ถ้าเปรียบเป็นนักดนตรี
‘smallroom’ ก็เป็นเหมือนมือกีตาร์เก๋า ๆ สักคนที่มีเสียงเป็นเอกลักษณ์ ไปเล่นที่ไหน กับใคร พรมนิ้วลงไปบนเฟรต เสียงกีตาร์ที่ได้ยินยังคงเป็นดังเดิม
เดินเข้ามาใน smallroom ผ่านโต๊ะรับแขกและที่นั่งทำงานในห้องแอร์ เราจะพบกับโซนกลางแจ้งที่บรรยากาศเหมือนใต้ถุนคณะ ผนังด้านหนึ่งเป็นกระดานดำ มีรายชื่อศิลปินและงานที่กำลังทำอยู่ มีเครื่องดนตรีวางตามมุม ถัดไปไม่ไกลเป็นห้องกระจกที่มีลำโพง จอทีวี และจอย PlayStation วางปนกัน ดูออกว่าตกเย็นคงมีคนใช้ห้องนี้ทั้งทำงานและไม่ทำงานไปพร้อมกัน
10 ปีที่แล้ว ออฟฟิศ smallroom อยู่ที่เอกมัย บรรยากาศแทบไม่ต่างกับออฟฟิศปัจจุบันที่อาคาร Rain Hill ถนนสุขุมวิท ยุคนั้น smallroom อยู่ชั้นล่าง หน้าประตูทางเข้ามีต้นจามจุรีขนาดใหญ่ ยอดสูงทะลุไปถึงอาคารชั้นดาดฟ้า ลานรอบต้นจามจุรีเป็นพื้นที่สำคัญของทุกคน ออฟฟิศบริษัทเก่าของผมอยู่ชั้นดาดฟ้า เรามองลงมาเลยได้เห็นวงดัง ๆ ของค่ายมาแฮงก์เอาต์ ล้อมวงเล่นกีตาร์ ประชุมเครียด (ที่มักจะเริ่มหลังเที่ยงคืน) ใน smallroom มีห้องเล็กที่เอาไว้ใช้เช็กงาน ผมและรุ่นพี่ยังเคยโชคดีได้ฟังซิงเกิล กระเป๋าแบนแฟนยิ้ม ของ The Richman Toy ก่อนที่จะปล่อยสู่สาธารณะ และดังระเบิดในเวลาไม่นาน
หลายสิ่งแทบจะไม่เปลี่ยน แต่บางอย่างเปลี่ยน
รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ หรือ พี่รุ่ง เดินเข้ามาในชุดสีเหลือง ผมไม่ได้สัมภาษณ์พี่รุ่งมา 10 กว่าปี แกยังเป็นผู้บริหารและเป็นทุกอย่างของค่าย ไม่ต่างจากเมื่อก่อน
ศิลปินในค่ายตอนนี้มีทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ วงการเพลงก็เปลี่ยนไปมาก พี่รุ่งทำ smallroom ยุคนี้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่ผมตั้งใจมาถาม
ใครเคยทำงานกับเขาจะรู้ คำติดปากของรุ่งคือ Challenge
เขาท้าทายทั้งศิลปินในค่าย คนรอบข้าง และตัวเขาเอง ให้ดีขึ้นกว่าเดิมในทุกวัน
วันนี้สิ่งที่ท้าทายตัวเขาอยู่ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป คืออะไร


แต่งงาน
Moor
smallroom 001 what happens in this smallroom
ปีนี้ smallroom ครบ 25 ปี
พ.ศ. 2542 smallroom ออกอัลบัมรวมศิลปินที่เรียกว่า Compilation ชื่อว่า smallroom 001 What happens in this smallroom
ยุคนั้น คอมพิเลชันรวมศิลปินที่เพลงโดดเด่นมาก แต่คนรู้จักแค่บางวง หรือไม่รู้จักตัวศิลปินเลย ถือเป็นเรื่องใหม่มากในยุคนั้น ถ้าเทียบกับยุคนี้คงคล้ายกับการฟัง Playlist ใหม่ ๆ ที่รวมโดยบรรณาธิการของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง รุ่งและ smallroom ทำสิ่งนี้มาตั้งแต่ 2 ทศวรรษก่อน
smallroom สร้างสิ่งใหม่หลายอย่างให้วงการเพลงไทย เรื่องวง เราได้เห็นสุ้มเสียงใหม่ ๆ จากวงเก๋า ๆ อย่าง Armchair, Death Of A Salesman, Tattoo Colour, Goose, The Yers, Lomosonic, Greasy Cafe, Slur, Superbaker, ขอนแก่น, Polycat, The Jukks เรื่อยมาจนถึงวงใหม่ ๆ อย่าง Television off, Death Of Heather, wadfah, Dept, Daniel Ryn และอีกหลายวง อัลบัมคอมพิเลชันก็เป็นก้าวแรกของศิลปินใหม่หลายคน นอกจากนี้รุ่งยังไปท่องยุทธจักรเว็บไซต์ MySpace นำวงต่างประเทศอย่าง Orwell, Mocca, Club 8, Ivy, Arling & Cameron มาให้คนไทยรู้จัก ในยุคที่ยังไม่มี Spotify ให้ฟัง
ในแง่ธุรกิจ smallroom เป็น SME ที่ไม่ได้ใหญ่โต แต่ในแง่คุณภาพ ค่ายนี้ช่วยสร้างรสนิยมใหม่ ๆ ให้ผู้ฟังมาร่วม 25 ปี
เอกลักษณ์ของ smallroom ส่วนใหญ่มาจากตัวตนของคนทำ ยุคนั้นนอกจากรุ่งก็ยังมี เชาวเลข สร่างทุกข์ นักแต่งเพลงเจ้าของถ้อยคำ Iconic ในเพลงยุคแรก ๆ และ เจตมนต์ มละโยธา ที่แฟน smallroom ยุคก่อนจะรู้จักในชื่อ เจ Penguin Villa และยังช่วยบริหารจนถึงวันนี้

สำหรับผม รุ่งมีบุคลิกของนักประดิษฐ์ เป็นผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ฝังอยู่ในดีเอ็นเอ
คนแบบนี้มักชอบขลุกอยู่ในห้องเล็ก ๆ มุ่งมั่นสร้างสิ่งที่ดีที่สุด แตกต่างที่สุดสู่โลกภายนอก เมื่อก่อนรุ่งขึ้นชื่อว่าเป็นผู้บริหารค่ายเพลงที่ชอบคลุกวงใน ลงไปร่วมทำเพลงกับศิลปินแทบทุกขั้นตอน
smallroom ยุคแรก รุ่งมีแนวคิดว่า โลกมีอะไร smallroom ก็ควรต้องมี อย่าช้ากว่าโลก
เขาชอบฟังเพลง แต่ฟังแบบมีวินัย ฝึกซ้อมเหมือนนักกีฬา
2 เว็บไซต์หลักที่รุ่งเข้าบ่อย ๆ คือ Album of The Year และ AllMusic 2 เว็บนี้อัปเดตอัลบัมใหม่จากทั่วโลกทุกวันศุกร์ รุ่งจะเข้ามาฟังทุกวันเสาร์ (หรือเลตมาวันอาทิตย์ถ้าดูฟุตบอลคู่ดึก) อาทิตย์หนึ่งเขาจะได้ฟังเพลงผ่านหูประมาณ 200 – 300 เพลง
รุ่งมีเพลงอีกมากมายที่อยากทำ “พูดยาก เราไม่รู้เรียกว่าแนวอะไร เราเพิ่งฟังคนนี้มา แต่มึงไม่น่าเข้าใจแน่เลย”
เขาต่อโทรศัพท์กับลำโพง เปิดเพลง I Wanna Go With Dignity ของ Peter Perrett ศิลปินชาวอังกฤษวัย 72 ปี
“คนแก่” รุ่งพูดจบ เสียงกีตาร์ระเบิดตั้งแต่ต้นเพลง มีกลิ่นอายความเป็น Folk ผสม Alternative ผมเข้าใจที่รุ่งพูดมากขึ้น เพราะเพลงแบบนี้หาฟังแทบไม่ได้ในวงการเพลงไทย เราเลยไม่รู้จะเรียกว่านี่คือเพลงแนวไหน “มันมีความเป็น Roy Orbison หรือ Bob Dylan พูดตรง ๆ เราไม่น่าชอบแนวนี้ แต่รู้สึกว่ามีเสน่ห์ เราต้องหาให้เจอว่าทำไมมันมีจริตที่เราชอบวะ ต่อให้ไม่ใช่แนวที่เราฟัง” เขาปิดเพลง “ตอนฟัง เราอยากส่งให้ เป้ (เป้ อารักษ์ อดีตมือกีตาร์ Slur) เหมือนกันนะ มึงลองเจอไอ้นี่เข้าไปหน่อยมั้ย”

โรคจิต
Slur
Boo!
“เราฟัง ลิซ่า โรเซ่ เจนนี่ (3 สมาชิก BLACKPINK ที่เพิ่งปล่อยเพลงใหม่) โดยส่วนตัวเราชอบผลงานเพลงของเจนนี่ที่สุด เพราะตอนฟังรู้สึกถึงปากผู้หญิงที่กำลัง (ทำปากที่เหมือนออกเสียง ฟ ฟัน) เราใช้คำว่า Sex Appeal เลย คำว่า F Word ไม่ได้ต้องเป็นคำว่า Fuck ร้องคำว่า Defend ก็เท่ได้ ไม่ใช่รูปแบบใหม่หรอก มีคนที่ร้องแบบนี้อยู่ในวงการเพลงโลก แต่ทีมทำเพลงนี้กับตัวเจนนี่มันกินเส้นเรา”
รุ่งเปิดเพลงต่อไป คราวนี้เป็นเพลง เพ้อเจอ ของ The Jukks ที่เพิ่งปล่อยอัลบัมเต็มมาไม่นาน
“ช่วงนี้เราใช้คำว่า Challenge บ่อยมาก ไม่ใช่เพื่อให้เพลงฟังยากขึ้นนะ ท้าทายในแบบว่า เหี้ยไรวะ คิดแบบนี้เลยเหรอ”
เริ่มต้นมาก็เป็นเพลงแบบ The Jukks แต่เสียงกีตาร์ที่เปลี่ยนช่วง Pre-chorus 2 ครั้งทำให้เราอุทานแบบที่เขาพูด
รุ่งเล่าว่า The Jukks เป็นหนึ่งในวงที่แต่งเพลงมาแล้วเขาชอบหมด แต่มีบางเพลงที่เขารู้สึกว่ายังไม่ท้าทาย บางทีพูดแล้ววงไม่เข้าใจ เขาเลยลงมาทำเอง
“ถามว่าทำอะไรบ้าง เพลงประกอบไปด้วยเนื้อ เราแก้เนื้อ เก็บคอนเซปต์ไว้ เนื้อหาเพลงนี้ ก่อนที่คนจะเพ้อเจ้อสุดขีดได้มันต้องอยากร่วมหอลงโรง ต้องมีวลีและคำบางอย่างที่เล่าเรื่องนี้ ต่อมาคือทำนอง คอร์ดเปลี่ยนหมด เดิมทีเป็น 4 คอร์ดพื้นฐาน แต่ก็ไม่อยากทำให้เป็นคอร์ดที่ขมเกินไป แค่ให้มีเสน่ห์ ถ้าฟังก็คงรู้ มันอยู่ในหมวดเพลง Power Pop หรือ Creative Pop ที่ดันมีรายละเอียด
“ความจริงเราไม่ได้ลงไปขลุกทำเพลงกับศิลปินขนาดนั้นทุกวงแล้ว แต่ก่อนเราทำ สี่เต่าเธอ กูกินนอนกับวงเลยนะ นอนข้างกระเดื่องกับ ไอ้ปูน (กิรเดช เกตกินทะ มือกลอง) smallroom ยุคแรกเป็นแบบนั้น แต่ตอนนี้ไม่ใช่ วิธีคิดและการลงรายละเอียดยังมี แค่พฤติกรรมไม่เหมือนเดิม”
วงเด็กสุดใน smallroom ตอนนี้จะประมาณรุ่น Syd Vethaka (ซิดนีย์-เวธกา วสุรัตต์), bleau (ภูฟ้า ไชยนิลวงศ์) อายุประมาณ 20 ห่างจากรุ่งในระดับเรียกว่าหลานได้ แต่เขาทำงานกับศิลปินได้ดี วงรุ่นใหม่มีความสามารถในเชิงดนตรีและศิลปะมากกว่า ฟังเยอะกว่า ทำเพลงได้เอง เขียนเนื้อ-ทำนองได้ดี รวมไปถึงทำคอนเทนต์วิดีโอรูปแบบอื่น ๆ ได้รอบด้านกว่า

smallroom ยุคใหม่ดันทีมงานและศิลปินยุคเริ่มต้นมาเป็นพนักงาน Senior ช่วยทำเพลงมากขึ้น รุ่งจึงไม่ยุ่งเรื่องเพลงเยอะ ไม่ต้องลงไปเหนื่อยเท่าแต่ก่อน แม้ทำให้เกิดระยะห่างระหว่างศิลปิน แต่สุดท้ายถ้าวัดกันที่ผลลัพธ์ เพลงยังดี ไม่แตกต่าง ดูการทำงานจะมีทรงมากขึ้นด้วยซ้ำ
วิธีคัดเลือกศิลปินยุคนี้ไม่ต่างจากเดิม รุ่งยังเป็นคนทำเพลงที่ชอบ เชื่อสัญชาตญาณของตัวเองเหมือนเดิม เช่น Death Of Heather เป็นเพลงแนว Shoegaze ที่ตลาดอาจไม่ต้อนรับ แต่เขามองเห็นโอกาส เป็นวิสัยทัศน์แบบที่ รุ่ง smallroom เท่านั้นที่กล้าทำ
เวลาฟังเขาเล่าเรื่องเพลง ดูรุ่งจะมั่นใจ แต่เมื่อพูดถึงความสำเร็จของค่าย เขาถ่อมตัวมากที่จะพูดเรื่องนี้ เคสล่าสุดที่เขาคิดว่าสำเร็จจริง ๆ ตามที่ตั้งใจ คิดแบบไหน ได้แบบนั้น ตั้งแต่ตัวเพลงจนถึงการโปรโมต รุ่งคิดว่ามันคืองาน ข้อความรูปยิ้ม ของ Polycat
“ข้อความรูปยิ้ม คือความสำเร็จที่ภูมิใจ เป็นการคุยกับ นะ (รัตน จันทร์ประสิทธิ์ นักร้องนำ) ตั้งแต่แรกว่าเพลงควรเป็นยังไง นะส่งให้ฟัง เรารู้สึกยังไง PR ต้องทำยังไง จนมันเป็นแบบนี้ อันนี้น่าจะครบวงจรที่สุด
“เราทำค่ายมา 25 ปี ส่วนใหญ่ตัวสินค้าเป็นตัวเอง เราไม่อยากเล่าเบื้องหลัง แต่มันสำเร็จ ซึ่งไม่ใช่เพราะแค่เพลงแน่นอน เราทำ PR และการตลาด มันก็เปิดโลกเราด้วย เพราะเราไม่ได้เก่งด้านนี้ แล้วเราก็มาทำจนมันสำเร็จ จริง ๆ PR เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่ smallroom ต้องไขว่คว้าหามาให้ได้มากกว่านี้ “จริง ๆ หลาย ๆ วงที่เรารับมามีทัศนคติการฟังที่ดีก่อนอยู่แล้ว มีพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว ส่วนชิ้นงานจะไปสู่วงกว้างได้ยังไง อยู่ที่ความฉลาดใช้ ถ้ามองย้อนกลับไป เพลงอย่าง เพื่อนไม่จริง, เวลาเธอยิ้ม, พบกันใหม่ คือสินค้าทั้งเสียงและภาพ แต่ไม่ใช่ PR ทุกวงใน smallroom มีทัศนคติด้านเพลงที่ดี แต่จะถูกหยิบมาใช้อย่างชาญฉลาดให้ประสบความสำเร็จอย่างไรมากกว่า” รุ่งเล่า

Idea
ครับ
View
เมื่อเข้าสู่ยุคสตรีมมิ่ง เขายอมรับว่า smallroom ปรับตัวช้า เพิ่งเอาเพลงที่เคยฮิตยุคซีดีลงในแพลตฟอร์ม YouTube ในช่วง 6 – 7 ปีมานี้
ช่วงที่สตรีมมิ่งมาใหม่ ๆ รุ่งเคยต่อต้านการทำเพลงเป็นซิงเกิล อยากทำเป็นอัลบัมมากกว่า เหตุผลไม่ใช่เรื่องสุนทรียภาพหรือฟังแล้วได้อารมณ์กว่า แต่มาจากการที่แพลตฟอร์มไม่ดันเพลงที่เป็นซิงเกิลครบทุกเพลง แม้ว่าค่ายจะลงทุนปั้นเพลงทำมิวสิกวิดีโอไปแล้ว
“สมมติเราปล่อยมา 1 อัลบัม 10 เพลง แต่เราทำมิวสิกวิดีโอไปแค่ 3 ตัว อีก 7 ตัวเราต้องเลือกมาทำมิวสิกวิดีโอเพลงที่ 4 หรือ 5 เชื่อมั้ย บางทีเราทำมิวสิกวิดีโอไปเสร็จ แพลตฟอร์มไม่ดันแล้ว เพราะระบบตีความว่าคนฟังไปแล้ว 10 เพลง เสียเปล่า ทุกวันนี้ใครจะอยากทำอัลบัม เพราะแพลตฟอร์มไม่ดัน ถือว่าคุณส่งมา 10 เพลงแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่”
อย่างไรก็ดี จากการทำค่ายมา 25 ปี มีเพลงหมุนเวียนในแพลตฟอร์มเป็นพันเพลง รายได้ส่วนแบ่งจากแพลตฟอร์มจึงมากพอ เมื่อรวมกับรายได้จากโชว์ก็เลี้ยงค่ายได้
รุ่งยังคงไม่ทิ้งซีดี ภายในไตรมาส 4 ปีนี้ ศิลปินทุกวงของ smallroom จะผลิตซีดีขาย
“ซีดีเดี๋ยวนี้ก็คือโปสต์การ์ด หน้าที่ของซีดีคือเอาไว้เซ็น มันก็กลายเป็นว่าเราทำซีดีไม่เยอะหรอก แต่เราบังคับทุกวงในค่ายว่าให้เซ็นทุกแผ่น ตีว่าซีดีเป็น Souvenir เหมือนของที่ระลึก ดังนั้น เซ็นเลยทุกวง ทั้งวง ไม่งั้นมันไม่มีคุณค่าอะไร”
จุดอ่อนของการทำค่ายเพลง โดยเฉพาะค่ายขนาดเล็ก คือการไม่มีระบบ
รุ่งเล่าว่าเขาเพิ่งสร้างระบบใหม่ที่ไม่เคยทำมาตลอด 25 ปี นั่นคือการให้ทุกวงคิดงานเป็นอัลบัม เพื่อเป็นกรอบในการตั้งงบทำเพลง
“ถ้าเราปล่อยไหลตามซิงเกิลไป เละ ปี 2024 เป็นอย่างนั้น ปลายปี 2023 เราประกาศทั้งวงและบริษัทว่าให้โควตาวงละ 3 เพลง มี 24 วง ก็ตีว่า 72 เพลงต่อปี ซึ่งมันมากกว่า 52 สัปดาห์ต่อปี ก็จะเกิดคำถามกับพนักงานว่า ไหวเหรอพี่ เราเข้าใจว่าเป็นเรื่องแรงงาน ลืมคิดว่า ‘ไหว’ คือเรื่องเงิน”
งบค่าเฉลี่ยของการทำ 1 เพลง รวมหมดทั้งกระบวนการและ Artist Fee ไม่ต่ำกว่า 3 แสนบาทขึ้นไป บางเพลงดีดไปถึง 6 แสนบาทก็มี ถ้าศิลปินออกวงละ 3 เพลงจริง ค่าใช้จ่ายจะพุ่งสูงแค่ไหน อย่าให้ต้องนับ
“ในระบบใหม่ พอเป็นแบบนี้ วงและค่ายจะฉลาดใช้จ่ายกันขึ้น เพราะจริง ๆ เงินที่เราจะใช้ก็เป็นของวงนั่นแหละ เราลงทุนกับวง ดังนั้นวงจะมี Break Even หรือจุดคุ้มทุน เงินในอนาคตของวงถูกใช้จ่ายร่วมกันกับค่าย ต้องเห็นดีเห็นพ้องกันว่าเราจะไปลุยแบบไหน ซึ่งมันจะดีขึ้น ไม่งั้นเมื่อก่อนวงก็จะบอกว่า แล้วแต่พี่รุ่งเลย ตอนนี้ไม่ได้แล้ว
“ตัวเราต่อจากนี้ไม่ได้จำกัดความว่าต้องทำเพลงอะไร เพราะที่เราทำงานมามันเป็นตัวเราอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สนใจคือต่อจากนี้ ถ้าเราแก่หรือไม่อยู่บนโลกแล้ว มันจะยังไงต่อมากกว่า ซึ่งคงควบคุมอะไรมากไม่ได้ เพราะคนเราก็ต้องปล่อยวาง”

ภายใต้ท้องฟ้าสีดำ
Greasy Cafe
ทิศทาง
ผมขอสัมภาษณ์รุ่ง 2 ครั้งที่ smallroom
วันถัดมาผมมานั่งรอเขาในห้องประชุม
ทุกครั้งที่มา จะผ่านรูปศิลปินปัจจุบันของค่าย ปัจจุบัน smallroom มีพนักงานร่วม 30 คน ดูแลศิลปิน 24 วง
ใน 1 วงมีสมาชิกมากกว่า 1 คน รวม ๆ แล้วค่ายต้องดูแลศิลปินประมาณ 72 คน
แม้จะดันพนักงานระดับหัวหน้าให้มีมากขึ้น ผ่อนถ่ายการตัดสินใจ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ารุ่งโรจน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของ smallroom เป็นผู้นำทางความคิด มีส่วนมากในการสร้าง smallroom ให้เป็นอย่างทุกวันนี้
นั่นนำมาสู่ความกดดันในการบริหารบริษัท ดูแลพนักงาน แบกทุกอย่างมาร่วม 2 ศตวรรษ
รุ่งเดินเข้ามาในห้อง ยังไม่ทันพูดอะไร ผมรู้สึกว่าสีหน้าเขาเปลี่ยนไป
แทนที่จะถามสิ่งที่เตรียมมา คำถามแรกเลยกลายเป็นว่า พี่เป็นไงบ้าง
“เราอยากเลิก ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้สัก 2 เดือนยังอยากทำงานถึง 80 อยู่เลย”


สิ่งดีดี
Goose
Goose
มองจากคนนอก เสิร์ชจาก Wikipedia เราแบ่ง smallroom ได้เป็น 4 ยุค
ยุคแรก ช่วงก่อตั้ง สร้างศิลปินแบ่งบานในยุคอินดี้ ยุคที่ 2 เกิดโปรเจกต์ Refresh ค่ายครั้งแรกในปี 2006 เปิดตัวศิลปินอย่าง Tattoo Colour, Slur, Lemon Soup, YARINDA และ Ki Kiratra ยุคที่ 3 คือการเปิดตัวโปรเจกต์ 8 Siam ในปี 2010 ปล่อยเพลงจากศิลปินดั้งเดิมคู่กับศิลปินใหม่อย่าง Jida และ มารีญา (ใช่ คนเดียวกับที่เรารู้จัก เธอเคยออกเพลงที่นี่พร้อมเพลง บุ๋ง อันลือลั่น) ยุคที่ 4 คือ smallroom รุ่นใหม่ อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
รุ่งบอกว่า จริง ๆ แล้ว smallroom อาจจะแบ่งได้แค่ 2 ยุค คือยุคก่อนและหลังที่เขาจะป่วยจนพบจิตแพทย์
มันเป็นเรื่องสะสม แต่จุดเปลี่ยนสำคัญน่าจะเป็นช่วงที่ศิลปินสำคัญของ smallroom อย่าง The Yers และ Lomosonic ลูกหม้อที่ปั้นมากับมือ ออกจากค่ายในเวลาไล่เลี่ยกัน
สำหรับนักธุรกิจ ไม่ว่าจะวงการไหน นี่เป็นพลวัตปกติ
แต่สำหรับศิลปินคนหนึ่งที่จับพลัดจับผลูมาทำค่ายเพลง ปั้นศิลปินตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา กินนอนข้างเครื่องดนตรี หาเพลงจากทั่วโลกมาเป็น Input เพื่อดันให้รุ่นน้องเป็นที่ 1 การจากไปแบบนี้ รุ่งเจ็บมาก
ที่เขาเล่าว่า smallroom ยุคหลังไม่ได้คลุกวงในเหมือนก่อน ไม่ได้เอาเพลงที่เขาฟังเป็นร้อยเป็นพันมาให้ฟัง มันคือการป้องกันตัวเองของเจ้าของค่ายเพลงที่รักศิลปินมาก จนไม่อยากเจ็บซ้ำรอยเดิม
รุ่งเปลี่ยนทัศนคติในการบริหารนับแต่นั้น ซึ่งมีส่วนทำให้เขาเริ่มรู้สึกแปลกแยก สงสัยในคุณค่าของตัวเอง
ถ้าใครเคยทำงานกับเขาจะรู้ว่าการทำงานกับรุ่งนั้นเข้มข้น กดดัน ตรงไปตรงมา เพียงแต่เมื่อบวกกับความเครียดและความเสียใจ มันเริ่มกลายเป็น Toxic กับคนอื่น เขาจึงตัดสินใจไปพบจิตแพทย์
เรื่องนี้จบไปแล้ว 6 ปี รุ่งคิดว่าตัวเองหายดี จนกระทั่งวันหนึ่ง ไม่นานมานี้ เรื่องเล็ก ๆ ที่ขยายเป็นใหญ่เป็นโตในบริษัทก็เป็น Trigger ให้อาการซึมเศร้ากำเริบ รุ่งตัดสินใจไม่มาทำงาน อยู่ที่บ้านร่วมเดือนครึ่ง
กลับไปหาจิตแพทย์อีกรอบ พักอยู่บ้าน ไม่หาย ถึงขั้นว่าเขาขอไม่ไปคอนเสิร์ตใหญ่ Polycat ที่เพิ่งจัดไป ทั้งที่เป็นงานใหญ่ของศิลปินที่ล้มลุกคลุกคลานกันมา

พอเป็นพี่รุ่ง คนที่พนักงานทุกคนเกรงใจ เลยไม่มีใครกล้าถามอะไร
“จริง ๆ เราอยากให้ลงบทความนี้มากเลยว่าเวลาหายตัวไป เราต้องการคนตามว่า พี่เป็นไงบ้าง สำคัญมาก ๆ สำหรับชีวิตมนุษย์เรา”
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับศิลปิน ทุกคนดีหมด มันเป็นเรื่องบริหารคนที่เก็บปัญหาสะสมมา เมื่อก่อนเขาใช้เวลาไม่นานก็หาย แต่รอบนี้รุ่งเกิดความสงสัยในตัวเองว่ายังจำเป็นอยู่มั้ย ทั้งต่อบริษัทและโลกใบนี้
“เราเป็นมนุษย์แบบนี้ด้วย บางมุมเราก็เซลฟ์อยู่นะ รู้ว่าทำมาเยอะ รู้ว่าเราควรจะได้รับการยอมรับ แต่ในทางหนึ่ง ไม่ว่ะ กูไม่ได้เก่งเลย เรามีมุมนั้น แต่เรื่องแบบนี้คุยกับใครไม่ได้
“เหมือนกฎแห่งกรรมนะ เราทำกรรมอะไรมาบ้าง เรากดดันคนทำอัลบัม อัดร้อง มิกซ์เพลง ออกแบบปกมาแค่ไหน แล้วเราก็กลับมาเจอมัน ถึงจุดที่เราถามตัวเองว่า หรือว่าเรา Out แล้ววะ ด้วย”
รุ่งกลับมาได้ด้วยบทความหนึ่งของนักเขียนรุ่นพี่ วินทร์ เลียววาริณ ทางโซเชียลมีเดีย
เนื้อหาพูดถึงคนกำลังจะตาย ในหัวกำลังคิดอะไรบ้าง เรื่องหนึ่งคือกลับมาคิดถึงคุณค่าของตัวเอง ในชีวิตที่ผ่านมา
ประโยคสำคัญที่ฉุดรุ่งซึ่งกำลังเฟลสุดขีด คือเราอาจจะรู้ว่าตัวเองมีคุณค่า แต่คุณค่านี้ส่งไปถึงคนรอบข้างได้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องดีกว่าแค่เรารู้เองคนเดียว
“ครั้งนี้เรากลับมาได้ เพราะการคิดถึงคุณค่าต่อตัวเองที่ส่งผลต่อคนอื่น มันทำให้เรารู้สึกว่าต้องคุยกับคนมากขึ้น ต้องขอโทษ พยายามจะให้เขามีคุณค่าขึ้นด้วย ต่อพนักงานทุกคน เหมือนเราคงไม่ได้อบรมหรือชี้แนะแค่อย่างเดียวแล้ว เราต้องทำให้พนักงานเรารู้สึกว่าตัวเองทุกคนมีคุณค่าขึ้นด้วย
“เราไม่ได้ตั้งใจจะเป็นเจ้าของค่ายแบบนี้ วันที่เกิดเรื่อง เราขับรถกลับบ้านตอน 4 ทุ่ม เรากะจอดรถข้างทาง แล้วพิมพ์เข้าไปในกรุ๊ปบริษัทว่า พี่อยากเพอร์เฟกต์ต่อพนักงานมากกว่านี้ แต่ไม่ได้ทำ”
การบริหารค่ายเพลง ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ ไม่มีใครให้คำปรึกษา รุ่งและทีมทำตามสัญชาตญาณล้วน ๆ
“เมื่อก่อนเรานับถือ พี่โอม (ชาตรี คงสุวรรณ) เขาเก่ง ตอนทำ RPG ก็สุดยอด แต่พอเขาหยุดทำ เราก็ไม่มีแบบอย่าง เราอยากมีคนที่รันเพลงโดยที่แก่กว่าเราให้เราเห็นว่าควรทำยังไง
“เราไม่ได้กลับมาร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังไม่รู้จะสร้างคนยังไงให้เขารู้สึกมีประสิทธิภาพ มีความสุข และมีคุณค่าไปพร้อมกัน มันยาก เพราะคนก็ไม่เหมือนกัน
“ตอนนี้เราเน้นวางระบบในค่ายเพลง ซึ่งยากกว่าทำเพลงเยอะเลย

ภาพวันนั้น
Gene Kasidit
Blonde
โซฟาที่เรานั่ง มีกีตาร์โปร่งวางอยู่
คุยกันมานาน รุ่งแทบไม่แตะมัน คนที่คิดถึงเพลงจากวง Crub หรือ Moor ที่เขาร่วมเล่นกับเจตมนต์และเชาวเลขคงผิดหวัง เขายังไม่อยากกลับไปทำเพลงเหมือนสมัยก่อน “วันก่อน พี่แหน (ภรรยาของรุ่ง) ก็ถาม ไม่ล่ะ เราทำกับวงอย่าง The Jukks ก็คล้ายเราทำเองนี่แหละ”
รุ่งโรจน์วันนี้ดูใจเย็นขึ้น แต่ลึก ๆ แล้ว เขาคิดถึง smallroom ในวันที่ตัวเองกำลังคึกและดุดันมากเช่นกัน
“เป้าหมายคือเราอยากให้ที่นี่กลับมามีพลังงาน เหมือนตอนที่เรา Aggressive แต่เราไม่ต้องเป็นคนแบบนั้นแล้ว ช่วงที่เย็นลงก็ดี แต่เรารู้สึกว่าการเป็นค่ายเพลงควรจะมีพลังแบบนั้น ไม่ใช่แค่เราคนเดียว แต่ทั้งองคาพยพ
“เราว่าเพลงเป็นงานกลุ่ม และกลุ่มนี้ต้องมีไอเดียพลุ่งพล่าน ไม่ใช่คนเนือย ๆ คนทำเพลงมันต้อง Alert ทางความคิดตลอด เรารู้สึกอย่างนั้น
“ถ้าเราไม่คอยบอกวง บางทีเพลงก็จะเพลน ไม่มีเสน่ห์ มันก็เป็นอุปสงค์-อุปทาน เราต้องการแบบนี้ เพื่อให้เกิดแบบนี้ การทำเพลงต้องมีความตั้งใจ มี Intention เราใช้คำนี้กับทีมบ่อย มึงทำอะไรก็ตามต้องมี Intention ว่ะ สิ่งเหล่านี้ช่วยต่อยอด ทำให้ทุกอย่างทวีคูณขึ้นไป” เขาเล่า
“เวลาคอมเมนต์น้อง ๆ คุณเคยสงสัยมั้ยว่า กูอาจจะผิดก็ได้” ผมถาม
“เคย วันก่อนมีเด็กที่เรายังปั้นอยู่ ยังไม่ได้ปล่อย ฟังเสร็จ 3 เพลงเรายังบอกว่า กูว่ามันเพลนว่ะ แต่ถ้าเป็นที่อื่นเขาคงปล่อยกันแล้วว่ะ คุยอย่างนี้กับเจ้าตัวเลย ก็บอกน้องตรง ๆ ว่ากูต้องการความ Challenge กว่านี้ เราต้อง Bulid มัน แต่เราก็ถามว่า ที่เราคุยเมื่อกี้ น้องดาร์กเปล่าวะ เพราะเราพูดตามจริง อยากให้คาแรกเตอร์ของ smallroom มีความท้าทาย มันไม่มีประโยชน์ถ้า smallroom จะปล่อยเพลงแบบคนอื่น”
รุ่งเป็นเจ้านายรุ่นก่อน คุ้นเคยกับความกดดัน เพื่อพัฒนาตัวเอง แต่กับรุ่นน้อง เขาพยายามระวัง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพูดตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สุดของตัวเอง
“ยิ่งชักแม่น้ำ ยิ่งไม่ตรงประเด็น ท้ายที่สุดเราพยายามสโคปให้กระชับ แล้วพูดให้ตรงที่สุด ถ้าเป็นเด็กใหม่ด้วยกันที่ยังไม่รู้จักพี่รุ่งดี ก็ต้องถามว่า มึงเป็นไงบ้างวะ เราอยากให้น้องกลับไปแล้ว เปิดคอมด้วยความสนุก คิดว่า กูจะทำเพลงมา เพื่อกระทืบพี่รุ่ง น้องควรจะกลับบ้านไปด้วยพลังแบบนี้”
“มีเรื่องที่คุณรู้สึกเสียดายมั้ย”
รุ่งมองเพดานอยู่ครู่หนึ่ง
“เราไม่รู้เรียกว่าเสียดายหรือเปล่า ถ้าเป็นไปได้ เราอยากให้วงที่เคยอยู่กับเราทั้งหมดยังอยู่กับเรา
“สมัยนั้น พอเขาออกไป เราเคยพูดว่าเสียใจ แต่ไม่เสียดาย แต่จริง ๆ สมัยนี้ เมื่อทุกอย่างมันนิ่งแล้ว เรามองกลับไป ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ไม่มีการแยกย้ายกัน ยังคงทำอยู่ด้วยกัน มันน่าจะดีต่อทุกคน
“ไม่รู้ว่าเกิดจากความผูกพันหรือเปล่า คงมีอยู่แล้ว มันเป็นอุดมคติที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”
มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ทุกอย่างจะเหมือนเดิม
หลังสัมภาษณ์เสร็จ รุ่งเดินมาส่ง ระหว่างเดินผ่านโต๊ะทำงาน กวาดสายตาไป พนักงาน smallroom ส่วนใหญ่ในห้องผมแทบไม่รู้จัก คนเก่า ๆ ที่เราเคยเห็นแยกย้ายไปตามหนทางหมดแล้ว
รุ่งออกตัวเสมอว่า ชีวิตเขาไม่มีอะไรให้อ่าน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมได้จากเขา คือท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง เรารักษาบางสิ่งที่มีคุณค่าให้คงอยู่ต่อไปได้
ต้นจามจุรีไม่อยู่แล้ว แต่ผู้คนหลายชีวิตยังอยู่ คนเดียวกันกับที่เคยหัวเราะ เล่นดนตรี จนเสียงเหล่านั้นดังจากชั้นล่างลอยมาถึงชั้นดาดฟัา ล่องไปสู่อากาศเลยปลายยอดของต้นไม้ใหญ่ใจกลางเมือง

