“ดีใจอยู่แล้ว” คำตอบจากชายตรงหน้า หลังเราถามว่า สันต์ ศรีแก้วหล่อ รู้สึกอย่างไรที่ซีรีส์เรื่องล่าสุดของเขา แม่หยัว (The Empress of Ayodhaya) ได้เรตติ้งละครหลังข่าวเปิดตัวสูงสุดของช่อง one31
สันต์ ศรีแก้วหล่อ คือผู้กำกับละครโทรทัศน์ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับคู่บุญ Exact-Scenario มาจนถึงช่อง one31 อาจฟังดูกล่าวเกินจริง แต่ผลงานของสันต์ ศรีแก้วหล่อ การันตีคำกล่าวนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็น ชิงชัง, พิษสวาท, บัลลังก์เมฆ, เมีย 2018, บางกอกคณิกา และเรื่องที่กำลังออนแอร์อย่าง แม่หยัว ดูจะได้รับกระแสตอบรับดีขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในแง่เรตติ้งที่เพิ่มขึ้นทุกตอนที่ฉาย และในโลกโซเชียลที่พูดถึงละครตลอดเวลา
“เราทำงานสื่อสารกับสาธารณะ เมื่อสิ่งที่เราส่งออกไปมีคนพร้อมใจรับชมเป็นล้าน ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ คนทำปลื้มใจอยู่แล้ว เพราะฉันไม่ได้พูดคนเดียวแล้วไม่มีใครฟัง”
จุดร่วมอย่างหนึ่งของงานที่สันต์ ศรีแก้วหล่อ กำกับ คือตัวละครนำเป็นผู้หญิงหรือประเด็นหลักของเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง มีคนดูหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเขาถนัดเล่าเรื่องผู้หญิง ถ่ายทอดให้พวกเธอโดดเด่น จนคนดูต่างรักและเอาใจช่วยด้วยการดูละครจนจบ
เราพบข้อมูลเล็ก ๆ ที่สันต์เคยเล่าว่าตัวเองเติบโตมากับผู้หญิง ทำให้ค่อนข้างเข้าใจผู้หญิง อาจเป็นผลให้เขาเล่าเรื่องพวกเธอได้
เลยเป็นโอกาสดีที่เราได้คุยกับสันต์ มาดูเบื้องหลังการกำกับฉบับ สันต์ ศรีแก้วหล่อ
การพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นที่ชั้น 20 อาคาร GMM Grammy Place วันนี้สันต์สวมสูตสีดำที่เจ้าตัวถามทันทีเมื่อเจอหน้าเราว่า ต้องใส่ไหม เมื่อได้รับคำตอบว่าแล้วแต่เขา เจ้าตัวก็จัดการถอดออก เหลือเพียงเสื้อยืดสีเทาที่ทำให้เขาสะดวกสบายมากขึ้น และพร้อมที่จะเล่าเรื่องตัวเองให้เราฟัง

ผู้หญิง
ครอบครัวเด็กชายสันต์เป็นครอบครัวข้าราชการ พ่อเป็นตำรวจ แม่เป็นพยาบาลประจำโรงพยาบาลรัฐ ทั้งคู่มีลูก 2 คน คนโตเป็นลูกสาว และคนเล็กคือสันต์
ผู้เป็นพ่อมักต้องเข้าเวรบ่อยครั้ง ทำให้การดูแลลูกทั้ง 2 คนจึงอยู่ในมือแม่เป็นหลัก
สภาพแวดล้อมที่เด็กชายสันต์เติบโตมาเกือบ 80% เป็นสิ่งมีชีวิตผู้หญิง เริ่มจากคนใกล้ชิดอย่างแม่และพี่สาว บรรดาญาติ ๆ ที่ส่วนมากเป็นผู้หญิง เด็กแถวบ้านรุ่นเดียวกันมักเป็นเด็กผู้หญิง สารพัดการละเล่นที่เด็กผู้หญิงนิยมอย่างโดดยาง หมากเก็บ ซ่อนหา สันต์ผ่านมาหมด
โรงเรียนสมัยประถมของสันต์ก็เป็นโรงเรียนสตรี “โรงเรียนชื่อสตรีเนติศึกษา ถ้าเป็นนักเรียนชายเรียนได้แค่ ป.1 – 6 ขึ้นมัธยมต้องย้ายไปโรงเรียนอื่น เพราะมัธยมที่นี่เป็นหญิงล้วน”
เขาอนุมานเองว่าสภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้เขาค่อนข้างเข้าใจผู้หญิง ได้เจอผู้หญิงหลากหลายแบบ เป็นต้นทุนให้เขาเวลาทำงานกำกับละคร เขาถึงถ่ายทอดตัวละครหญิงได้ดีจนเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนติดตามละครเรื่องนั้น ๆ
“เรามีโอกาสได้รู้จักผู้หญิงหลายแบบ เราพอรู้ว่าผู้หญิงคิดอย่างไร เป็นแหล่งข้อมูลเอามาใช้กำกับตัวละคร แต่จริง ๆ ทุกอย่างที่เราเจอในชีวิตเป็นทรัพยากรที่เราเอามาใช้ทำงานหมด”
ตัวละครหญิงของสันต์จึงมีหลากหลายรูปแบบแม้แต่เรื่องเดียวกัน ถึงคนกำหนดจะเป็นคนเขียนบท แต่หน้าที่ของสันต์คือการแปลงตัวอักษรให้เป็นภาพ ทำให้คนดูเข้าใจพวกเธอแต่ละคน

ผู้ช่วยผู้กำกับ
ความบันเทิงในวัยเด็กที่สันต์เลือกดู คือภาพยนตร์ไทยและซีรีส์จีนจำพวกท่องยุทธภพ แย่งชิงบัลลังก์ เป็นไอเดียที่สันต์นำมาใช้กำกับแม่หยัว
“เราอยากทำละครสมัยอยุธยามานานแล้ว ตอนทำ วันทอง ค่อนข้างใกล้เคียงสุด แต่ด้วยความที่เนื้อหามาจากนิทาน ละครเลยไม่ได้พูดถึงความเป็นอยุธยามากนัก หรือเรื่อง พิษสวาท ก็เล่าช่วงปัจจุบันเป็นหลัก มีย้อนอดีตนิดหน่อย มาเรื่อง แม่หยัว ที่เราได้ทำยุคอยุธยาเต็ม ๆ”
สันต์เริ่มรู้จักและได้คลุกคลีในสายการละครเมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย เหตุเกิดจากเขาอยากผ่อนคลายจากการเรียน เลยตัดสินใจออกไปหากิจกรรมทำแทน จนจับพลัดจับผลูได้ช่วยเพื่อนในคณะกรรมการนักเรียนทำคอนเสิร์ตหาเงินเข้าโรงเรียน สถานที่จัดงานเป็นหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สันต์เลยมีโอกาสเจอรุ่นพี่ที่ทำงานละคร และชวนเขาไปทำละครรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลา เป็นจุดเริ่มให้สันต์ได้เข้ามาและอยู่กับการละครจนถึงทุกวันนี้
ช่วงเป็นนักศึกษา สันต์และเพื่อนร่วมกันเปิดคณะละครชื่อว่า ‘ม้าก้านกล้วย’ ทำละครเร่แสดงตามโรงเรียนในกรุงเทพฯ โดยพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก บทบาทหลักของสันต์ในคณะละครคือเป็นผู้กำกับ
“ไม่เคยเรียนเลย” สันต์เอ่ยขึ้น ราวกับรู้ว่าเรากำลังจะถามอะไร ใช่แล้ว ผู้กำกับคนนี้ไม่เคยลงเรียนการกำกับอย่างจริงจัง วิธีเรียนรู้ของเขาเป็นแบบครูพักลักจำ เริ่มแรกมาจากรุ่นพี่ที่ชวนไปทำละคร
“พอเรารู้จักรุ่นพี่ก็ได้โอกาสไปเข้าเวิร์กช็อปละครตามที่ต่าง ๆ ธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ หรือที่ที่เรารู้จักรุ่นพี่ที่มหาลัยนั้น ที่สำคัญคือคณะพวกนี้มักขาดผู้ชาย มีนักศึกษาหญิงเยอะ เวลาเขาจะทําละครสักเรื่องหนึ่งเลยชวนเราไปเล่น กลายเป็นว่าเราได้ฝึก ได้เวิร์กช็อป ได้ฟังคอมเมนต์จากอาจารย์ในแต่ละภาควิชา”
สันต์ค่อย ๆ สั่งสมความรู้ด้านการแสดงผ่านการเป็นนักแสดง พิธีกร โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ ไปท่องโลกละครเวทีพักหนึ่งผ่านคณะละคร 28 ที่ที่เขาได้พบกับ หง่าว-ยุทธนา มุกดาสนิท ที่ชวนสันต์ไปเป็นผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์
“พี่หง่าวกำลังทำแกรมมี่ภาพยนตร์ กำกับหนังเรื่องแรก คือ คู่กรรม เวอร์ชัน เบิร์ด ธงไชย กับ อุ๋ม อาภาศิริ เขาชวนเราไปเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ 2 ไปกำกับตัวประกอบ แต่จริง ๆ น่าจะผู้ช่วยผู้กำกับ 4 นะ เพราะโปรดักชันหนังมันใหญ่มาก เราจำได้ว่าไปยืนปล่อยคิวตัวประกอบไกลจากกล้องมาก ๆ ประมาณกิโลได้”
ฝีมือการทำงานเรื่องแรกก็ทำให้สันต์ได้ทำงานที่แกรมมี่ภาพยนตร์ยาว ๆ ก่อนจะปิดตัวลง เขาออกมาเป็นฟรีแลนซ์รับจ้างพักหนึ่ง ถูกชวนไปกำกับละครของช่อง ITV 1 เรื่อง คือ หน้าต่างบานแรก และได้รับคำชวนจาก ป้อน-นิพนธ์ ผิวเณร ที่รู้จักกันตอนทำหนัง คู่กรรม ชวนไปเป็นผู้กำกับละครให้ Exact-Scenario เรื่องแรกที่สันต์กำกับ คือ ฟ้าเพียงดิน และเขาตัดสินใจอยู่ที่นี่ต่อยาว ๆ มาจนถึงวันนี้
สันต์ไม่ได้มีความฝันอยากเป็นผู้กำกับตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อได้โอกาสเข้ามาทำงานในวงการนี้ ความฝันแรกที่เกิดขึ้น คือเป็นผู้กำกับละครเวที
“เราเขียนใส่กระดาษแล้วพับไว้ในกระเป๋าสตางค์ เขียนว่าวันหนึ่งฉันต้องได้เป็นผู้กำกับละครเวที เป็นแรงผลักดันให้ตัวเองนะ”
แต่โอกาสที่ว่าก็ยังไม่มาถึงสันต์สักที จนสันต์ตะลุยไปทำงานอื่น ๆ และมาหยุดที่งานผู้กำกับละครโทรทัศน์ เป็นงานที่สันต์ก็รักเหมือนกัน
“เราอยู่กับความเป็นจริง ท้ายที่สุดเราต้องเลี้ยงดูตัวเองได้ ดูแลครอบครัวได้ เราเคยทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับหนัง ทำอยู่เกือบปีได้เงินแสนเดียว ถามว่าอยู่ได้ไหมล่ะ ความมั่นคงของเรามันอยู่ที่งานละครโทรทัศน์ เราก็เลือกที่จะทุ่มเทให้มัน”

ครู / เจ้านาย
พี่หง่าวของสันต์คือบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการทำงานผู้กำกับของเขา นับเป็นเจ้านายและครูที่ถ่ายทอดความรู้ให้สันต์เป็นสันต์อย่างทุกวันนี้
“เขาสอนให้เราจับจุด สมมติเราทำละครเวที เวทีคุณอยู่ตรงไหน คุณก็เอานักแสดงไปอยู่ตรงนั้น การทำหนังก็เช่นเดียวกัน กล้องหันไปทางไหนให้คิดซะว่านั่นคือเวที คุณก็เอานักแสดงไปวางตามจุด
“เราถูกฝึกเรื่องการตีความ การอ่าน การถอดประเด็นค่อนข้างเยอะ ตั้งแต่เด็กจนมาเจอพี่หง่าว เขาเป็นคนที่สมมติบทมี 120 หน้า พี่หง่าวถามทุกฉากว่าทัศนะของฉากนี้คืออะไร ฉากนี้ต้องการบอกอะไร ถามทุกฉากเพื่อให้เรารู้และเข้าใจฉากนี้จะได้สื่อสารออกมาได้
“พอถูกฝึกให้คิดแบบนี้ เวลาเราทำงานเราจะคิดตลอดว่าทุกอย่างที่เกิดในฉากต้องมีเหตุผลและสอดรับกัน ทำให้เราไม่หลงประเด็น ยึดแกนหลักของเรื่องได้ เพราะพี่หง่าวถามแม้กระทั่ง ทำไมกล้องต้องถ่ายมุมสูง ต้องมีเหตุผลนะ ไม่ใช่เพราะฉันอยากจะเก๋เลยเลือกถ่ายมุมนี้”
สันต์ในช่วงเริ่มต้นเป็นผู้กำกับค่อย ๆ ทำความเข้าใจตำแหน่งนี้ เขารับรู้ว่าผู้กำกับเป็นนักเล่าเรื่อง และต้องเล่าเรื่องให้คนอื่นฟังแล้วเข้าใจ เป็นหน้าที่ที่ผู้กำกับต้องไปหาคำตอบว่าวิธีการเล่าเรื่องควรเป็นอย่างไร
ผู้กำกับละครเมโลดราม่า
ระยะแรกของการเป็นผู้กำกับที่ Exact-Scenario สันต์ได้ลองกำกับละครหลายรูปแบบ เสือ ละครที่มีความแฟนตาซี ไปลองทำละครโรแมนติกใน รักหลอก ๆ อย่าบอกใคร ชิมลางแอคชันใน ลิขิตรัก ลิขิตเลือด ท้ายที่สุดสันต์และ Exact-Scenario ตกผลึกได้ว่า เขาเหมาะกับการกำกับละครเมโลดราม่า
“มันตอบโจทย์วงการละครโทรทัศน์นะ เพราะ 95% เป็นละครเมโลดราม่า ถือว่า Win-Win ทุกฝ่าย”
เมโลดราม่า หรือบางคนเรียกละครน้ำเน่า เป็นละครที่พูดถึงชีวิตคนคนหนึ่ง อาจเริ่มตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ละครประเภทนี้ไม่ต้องการเอฟเฟกต์ตระการตาหรือมุมภาพล้ำ ๆ แต่คือการแสดงของตัวละครในเรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่สันต์ถนัด
“เรียกว่าเรารู้เรื่องการแสดงดีกว่า” สันต์แก้คำเรา “เราใช้เวลากับสิ่งนี้มานานตั้งแต่สมัยทำม้าก้านกล้วย เราพอรู้ว่านักแสดงคิดอะไร เขาอยากได้อะไร เวลาเขามีปัญหาแสดงไม่ได้ เราคุยกับเขารู้เรื่อง บอกเขาได้ว่าต้องการอะไร ทำให้เขาเข้าใจและแสดงออกมา
“มันเป็นสิ่งที่เราตกตะกอนได้ว่าเราคงไม่เหมาะกับงานเบื้องหน้า งานเบื้องหลังน่าจะเหมาะกับเราที่สุด เรามาดูว่าตัวเองพอจะถนัดอะไร ก็คือการแสดง”
ผู้กำกับแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ในงานตัวเอง ผู้กำกับบางคนถนัดงานภาพ บางคนถนัดการใช้เอฟเฟกต์ ผู้กำกับคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องเก่งทุกด้าน แต่ต้องหาคนมาทำในส่วนที่ตัวเองไม่ถนัดให้ได้
“เป็นความเชื่อของเรานะว่า ในโลกของละครโทรทัศน์ การแสดงสำคัญที่สุด”

การกำกับการแสดงเป็นสิ่งที่สันต์ทำได้ดี และเรียกว่าเป็นลายเซ็นงานของเขา ทำให้เราหลงรักตัวละคร ไม่ว่าจะเป็น ‘น้ำเพชร’ นางเอกเจ้าน้ำตาที่พยายามต่อสู้ ‘ปานรุ้ง’ จากสาวแสนเย่อหยิ่งสู่การเป็นคุณแม่จอมบงการ หรือ ‘คุณอุบล’ ที่น่าเกรงกลัว
สันต์เชื่อการแสดงที่ออกมาจากความรู้สึกข้างใน นักแสดงแสดงออกมาตามที่ตัวเองรู้สึก
“เราจะบอกนักแสดงเสมอ ไม่ว่าหน้าใหม่ หน้าเก่า หรือตัวประกอบ ถ้าคุณไม่รู้สึก อย่าทำ เพราะมันจะเหมือนหุ่นยนต์ทำตามคำสั่ง เราวางบล็อกกิ้งได้ วางให้คุณเดิน ให้คุณวิ่ง ให้คุณทำอะไร แต่ถ้าคุณไม่รู้สึกเอง สุดท้ายการแสดงของคุณก็ออกมาแบบตามสั่ง”
การที่ตัวละครหนึ่งจะออกมาโลดแล่นให้คนดู มาจากการออกแบบของคนเบื้องหลังหลายฝ่าย รวมไปถึงนักแสดงและผู้กำกับ สันต์ใช้คำว่า เป็นตัวละครที่ทุกคนพึงพอใจ เข้าใจคาแรกเตอร์ตัวละครร่วมกัน เมื่อถึงเวลาแสดงจริง ทุกคนทำตามหน้าที่ตัวเอง สันต์ในฐานะผู้กำกับแจ้งความต้องการว่าอยากให้ฉากนี้นักแสดงทำอะไร ส่วนนักแสดงไปทำความเข้าใจ หาแรงจูงให้ตัวเองรู้สึกและแสดงออกมา
ฉากที่ถ่ายทำยากในความรู้สึกสันต์มี 2 แบบ แบบแรก เป็นฉากที่ตัวละครเกิดอารมณ์ความรู้สึกเยอะ ต้องอาศัยการพูดคุยทำความเข้าใจระหว่างนักแสดงและผู้กำกับ และแบบที่ 2 คือทั้งใช้อารมณ์เยอะและมีเรื่องการถ่ายทำเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างเช่นฉากเลิฟซีน


“ฉากที่ จินดา ถวายตัว มันมีความยาก เพราะมีเรื่องของอารมณ์ตัวละครและเลิฟซีน วิธีกำกับนักแสดงของเรา คือพูดทุกอย่างตรงไปตรงมา เราจะบอกความต้องการตรง ๆ กับนักแสดงว่า ฉากนี้เราอยากให้เขาเป็นอย่างไร เราใช้คำให้เห็นภาพ เช่น ขอแบบหวาน ๆ นะ หรือขอโหด ๆ แบบสัตว์ป่าเลย”
90% ของละครที่สันต์กำกับตัวละครนำเป็นผู้หญิง เขาอธิบายว่า ละครส่วนใหญ่มีต้นทางจากนิยายที่คนเขียนมักเป็นผู้หญิง ตัวละครหรือเรื่องเล่าเลยเป็นมุมผู้หญิง
“เราเคยกำกับละครที่ตัวละครนำเป็นผู้ชายนะ แต่มันดูเป็นผู้ชายที่เล่าจากมุมมองผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ช้ายผู้ชาย เราไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม บอกไม่ถูก แล้วไม่รู้ว่าทำไมเราถึงทำไม่ถึง แต่คิดว่าตัวละครชายที่เรากำกับคงเหมาะกับละครแบบหนึ่ง”
ชีวิตในวัยเด็กค่อนข้างมีอิทธิพลกับสันต์ในวัยผู้ใหญ่และการทำงานเป็นผู้กำกับ ถึงเขาจะยังถ่ายทอดตัวละครชายได้ไม่ดีเท่าที่คิดไว้ แต่เขากำกับตัวละครหญิงให้เป็นที่จดจำของคนดูอยู่ได้เสมอ
ผู้เป็นที่รัก
คำถามที่เราเตรียมมาและอยากได้คำตอบมากที่สุด คือวิธีกำกับละครที่เป็นลายเซ็นของ สันต์ ศรีแก้วหล่อ เขาออกตัวก่อนว่าไม่รู้เหมือนกันว่าเอกลักษณ์งานตัวเองที่ทำให้คนติดตามคืออะไร แต่ถ้าวิธีทำงานของเขา คือการทำตัวละครให้คนดูรัก
วิธีทำตัวละครให้เป็นที่รักของคนดูในมุมสันต์ ขึ้นอยู่กับว่ายุคสมัยนั้นคนมีความคิดความอ่านอย่างไร เรื่องที่ให้ความสำคัญ ยุคหนึ่งจึงมีนางเอกที่ได้รับความนิยมอย่างดาวพระศุกร์ ดอกโศก พจมาน เพราะคนมองว่าต้องใช้ความดีต่อสู้กับสิ่งชั่วร้าย
แต่ยุคนี้ความคิดคนเปลี่ยนไป นางเอกแบบนั้นเอาชนะใจคนดูไม่ได้
“ยกตัวอย่างตัวละคร วันทอง เขามาจากนิทานเก่าแก่ตั้งแต่ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ความคิดความอ่านเขาจะเป็นอีกแบบ แต่พอเราจะเล่าเรื่องเขาใน พ.ศ. นี้ วันทองต้องเปลี่ยนไป ต้องเข้มแข็งขึ้น มีอินเนอร์ของคนปัจจุบันประมาณหนึ่ง โอเค มันเป็นละครพีเรียด เราสร้างฉากให้อยู่ในยุคนิทาน เสื้อผ้าหน้าผมไปจนถึงอากัปกิริยาตัวละครต้องมีความเป็นคนยุคนั้น แต่อินเนอร์ตัวละครมันต้องอินเนอร์เดียวกับคนยุคนี้”
เมื่อพูดถึง วันทอง เราเลยมีโอกาสถามถึงความแตกต่างระหว่างตัวละคร วันทอง และ จินดา ใน แม่หยัว ผลงานที่เขากำกับ ทั้ง 2 เรื่องต่างมีต้นทางจากการตีความนิทานและประวัติศาสตร์ แถมคนเล่นเป็นคนเดียวกัน ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่
สันต์ตอบว่า จุดมุ่งหมายของชีวิตตัวละครทั้งสองแตกต่างกัน วันทองถูกเลี้ยงดูให้โตมาเป็นแม่และเมียที่ดี ชีวิตเธอจึงให้ความสำคัญกับการตามหาผู้เป็นรักแท้ แต่โชคชะตาพัดพาให้เธอไปเจอเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่สั่นคลอนความต้องการนี้
ขณะที่จินดาถูกเลี้ยงดูให้โตขึ้นมาเป็นกษัตริย์ มีภารกิจที่ต้องทำ แต่อย่างไรทั้ง 2 ตัวละครต่างมีความคิดความอ่านเช่นเดียวกับคนในยุคนี้ เพื่อให้คนดูเข้าใจและติดตามดู
ไม่กลัวถูกมองว่าเล่าเรื่องไม่ตรงเหรอ – เราถามสันต์ เพราะจากคอมเมนต์คนดูบางคนบอกว่า วันทองและจินดาดูหัวก้าวหน้าเกินยุคสมัย

“แล้วแต่คนจะคิดนะ แต่เราคิดแบบนี้ เวลาดูหนังหรือซีรีส์ย้อนยุคของต่างประเทศก็ไม่เห็นเขาพยายามทำให้ตัวละครเป็นเหมือนคนในยุคนั้น ทุกคนใช้ชีวิตปกติ”
เมื่อเข้าใจตัวละคร บางครั้งคนก็ตกหลุมรักตัวร้ายได้ เพราะเข้าใจเหตุผลที่เขาต้องเป็นคนไม่ดี
“เราไม่มีปัญหาที่คนเชียร์ตัวร้ายนะ อย่างเรื่อง ใต้หล้า มีคนชอบตัวละครของ ไบร์ท-นรภัทร วิไลพันธุ์ เยอะมาก แต่สิ่งที่เราอยากให้คนดูตระหนักในท้ายที่สุด คืออย่าไปทำตาม
“สำหรับเรา ละครคือเครื่องมือสื่อสาร เราเปรียบเสมือนกระบอกเสียงที่จะพูดอะไรในสังคม เราก็อยากพูดเรื่องที่มีประโยชน์ มันมีเส้นแบ่งศีลธรรมที่เราไม่พาตัวละครหลักข้ามเส้น ท้ายที่สุดเราพยายามให้ทุกคนอยู่ในเส้นนี้”
เข้าใจผู้หญิงและใช้วิธีทำให้คนดูรักตัวละคร เป็นสูตรทำงานของสันต์ที่เราได้ และเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราขอให้เขาลองสร้างตัวละครจากผู้หญิงใกล้ตัวที่สุดอย่างภรรยา หากจะทำละครที่ภรรยาเป็นตัวเอก ละครเรื่องนั้นจะเป็นอย่างไร
ได้ยินคำถามจบ เจ้าตัวขอหัวเราะก่อนทันที “ถ้าจะเล่าเรื่อง บิ๊ก (ธัญลักษณ์ ไชยปะ) บทภรรยาและแม่น่าจะชัดเจนสุด จริง ๆ ตอนเรากำกับ สงครามสมรส ก็ค่อนข้างใกล้เคียงชีวิตเรานะ ในแง่ความสัมพันธ์ชีวิตคู่สมรส ความเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูก
“ตอนทำบท เรามักจะเทียบบัวบงกชกับบิ๊ก ส่วนเราเป็นปรเมศวร์ เวลาเถียงเรื่องอะไรสักอย่าง เราจะคิดว่าบิ๊กจะตอบว่าอะไร แล้วเราจะตอบอะไร เราเอามาคุยกับทีมเขียนบทซึ่งก็เป็นผู้หญิงทั้งหมด เลยเป็นการเขียนมุมผู้ชายมุมผู้หญิงจริง ๆ”

คุณภาพ
ท่ามกลางเสียงที่บอกว่าละครโทรทัศน์กำลังจะตาย ในฐานะคนในวงการ สันต์มองว่าความนิยมของละครโทรทัศน์คงไม่กลับไปอยู่ในจุดที่ตอนอวสานรถโล่งเพราะคนรีบกลับบ้านไปดูหรือเรตติ้งสูงเท่าเดิม เพราะมีช่องทางในการรับชมละครมากขึ้น คนดูย้อนหลังได้ ไม่จำเป็นต้องรอดูตอนออนแอร์
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็หนาหูขึ้นเช่นกัน คนดูไม่ยอมรับงานที่ไม่ได้มาตรฐาน พวกเขามีตัวเลือก ไม่จำเป็นต้องทนดูละครที่ไม่ได้คุณภาพ ทำให้คนเบื้องหลังต้องให้ความสำคัญกับการผลิตงานยิ่งขึ้นอีก นับเป็นข้อดีในความรู้สึกของสันต์
“ถามว่าละครโทรทัศน์จะถึงขั้นหายไปเลยไหม เราคิดว่าคนทำงานคงดิ้นรนรักษาให้มันอยู่ต่อไป ยังไงซะมันเป็นความบันเทิงที่ง่ายที่สุดที่คนจะเข้าถึงได้ มันคงไม่หายไปซะทีเดียว แต่ทำยากขึ้นแน่ ๆ ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะทุกคนจะให้ความสำคัญมันมากขึ้น เราก็เห็นกันอยู่ถ้าเรื่องไหนแย่ คุณจะถูกคนดูวิจารณ์ในโซเชียล”
วิธีรับมือที่สันต์ใช้เสมอมา คือการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย จูนความคิดตัวเองให้เป็นความคิดเดียวกับคนในสังคม เพื่อให้รู้ว่าคนดูต้องการอะไร และเขามอบอะไรให้คนดูได้
“เราใช้การถาม เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ว่าเด็กยุคนี้คิดอะไร เรื่องที่เขาสนใจ หรือเวลาทำงานกับบางตัวละครที่เป็นคนรุ่นใหม่ เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวละครมีมุมมองแบบนี้ เราต้องไปพิสูจน์ข้อเท็จจริง อ้อ มันมีคนที่คิดแบบนี้จริง ๆ นะ
“ตัวละครจินดาเกิดในยุคที่ผู้หญิงอยู่ใต้อาณัติผู้ชาย ผู้ชายสั่งให้ทำอะไรต้องทำตาม เราอยากให้เขาเชื่อมโยงกับคนยุคนี้ เขาอาจจะต้องทำตามนั่นแหละ แต่อินเนอร์ตัวละครต้องแสดงออกว่า กูไม่ได้อยากทำเพราะอะไร แต่สุดท้ายกูต้องทำ”
คุณภาพ
ปีนี้สันต์อายุ 52 ปี เราถามเรื่องแผนเกษียณ เจ้าตัวส่ายหน้าและตอบอย่างติดตลกว่า “รอลูกรับปริญญาก่อน”
ไม่จินตนาการถึงเรื่องสุดท้ายที่ตัวเองจะได้กำกับ เขาให้เหตุผลว่า คนทำงานสื่อสารต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง สันต์ตั้งใจว่า ไม่ว่าอายุจะเท่าไร เขายังอยากทำละครให้คนที่ต่างเจนฯ ดูแล้วเข้าใจ ไม่ตกขบวนรถไฟว่าสังคมกำลังให้ความสำคัญอะไร
“ถ้าเราเลือกจะอยู่ต่อไป ก็ต้องทำตัวไม่ให้คนรุ่นหลังมาไล่นะ เราต้องอยู่กับยุคสมัยให้ได้ สังคมมันเปลี่ยนเรื่อย ๆ ประเด็นที่เราควรพูดถึงเปลี่ยนตลอด ยุคหนึ่งต้องพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม ยุคหนึ่งต้องพูดเรื่องคุณธรรม เดี๋ยวอนาคตมันคงเปลี่ยนไปอีก
“ถ้าเราได้ทำงานถึงอายุ 60 คงต้องทำให้เราในวัย 60 ปีทำละครแล้วเด็ก 20 ยังดูได้ เข้าใจสิ่งที่เราจะพูด”

ภาพ : Instagram santsalaya
