในปรับเป็น Black Box (ห้องแสดง) ได้ ชั้น 2 ก็เอาราวออกแล้วต่ออัฒจันทร์อีก 5 ชั้นได้ Low ไฟเพื่อแสดงได้ มีศิลปินอิสระที่อยากทำงานของตัวเอง ปิ๊กก็มีพื้นที่ทำงานให้เขา เป็นสปอนเซอร์ให้เขาได้ในระดับหนึ่ง
เรามีแนวคิดธุรกิจมาช่วยนิดหน่อย แต่ไม่ได้ธุรกิจจ๋า เพราะต้องซื่อสัตย์ในความรักการเต้นของตัวเองด้วย
เห็นว่ามีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วย แบบที่คุณชอบเลย
ปิ๊กทำงานกับสถานทูตฝรั่งเศสเยอะ ปีที่แล้วเขาส่งศิลปินมาเป็น Residency ที่นี่ 3 คน ซ้อมที่นี่ 3 อาทิตย์แล้วก็ทำการแสดง เราออดิชันเด็กไทย 12 คนให้ไปทำงานกับเขา บางทีก็มีสถานทูตลักเซมเบิร์ก เขาได้ยินข่าวว่ามี Art Center เขาก็ติดต่อมา
ปกติโรงเรียนจะเป็นโรงเรียนอย่างเดียวชัดเจนไปเลย แต่ของปิ๊กเป็นกึ่ง ๆ หลาย ๆ อย่าง

ศรวณีย์ ธนะธนิต ในวัย 41 ปี
ล่าสุดได้ไปเต้นบนเรือกอนโดลาที่เวนิสเพื่อเปิดงาน Thailand Biennale, Phuket 2024 มาด้วย
ประทับใจนะ แต่ก่อนทำงานให้แต่ต่างประเทศ เป็นคนไทยคนเดียวตลอดเลย แต่คราวนี้ได้ไปต่างประเทศด้วยการส่งเสริมของเมืองไทย ทำให้รู้สึกว่าตัวเองได้เป็นตัวแทนของคนไทยจริง ๆ ได้เจอพี่ ๆ ทุกคนที่ทำงานด้วย ได้เจอคนไทยด้วย
ความไทย ๆ ที่เขาอยากผลักดันไปสู่ความร่วมสมัยกัน คุณมองเห็นหนทางยังไงบ้างไหม
ปิ๊กคิดว่ามันไปได้ไกลนะ รำไทยสวยมากเลย คนต่างประเทศพูดถึงอยู่ตลอด แต่ดูคนไทยจะชอบอะไรที่มาจากต่างประเทศมากกว่า
อย่างปิ๊กไม่ได้ใส่ความเป็นไทยเลย ถ้าจะใส่ ปิ๊กต้องไปฝึกกับครูรำไทยจริง ๆ ฝึกให้เข้าเนื้อแล้วค่อยเอาอีกศาสตร์มาผสม ไม่งั้นก็จะเหมือนว่าเราก๊อบฯ มาเฉย ๆ อันนี้ความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ
มีอะไรที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำอีกไหม ตอนนี้ได้กลับมาอยู่ไทยแล้ว
ทำไมไม่รู้ อยากทำงานกับแฟชั่นโชว์มาก แต่ไม่ได้ทำสักที อยากทำเป็น Performing Arts สวย ๆ ที่ฝรั่งเศสก็ทำเยอะมาก อย่างโอลิมปิกนี่คือ Performing Arts จ๋า ๆ เลย
และที่อยากทำมาก ๆ อีกอย่างคือพวกจัดการแสดงสเกลใหญ่ แต่ต้องมีคนซัพพอร์ตนะ (หัวเราะเบา ๆ) ทำคนเดียวแล้วเหนื่อย เราอยากรวมนักเต้นเด็กไทยรุ่นใหม่เก่ง ๆ มาหลาย ๆ คน แล้วทำโปรดักชันให้เขาบนเวทีใหญ่

อยากให้วงการเต้นไทยเป็นไปในทิศทางไหน
ตอนนี้ดีขึ้นเยอะ ที่นี่ก็เปิดให้เด็กรุ่นใหม่ใช้จัดการแสดงของเขาได้ แต่อยากให้มีอะไรที่เป็นจุดศูนย์รวมมากกว่านี้ คือมีโปรเจกต์ที่ส่งเสริมนักเต้นได้สักปีละครั้งก็ยังดี
หมายถึงเรื่องเงินเหรอ
ใช่
ตอนนี้ก็เสียใจนิด ๆ นะ ปิ๊กอยู่มา 3 ปีเต็ม สอนเด็กอายุ 13 แล้วเด็กก็เก่งพอจะออดิชันไปต่างประเทศ ตอนแรกก็ดีใจ 1 คนไปได้แล้ว ถือว่าเราสู้เขาได้ แล้วคนที่ 2 ก็ไป คนที่ 3 คนที่ 4 ก็ไป เด็กไทยเก่งพอ แต่ก็เสียใจอยู่ดีที่เขาออกไปต่างประเทศกันหมด ถ้าเขาอยากเต้นเป็นอาชีพจริง ๆ เขาต้องออกไป ส่วนใหญ่พ่อแม่ก็รู้ ถ้าไม่รู้ ปิ๊กก็จะบอกเขาว่าลูกเขาจะอยู่ที่นี่ไม่ได้
ถ้าเป็นที่ต่างประเทศเขาจะมีคณะประจำของแต่ละเมืองที่ได้เงินจากภาษี เขาก็จะอยู่ไปได้เรื่อย ๆ ทุกเดือน
มาถึงจุดนี้แล้ว อะไรคือสิ่งที่คุณให้ความสำคัญที่สุดในชีวิต
แต่ก่อนจะเอาความสำเร็จเป็นหลัก เราอยากเป็นตัวท็อปมาตลอด แต่พอได้สิ่งนั้นมาแล้วมันก็ไม่ใช่
อันนี้ไม่เคยบอกใครเลยนะ หลังจากครั้งแรกที่กลับมาแสดงเมืองไทยที่ปิ๊กเล่าว่าประทับใจมาก เป็นอะไรที่ดีที่สุดในชีวิต แต่พอกลับมาครั้งที่ 2 ก่อนจะเดินขึ้นเวทีมันไม่รู้สึกอะไรเลย รู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรอยู่ข้างใน ว่างเปล่า เหมือนกินข้าวอีกมื้อหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ถือว่าประสบความสำเร็จที่ได้ไปยืนตรงนั้น
ปิ๊กก็เลยรู้สึกว่ามันอาจไม่ใช่การประสบความสำเร็จที่แท้จริง และนึกย้อนกลับไปว่าอะไรจะทำให้ตัวเองมีความสุข ก็อาจจะต้องการเวลาให้ครอบครัว เวลาให้คนที่เรารักจริง ๆ หลายอย่างมันจำเป็นต้องสมดุลกัน

คุณมองชีวิตที่ผ่านมาของตัวเองยังไงบ้าง
ปิ๊กไม่เคยคิดว่าจะย้อนหลังกลับไปแก้อะไรสักอย่าง (ตอบทันที)
ปิ๊กไม่กลัวที่จะซื้อตั๋วแล้วแบ็กแพ็ก ไปดูงาน ไปออดิชัน แล้วก็ไม่รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ทำอะไร เพราะพออยากทำก็จะมุ่งไปทำเสมอ ไม่ค่อยลังเลตั้งแต่เด็กแล้ว
เราชอบฝันใหญ่ไปก่อน แล้วค่อย ๆ หาวิธีว่าจะทำยังไงให้เราไปถึงจุดจุดนั้นได้ ถึงไม่ได้ก็หาวิธีให้ได้ ถึงทางจะไม่ตรง ซิกแซ็ก ๆ แต่ในที่สุดเราก็ไปในที่ที่เราโอเคระดับหนึ่ง ปิ๊กบอกเด็กว่ามันจะมีวิธีของมันตลอดเวลาจริง ๆ
ที่เกเร โดดซ้อม โดดเรียนตอนเด็ก ๆ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะขยันกว่านี้ไหม
(หัวเราะ) อาจจะนิดหน่อย แต่ปิ๊กก็แฮปปี้กับสิ่งที่ตัวเองทำไว้ เพราะถือว่าใช้ชีวิตคุ้มมากกับแต่ละสเตจของชีวิต
ที่ได้มาเป็นแบบที่ปิ๊กเป็น ณ ตอนนี้ ก็มาจากหลายส่วนประกอบ ไม่ใช่แค่อาชีพอย่างเดียว แต่คือวิธีการใช้ชีวิตข้างนอกด้วย ซึ่งมันก็ช่วยให้กับการแสดงบนเวที การสื่ออารมณ์หลาย ๆ อย่างมันต้องหาความรู้สึกจากชีวิตส่วนตัวของเรา
แล้วแต่คนค่ะ บางคนเขามีระเบียบวินัยสูง แต่ตัวปิ๊กเองไม่ใช่อย่างนั้น ปิ๊กคิดว่าการใช้ชีวิตและปรัชญาการใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพ

