18 กุมภาพันธ์ 2026
1 K

ความฝันของชีวิตคุณ…เกิดขึ้นตอนไหน

ความฝันของ พาตีเมาะ สะดียามู ‘ผู้ว่าฯ มุสลิมหญิงคนแรกของประเทศไทย’ เกิดขึ้นตอนที่มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขี่ผ่านมาในหมู่บ้านห่างไกล หมู่บ้านที่บ้านไหนมีจักรยานก็ถือว่าหรูหราแล้ว เด็กหญิงพาตีเมาะนั่งมองมอเตอร์ไซค์คันนั้น และคิดในใจว่า เราต้องเป็นข้าราชการให้ได้ เพื่อจะได้มีมอเตอร์ไซค์ขี่แบบนั้น

วันนั้น…พาตีเมาะคงไม่คิดว่ามอเตอร์ไซค์คันนั้นจะขี่พาเธอมาถึงจุดนี้ จุดที่เธอได้เป็นข้าราชการตามที่ฝัน แถมยังพาไปไกลเกินฝัน สู่ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง (อำนวยการสูง) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) หัวหน้าสำนักงานจังหวัดพัทลุง ก่อนจะเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด 4 ครั้ง จนมาถึงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ผู้ว่าราชการหญิงมุสลิมคนแรกของประเทศไทย

ตำแหน่งที่เธอหวังและตั้งใจ อยากให้มันแผ้วถางทางเดินให้ผู้หญิงอีกมากมายในประเทศนี้

ประเทศที่เธออยากให้ “ผู้หญิงมีความฝันและลงมือทำมันอย่างแข็งแกร่ง” 

เพราะไม่ว่าจะความฝันเล็กหรือใหญ่ ความฝันก็ยังเป็นความงามชุบชูใจ เหมือนดอกไม้แต่งแต้มสีสันให้ชีวิต

ฝันไกลของเด็กหญิงจากหมู่บ้านห่างไกล

“เราเป็นเด็กบ้าน ๆ โตมาในหมู่บ้านห่างไกล มีวันหนึ่งครูขี่มอเตอร์ไซค์ฮอนด้าผ่านมา เราก็ฝันว่าชีวิตเราขอให้ได้เป็นข้าราชการก็เพียงพอแล้ว เพราะในอดีตการได้เป็นข้าราชการเป็นความมั่นคงอย่างหนึ่งของเด็กยุคเรา 

“ตอนนั้นต้องให้เครดิตพ่อมาก ๆ ในหมู่บ้าน 200 หลังคาเรือนเมื่อ 40 ปีที่แล้ว มีแค่ 2 ครอบครัวเท่านั้นที่ได้เรียนหนังสือ ความที่พ่อเขาค้าขาย เขาจึงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าคณะวัด โต๊ะอิหม่าม ผู้นำ เราเลยได้เริ่มเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัด หลังจากนั้นไปโรงเรียนตลาดซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนคล้ายโรงเรียนสอนศาสนา ก่อนมาต่อมัธยมปลายที่สาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 

“ภูมิหลังเหล่านี้หล่อหลอมให้เราเห็นถึงความแตกต่างหลากหลาย เรามีความฝันอยากเรียนรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาก ๆ แต่ไปไม่ถึง เลยเข้าเรียนคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จนสอบราชการได้ 

“ดังนั้น แค่สอบข้าราชการได้ ความฝันเราก็สำเร็จแล้ว”

พาตีเมาะเล่าว่าเมื่อความฝันสำเร็จ เธอไม่ได้คิดและวางแผนอะไรต่อนอกจากตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ จนได้เข้าสู่สายบริหาร คือตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง (อำนวยการสูง) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) 

เธอเริ่มมองเห็นโอกาสในการทำงานบริหารในตำแหน่งที่สูงขึ้น จึงไปเรียนต่อสาขาการบริหารการพัฒนาสังคม คณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และได้รับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ ถึง 4 ครั้ง คือรองผู้ว่าฯ พัทลุง นราธิวาส ยะลา และนราธิวาสอีกรอบ ตอนนั้นรองผู้ว่าฯ เมาะจึงตัดสินใจคุยกับเจ้านาย 

“ตอนนั้นเราหมดหวังแล้วนะ เพราะเหลืออายุราชการน้อยแล้ว แต่ก็ขอลองอีกครั้ง เลยถามเจ้านายว่า ลองสักครั้งได้มั้ย ให้ผู้หญิงลองมานั่งตำแหน่งผู้ว่าฯ สักครั้ง 

“ที่เรากล้าเสนอตัวเองอย่างนี้เพราะคุณสมบัติเราเป็นตามมาตรฐาน เราเติบโตมาจากการทำงาน การเลื่อนแต่ละครั้งมาจากการทำงาน แรงหนุนของผู้บังคับบัญชา-ผู้ใต้บังคับบัญชา และแรงหนุนจากคนในพื้นที่ อีกทั้งตอนนั้นมันถึงเวลาแล้ว ระบบของรัฐต้องเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงแล้ว 

“เราเป็นผู้หญิงในกระทรวงมหาดไทยที่เติบโตจากผู้ชาย แต่ปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มหาดไทยไม่ใช่แค่การปกครอง แต่คือการบริหาร การสร้าง การประสาน การมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้น ณ วันนั้นบรรดาคนที่มีคุณสมบัติเติบโต มีเราคนเดียวที่เป็นผู้หญิง ถ้ากระทรวงไม่แต่งตั้งเราในห้วงเวลานั้นก็ต้องมีคำตอบ ด้วยจังหวะเวลาที่ถูกต้องทั้งหมดนั้น เราจึงได้รับโอกาส

“เราเชื่อว่าใครก็ตามที่อยู่ในระบบราชการแล้วเติบโตมาถึงจุดนี้ทุกคนเก่ง ไม่ใช่เพราะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เราทุกคนมาอยู่ตรงนี้ได้เพราะเรามีความสามารถ 

“เพราฉะนั้น ความสามารถเป็นคำตอบสำหรับทุกคน”

แรงเสียดทานของ ผู้นำ-หญิง-มุสลิม 

เรานัดสัมภาษณ์ผู้ว่าฯ พาตีเมาะในวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นวันหลังเกิดเหตุโจมตีลอบเผาปั๊มน้ำมัน 11 แห่งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ว่าฯ พาตีเมาะเล่าถึงชีวิตการทำงานใน 1 วันที่ผ่านมาให้เราฟัง ทำให้เราเห็นชีวิตของเธอในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องนำ ตัดสินใจ รับผล แก้ไข และเจอแรงเสียดทาน

“เมื่อคืนมีเหตุสร้างความเสียหาย โดยปัตตานีมี 2 แห่ง เราไปตั้งแต่เมื่อคืน ได้คุยกับแม่ทัพ เช้านี้ก็ไปเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งต่าง ๆ เพราะเป็นวันเลือกตั้งท้องถิ่น (12 มกราคม พ.ศ. 2569) 

“เวลาเกิดอะไรแบบนี้ สิ่งแรกที่เราต้องทำคือการฟังข้อมูล การสื่อสาร การเยียวยาความเสียหาย และต้องกลับมาทบทวนทุกฝ่ายว่าจะมีการป้องกันยังไง เพราะมีอีกหลายพื้นที่เศรษฐกิจซึ่งอาจมีความน่าจะเป็นในการเกิดซ้ำ เราต้องวางมาตรการป้องกัน อยากทำให้ปัตตานีเป็นเซฟโซน เพราะช่วงนี้จริง ๆ ถ้าไม่มีเหตุความรุนแรง ปัตตานีเราค่อนข้างอยู่ในบรรยากาศที่ดี พอมีเหตุมันก็ดร็อป ก็คงต้องแก้ปัญหากันไป

“เราไม่สู้ด้วยวิธีรุนแรงเพราะเราถูกพระเจ้าออกแบบให้สันติ ความเจ็บปวดเกิดกับทุกคน เราอดทนและส่งกลับไปอย่างสร้างสรรค์ดีกว่า ในการทำงานหลาย ๆ ครั้งโดยเฉพาะมิติด้านความมั่นคง เราจะไม่ไปสู่การตอบโต้ เพราะวิธีของความรุนแรงนั้นมีวิธีเดียว คือยิง ฆ่า ทำลาย แต่วิธีสันตินั้นมีหลากหลาย บางวิธีไม่ต้องใช้ต้นทุน ใช้ความเป็นมนุษย์นี่แหละ ท้ายที่สุดแล้วเราเชื่อในการสื่อสาร การทำความเข้าใจกับคน 2 คนที่มีความเห็นไม่ลงรอยกัน ถ้าในวันหนึ่งเขาได้นั่งคุยกัน เขาได้สัมผัสอบอุ่น ได้แตะกัน มันจะอ่อนลง เราเลยสู้ในแบบของเรา มันอาจจะไม่ใช่วิธีที่ใช่หรือไม่ใช่ แต่นั่นคือมุมมองการจัดการของเรา”

แรงเสียดทานในการทำงานของเธอไม่ได้มาจากเหตุความไม่สงบเท่านั้น แต่ผู้ว่าพาตีเมาะเล่าว่าแรงเสียดทานเกิดตั้งแต่เธอได้รับตำแหน่งผู้ว่าฯ เพราะบางคนไม่มั่นใจในการนำของผู้หญิง อีกทั้งในสังคมมุสลิมเองนั้นการมีผู้นำหญิงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยพบได้มากนัก โดยครั้งหนึ่งเธอโดนสื่อสังคมออนไลน์โจมตีว่าเธอทำตัวไม่เหมาะสมที่เข้าร่วมพิธีทางศาสนาพุทธ ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการเป็นผู้ว่าฯ ของเธอ

“มีหลักการอิสลามที่ถกเถียงกันว่าผู้หญิงเป็นผู้นำไม่ได้ เราจึงศึกษาว่าความเป็นผู้นำในหลักการอิสลามที่เขาห้ามคืออะไร ปรากฏว่าที่ห้ามคือโต๊ะอิหม่าม แต่ระบบบริหารในสังคมเป็นระบบที่มนุษย์คิดขึ้นมา แน่นอนว่ามีกระแสต่อต้าน เรารู้ว่ายังมีคนไม่ยอมรับเรา ทั้งผู้นำหรือผู้คนที่มีทัศนคติเดิมที่ถูกสอนมาว่าผู้นำต้องเป็นผู้ชาย เราเคยเจอผู้นำพูดว่า ใครแต่งตั้งกะเมาะเป็นผู้ว่าฯ บาปนะ 

“เราได้ยิน รับสารนั้นมา ไม่ได้แสดงอารมณ์อะไร เพราะความไม่เชื่อมั่นต่าง ๆ เกิดได้ เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องตอบคำถามต่อความไม่เชื่อมั่นนั้น ในมุมเราคิดว่าท่ามกลางความขัดแย้งความรุนแรง ถ้าผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมมันจะสร้างสภาวการณ์ที่อ่อนลงและจะทำให้เกิดการพูดคุย เพราะบริบทของผู้หญิงมีภาวะความเป็นผู้นำบางอย่างที่ไม่ได้แข็ง แต่มันแกร่ง เราแยกระหว่างความแข็งกับความแกร่งออก ความแกร่งมาจากไหน มาจากบุคลิกการทำงานของเราที่ผ่านมา สภาวะความกดดันของเราที่เคยผ่านมา เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดปัญหา เราจะมีความนิ่ง 

“ในกระแสเรื่องไหว้พระที่มีการโจมตีนั้น เราพร้อมน้อมรับผลของการตัดสินใจ เพราะเราเชื่อว่าบนโลกนี้ไม่มีการตัดสินใจไหนที่สมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบนั้นไม่มี ตอนนั้นเรามองว่าในความไม่ลงรอยกันในพื้นที่ เกิดจากความไม่เชื่อมโยงระหว่างพี่น้องต่างศาสนา การแสดงออกถูกจำกัด เราอยากเปิดมุมมองความเป็นจริงของสังคมที่มันต้องเปิด 

“นี่คือสัญลักษณ์การแสดงออกของโลกนี้ คือการเคารพในความเป็นมนุษย์ แสดงความรักและความหวังดีต่อกัน มนุษย์เกิดก่อนความเชื่อ ก่อนศาสนา เราถูกออกแบบมามีจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เราถูกออกแบบมาให้ส่งสารความดีงามต่อกัน การสร้างความอบอุ่นให้แก่กัน เราคิดว่าการเผชิญความเจ็บปวดต่างหากเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องมาแก้ไขร่วมกันรับผิดชอบร่วมกัน 

“ดังนั้น เราเป็นผู้นำ-ผู้หญิง-มุสลิม เราจึงต้องมีความอดทน มีวินัย และต้องพัฒนาแสวงหาความรู้ ติดตามความเท่าทันของสภาวการณ์ เพราะเป็นสิ่งที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจ เพราะความเชื่อมั่นของการตัดสินใจมาจากสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะเราเป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชาย

“เราไม่ได้เป็นผู้ว่าฯ ของผู้หญิงคนเดียว เราเป็นตัวแทนภาพที่อยากให้ผู้หญิงมีภาวะความเป็นผู้นำ เพราะฉะนั้นเราจะต้องสมาร์ตให้ได้ เราหวังว่ามันต้องไม่จบที่เรา ต้องมีผู้หญิงขึ้นมาอีก เราอยากให้ผู้หญิงทุกคนมีความฝัน”

เมืองปัตตานีที่ผู้ว่าฯ หญิงคนหนึ่งฝันไว้

เมืองปัตตานีที่ผู้ว่าฯ พาตีเมาะ สะดียามู ฝันไว้ คือเมืองแห่งสันติภาพ แต่สันติภาพที่เธอฝันไว้คือสันติภาพที่เริ่มต้นจากภายในใจทุกคน ในบ้านทุกหลัง ในชุมชนทุกชุมชน เพราะเธอเชื่อว่าพลังเล็ก ๆ จะรวมเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่แข็งแกร่ง

“สันติภาพคือเรื่องใหญ่ ความรุนแรงคือเรื่องใหญ่สำหรับเรา แต่จะแก้ไขความรุนแรงด้วยความรุนแรงกว่า เราทำไม่ได้ 

“ตอนนี้เราเริ่มต้นทำโครงการการลดความรุนแรงในครอบครัว เราเชื่อมั่นว่าถ้าไม่มีความรุนแรงในครอบครัว ไม่มีการทำร้ายกัน มันน่าจะลดความรุนแรงในสังคมใหญ่ได้ ตอนนี้ก็ทำมาหลายปี เราเริ่มออกแบบชัดเจนขึ้นร่วมกับหน่วยงานหลายหน่วยงาน ล่าสุดเพิ่งเก็บตัวเลข และกำลังจะทำตำบลนำร่องที่ลดความรุนแรงในครอบครัว 

“อีกโครงการที่ทำมา 2 – 3 ปีคือการแก้ความยากจนอย่างพุ่งเป้าหมายโดยใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วย สมมติว่ามี 100,000 ครอบครัวที่เข้าสู่ความยากจน นโยบายเราคือเราต้องไม่มีคนยากจนข้ามรุ่น หมายความว่าบ้านนี้พ่อแม่จน ต้องไม่ให้ลูกจน ลูกต้องไปต่อได้ อันนี้ใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี เราร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำแอปพลิเคชันมุ่งเรื่องนี้ หากมีข้อมูลเลยว่าครอบครัวนี้ประสบความยากจน ลูกไม่มีการศึกษา ไม่มีรายได้ ไม่มีอาชีพ สภาพแวดล้อมไม่ดี ไม่ปลอดภัย ถ้าประเมินไม่ผ่าน ท้องถิ่นต้องเข้ามารับต่อ 

“ตอนนี้จังหวัดปัตตานีเพิ่งชนะการแข่งขันแบรนดิ้งจังหวัดปัตตานีเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คือการยกระดับเมืองเก่าไปเป็นมรดกโลกหรืออุทยานประวัติศาสตร์ การสร้างการท่องเที่ยวเชิงสโลว์ไลฟ์ การยกระดับชุมชนให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงชุมชนที่ตอบโจทย์ ให้คนในพื้นที่ที่สร้างรายได้ให้เขาอยู่ได้ 

“ปัตตานีเพิ่งผ่านน้ำท่วมใหญ่มา เราดูในเชิงข้อเท็จจริงของพื้นที่ว่าท่วมแบบนี้ทุกปีทำยังไงให้การท่วมเบาลงหรือระยะเวลาสั้นลง บางชุมชนเขาเตรียมตัวเองพร้อมนะ ถึงเวลาต้องอพยพเขาก็ไป ถึงเวลาที่เขาต้องขึ้นที่สูงก็ไป นี่คือความสำเร็จจากที่เขาเรียนรู้มา เราแค่ต้องแม่นยำในการเตือนภัย สำคัญที่สุดคือ การเตรียมการพื้นที่และความพร้อมในการอพยพให้เขา อาหารสำรองต้องพร้อม เครื่องมือต้องพร้อม อย่างเจ็ตสกีแต่ละชุมชนต้องพร้อม เราก็ดูแลกันและผ่านกันมาแบบนี้ 

“เราเชื่อว่าโลกต่อจากนี้มันไม่ง่าย จะทำยังไงให้คนในพื้นที่มีความภาคภูมิใจและมีความรักในตัวตนของเรา แค่นี้เลย เพราะเราเชื่อว่าคนต้องเผชิญกับสภาวการณ์ยาก ๆ ของโลกเหล่านี้รุ่นต่อรุ่น เราต้องสอนเด็กรุ่นหลังเราให้อยู่กับความเป็นจริง สอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้เขา ความเป็นไปของโลกนี้เป็นแค่บททดสอบคุณค่าของมนุษย์ เพราะฉะนั้นเขาจะต้องเรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้ เราต้องสร้างคนของเราให้พร้อมที่จะรับสิ่งเหล่านี้ให้ได้ 

“นี่แหละมั้งปัตตานีในฝันของเรา เป็นที่ที่ทุกคนมีความรักและภาคภูมิใจในตัวตน พร้อมสู้ไปกับโลกทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” 

Writer

วิภาดา แหวนเพชร

ขึ้นรถไฟฟ้าหรือไปไหนจะชอบสังเกตคน ชอบคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะ homeless ชีวิตมนุษย์นี่มหัศจรรย์มากๆ เลย ชอบจัง

Photographer

มูหมัดซอเร่ เดง

ผมเป็นช่างภาพที่ชื่นชอบและมองเห็นถึงพลังการขับเคลื่อนของภาพถ่าย ที่มีอิทธิพลต่อสังคมภายในและภายนอก ผมเริ่มถ่ายภาพจากเหตุการณ์พายุถล่มปัตตานีเมื่อปี 2552 เพื่อขอรับบริจาค และถ่ายภาพวิถีชีวิตในพื้นที่ต่อเนื่องมาเพื่อนำเสนอแง่มุมดี ๆ ที่ไม่ใช่แค่ความรุนแรง