5 กันยายน 2025
929

“คนจนไม่ได้แปลว่าต้องเป็นคนดี พอ ๆ กับที่การเป็นคนรวยก็ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นคนไม่ดีเสมอไป มันเป็นภาพจำที่มาจากการดูหนังดูละคร”

นี่เป็นด่านที่ แอน-ภรณี ภู่ประเสริฐ เจอในช่วงแรกของการเข้าทำงานเป็นผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ หรือสำนัก 9 เป็นหนึ่งในหน่วยงานย่อยของ สสส. ที่มีพันธกิจหลักคือทำให้กลุ่มประชากรเฉพาะอย่างคนไร้บ้าน คนสูงวัย คนพิการ แรงงานนอกระบบ กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ต้องขัง คนที่มีความหลากหลายทางเพศ แรงงานข้ามชาติ คนที่นับถือศาสนาอิสลาม และคนที่ได้รับความรุนแรง เข้าถึงการมีสุขภาพที่ดี ด้วยการลด ‘ความเหลื่อมล้ำ’

เพราะพวกเขาเหล่านี้ต่างประสบปัญหาหรือมีอัตลักษณ์ตัวตนบางอย่างที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต จึงเข้าไม่ถึงโอกาส สวัสดิการ สิทธิที่ควรจะได้รับ หรือแม้แต่การมีสุขภาพดีก็นับเป็นเรื่องยากไปด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลให้สำนัก 9 ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างความมั่นใจว่า ทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยจะเข้าถึงการมีสุขภาพที่ดี

แต่ภูมิหลังชีวิตของพี่แอนช่างห่างไกลจากคนที่เธอต้องไปทำงานช่วยเหลือ เธอจึงถูกตั้งคำถามว่า จะทำงานนี้ได้ไหม 

มากกว่า 20 ปีที่พี่แอนทำงานในบทบาทนี้บ่งบอกได้ดี และแม้วันนี้เธอจะขยับไปเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ สสส. แล้ว แต่ก็ยังคงนั่งในตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการสำนัก 9 เช่นเดิม ยังคงทำงานเพื่อให้พันธกิจดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และกลายเป็นความปกติของสังคม

ชื่อของพี่แอนอาจไม่ใช่ชื่อที่รู้จักกันในวงกว้าง แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ทำงานสายสังคมหรือมีความตั้งใจอยากทำโครงการเพื่อแก้ปัญหาในสังคม ชื่อพี่แอนหรือสำนัก 9 ต้องเป็นสิ่งที่คุณได้ยินจนคุ้นหูแน่นอน เพราะ 2 ชื่อนี้คือตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ความตั้งใจของคุณเป็นจริง

เราจึงไม่ลังเลที่จะชวนเธอมาเล่าเรื่องราวชีวิตก่อนจะมาเป็น ‘พี่แอน’ คนที่ทำงานเพื่อสังคมบนฐานความเชื่อว่า ความแตกต่างของมนุษย์เป็นเรื่องปกติ และความต่างไม่ควรเป็นเหตุผลให้คนคนนั้นต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก

เด็กหญิงที่อยากเข้าใจคนที่แตกต่าง

“พี่เป็นคนเจนฯ เอ็กซ์ที่ถูกคาดหวังจากครอบครัวว่า โตขึ้นต้องทำงานรับราชการ ชีวิตจะได้มั่นคง”

‘ความมั่นคง’ เป็นสิ่งที่ครอบครัวของพี่แอนให้คุณค่า พวกเขาเชื่อว่าชีวิตที่มีความมั่นคงจะปลอดภัยและมีความสุข ตัวเธอก็รับเอาความเชื่อนี้มาด้วย จนกลายเป็นความฝันว่า ในวันที่โตเป็นผู้ใหญ่ เธอจะเลือกอาชีพที่สร้างความมั่นคงให้เธอดูแลตัวเองและครอบครัวได้

แต่การเติบโตทำให้พี่แอนได้รู้ความเป็นจริงของชีวิตว่า ทุกอย่างไม่ได้สวยงาม มีผู้คนอีกมากมายที่เข้าไม่ถึงแม้แต่ปัจจัยพื้นฐาน ความมั่นคงจึงฟังดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับพวกเขา

“ตอนนั้นเรียนอยู่ ม.5 อยู่ในช่วงตัดสินใจว่าจะเรียนต่อคณะไหนดี มานั่งคิดกับตัวเองว่ามีคำถามหนึ่งติดตัวมาตลอด คือทำไมมนุษย์บางคนที่มีความคิดแบบนั้น แบบที่เราก็ไม่เข้าใจ ทำให้เราตั้งคำถามกับความแตกต่างของมนุษย์ เพราะถ้าเราเป็นเขา เราคงไม่ทุบตีลูกหรือสาดน้ำร้อนใส่คนไร้บ้าน มันทำให้พี่อยากรู้ว่าทำไมมนุษย์ถึงแตกต่างกันขนาดนี้” 

เพื่อหาคำตอบ พี่แอนตัดสินใจเรียนต่อระดับปริญญาตรีและโทด้านมานุษยวิทยา ด้วยหวังว่าจะช่วยให้เข้าใจสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์มากขึ้น เมื่อ 30 ปีที่แล้วการเรียนการสอนในสายวิชานี้มักให้คนเรียนลงพื้นที่ไปใช้ชีวิตและเรียนรู้คนที่่มีภูมิหลังแตกต่างจากตัวเอง เพื่อเข้าใจความหลากหลายของมนุษย์อย่างเต็มที่ ซึ่งพี่แอนไปใช้ชีวิตกับชาวเลในหมู่เกาะสุรินทร์

วิถีชีวิตของชาวเลที่นั่นยังคงเป็นแบบดั้งเดิม ตามวิถีชีวิตของบรรพบุรุษที่ตัดต้นไม้มาปลูกกระท่อมและหากินด้วยการทำประมง จึงเป็นเหตุผลให้พวกเขาถูกเพ่งเล็งจากรัฐ

“พวกเขาถูกสั่งห้ามไม่ให้ตัดต้นไม้หรือออกไปจับปลา ถึงแม้จะทำเพื่อหาเลี้ยงชีพ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมในเขตอุทยาน ทำให้เราตั้งคำถามว่า ทำไมถึงนำความเป็นรัฐไปครอบและสั่งให้คนคนหนึ่งทำหรือไม่ทำอะไร ทั้งที่เขาอาจจะอยู่มาก่อนจะมีกฎหมายหรือมีการกำหนดเขตอุทยานเพื่อการอนุรักษ์ด้วยซ้ำ 

“พี่พยายามทำความเข้าใจสถานการณ์นี้ ฝ่ายเจ้าหน้าที่เองมีหน้าที่ต้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติ แต่อีกฝ่ายเขาก็ทำมาหากิน เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายสิ่งแวดล้อม แค่ต้องการเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว บางทีเขาก็ปกป้องต้นไม้ไม่ต่างจากที่รัฐทำ หรืออาจเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจกัน”

การได้เผชิญหน้ากับความเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์ที่ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม บนพื้นฐานที่แต่ละฝ่ายต่างไม่เข้าใจกัน เป็นเหตุผลเพียงพอที่พี่แอนจะตัดสินใจทำงานเพื่อพัฒนาสังคมตั้งแต่นั้น เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ โดยยังคงความเชื่อ วิถีชีวิต หรืออัตลักษณ์ของตัวเองเอาไว้ 

แตกต่างแต่เข้าใจ

พ.ศ. 2546 คือปีที่พี่แอนเริ่มต้นทำงานที่ สสส. ณ เวลานั้นยังเป็นหน่วยงานน้องใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งเพื่อกระจายงบประมาณให้ผู้ที่อยากพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ ก่อนจะค่อย ๆ ขยายขอบเขตการทำงานให้กว้างขึ้น โดยยังมีเป้าหมายเดิม คือการทำงานเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเข้าถึงการมีสุขภาพที่ดี

“ที่ตัดสินใจมาทำงานกับ สสส. เพราะรูปแบบการทำงานขององค์กรที่เป็นด้านนวัตกรรมสุขภาพและให้ทุนกับคนที่สนใจอยากทำบางสิ่งบางอย่าง โดยไม่จำเป็นว่าคุณต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เป็นการกระจายโอกาสให้คนทั่วไปคนที่มีความตั้งใจดีเข้าถึงทุนได้ ทำให้พี่ได้เจอคนหลากหลายกลุ่ม ได้ใช้ทักษะที่มีในการทำงาน”

‘ประชากรกลุ่มเฉพาะ’ เป็นกลุ่มคนที่ สสส. มองว่ายังมีความยากลำบากในการเข้าถึงการมีสุขภาพดี มาจากเหตุผลหลายประการ เช่น การขาดทุนทรัพย์ หรือเอกลักษณ์ตัวตนบางอย่างทำให้เข้าไม่ถึงระบบดูแลสุขภาพ พวกเขาจึงตั้งสำนัก 9 ขึ้นมาเพื่อดูแลสุขภาพของคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ และมอบหมายให้พี่แอนนั่งตำแหน่งผู้อำนวยการสำนัก เพราะเธอเข้าใจความเป็นมนุษย์ จึงเหมาะกับการทำงานกับมนุษย์ที่มีความหลากหลาย และต้องการความเข้าใจมากที่สุด

แต่ความเข้าใจก็ดูจะยังไม่เพียงพอต่อการทำงานนี้ พี่แอนยังเจออุปสรรค์หลายด้าน โดยเฉพาะการถูกตั้งคำถามตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาทำงาน เพราะภูมิหลังชีวิตที่แตกต่างจากกลุ่มประชากรเฉพาะ

“บางคนชี้หน้าบอกเลยว่าเราไม่มีทางเข้าใจคนจน เขาเห็นว่าเราต่างแตกต่าง ความไว้วางใจเลยยังไม่เกิด และบางคนตีความไปแล้วว่าเราไม่มีทางเข้าใจ เราก็อ้าว ทำไมเขาไม่คิดว่าการมีคนที่คิดไม่เหมือนกันมาทำงานด้วยเป็นเรื่องดีนะ จะได้มีความคิดหลาย ๆ แบบ

“แต่พี่เข้าใจปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นนะ เพราะชีวิตของเขาต้องเจอกับความเปราะบาง ความยากลำบาก เคยเจอคนที่บอกว่าตั้งใจจะมาช่วย แต่สุดท้ายมาหาประโยชน์จากปัญหาของพวกเขา หรือมองว่าชีวิตเขาเป็นบทเรียน ทำให้เขาเลือกที่จะปิดใจ”

ช่วงแรกของการทำงาน พี่แอนใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจจนกลายเป็นความไว้ใจและส่งผลดีต่อการทำงานร่วมกัน วิธีสร้างไม่ยากแต่ต้องใช้เวลา ที่สำคัญต้องยึดหลักในการทำงานที่ว่า ให้พื้นที่เจ้าของปัญหาได้ตัดสินใจและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง โดยมีสำนัก 9 และภาคีที่ให้การสนับสนุนเป็นผู้ช่วย ให้องค์ความรู้ ไปจนถึงเครื่องมือที่จะทำให้พวกเขาแก้ปัญหาของตัวเองได้ วิธีการทำงานเช่นนี้จะไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยมองอีกฝ่ายด้อยกว่า แต่มีศักดิ์ศรีและศักยภาพเท่ากัน ช่วยกันแก้ปัญหามากกว่า

ความยากของการทำงานนี้ไม่ใช่แค่อคติจากคนที่พี่แอนทำงานด้วยเท่านั้น แต่อคติจากสังคมก็ถือเป็นความท้าทายที่คนทำงานสายสังคมเจอเสมอมา ความไม่รู้ทำให้บางคนสงสัยและไม่เข้าใจ ตั้งคำถามว่าทำไมต้องช่วยเหลือคนพวกนี้

“มันคืออคติและการไม่ยอมรับเรื่องสิทธิ เขาไม่ควรได้เพราะเขาเป็นคนไร้บ้านหรือเขาไม่ใช่คนไทย เขาเป็นแรงงานข้ามชาติ จะเอาภาษีไปช่วยทำไม การทำงานของเราเลยต้องรับมือกับอคติจากสังคมด้วย พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาเหล่านี้ควรเข้าถึงสิทธิหรือได้รับสวัสดิการไหม ควรได้มากน้อยแค่ไหน สุดท้ายมันกลับไปคำถามที่ว่า ความเป็นมนุษย์ที่เขามีเพียงพอที่จะให้เขาอยู่ร่วมในสังคมกับเราได้ไหม”

ทุกคนต้องเข้าถึงการมีสุขภาพที่ดี

ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ประโยคที่เราและหลายคนคงได้ยินมาตั้งแต่เกิด เวลาล่วงเลยมาหลายสิบปี จนคนไทยน่าจะตั้งคำถามว่า แล้วเมื่อไรประเทศเราจะพัฒนาเสร็จสักที

“มีปัญหาหลายอย่างที่แก้เสร็จไปแล้ว แต่พอแก้ปัญหานี้ได้ ปัญหาถัดไปก็งอกขึ้นมาให้เห็นและต้องตามไปแก้ เลยรู้สึกว่าแก้ปัญหาเท่าไรก็ไม่จบสักที” คงเหมือนที่สำนัก 9 ยังมีปัญหาให้รอแก้เรื่อย ๆ ตลอด 20 ปีที่ก่อตั้งมา

พี่แอนยกตัวอย่างงานผู้สูงอายุ หนึ่งในกลุ่มประชากรเฉพาะของสำนัก 9 ในสมัยก่อนการทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพของคนสูงอายุจะผูกติดกับความมั่นคงทางการเงิน หรือการออกสวัสดิการที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต การทำงานของสำนัก 9 จึงเข้าไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการศึกษาและช่วยผลักดันให้เกิดสวัสดิการอย่างเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อให้ผู้สูงอายุทุกคนเข้าถึงหลักประกันและความมั่นคงทางการเงิน

แต่มิติชีวิตผู้สูงอายุไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ยังมีเรื่องอื่นอีก เช่น เรื่องจิตใจ มีผู้สูงอายุหลายคนประสบปัญหาสุขภาพจิตเมื่อเข้าสู่วัยนี้ เพราะเงื่อนไขทางร่างกายทำให้ไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน เข้าสังคมน้อยลง บางคนลูกหลานไม่มีเวลามาดูแล เกิดเป็นความเหงาและส่งผลต่อสุขภาพจิต

งานของสำนัก 9 ในระยะหลังจึงมุ่งไปที่การสนับสนุนกิจกรรมดูแลสุขภาพกายใจผู้สูงอายุ เช่น โรงเรียนผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุ หรือการจัดงานเพื่อผู้สูงอายุที่ได้ภาคีหลากหลายที่มาช่วยกันผลักดันและสื่อสารให้สังคมเห็นความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุ

Death Fest 2025 เป็นหนึ่งในงานที่สำนัก 9 ให้การสนับสนุนรวมกับ Peaceful Death, The Cloud และ ชูใจ กะ กัลยาณมิตร เพื่อสื่อสารถึงความสำคัญในการดูแลตัวเองของผู้สูงอายุและการเตรียมพร้อมก่อนวันสุดท้ายจะมาถึง

“เราทำทุกอย่างด้วยตัวเองไม่ได้ งานของเราคือการสนับสนุนให้คนลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น พี่พยายามมองหาโอกาสชวนคนที่สนใจประเด็นเดียวกันมาทำงานด้วยกัน จะได้เกิดพื้นที่อีกมโหฬารเลย ที่สำคัญ ผู้สูงอายุเขาก็มีทางเลือกที่จะทำให้ชีวิตเขาดีเพิ่มขึ้นด้วย”

วิ่งด้วยกัน โครงการชวนคนตาดีมาวิ่งเป็นเพื่อนคนตาบอด เพื่อสร้างความเข้าใจต่อคนพิการ และให้คนตาบอดได้ออกมาทำกิจกรรมที่ชอบโดยไม่มีเงื่อนไขทางร่างกายมาเป็นอุปสรรค โครงการนี้พี่แอนมองว่าเป็นการมองมิติการใช้ชีวิตของคนพิการอย่างรอบด้าน 

เพราะที่ผ่านมาทางสำนัก 9 ทำงานผลักดันให้เกิดการจ้างงานคนพิการ เพื่อที่พวกเขาจะได้หาเลี้ยงตัวเอง ลดการพึ่งพาครอบครัว กิจกรรมวิ่งด้วยกันจึงเป็นการทลายกรอบของสังคมว่าคนตาบอดควรอยู่แต่ในบ้าน ไม่ควรออกมาข้างนอกเพราะจะลำบาก หรือคนตาบอดไม่ได้อยากออกกำลังกาย แม้ตาจะมองไม่เห็น แต่พวกเขายังมีความต้องการและกิจกรรมที่อยากทำไม่ต่างจากคนอื่น ๆ 

ในการทำงานแก้ปัญหาชีวิตให้คนกลุ่มหนึ่ง พี่แอนจึงมองว่าทำแค่มิติใดมิติหนึ่งไม่ได้ แต่ต้องมองปลายทางว่าเขาจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขโดยคงเอกลักษณ์ตัวตนไว้ได้

สร้างภูมิคุ้มกันในการทำงาน

“เรามีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลที่สำคัญต่อการตัดสินใจในการใช้ชีวิตของคน สุดท้ายเขาจะเป็นคนเลือกเอง เรามีหน้าที่ยอมรับการเลือกของเขา เช่น นำเสนอข้อเท็จจริงว่าบุหรี่ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร ถ้ามีคนอยากเลิก เราก็มีกระบวนการที่พร้อมช่วย”

ความยากของการทำงานแก้ปัญหาสังคมอีกอย่างที่เราสัมผัสได้ระหว่างคุยกับพี่แอน คือความคาดหวังจากการทำงาน บางคนตั้งความคาดหวังไว้มากว่าต้องแก้ปัญหาให้สำเร็จ จนอาจส่งผลกระทบต่อจิตใจถ้าหากไม่เกิดขึ้นจริง หรือบางทีก็กลายเป็นการข้ามเส้นบงการชีวิตคนที่เรากำลังช่วยแทน

ในมุมมองของพี่แอน เป็นเรื่องของคนทำงานที่ต้องรู้จุดยืนตัวเอง เพื่อไม่ให้งานกระทบต่อชีวิต

“เรียกว่าเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน เราจะไม่เอาความเครียดจากงานเข้ามาในชีวิตจนเสียสมดุล แต่ขณะเดียวกันถ้าไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยก็คงทำงานนี้ไม่ได้ เวลาเลือกคนมาทำงานเลยต้องดูว่า เขาอ่อนไหวต่อประเด็นที่กำลังทำไหม เช่น ถ้าคุณเป็นผู้หญิง แต่ไม่รู้สึกว่าความรุนแรงที่ผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเจอเป็นปัญหาก็คงไม่ใช่ คงทำงานด้วยกันไม่ได้ มันแปลว่าคุณไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร หากไม่เข้าใจคนที่มีปัญหา คุณก็ทำงานนี้ไม่ได้”

การทำงานเพื่อสังคมในบรรยากาศถอยหลัง

สถานการณ์ในปัจจุบันที่กระแสความคิดแบบฝ่ายขวามีบทบาทมากขึ้น คนทำงานสายสังคมต่างกังวลว่า การทำงานของตัวเองหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร สังคมที่พวกเขาอยากเห็นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

“สำนัก 9 เปรียบเสมือนฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่พยายามเชื่อมร้อยผู้คนในแวดวงต่าง ๆ ที่มีความตั้งใจอยากสร้างการเปลี่ยนแปลง เราเข้าไปช่วยสนับสนุนการทำงานของเขาเกิดเป็นโมเดลที่ส่งต่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงเอาไปใช้ได้”

ไม่ว่ากระแสโลกหรือความคิดเห็นของคนในสังคมส่วนใหญ่จะเป็นเช่นไร พี่แอนเชื่อว่าการมีอยู่ของสำนัก 9 จะยังทำหน้าที่สร้างพื้นที่ให้คนที่มีความตั้งใจดี คนที่เชื่อมั่นในศักยภาพตัวเองว่าสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ 

ความท้อแท้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากในกลุ่มคนทำงานเพื่อสังคม เพราะต้องใช้ทั้งแรงกาย แรงใจ และเวลา กว่าจะเห็นผลลัพธ์เกิดขึ้น บางคนอาจท้อแท้มากจนตัดสินใจล้มเลิกไป พี่แอนมองว่าวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลที่สุดคือการแก้ที่โครงสร้างสังคม การออกนโยบายที่จะช่วยลดปัญหาหรือเพิ่มโอกาสในชีวิตให้ประชาชน ถึงมีคนทำงานเพื่อสังคมบางคนที่มุ่งแก้โครงสร้าง แต่ก็มีบางคนที่รู้สึกว่าการแก้โครงสร้างซับซ้อน ต้องเจอด่าน เจอข้อจำกัดที่บั่นทอนจิตใจในระหว่างทำงาน

“บางคนท้อ ท้อต่อการไปเปลี่ยนแปลงภาครัฐ เลยเลือกที่จะเปลี่ยนด้วย 2 มือของตัวเอง เปลี่ยนจากข้างล่างขึ้นไป เพราะคิดว่าทำไมต้องรอนโยบายกำหนดลงมา เราสร้างขึ้นมาเองก็ได้ การทำงานของสำนัก 9 จึงมีส่วนที่ส่งเสริมให้ผู้คนเข้มแข็งขึ้นมา เขาจะได้ส่งเสียงออกมาว่า สิ่งที่ฉันต้องมีในฐานะมนุษย์คนหนึ่งมีอะไรบ้าง แล้วฉันจะทำอย่างไรเพื่อให้สิ่งนี้เกิดขึ้น การทำให้ผู้คนเหล่านี้เข้มแข็งและมีเสียงที่จะพูดออกไป คือความหมายของการมีอยู่ของสำนัก 9”

จากการทำงานเพื่อสังคมมานาน ผ่านทั้งช่วงที่หลักการสิทธิมนุษยชนเป็นแค่ทฤษฎี คนไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับความแตกต่างของเพื่อนมนุษย์ หรือเกิดอคติตีตราคนบางกลุ่ม จนถึงปัจจุบันที่คนให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนมากขึ้น และพยายามเข้าใจความแตกต่าง 

นับเป็นลำดับของความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้คนทำงานเพื่อสังคมอย่างพี่แอนชื่นใจและมีแรงเดินต่อ เพื่อสร้างปลายทางที่เธออยากเห็น

ถ้าวันหนึ่งสำนัก 9 ไม่มีอยู่แล้ว แปลว่าสังคมนี้ไม่มีปัญหาที่ต้องแก้ไหม – เราถามคำถามสุดท้าย พี่แอนใช้เวลาคิดพักหนึ่งก่อนตอบว่า 

“คงบอกได้ว่าปัญหาแก้ไปหมดแล้ว หรือไม่ก็ไม่มีทางแก้ได้ สำนัก 9 ถึงไม่จำเป็นต้องมีอยู่อีกต่อไป หรืออาจจะมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่ากันที่เราพยายามแก้ไข 

“แล้วเป็นไปได้ไหมที่ความเหลื่อมล้ำจะหมดไป” พี่แอนโยนคำถามกลับมาที่เรา

“โครงสร้างทางสังคมยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตพวกเรา ถ้ายังมีช่องว่าง ก็จะยังมีคนต้องดิ้นรนและเข้าไม่ถึงสิทธิที่ควรได้รับในฐานะมนุษย์ นั่นคงแปลว่าสำนัก 9 องค์กรอื่น ๆ หรือคนทำงานเพื่อสังคมยังคงมีอยู่ และจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้พวกเขาว่า ยังมีคนมองเห็นและรู้สึกรู้สากับปัญหาพวกเขา พร้อมจะเปลี่ยนเป็นพลังในการช่วยเหลือ”

Writer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแสงแดดและหวานร้อย

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล