18 กันยายน 2024
18 K

“กำลังจะไปเนปาล” พระอั๋น หรือ พระเอกวีร์ มหาญาโณ เล่าถึงโปรแกรมการเดินทางในสัปดาห์หน้า ซึ่งถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนของชีวิตในช่วงการบวชย่าง 14 พรรษา

ถ้าให้เราเริ่มต้นแนะนำพระอั๋น คงเป็นงานล่าสุดที่ท่านกำลังทำ ท่านเป็นหนึ่งในพระเถรวาทจากประเทศไทยที่ได้ร่วมในโครงการแลกเปลี่ยนพระภิกษุนานาชาติ บาลี-สันสกฤต โครงการที่เกิดจากปณิธานของ องค์ทะไลลามะที่ 14 ทรงอยากให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างสายธรรมต่าง ๆ ในร่มพระพุทธศาสนา ด้วยการชวนพระจาก 3 ประเทศ คือไทย ศรีลังกา และทิเบต ที่อยู่ในอินเดีย มาเรียนรู้วิถีปฏิบัติและระบบการศึกษาธรรมของแต่ละสายธรรม

ถ้าถอยกลับไปในช่วงที่ยังไม่มีคำว่าพระนำหน้า อั๋น เอกวีร์ เรียนจบจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยจับพลัดจับผลูไปทำงานสายสังคมในนามกลุ่มนวัตกรรมเยาวชนเพื่อสังคม (Youth Innovation Year หรือ YIY) ในตอนกลางวัน ตกดึกก็เดินสายเล่นดนตรีกลางคืนอยู่ 5 – 6 ปี และได้มาทำวงของตัวเองชื่อว่า Moon วงร็อกทรีโอ้จากค่ายสนามหลวง และ No More Belts ในตำแหน่งนักร้องนำ

ก่อนจะละจากทุกเส้นทางมาเข้าสู่ทางธรรมที่พระอั๋นบอกว่าเพื่อหาคำตอบที่การศึกษาในระบบที่เคยเรียนมาให้ไม่ได้ ปัจจุบันท่านอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์เข้าสู่พรรษาที่ 14

ช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันหนึ่งที่สวนโมกข์กรุงเทพ เรามีโอกาสได้คุยกับพระอั๋น อาจเรียกว่าเป็นการศึกษาธรรมะรูปแบบหนึ่งจากชีวิตของท่าน ตั้งแต่อดีตที่เต็มไปด้วยคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ จนเข้าสู่ผ้าเหลืองที่ทำให้เข้าใจตัวเองและโลกมากขึ้น มาทำงานเพื่อส่งเสริมให้คนสนใจธรรมะที่มีอยู่แล้วในตัวเอง

สายร็อก

พระอั๋นเริ่มต้นเล่าชีวิตวัยเยาว์ว่าเป็นเด็กธรรมดา ๆ ที่สนใจความสนุกมากกว่าจะหาความลึกซึ้งของชีวิต และมีสิ่งที่ชอบทำมาก ๆ คือการฟังเพลงร็อก

“พื้นฐานเราโตมาในยุคชอบฟัง Hardcore, Metal, Rock อะไรที่มันอารมณ์เยอะ ๆ มีวงโปรดอย่างวง Rage Against the Machine ฟังเพื่อเล่นกับอารมณ์น่ะ ไม่ได้เข้าใจชีวิตอะไรหรอก”

ส่วนด้านการเรียน พระอั๋นบอกว่าตัวเองเป็นเด็กเรียนไม่เก่งเลย เคยติดศูนย์ 16 วิชาสมัยเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนหอวัง แต่ข้อความต่อจากนี้อาจทำให้คุณเอ๊ะ เพราะเด็กคนนั้นเอ็นทรานซ์เข้าคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้

“เข้าได้เพราะดวง” ท่านยืนยันหนักแน่น เพราะไม่ใช่คนเรียนเก่ง แถมหนึ่งในวิชาที่สอบคือคณิตศาสตร์นั้นไม่ได้ทำเลย กามั่วทุกข้อ แต่คะแนนออกมากลับมั่วถูกเกือบครึ่ง จึงสอบเข้าได้ ท่านว่าเป็นเพราะดวงเป็นส่วนใหญ่ บวกกับความรู้ภาษาอังกฤษที่ได้จากตอนไปเรียนออสเตรเลียสมัย ป.6 – ม.3

“เป็นจุดหนึ่งที่พลิกความรู้สึกเกี่ยวกับตัวเอง เพราะเรารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโง่มาตลอด เมื่อได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่หลายคนเชื่อว่าเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ปรากฏว่าก็เรียนได้ ได้คะแนนดีด้วย อ้าว งั้นเก่งกับโง่ก็ไม่จริงขนาดนั้นสิ แล้วเราก็พบอีกว่าระบบการศึกษาวัดคนไม่ได้ขนาดนั้น มีคนที่เก่งมาก ๆ แบบชัดเจนเลย เข้ามาเรียนก็เก่งจริง ๆ กับคนส่วนใหญ่ที่ก้ำกึ่ง ถ้าพยายามจะดีขึ้น แต่ถ้าไม่ก็ห่วย”

ชีวิตในรั้วมหาลัยที่การเรียนไม่ดึงดูดเท่าการทำกิจกรรมและการร้องเพลง นิสิตอั๋นเน้นดนตรีและกิจกรรม ฟอร์มวงลงประกวด CU Music Award จนได้ที่ 1 เป็นหัวหน้าคณะกรรมการนิสิตคณะนิติศาสตร์ตอนปี 4 และเริ่มออกไปร้องเพลงที่ร้านอาหารตอนกลางคืน

“ได้เล่นดนตรีกลางคืนครั้งแรกเพราะไปแทนพี่ตูน” พี่ตูน ที่ท่านหมายถึงคือ อาทิวราห์ คงมาลัย จากวง Bodyslam ทั้งคู่เป็นพี่น้องร่วมคณะที่สนใจดนตรีเหมือนกัน ในช่วงปี 4 ที่เพื่อน ๆ ต่างไปฝึกงานตามสำนักงานกฎหมายต่าง ๆ เพื่อเตรียมชีวิตหลังจบการศึกษา พระอั๋นเองก็เริ่มทำงานเช่นกัน จากการชักชวนของพี่ตูนที่ให้ไปร้องเพลงที่ร้านรักเอยแทนตัวเองที่จะไปออกอัลบัมแรกในนามวง Bodyslam

ไม่อยากไปต่อเส้นทางกฎหมายบ้างเหรอ – เราถาม เพราะเวลาที่ใช้ไปกับการร่ำเรียนในคณะนี้ก็ไม่ใช่น้อย ๆ คำตอบสั้น ๆ ของท่าน คือไม่เคย เพราะรู้ว่านั่นไม่ใช่วิถีชีวิตที่ต้องการ และเริ่มสนุกกับเส้นทางดนตรี 

ระหว่างตระเวนไปร้องตามร้านต่าง ๆ พระอั๋นได้มีโอกาสไปเล่นดนตรีประจำที่ร้านแจ่มบาร์ร่วมกับวงของ ปิงปอง Soul After Six ที่เป็นเจ้าของร้าน และได้ร้องเพลงให้ศิลปินอย่าง หนึ่ง Sleeper 1 ที่ชักชวนให้พระอั๋นได้ทำวงของตัวเองบ้าง จนสุดท้ายพระอั๋นและเพื่อน ๆ ก็ได้ทำวง Moon วงร็อกทรีโอ้สังกัดค่ายสนามหลวง และ No More Belts แต่ร่วมงานกันเพียงชุดเดียวก็แยกย้ายกันไป

แม้ตอนกลางคืนไปเล่นดนตรี แต่ช่วงกลางวัน พระอั๋นกลับไปทำงานกับ ‘กลุ่มนวัตกรรมเยาวชนเพื่อสังคม (Youth Innovation Year หรือ YIY)’ โครงการที่ชวนคนรุ่นใหม่มาทำงานเพื่อสังคม โดยดึงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และไฟที่อยากลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อพัฒนาสังคม ร่วมกับ อุ๊-กฤตยา ศรีสรรพกิจ ผู้เป็นพี่สาว นุ้ย-พรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้ก่อตั้ง School of Changmaker และ สุนิตย์ เชรษฐา ผู้ก่อตั้ง ChangeFusion จนทำให้รู้จักกับผู้คนในแวดวงงานภาคสังคมมากพอสมควร และได้ทำงานประสานกับภาคเอกชนที่อยากสนับสนุนองค์กรภาคสังคมในนามโครงการ ‘แบ่งปัน’

“ระหว่างทำงานสังคม เรารู้สึกว่าโง่เกินไป มองไม่เห็นคำตอบของปัญหาต่าง ๆ ได้ มองเห็นเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ทำงานด้วยกันก็รู้สึกเหมือนทำงานวนอยู่ในอ่าง พวกเรามีความตั้งใจดีนะ อยากทำอะไรดี ๆ แต่ไม่รู้ว่าคำตอบจริง ๆ คืออะไร สังคมก็ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เห็นมีใครมีคำตอบ เราเลยคิดว่า งั้นไปเรียนต่อดีกว่า ไปหาคำตอบจากประเทศที่พัฒนาแล้วสิ เขาน่าจะรู้ แล้วก็แค่เอากลับมาใช้ที่บ้านเรา แค่นี้เอง” ท่านว่านั่นเป็นความคิดที่ตื้นเขิน มองย้อนไปก็ขำตัวเอง

เมื่อเป้าหมายใหม่เกิดขึ้น พระอั๋นตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนต่อด้าน International Development ที่เมืองบริสตอล ประเทศอังกฤษ

“อย่างเธอน่าจะไปเรียน Schumacher College” มีผู้ใหญ่ที่เคารพทักทิ้งไว้แบบนี้ แต่เพราะไม่รู้จักที่นี่และได้ที่เรียนแล้ว พระอั๋นเลยเก็บชื่อนี้ไว้ในใจระหว่างที่ไปเรียนต่อ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคชะตาหรือความบังเอิญ วิทยาลัยนี้อยู่ใกล้มหาลัยมาก และพระอั๋นมีช่วงเวลาว่างพอที่จะลงคอร์สหนึ่งที่ Schumacher College พอดีกับเป็นคอร์สที่สอนโดย Fritjof Capra คนเขียนหนังสือ The Turning Points (จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ) ซึ่งการเรียนที่นี่ช่วยเปิดเลนส์การมองโลกแบบใหม่ให้ท่านอย่างมาก จนได้กลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่ชุมชนนี้อีก 3 เดือนหลังจากเรียนจบ เป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงต่อมา

“การเข้าไปอยู่ในสังคมที่คนเก่ง ๆ มี Critical Thinking มองโลกด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ ๆ ทำให้เราที่เคยคิดว่าตำราตอนเรียนมหาลัยคือคำตอบ กลับกลายเป็นว่ามันเป็นกรอบที่ครอบเราอยู่ เป็นสิ่งที่ยังต้องถกเถียงกัน ไม่ใช่ผลลัพธ์ตายตัว เป็นเรื่องที่เขาคุยกันเรื่อย ๆ แต่หลายเรื่องบ้านเรากลับยึดว่าเป็นความจริงตายตัว ทั้งที่บางทีในวงการนั้นเขาทิ้งมุมนั้นไปตั้งนานแล้ว และเริ่มบทสนทนาใหม่กันแล้ว

“เหมือนเราได้แยกองค์ประกอบของระบบการศึกษา และความหมายของคำว่า ‘การพัฒนา’ และกลับมาด้วยคำตอบว่า ไม่มีใครมีคำตอบ โลกตะวันตกก็ไม่รู้คำตอบ ซึ่งตลกมากนะ เพราะเราก็ไม่เคยคิดว่าจะกลับมาด้วยคำตอบว่าไม่มีคำตอบแบบนี้”

ออกบวช

คำตอบที่หวังจะได้ก็ไม่ได้ สภาพบ้านเมืองเริ่มเกิดความรุนแรง พระอั๋นในวัย 30 ปี เกิดความเคว้งในตัวเองว่าต้องเดินต่อไปทางไหน สุดท้ายเลยขอเลือกจำศีลอยู่บ้านแทน จนมีเพื่อนคนหนึ่งแนะนำว่า ถ้าว่างและไม่มีเงิน ลองมาเป็นอาสาสมัครในคอร์สปฏิบัติธรรมไหม

ณ ตอนนั้นความสนใจในศาสนาพุทธของท่านเป็นศูนย์ เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีสิ่งนี้อยู่ในสารบบ แต่มุมหนึ่งท่านก็มองว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่ต้องใช้เงิน กินฟรี อยู่ฟรี แถมได้เวลาตั้งหลักกับตัวเองว่าจะเอายังไงกับชีวิต จึงตัดสินใจไปเป็นอาสาสมัครในคอร์สปฏิบัติธรรมของ หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ ที่จัดโดยสังฆะหมู่บ้านพลัม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

“เป็น 7 วันที่ทุกข์ทรมานอยู่ในความงดงามของหมู่บ้านพลัม มันทุกข์จนเราแปลกใจว่า ทำไมถึงมีความทุกข์เยอะขนาดนี้ เราไม่ชอบพุทธศาสนาเลย รู้สึกว่าคนพวกนี้เสแสร้ง ยิ้มทั้งวัน ตั้งคำถามตลอดว่าทำไมต้องเดินช้า ๆ ทำไมต้องทำตัวเหมือนเป็นคนดี ตั้งวงคุยว่าชีวิตนี้สวยงามนะ สวยงามอะไร! ทุกอย่างเป็นปัญหาไปหมด ซึ่งที่จริงแล้ว เราเองนั่นแหละที่เป็นปัญหา เลยรู้สึกไม่พอใจ หมั่นไส้ อิจฉาคนกลุ่มนี้ลึก ๆ”

7 วันนี้กลับไม่ได้จบลงที่ความทุกข์อย่างที่คิดไว้ แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงในตัวพระอั๋นหลังได้ฟังหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ เทศนาธรรมในวันสุดท้าย

“เราร้องไห้เหมือนเด็ก” ความเปลี่ยนแปลงแรกที่เกิดขึ้นกับพระอั๋น ซึ่งคนร้องก็ไม่รู้ว่าทำไมน้ำตาไหล แต่สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างในตัวเองเปลี่ยนไป ส่วนเรื่องที่หลวงปู่เทศน์ คือ A Cloud never Dies ก้อนเมฆไม่เคยตาย เพราะธรรมชาตินั้น แท้จริงแล้วสัมพันธ์กันหมด ที่จริงไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรตาย สิ่งทั้งหลายเป็นหนึ่งเดียวกัน

ด้วยความฉงนใจกับการเปลี่ยนแปลง และความสนใจที่เริ่มมีในพระพุทธศาสนา พระอั๋นมีความคิดว่าน่าจะลองบวชช่วงสั้น ๆ จะได้มีเวลาคิดว่าจะทำอะไรต่อกับชีวิต แต่ก่อนจะปลงผมนุ่งจีวร ท่านเท้าความว่าความเข้าใจการเป็นพระของตัวเองในตอนนั้นคือเข้าใจว่าการบวชคือการศึกษา พระไตรปิฎก ทำความเข้าใจหลักธรรมในตำราเป็นสำคัญ เหมือนกับตอนที่เรียนทางโลก แต่จริง ๆ แล้วทางที่เดินกลับไม่ใช่แบบนั้น

ด้วยความไม่รู้อะไร กระบวนการบวชของพระอั๋นเลยไม่ซับซ้อน อย่างการเลือกวัดก็เพียงถามผู้ใหญ่ที่รู้จักก่อนได้รายชื่อวัดมา 5 วัด อยู่แถวจังหวัดสกลนครและอุดรธานี คนให้บอกว่าต้องลองไปนอนค้างแต่ละวัดดูว่าตัวเองเหมาะกับวัดไหน

เมื่อทุกอย่างพร้อม ท่านสตาร์ตรถขับไปที่วัดในรายชื่อทันที วัดส่วนใหญ่อ้าแขนต้อนรับอย่างดี ด้วยภูมิหลังนักเรียนนอกและเป็นคนกรุงเทพฯ ที่ดั้นด้นมา พระบางรูปถึงกับเอ่ยปากว่า การมาของพระอั๋นเป็นเรื่องมหัศจรรย์นะ หลวงปู่ท่านเรียกมา แต่มีวัดหนึ่งที่ปฏิกิริยาคนละขั้ว แน่นอนว่าพระอั๋นตัดสินใจเลือกวัดนี้

“ท่านเหมือนท้าทายเรา” ความทรงจำแรกระหว่างพระอั๋นกับ พระอาจารย์สุริยา มหาปญฺโญ หรือที่คนเรียกกันว่า หลวงตา ประจำวัดป่าโสมพนัส จังหวัดสกลนคร “ท่านถามว่าเรามาทำไม เราบอกว่ามาบวชครับ ท่านถามต่อว่าทำอะไรมาล่ะ เราบอกไปว่าเพิ่งจบจากอังกฤษเลยจะมาบวช ท่านว่าพวกโง่ ยิ่งเรียนยิ่งโง่! เราก็อะไรวะ ที่อื่นมีแต่ประคบประหงม”

เห็นท่าทีของหลวงตาเป็นแบบนี้ พระอั๋นจึงตั้งใจว่าจะพิสูจน์ตัวเองให้ดู ด้วยการลองปฏิบัติตามที่ท่านแนะนำ กลับมาเข้าคอร์สที่วัดจนเกิดศรัทธาและได้มาบวชที่วัดนี้จริง ๆ เมื่อการบวชเริ่มต้นขึ้น จากตั้งใจไว้ว่าจะบวช 3 เดือนที่วัดป่าโสมพนัสวิถีปฏิบัติของพระแตกต่างจากวัดอื่น ๆ และจากสิ่งที่พระอั๋นเคยคิดว่าพระเขาทำกัน เริ่มจากเป็นพระวัดนี้ต้องก่อสร้างเป็น (หลัก)

“ฉันเช้าเสร็จเริ่มงาน 8 โมงทันที คือทำถนน ทำถึงทุ่มหนึ่ง พอมืดก็มีพระเอาไฟมาเปิดให้ทำต่อจนกว่าจะเสร็จที่ตีแบบไว้” ช่วงที่พระอั๋นบวชเป็นช่วงที่หลวงตากำลังก่อสร้างต่อเติมวัดพอดี และทำต่อมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน

ระบบการศึกษาธรรมะก็แตกต่างจากที่คิดไว้ เพราะไม่มีการอ่านหนังสือ

“วัดนี้ไม่อ่านหนังสือ ไม่เน้นการศึกษาข้อธรรมในเชิงการเรียน สนใจแค่ว่าทำยังไงให้เรามีสภาวะของการตื่นรู้ คล้าย ๆ นิกายเซน ไม่อ่าน ไม่ฟังอะไรมาก ไม่มีมือถือ ไม่ติดต่อโลกภายนอก มีแต่ปฏิบัติ ข้อโชคดี คือคนที่นำเราเป็นคนที่รู้ธรรมะจริง ๆ หลวงตาสุริยาท่านศึกษาตำรามาก่อนอย่างทะลุปรุโปร่ง แล้วย่อยสิ่งที่จำเป็นให้เรา หลวงตาจะคอยเทศน์สอนและทำให้ดู อยู่ให้เห็น ทุ่มเททุกอย่างเพื่อเข็นให้เราเข้าใจ ท่านเป็นยอดครูมาก ๆ มีเทคนิคในการสอนของความเป็นครูที่หาได้ยาก”

ครบ 3 เดือนที่ตั้งใจว่าจะบวช แต่พระอั๋นยังคงอยู่ในผ้าเหลือง ท่านบอกว่าเพราะเริ่มเข้าใจอะไร ๆ มากขึ้น แต่ยังไม่แจ่มชัด เลยยังไม่อยากออกไปแบบรู้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ

“ยิ่งอยู่ก็ยิ่งสองจิตสองใจ คือทั้งศรัทธาหลวงตา แล้วก็ศรัทธาว่าผลของการฝึกแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ถูกโฉลกกับวิถีชีวิตที่นี่เลย กุฏิที่ไม่มีไฟฟ้า เป็นเสาไม้ผุ ๆ หลังคามุงหญ้า มีแคร่ 1 แคร่กับทางจงกรม ไม่มีกำแพงแต่ล้อมด้วยสแลนสีฟ้าเพื่อกันยุง มีแค่นั้น ที่พูดไม่ใช่อวดว่าไปลำบากนะ แต่มันเป็นแบบนี้จริง ๆ”

เหตุผลอีกข้อที่เป็นข้อสำคัญ พระอั๋นอยากปรับเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ท่านว่าที่ผ่านมาท่านเลื่อนลอย ไม่มีหลักแน่ชัด หวังว่าการบวชจะทำให้กลายเป็นคนใหม่ คนที่ดีขึ้น

“ในบรรดาเพื่อน ๆ เราแทบจะเป็นคนอ่อนแอที่สุด เป็นคนขี้บ่น ขี้น้อยใจ ขี้กลัว คือทุกขี้เลย สิ่งหนึ่งที่เราต้องการจากการบวช คืออยากจะเป็นคนที่ดีกว่าเก่า อยากจริงจังกับอะไรสักอย่าง ที่สำคัญ เราไม่อยากหนี

“ในระหว่างฝึกทำให้เราพบว่าพุทธศาสนาสอนเรื่องนี้ด้วยเหรอ คือสอนให้เราเข้าใจภาวะลึก ๆ ในตัวเอง จนเห็นความเป็นมนุษย์ของเราเปลี่ยนไป เราไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับตัวเอง ไม่เคยเห็นว่าเราถูกครอบงำโดยความคิด โดยอารมณ์ในหัวว่า อารมณ์เป็นแบบนี้ การปรุงแต่งเป็นแบบนี้ สิ่งที่เราเคยคิดว่ามันเป็นเรา สุดท้ายไม่จริง”

ระหว่างที่เปิดตัวตนสำรวจตัวเอง เจอทั้งด้านที่ดีและไม่ดี แต่ด้านหลังเจอเยอะหน่อยจนรู้สึกว่า “ทำไมเรายิ่งฝึกยิ่งเลวยิ่งชั่ว” เพราะพระอั๋นเคยเข้าใจว่าพุทธศาสนาจะทำให้คนดีขึ้น แต่ตัวท่านเองกลับตรงกันข้าม

“การฝึกในทางพุทธศาสนาเหมือนกับการเปิดกล่อง Pandora เราต้องแหวกตัวเองออกมา ซึ่งจะปิดก็ปิดไม่ได้ ต้องไปต่อเท่านั้น ไม่งั้นจะคาราคาซัง ระหว่างที่แหวกจะเห็นด้านแย่ ๆ ของตัวเอง เห็นปม เห็นความหลอกลวงที่เคยทำกับตัวเองและกับคนอื่น

“กระบวนการแบบนี้ ยิ่งเรามีศักยภาพในการเห็นตัวเองเคลียร์และชัดขึ้นเท่าไหร่ จะยิ่งเห็นสิ่งที่มาบังก่อนจะไปเห็นของแท้ในตัวเรามากขึ้น ซึ่งช่วงที่เห็นของที่บังมันจะเต็มไปด้วยอัตตาตัวตน ความเกลียด ความโกรธ ความอิจฉาริษยามายาที่เราทำมาเยอะแยะ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ยากลำบากสำหรับทุกคนที่ฝึก”

ใช้เวลาประมาณ 3 ปีที่พระอั๋นเริ่มเข้าใจและปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตอย่างพระ แต่ย้อนกลับไปช่วงพรรษาที่ 2 พระอั๋นเคยมีคำว่าสึกปรากฏในหัว

เพราะไม่ได้สิ่งที่ตามหาเหรอ – เราลองตั้งสมมติฐานถึงสาเหตุ พระอั๋นนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนตอบว่า เป็นเพราะการปรับตัวเข้ากับวิถีปฏิบัติของพระ

“เราไม่ใช่คนเรียบร้อย ไม่ใช่คนที่ควรไปเป็นตัวอย่างให้ใคร แต่ที่วัดนั้นพระจะต้องเป็นตัวอย่างให้ญาติโยมด้วย เมื่อก่อนเราเป็นคนเละเทะคนหนึ่ง เราสนุกกับการเป็นคนห่วย ๆ เลยรู้สึกปรับตัวยากมากตอนเป็นพระใหม่ ๆ เหมือนต้องแกล้งทำเพราะเราเองก็ไม่อยากทำให้ความเป็นพระเสื่อมเสีย พยายามทำให้ดีจนตอนแรกตึงเกินไป หลัง ๆ เริ่มเข้าใจความพอดีมากขึ้น เหมือนคนเล่นดนตรีที่อยากเล่นเก่ง ๆ ตอนแรกก็จะพยายามจนตึง กระทั่งเริ่มจับทางได้ค่อยคลาย การเป็นพระเช่นเดียวกัน พอเราจับแก่นได้ก็รู้สึกโอเคที่จะใช้ชีวิตไปตามวิถีพระมากขึ้น

“แต่ลึก ๆ มีบางทีที่เรารู้สึกไม่เข้ากับความเป็นพระที่ต้องดูเรียบร้อย การมีลำดับชั้นเยอะ ๆ หรือต้องรู้คำตอบ เพราะคนที่มาคุยมักคาดหวังว่าพระจะมีคำตอบให้ ซึ่งบางทีเราก็ไม่รู้หรอก”

ทุกวันนี้ท่านก็ยังรู้สึกแบบนั้น “เราถึงเตือนคนบ่อยว่าอย่าเอาเราเป็นจริงเป็นจังนะ” พูดจบท่านก็หัวเราะทันที แล้วต่อด้วยการพูดถึงหลักในการใช้ชีวิตของท่าน คือการอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่จะมีประโยชน์ต่อชีวิต เพราะมนุษย์จะปรับตัวเพื่ออยู่ให้ได้

“การอดทนอยู่ในที่ที่เราไม่ควรอยู่ สำคัญมากที่เราจะได้พัฒนาขึ้น เมื่อก่อนเราตั้ง Comfort Zone ของตัวเอง จะไม่ไปไกลเกินนี้ ถ้าเรายอมออกจาก Comfort Zone ยอมเจ็บปวดอยู่ในที่ที่เราไม่มีทางเลือก Comfort Zone เราจะกว้างขึ้น จนถึงจุดหนึ่งที่เราจะเรียนรู้ว่ามันไม่มีอยู่จริง ไม่มีสิ่งใดตายตัว และตัวเราเองก็ไม่มีลิมิต

“ชีวิตพระแปลกอย่างหนึ่ง คือบางทีอยู่ได้ด้วยความศรัทธาในตัวเอง เช่น เวลาที่รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว วันดีคืนดีมีคนมาขอคำปรึกษา คุยแล้วเขาขอบคุณเรา หลวงพี่ช่วยหนูได้มากเลย เออ การมีอยู่ของเราก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ”

ท่องยุทธจักร

วิถีปฏิบัติของพระในช่วง 5 พรรษาแรก หรือพระนวกะ เป็นช่วงฝึกถือนิสัยเพื่อเรียนรู้วิถีการใช้ชีวิตอย่างพระ ละทิ้งความเป็นฆราวาส พระนวกะต้องอยู่ในความดูแลของพระอาจารย์ ถ้าให้ดีควรเป็นพระที่ทำการบวชให้ หากใครเคยดู Star Wars ภาค 2 ระหว่าง อนาคิน สกายวอล์คเกอร์ เป็นเจไดฝึกหัด มี โอบีวัน เคโนบี เป็นอาจารย์ดูแล ทำนองเดียวกันกับการปฏิบัติของพระ

หลังพ้นช่วงเป็นพระนวกะจะเข้าสู่ช่วงพระมัชฌิมะที่ต้องเริ่มดูแลตัวเอง และออกไปสำรวจโลกภายนอกได้ หรือท่องยุทธจักรตามคำเรียกของพระอั๋นที่ตัดสินใจลาหลวงตาเมื่อเข้าพรรษาที่ 6 เดินทางออกจากวัดป่าโสมพนัส โดยมีสัญชาตญาณเป็นเข็มทิศนำทาง

สัญชาตญาณแรกบอกให้พระอั๋นไปหา อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม หนึ่งในลูกศิษย์ ของ หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ ที่หลวงตาสุริยาเคยพาพระอั๋นไปกราบสมัยบวชปีแรก หลวงพ่อคำเขียนเป็นพระรูปเดียวที่หลวงตาเคยพาไปหาในตอนนั้น ด้วยท่านเป็นพระผู้ใหญ่ในสายปฏิบัติเดียวกัน

“หลวงพ่อคำเขียนเหมือนพญาราชสีห์ การนั่งการพูดท่านทรงพลังมาก ๆ เรารู้สึกว่าท่านไม่เหมือนใคร และท่านมีเมตตามาก ตอนบวชพรรษาที่ 2 เคยขอหลวงตาไปปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อ ท่านจะเปิดปฏิบัติธรรม 40 วันทุกปีที่วัดป่าสุคะโต เลยได้รู้จักท่านตั้งแต่ตอนนั้น ได้รับการชี้แนะจากท่าน แล้วก็ไม่ได้เจอท่านเลยจนกระทั่งหลวงพ่อเสียตอนเราบวชพรรษาที่ 4”

พระอั๋นเล่าย้อนช่วงเวลาที่ท่านได้ไปเป็นหนึ่งในคณะพระอุปัฏฐากของหลวงพ่อคำเขียน (อุปัฏฐาก หมายถึง การดูแลรับใช้พระภิกษุ) พระอั๋นตั้งใจไปเยี่ยมหลวงพ่อหลังทราบข่าวว่าท่านป่วยหนัก บวกกับมีข้อสงสัยที่อยากปรึกษาท่าน

“มันไม่ใช่คำถามที่ต้องการคำตอบขนาดนั้น” พระอั๋นออกตัวก่อนเล่ารายละเอียด อาจเพราะกลัวว่าคนฟังจะลุ้นเรื่องเกิน “เหมือนเราฝึกตัวเองแล้วเจอภาวะที่เปลี่ยนแปลง แล้วรู้สึกว่าหลวงพ่อเคยพูดถึงสิ่งนี้เลยอยากเอาไปถามท่าน”

แต่คำถามนี้สุดท้ายก็ไม่ได้ถามเพราะสุขภาพของหลวงพ่อคำเขียนมาก่อน ส่วนพระอั๋นไม่ได้ติดใจอะไร การฝึกจะช่วยให้ท่านหาคำตอบเรื่องนี้ได้

กลับมาที่การออกไปท่องยุทธจักรของพระอั๋น หลังตั้งใจไปหาลูกศิษย์ของหลวงพ่อคำเขียน ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่รู้ว่าต้องไป ไปถึงก็แจ็กพอต เพราะอาจารย์กำพลกำลังป่วยหนัก

“ไปถึงอาจารย์เสียวันนั้นเลย เราเป็นคนที่ไปหาอาจารย์คนไหนเขาก็มีอันเป็นไปตลอด” พระอั๋นหัวเราะให้กับคุณสมบัติข้อนี้ของตัวเองที่ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ พระอั๋นช่วยจัดงานของอาจารย์กำพล ก่อนออกไปที่ต่าง ๆ และได้กลับไปเยือนหมู่บ้านพลัมอีกครั้ง

พระอั๋นเปรียบเทียบการเป็นพระนวกะกับพระมัชฌิมะว่า พระนวกะมีพระอาจารย์คอยดูแล เราไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่เมื่อก้าวเท้าออกมาแปลว่าต้องยืนด้วยตัวเอง การตามหาจังหวะชีวิตเริ่มต้นขึ้น

“พออยู่คนเดียว เราต้องเริ่มคิดเองว่าจะวางชีวิตไว้ตรงไหน เราจะทำอะไร จะฉันยังไง ไปบิณฑบาตตรงไหน ภาวนาตอนไหน จึงเข้าใจว่าศีลนี่แหละที่เป็นเครื่องรักษาเราจริง ๆ และเป็นช่วงที่เราจะได้เจอจังหวะชีวิตของตัวเอง”

ช่วงเวลานี้เองที่พระอั๋นกลับมาอ่านหนังสือหลังจากห่างหายไปนาน อ่านตั้งแต่หนังสือธรรมะ ไปจนถึงหนังสือพุทธศาสนาที่เขียนโดยคนชาติต่าง ๆ หรือคนที่ไม่ได้นับถือพุทธด้วยซ้ำ ท่านว่าได้รสชาติพุทธศาสนาใหม่ ๆ ที่ทำให้ประตูของพระอั๋นเปิดกว้างขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นเตรียมไปสัมผัสความหลากหลายของสายธรรม ไปแลกเปลี่ยนกับคนจากความเชื่ออื่น ๆ และได้ไปต่างประเทศอีกครั้ง

“เราเคยถูกปลูกฝังว่าคนที่เข้าใจธรรมะมีแต่ชาวพุทธเท่านั้น พอได้อ่านหนังสือพวกนี้ถึงพบว่าไม่แน่ เราว่ามีคนที่เข้าใจธรรมะในระดับลึกซึ้งเหมือนครูบาอาจารย์เราในโลกนี้อีกเยอะ แล้วไม่ใช่พุทธด้วย (แต่ในระดับลึกที่สุดนั้นเราเองก็ยังไม่อาจรู้ได้) พุทธศาสนามีหลายโทน เมื่อก่อนเราอาจจะเคยฟังแต่โทนพระสายเรา ซึ่งไม่ค่อยได้เรียนคำภีร์ใช่ไหม จะเป็นโทนแบบหนึ่ง พอมาฟังโทนบาลีก็ให้ความรู้สึกอีกแบบ ฟังครูบาอาจารย์แต่ละท่านก็ต่างกันออกไป ทั้งที่ชี้ไปสู่เรื่องเดียวกัน”

ล่องไปกับสายธรรม

การท่องยุทธจักรของพระอั๋นขยายไปไกลถึงต่างประเทศ ประเทศแรกคือศรีลังกา มีคณะพระกลุ่มหนึ่งที่ท่านรู้จักกำลังจะเดินทางไปประเทศศรีลังกา ชวนพระอั๋นไปด้วยเพื่อล่ามแปลภาษา

“ศรีลังกาเป็นประเทศพุทธนิกายเถรวาทที่พระนิยมไปกัน เป็นรากเหง้าของพระพุทธศาสนาก่อนเข้ามาไทย คัมภีร์ที่เรียนในบ้านเราจำนวนมากก็เขียนที่ศรีลังกาเมื่อประมาณ 1,000 ปีที่แล้ว”

โปรแกรมทริปนี้ไปตามสถานที่ที่สำคัญ ๆ เชื่อมโยงกับศาสนาพุทธ จนไปถึงจุดหมายหนึ่งเป็นวัดชื่อ Polgasduwa, Island Hermitage ซึ่งสร้างโดยพระชาวเยอรมันที่บวชที่ศรีลังกาเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว เป็นจุดเริ่มต้นการแปลภาษาบาลีเป็นภาษาตะวันตก จุดเด่นของวัดอยู่ที่ห้องสมุดขนาดใหญ่ เก็บรวบรวมหนังสือคัมภีร์เกี่ยวกับศาสนาพุทธหลากหลายภาษา กลายเป็นแหล่งศึกษาพุทธศาสนาที่สำคัญแหล่งหนึ่ง

เหตุผลเท่านี้เพียงพอที่ทำให้พระอั๋นตัดสินใจอยู่ต่อที่วัดนี้ 5 เดือน เพื่อศึกษาหนังสือในห้องสมุดนี้ เล่มหนึ่งที่พระอั๋นหยิบมาอ่านเขียนโดยองค์ทะไลลามะที่ 14 ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวทิเบต

พระอั๋นบอกว่าไม่เคยศึกษางานขององค์ทะไลลามะมาก่อน จนได้อ่านหนังสือเล่มนี้ และแค่เกริ่นบรรทัดแรกก็เหมือนตีหัวพระอั๋นให้ตั้งคำถามกับพุทธศาสนาในโลกของเราใหม่เลย

“หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเก่ามากแล้ว ท่านเขียนเริ่มต้นด้วยประโยคว่า อย่างที่เรารู้กันดีว่าพุทธศาสนามี 3 นิกายหลัก คือหินยาน (เถรวาท) มหายาน และวัชรยาน เราอ่านแล้วตกใจเลยว่าเขารู้กันอยู่แล้วเหรอ เพราะเราไม่รู้เลยว่าพุทธมีหลายนิกาย”

แต่ไม่ได้แปลว่าทั้ง 5 เดือนนี้พระอั๋นจะใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องสมุด ตลอดเวลาที่อยู่กับพระที่นั่น ทำให้เห็นว่าแต่ละที่ก็มีวิถีชีวิตที่ต่างรสชาติกันไปในธรรมะอันเดียวกัน

“กรอบของพุทธศาสนาบ้านเรา เช่น พระควรนุ่งห่มจีวรแบบนี้ ต้องโกนคิ้ว ต้องพูดลักษณะนี้ ซึ่งไม่ใช่ว่าผิด แต่จะผิดถ้าเข้าใจว่านี่คือแก่นสารของพุทธศาสนาและยึดมั่นจนเกินไป ฉะนั้น พอเราเข้าใจภาษาอื่นจนได้สัมผัสความหลากหลายของธรรมะ จะรู้ว่าวิถีชีวิตในธรรมะนั้นมีความหลากหลายได้ ไม่ได้มีแค่แบบวัฒนธรรมบ้านเรา

จากทริปแรกที่ศรีลังกา พระอั๋นมีโอกาสไปลาดักห์ ประเทศอินเดีย ร่วมกับคณะพระที่ไปเดินธรรมยาตราที่นั่น และขากลับก็ล่องลงมาตามเมืองต่าง ๆ และหนึ่งในนั้นก็คือ เมืองธรรมศาลา (Dharamsala) เมืองที่องค์ทะไลลามะประทับอยู่ หนึ่งในจุดหมายที่ชาวพุทธนานาชาติมักคิดว่าควรได้ไปสักครั้ง

“มันเป็นเหมือนถนนข้าวสารทางจิตวิญาณ” แววตาพระอั๋นเปล่งประกายขณะนึกถึงช่วงเวลานี้ คงเป็นสัญญาณว่านี่เป็นหนึ่งในทริปที่ติดอยู่ในความทรงจำเสมอมา

ที่ว่าทำไมเหมือนถนนข้าวสาร เริ่มตั้งแต่คนในเมืองมีตั้งแต่ฝรั่งแบ็กแพ็กเกอร์ ฝรั่งฮิปปี้ ไปจนถึงคนเอเชียที่มาด้วยมาดคุณหญิงคุณนาย ความแตกต่างนี้ไม่ได้มีผลในการมาธรรมศาลา เพราะทุกคนมาด้วยเป้าหมายคล้าย ๆ กัน คืออยากศึกษาพุทธศาสนาและเข้าเฝ้าองค์ทะไลลามะ

สองข้างทางของถนนเต็มไปร้านรวงมากมายที่ขายของจำพวกหนังสือธรรมะ เครื่องรางแบบทิเบต ชา-กาแฟ

“ที่นี่เขาเข้าใจแก่นพุทธศาสนาแบบคนที่มีภูมิหลังเป็นทิเบต เขาไม่ปฏิเสธโลกโดยสิ้นเชิง แต่มองถึงความเกื้อกูลกัน เป็นคติแบบมหายาน พอเข้าใจแก่นแบบนี้และการใช้ชีวิตของพระที่สัมพันธ์กับโลก เราได้เห็นความงามในความเปิดกว้างและหลากหลาย และเห็นความคับแคบในการยึดติดบางอย่างที่เราเคยมีในตัวเอง”

ที่ธรรมศาลามีสำนักภาวนาชื่อว่า Tushita ก่อตั้งโดย Lama Yeshe และ Lama Zopa ซึ่งเป็นพระในสายธรรมขององค์ทะไลลามะ เอกลักษณ์ของศูนย์นี้ที่ทำให้เป็นจุดหมายสำคัญให้คนที่มาเยือนธรรมศาลา คือคอร์สที่เปิดสอน ส่วนใหญ่เป็นการย่อยหลักธรรมให้ใคร ๆ ก็เข้าใจง่าย เรียกว่าครบจบทุกประเด็นที่ควรรู้ พระอั๋นก็ไปร่วมเรียนกับเขา คือคอร์สศึกษาพุทธศาสนาเบื้องต้นและอื่น ๆ อีกหลายเรื่อง

ชีวิตในธรรมศาลากว่า 3 เดือนทำให้พระอั๋นมีโอกาสได้เข้าไปฟังองค์ทะไลลามะแสดงธรรมอยู่บ้างในช่วงพรรษานั้น

“เราไม่ได้มีสัมพันธ์อะไรกับท่านเป็นพิเศษหรอกนะ เคยเจอท่านห่าง ๆ ในครั้งแรก ท่านเห็นว่าเราเป็นพระเถรวาทเลยเดินมาคุยด้วยครั้งหนึ่ง ระหว่างท่านกำลังเดินไปที่หอแสดงธรรม ส่วนเวลาฟังท่านเทศน์เราอยู่นู่น ปลายสนามหญ้าข้างนอก เพราะจะเข้าข้างในต้องมีบัตรพิเศษที่เราไม่มี”

จากการพบในธรรมศาลา เมื่อกลับมาอยู่ไทยในช่วงที่โควิดระบาด พระอาจารย์นานาประเทศทำการเปิดไลฟ์เทศนา พระอั๋นมีโอกาสอาสาแปลเป็นไทยให้แก่พระ 2 รูปคือ ท่านมินจูร์ รินโปเช (Mingyur Rinpoche) และ องค์ทะไลลามะ

“จากการอาสาทำงานแปลเหล่านั้น จึงมีคนชวนไปทำงานบางโครงการที่สัมพันธ์กับพุทธนานาชาติมากขึ้น โดยเขาก็อยากหาพระที่มีมุมมองที่เปิดกว้างต่อการแลกเปลี่ยนระหว่างสายธรรม และช่วยให้การสื่อสารระหว่างกันมันเกิดขึ้นได้ จึงเป็นจังหวะที่พอดีกัน”

โครงการแลกเปลี่ยนพระนานาชาติ

โครงการที่พระอั๋นเข้าไปมีส่วนร่วมตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการแลกเปลี่ยนพระภิกษุนานาชาติ บาลี-สันสกฤต ที่ริเริ่มโดยสำนัก South East Asia Office ขององค์ทะไลลามะ

เป็นความตั้งใจขององค์ทะไลลามะที่ทรงอยากให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างสายธรรมในพระพุทธศาสนา โดยชวนพระแต่ละสายธรรม เริ่มจาก 3 ประเทศ คือศรีลังกา ไทย และทิเบต (ที่อยู่ในอินเดีย) ประเทศละ 15 รูป มาเรียนรู้วิถีปฏิบัติและระบบการศึกษาธรรมะของแต่ละฝ่าย โดยคณะแลกเปลี่ยนจะเวียนไปพักที่ 3 ประเทศนี้ ประเทศละ 15 วัน ทำต่อเนื่องปีละรุ่น เป็นเวลา 5 ปี

ปัจจุบันกำลังเข้ารุ่นที่ 3 มีพระอั๋นเป็นหนึ่งในทีมงานฝั่งไทยที่ช่วยดูแลคณะแลกเปลี่ยนระหว่างมาศึกษาเรียนรู้ที่ไทย

พระอั๋นอธิบายการเดินทางคร่าว ๆ ว่า “เริ่มต้นที่พุทธคยาเพื่อเข้าเฝ้าท่านทะไลลามะก่อนเดินทางต่อไปวัดทิเบตในอินเดียตอนใต้ ซึ่งเป็นวัดที่มีมาตั้งแต่ทิเบตยังไม่แตก พออพยพมาอินเดียเขาสร้างวัดทดแทนขึ้นมา ปีแรกไปวัดชื่อเดรปุง (Drepung Monastery) ปีที่ 2 ไปวัดเซรา (Sera Monastery) ปีที่ 3 ปีนี้จะไปวัดกันเดน (Ganden Monastery) เขาจะเวียนกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งวัดเหล่านี้เป็นวัดใหญ่ มีพระกว่า 5,000 รูป”

สิ่งที่พระในคณะแลกเปลี่ยนจะได้ คือความเข้าใจในความแตกต่าง ความสอดคล้อง และวิถีปฏิบัติของพระแต่ละนิกาย ที่สำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างสายธรรม

“ปีแรกเรื่องที่คุยมาก คือเรื่องศีล เพราะพระเถรวาทจะรู้สึกว่าพระมหายานไม่ค่อยรักษาศีล มันคุยต่อไม่ได้ถ้าเราไม่เชื่อใจกันในเรื่องนี้ ปีแรกเลยคุยในเรื่องศีลเยอะหน่อย ยกศีลใน พระปาฏิโมกข์ 227 ข้อมาคุยทีละหมวด เอาของแต่ละสายมาเทียบกัน พบว่า 95 เปอร์เซ็นต์ตรงกัน แม้ว่าจะมีการปรับใช้ที่ต่างกันไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วเรามีต้นทางหลักสำคัญเดียวกัน ทำให้เห็นว่าเราเคยเข้าใจผิดกันไปเยอะทีเดียว”

ก่อนออกบวช พระอั๋นที่เคยอยากหาคำตอบบางอย่าง การไปเรียนต่อทำให้ได้คำตอบคือ ‘ไม่รู้’

แต่การมาบวช ทำให้เข้าใจว่า เราต้องรู้จัก ‘ความไม่รู้’ นี่แหละให้แจ่มแจ้ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคำตอบเดียวกัน แต่มันกลับเป็นอีกทิศทางหนึ่งเลย เป็นการกลับมาตั้งคำถามกับสิ่งที่ไม่เคยสงสัย

“เมื่อเราสำรวจตัวเองมากขึ้น จะเกิดการตั้งคำถามกับกระบวนการความเป็นมนุษย์ที่เราไม่เคยคิดถึงมาก่อน การภาวนาทำให้เราตัดทอนสิ่งต่าง ๆ ออกไปจนเห็นตัวเองชัดเจน ได้อยู่กับตัวเองและดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เมื่อก่อนเราใช้ชีวิตตามระบบอัตโนมัติ ไม่เคยคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในหัว ในใจนี้ เราเป็นคนทำให้เกิดหรือมันเกิดขึ้นเองแล้วถูกผลักดันให้เราแสดงออกมา

“พอตั้งคำถามกับสิ่งที่เราเป็นจนนึกว่าปกติ ทุกอย่างจะดูไม่ปกติอีกเลย ความรู้สึกที่เรามีต่อโลกเปลี่ยนไปในแง่ที่เราเข้าใจมากขึ้น บางคนบอกพระอ่านใจคนได้ บางรูปอาจทำได้จริง ๆ ก็มี แต่บางรูปอาจเกิดจากความเข้าใจธรรมชาติข้อนี้ รู้ว่าถ้าทำสิ่งนี้จะเกิดอะไรตามมา”

โลกยุคนี้แตกต่างจาก 20 ปีที่แล้ว ก่อนที่พระอั๋นจะออกบวช บางคนบอกว่าพุทธศาสนาเริ่มเสื่อมความนิยม หรือทุกศาสนาเลยก็ว่าได้ คนหันมาศรัทธาตัวเองมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน การตื่นตัวตั้งคำถามก็เป็นนิสัยหนึ่งของมนุษย์ยุคนี้ ศาสนาหนีไม่พ้นที่จะถูกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ บรรยากาศแบบนี้สำหรับพระอั๋นทำให้ศาสนาพุทธน่าทำความเข้าใจอย่างยิ่ง

“ตอนนี้โลกธรรมะเปิดเหมือนโลกอื่น ๆ มีข้อมูลเยอะมากจนบางทีก็มากเกินไป ถ้าคนสนใจและพิจารณาข้อมูลดี ๆ จะพบว่าเราเห็นสิ่งที่เป็นเปลือกง่ายขึ้น เห็นว่าอะไรเป็นแก่น วัดบางวัดอาจจะอยู่ไม่ได้ด้วยความเชื่อที่ไม่ถูกต้องอีกต่อไป วัดดี ๆ คนอาจจะไปมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ถูกหลอกล่อได้ง่ายขึ้นด้วย

“คนยุคนี้ให้ความสนใจเรื่องภายในมากขึ้น พลวัตของพุทธศาสนากับสังคมก็กลมกลืนกันเรื่อย ๆ เมื่อก่อนพุทธศาสนาต้องอยู่กับพระ อยู่ในป่า แยกตัวจากสังคม พอกลับมาเชื่อมกันคนเลยไม่ได้สนใจศาสนาเพราะธรรมะอย่างเดียวแล้ว บริบทรายล้อมก็เริ่มมีความสำคัญ”

ท่านได้อะไรจากการบวช 13 พรรษา – เราถาม 

ท่านขอเวลาคิดสักครู่หนึ่งก่อนตอบว่า ทุกคนควรได้ศึกษาตัวเอง เพื่อลดเวลาชีวิตที่จะไปใช้กับการแก้ปัญหาที่ไม่จบสิ้น “ยุคนี้มีหลายศาสตร์ที่พูดเรื่องศึกษาตัวเอง เราว่าเริ่มจากเลือกอันไหนก็ได้ เอาที่รู้สึกเหมาะกับตัวเองก่อน แล้วมันจะโยงเข้าหากันอย่างลึกซึ้งมากขึ้นเอง ส่วนตัวเราคิดว่าพุทธศาสนาเป็นศาสตร์หนึ่งที่ได้ผล มีความคมคายอย่างยิ่ง และมีผู้ได้ผลจากการฝึกฝนมาอย่างต่อเนื่อง

“ชีวิตเราเต็มไปด้วยการพยายามแก้ปัญหาตลอดเวลา แต่เป็นปัญหาที่แก้ไม่จบสักที เพราะเราแก้ไม่ถูกจุด การศึกษาตัวเองทำให้เราเริ่มเข้าใจโครงสร้างของปัญหาที่เรามี และแก้ปัญหาได้ถูกจุด เช่น เราอยากเรียนจบที่ดี ๆ อยากมีรถ ได้งานดี ๆ ทำ แต่ต่อให้ได้ทั้งหมดนี้เราก็จะยังไม่พอใจอยู่ดี ฉะนั้น ถ้าเราเข้าใจตัวเองจริง ๆ จะรู้ว่าสิ่งที่เราต้องการแท้จริงคืออะไร รู้ว่าเราพยายามเอาสิ่งที่อยู่ข้างนอกมาแก้สิ่งที่อยู่ข้างในใจ”

มันอาจตอบคำถามเมื่อยามที่พระอั๋นกำลังหาคำตอบว่า วิธีไหนจะแก้สภาพสังคมให้ดีขึ้นได้ ที่สุดแล้วเมื่อเราเข้าใจตัวเอง ความเป็นไปของโลกภายนอกจะมีผลกับเราน้อยลง และเมื่อเรามั่นคงจากภายใน เราเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขมากกว่าจะสร้างปัญหาเพิ่ม

“เราว่าโลกทุ่มเทสรรพกำลังไปแก้ปัญหาผิดจุด พยายามเข้าให้ถึงที่สุดของปัญหา สุดท้ายมันเวียนไปเรื่อย ๆ ที่สุดของปัญหาไม่ใช่การไปเปลี่ยนแปลงระบบโลก เพราะเราเห็นแล้วว่าทุกระบบดีแค่ไหนก็ถูกทำลายได้ แล้วคนก็ทำลายตัวเองได้เหมือนกัน

“จุดที่จบจริง ๆ คือกลับมาเข้าใจตัวเอง พอเข้าใจตัวเองได้ โลกจะเป็นยังไงก็โอเค เราจะสัมพันธ์กับปัญหาของโลกโดยไม่ได้ไปเป็นทาสของปัญหา เราจะเป็นผู้ยื่นหยิบยื่นทางออกได้มากกว่าไปเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

“หลักพุทธศาสนาไม่ได้เน้นให้คนอึดหรือแกร่ง เน้นการโอเค เน้นความไม่เป็นอะไรกับปัญหา คือไม่ได้ข้ามพ้นปัญหาด้วยการแกร่งกว่าปัญหา แต่ข้ามพ้นปัญหาด้วยการมีปัญญาที่อยู่เหนือปัญหา ปัญหาจะเกิดก็ได้ไม่เกิดก็ได้ ยังไงเราก็โอเคอยู่ได้ ปัญหาก็เลยจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป แล้วเราจะสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีคุณค่า”

Writer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแสงแดดและหวานร้อย

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)