25 ธันวาคม 2025
2 K

เวลาสัมภาษณ์คนลงคอลัมน์ Cloud of Thoughts เรามีคำถามภาคบังคับที่มักจะถามทุกคนถึงความฝันในวัยเด็ก คำตอบที่ได้มีทั้งความฝันที่่ส่งผลต่อการเลือกเส้นทางชีวิตตอนเป็นผู้ใหญ่ หรือความฝันของบางคนก็ไปคนละทิศคนละทางกับชีวิตตอนโต แต่มีน้อยคนที่จะบอกว่า ตอนเด็กไม่เคยมีความฝันอะไรเลย

คำตอบของ หน่อแอ่ริ ทุ่งเมืองทอง จัดอยู่ในคนกลุ่มนี้

ถ้าให้เราเล่าโดยย่อว่า หน่อแอ่ริ ทุ่งเมืองทอง คือใคร เธอเป็นชาวปกาเกอะญอที่เกิดและโตในบ้านห้วยอีค่าง หนึ่งในชุมชนชาวปกาเกอะญอในเชียงใหม่ที่ยังคงใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะแนวคิดชายเป็นใหญ่ ชีวิตวัยเด็กของหน่อแอ่ริจึงเผชิญกับความไม่เท่าเทียมทางเพศ จนกลายเป็นแรงผลักดันให้เธอในวัยผู้ใหญ่ทำงานเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้หญิงในหมู่บ้านตัวเอง 

ปัจจุบันพื้นที่ทำงานของหน่อแอ่ริขยายเป็นระดับประเทศ ผ่านบทบาทนายก ‘สมาคมผู้หญิงชนเผ่าเพื่อการพัฒนา’ (Association of Hill Tribe Women for Development – AHTD) สร้างความเข้มแข็งให้ผู้หญิงจากทุกชนเผ่าในประเทศไทย

แม้วัยเด็กของนายกสมาคมหญิงคนนี้จะไม่มีความฝัน ไม่เคยคิดว่าโตขึ้นมาอยากทำอะไร แต่ตลอดการเดินทาง 40 ปีของเธอบอกเราว่า ถึงตอนเด็กจะยังไม่เจอความฝัน แต่สุดท้ายชีวิตจะพาเราไปเจอบางสิ่งบางอย่างที่กลายเป็นเป้าหมาย และเป็นเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ 

“ชื่อของผู้หญิงปกาเกอะญอจะมีคำว่า ‘หน่อ’ นำหน้า ส่วน ‘แอ่’ ในภาษาปกาเกอะญอแปลว่า ‘รัก’ รวม ๆ ความหมายของชื่อเราคือ เป็นที่รักของพ่อแม่” เจ้าของชื่ออธิบายให้ฟัง เธอคือทารกที่เกิดมาพร้อมความรักของพ่อแม่และพี่น้องอีก 9 ชีวิต

แต่ความรักในครอบครัวก็ทำให้หน่อแอ่ริหลีกเลี่ยงความเป็นจริงที่ว่าในหมู่บ้านนี้ผู้หญิงไม่มีค่าเท่าผู้ชายไม่ได้ เป็นการปลูกฝังความคิดเริ่มตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ และส่งต่อมาถึงรุ่นหน่อแอ่ริ วัฒนธรรมและประเพณีของชาวปกาเกอะญอเชิดชูความเป็นชาย 

“ความไม่เท่าเทียมเริ่มตั้งแต่ตอนเกิด ถ้าเป็นลูกผู้หญิง พ่อแม่มักจะบอกว่าไม่ต้องไปแจ้งเกิดก็ได้ เพราะผู้หญิงไม่ได้เดินทางไปไหน ไม่จำเป็นต้องมีบัตรประชาชน แต่ถ้าเป็นลูกชาย บางคนมี 2 ชื่อเลยนะ เพราะพ่อแม่ไปแจ้งเกิดแล้วแจ้งเกิดอีก 

“เวลากินข้าว ต้องให้ผู้ชายกินเสร็จก่อน ส่วนผู้หญิงได้กินเป็นคนสุดท้าย ส่วนที่เหลือผู้หญิงถึงได้กิน มักจะเหลือน้ำแกงและข้าว หรือเวลาทำงาน ต่อให้ทำงานลักษณะเดียวกัน ผู้ชายกลับได้ค่าแรงมากกว่าผู้หญิง”

เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันยิ่งตอกย้ำความจริงข้อนี้กับเด็กหญิงหน่อแอ่ริ บวกกับความเป็นชนเผ่าทำให้พวกเขาเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้ยาก ส่งผลต่อทางเลือกในชีวิตที่มีน้อยเช่นกัน – แทนที่เธอจะก้มหน้ายอมรับ มันกลับทำให้หน่อแอ่ริรู้สึกว่าต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้

หนึ่งในคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดชุดนี้ของหน่อแอ่ริ คือคุณยาย 

“คุณยายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว” เธอค่อย ๆ วาดภาพไอดอลของตัวเองให้เราฟัง 

“คุณตาเสียตอนคุณยายตั้งท้องลูกคนสุดท้องได้ 3 เดือน คุณยายจึงต้องเลี้ยงดูลูก 3 คนเพียงลำพัง ลำบากมาก แต่ท่านก็คอยสอนลูกเสมอว่า ผู้หญิงผู้ชายเท่ากัน เกิดเป็นผู้หญิงก็ดูแลตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ชายฝ่ายเดียว”

เรื่องที่คุณยายเน้นย้ำตั้งแต่รุ่นลูกจนไปถึงรุ่นหลานคือการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ต้องเรียนสูง ๆ จะได้มีความรู้ไว้ดูแลตัวเอง เป็นเหตุผลให้หน่อแอ่ริพยายามถีบตัวเองให้เรียนจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งนับเป็นไม่กี่คนในหมู่บ้าน และเธอยังเป็นผู้หญิงด้วยที่จบการศึกษาสูงขนาดนี้ 

แต่แรงเชียร์จากคุณยายก็อยู่ได้แค่ในบ้าน เมื่อไหร่ที่ก้าวเท้าออกไปข้างนอก หน่อแอ่ริก็ต้องเจอกับสังคมที่ตอกย้ำเสมอว่า ผู้หญิงไม่มีวัน ‘มีค่า’ เท่าผู้ชาย

13 ถึงเป็นเลขที่มีความสำคัญกับหน่อแอ่ริ เพราะเป็นวัยที่เธอกล้าลุกขึ้นมาพูดถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศกลางที่ประชุมหมู่บ้าน

“ความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ผู้หญิงกังวลมากที่สุด เราไม่รู้สึกว่าในหมู่บ้านมีพื้นที่ปลอดภัยหรือเราจะไปไหนมาไหนคนเดียวได้ ยิ่งสมัยเด็ก ๆ เวลาจะอาบน้ำต้องไปตักน้ำจากที่ไกล ๆ ทำให้ผู้หญิงต้องระมัดระวังตัว เพราะอาจถูกผู้ชายลวนลามหรือทำไม่ดี จะไปไหนผู้หญิงก็ต้องไปเป็นกลุ่ม

“เราไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้มาก ๆ คิดว่าต้องพูดเพื่อหาทางออกร่วมกัน แต่ไม่รู้จะพูดยังไง เพราะตอนนั้นผู้หญิงยังไม่มีสิทธิ์พูด ยิ่งจะมาพูดในที่ประชุมยิ่งยาก จนมีเพื่อนเราถูกผู้ชายลวนลามตอนไปอาบน้ำ เรารู้สึกว่านี่แหละ ถึงเวลาที่ต้องพูดแล้ว ถ้าไม่พูดตอนนี้คงไม่มีโอกาส เราไปที่ประชุมของหมู่บ้านแล้วพูดเลยว่าเพื่อนเราถูกลวนลาม

“ตอนนั้นกลัวมาก ๆ กลัวพ่อแม่จะว่าด้วยที่ทำแบบนี้ แต่เราไม่อยากทนอีกต่อไป แต่พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ เขาหาว่าโกหก เพราะเรื่องแบบนี้ไม่มีใครกล้าพูด ส่วนใหญ่เขาจะแก้ปัญหาด้วยการจับแต่งงาน แต่เราคิดว่ามันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง โชคดีที่เพื่อนยอมมายืนยันในที่ประชุมว่าเขาโดนจริง ๆ โชคดีที่สามีเพื่อนก็เปิดใจให้เพื่อนมาทำแบบนี้ด้วย สุดท้ายเราเลยชนะ ตอนนั้นจำได้ว่าเฮลั่นเลยนะ”

จากเหตุการณ์วันนั้น ผู้หญิงในหมู่บ้านจึงมีความกล้ามากขึ้น กล้าที่จะพูดเพื่อปกป้องตัวเอง ทำให้ฝั่งผู้ชายลดการกระทำที่ไม่ถูกต้อง หน่อแอ่ริยังจำสิ่งที่เธอพูดในที่ประชุมวันนั้นได้ว่า เธอไม่ขออะไรมาก ขอแค่ให้ผู้หญิงใช้ชีวิตในหมู่บ้านได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องคอยระแวงว่าจะเกิดอันตรายตลอดเวลา เป็นก้าวเล็ก ๆ ที่ทำให้หน่อแอ่ริมีพลังเดินหน้าเพื่อสร้างความเท่าเทียมทางเพศให้เกิดขึ้นในหมู่บ้านต่อไป 

 เธอทำงานทางความคิดด้วยการค่อย ๆ พูดเพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติคนรอบข้าง เป็นการทำงานที่ค่อยเป็นค่อยไป เวลาล่วงเลยมาจนหน่อแอ่ริอายุ 30 ปีถึงจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง จากที่ผู้หญิงต้องกินข้าวคนสุดท้าย ก็มากินข้าวรวมกับคนอื่น ๆ ได้ หรือบางบ้านผู้หญิงกินคนแรกด้วยซ้ำ ค่าจ้างจากที่ผู้ชายเคยได้มากกว่าแม้จะทำงานแบบเดียวกัน ผู้หญิงก็ได้รับค่าตอบแทนตามเนื้องานที่ทำ

ถือเป็นการต่อสู้ระยะยาวที่เธอไม่หวังว่าจะเปลี่ยนได้ในทันที เพราะเป็นการต่อสู้กับชุดความคิดที่ปลูกฝังมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ หน่อแอ่ริจึงค่อย ๆ เดิน ค่อย ๆ ปรับทัศนคติไปทีละเรื่อง เพื่อท้ายที่สุด ผู้หญิงและคนในหมู่บ้านจะได้ทลายกรอบความคิดทางเพศให้หมดไป 

“ที่หมู่บ้านมีค่านิยมว่า ผู้หญิงคนไหนอายุ 19 – 20 ปีแล้วยังไม่แต่งงานแปลว่าขึ้นคาน ครอบครัวต้องหาทางให้ลูกหลานได้แต่งงานก่อนถึงวัยนั้น การคลุมถุงชนถือเป็นเรื่องปกติในหมู่บ้านเรา แต่เราพยายามคุยกับเพื่อนผู้หญิงว่า เรามีิอิสระที่จะเลือกคู่ชีวิต ไม่จำเป็นต้องยอมทำตามที่พ่อแม่บอก แต่มันก็ยาก มีไม่กี่คู่ที่เราช่วยได้ ช่วยให้เขาได้แต่งงานกับคนที่รัก ไม่ต้องถูกคลุมถุงชน

“มีคู่หนึ่งที่เรารู้สึกเสียใจมาก เกิดขึ้นช่วงที่เราไปทำงานที่กรุงเทพฯ เพื่อนรักกับผู้ชายคนหนึ่ง แต่ว่าพ่อแม่บังคับให้แต่งกับคนอื่น เขาไม่มีทางเลือกเลยจูงมือกันไปฆ่าตัวตาย เราเสียใจมากว่า ถ้าเราอยู่คงช่วยเขาได้มากกว่านี้”

การจะเปลี่ยนความคิดคน โดยเฉพาะผู้หญิงที่โตมากับความคิดว่าตนด้อยกว่าผู้ชายไม่ใช่งานง่าย ไม่ใช่แค่พูดว่าผู้หญิงเท่าเทียมผู้ชายแล้วทุกคนจะเปลี่ยนความคิดตาม เธอต้องลงมือสร้างความเข้มแข็งให้ผู้หญิงสัมผัสศักยภาพในตัวเองจนเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ท้ายที่สุด

จึงเป็นที่มาของการทำ ‘ป่าผู้หญิง’ งานที่สร้างชื่อเสียงให้หน่อแอ่ริจนมีสื่อหลายสำนักมาสัมภาษณ์เธอ (เราขอสารภาพว่าตอนได้ยินชื่อป่าผู้หญิงครั้งแรก ภาพที่ปรากฏในหัวเราคือภาพป่าที่เต็มไปด้วยมักกะลีผล คล้ายกับในหนังสือการ์ตูน)

“คนปกาเกอะญอผูกพันกับป่า ตั้งแต่เกิด เราตัดสายสะดือเด็กใส่กระบอกไม้ไผ่แล้วไปแขวนที่ต้นไม้ เราเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า ‘ป่าเดปอ’ เป็นวิธีอนุรักษ์ต้นไม้อย่างหนึ่ง จะไม่มีใครกล้าแตะต้องต้นไม้ต้นนั้น เพราะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของสะดือที่นำไปแขวน

“เรามีป่าหลายแบบ มีป่าผู้ชายที่เน้นเอาไว้ล่าสัตว์ เพราะอดีตผู้ชายเป็นผู้นำ ต้องออกไปหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการล่าสัตว์ แล้วก็มีป่าผู้หญิง เดิมตั้งใจให้เป็นพื้นที่ให้ผู้หญิงได้เป็นอิสระ มีพื้นที่ีของตัวเอง ออกไปฟังเสียงนก เสียงน้ำ เห็นสีเขียวของต้นไม้ ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายจากการทำงานหนัก

“แต่เราปรับให้ป่าผู้หญิงมีเรื่องเศรษฐกิจด้วย เพราะผู้หญิงทำนาเป็นอาชีพหลักเย็บผ้าเป็นอาชีพรอง เราเลยปลูกต้นไม้ที่เอามาทำผ้าได้ ช่วยให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้น ผู้หญิงจะได้มีอิสระในการใช้ชีวิตจริง ๆ ไม่ต้องแบมือรอเงินจากสามีอย่างเดียว”

ป่าผู้หญิง หรือ ป่าเก่อเนอหมื่อ ของหน่อแอ่ริแบ่งเป็น 3 ส่วน คือส่วนที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ เน้นต้นไม้ไว้ทำสีย้อมเสื้อ เช่น เพกา มะม่วงหัวแมงวัน ยอป่า (สีมงคล ใช้เฉพาะย้อมเสื้อผ้าที่ใช้ในพิธีมงคงอย่างพิธีแต่งงาน) ส่วนอื่น ๆ คือสมุนไพรและกาแฟ 

เธอมองว่าป่าแห่งนี้จะช่วยให้ผู้หญิงมีเศรษฐกิจที่ดี

“ถึงจะชื่อว่า ป่าผู้หญิง ไม่ได้แปลว่าผู้ชายเข้าไม่ได้นะ แค่ป่านี้พวกผู้หญิงดูแลเป็นหลัก เน้นปลูกสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเรา เป็นพื้นที่ปลอดภัย แต่คนอื่น ๆ ก็มาใช้ได้ อย่างคนตาย ถ้าไม่มีไม้ไผ่ทำที่รองศพ ก็เอาไม้ไผ่ในป่าไปใช้ได้

“ป่าเราไม่ตัดต้นไม้ ไม่ใช้ต้นไม้แค่ครั้งเดียว เราเชื่อเรื่องการทำป่าให้ยั่งยืน ยังใช้ของจากป่าได้เรื่อย ๆ โดยที่เราก็ทำหน้าที่ดูแลป่า เช่น ใช้เปลือกมาทำสีย้อมผ้า เก็บผลผลิตมากินหรือขาย แล้วเราก็มีการปลูกทดแทนให้ป่ายังคงเป็นป่าตลอดไป”

เมื่อผลิตของได้ด้วยตัวเอง ช่วยให้ผู้หญิงเข้าถึงแหล่งรายได้ แต่ยังมีอุปสรรคที่สำคัญอย่างพ่อค้าคนกลาง เพราะหมู่บ้านห้วยอีค่างอยู่ห่างไกล เปิดพื้นที่ขายของไม่ได้ จึงต้องอาศัยพ่อค้าคนกลางมารับซื้อแล้วนำไปขายต่อ และมักเจอปัญหาเรื่องการกดราคา 

หน่อแอ่ริบอกว่า วิธีตั้งราคาไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนกลาง ทำให้เธอตัดสินใจไปลงเรียนหลักสูตรผู้ประกอบการเพื่อสังคมของสถาบันอาศรมศิลป์ เพื่อนำความรู้มาใช้ในการบริหารแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง ‘CHE SU MO’ หรือที่แปลว่า เสื้อของแม่ เพื่อระลึกถึงแม่ที่เป็นคนสอนให้เธอทอผ้า

นอกจากนี้ เธอนำความรู้มาสอนพี่น้องคนอื่น ๆ รวมถึงสนับสนุนคนที่มีศักยภาพให้ไปเรียนหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อนำความรู้กลับมาช่วยคนในชุมชน ให้พี่น้องผู้หญิงมีความเข้มแข็งมากขึ้น

การทำงานเพื่อสิทธิผู้หญิงชนเผ่าทำให้หลายคนคิดว่าหน่อแอ่ริต้องเลือกวิถีชีวิตที่แตกต่างจากผู้หญิงคนอื่น ๆ แต่สิ่งที่เธอต่อสู้มาตลอด คือผู้หญิงต้องได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ และได้รับสิ่งต่าง ๆ เท่าเทียมกับผู้ชาย 

จากการทำงานสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชน ทำให้หน่อแอ่ริได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกในหมู่บ้านที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ 

“ตอนแรกคนก็ไม่ยอมหรอก จริง ๆ ตั้งแต่ตอนลงคะแนนแล้ว ผู้หญิงเขาก็ไม่อยากเลือกเราหรอก ถ้าเราไม่เคยแสดงผลงานอะไร เพราะเขายังคงเชื่อมั่นว่าตำแหน่งผู้นำต้องเป็นของผู้ชาย เราต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้ได้ตำแหน่งนี้ เพราะเราเชื่อว่าบทบาทนี้จะช่วยให้แก้ไขปัญหาในชุมชนได้มากขึ้น

“มีหลายคนบอกว่า ถ้าให้ผู้หญิงเป็นผู้นำจะเกิดน้ำท่วม ฝนจะตกไม่ตามฤดูกาล มีแต่เรื่องไม่ดี เราต้องอธิบายเขาว่า เราเป็นผู้นำทางการที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่ผู้นำตามธรรมชาติ ไม่ได้สืบเชื้อสายตระกูล ต้องทำความเข้าใจกับชุมชนมากพอสมควร”

ชาวปกาเกอะญอมีผู้นำ 2 ประเภท ประเภทแรกเรียกว่า ‘ฮีโข่’ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ทำหน้าที่ดูแลชุมชนและรักษาประเพณีวัฒนธรรม ตำแหน่งนี้สืบทอดทางสายเลือดและต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น ส่วนผู้นำอีกประเภทคือผู้นำที่ได้รับการรับเลือก เช่น ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านของหน่อแอ่ริ

เธอรู้ว่าการต่อสู้ของเธอต้องปะทะกับความคิดอันเป็นมรดกที่สืบทอดต่อกันมาหลายร้อยปี ตัวเธอไม่ต้องการทำลายสิ่งเหล่านี้ เพราะเธอยังคงเคารพบรรพชนเสมอมา เพียงแต่อยากให้ชาวปกาเกอะญอทุกคนมีสิทธิ์เลือกชีวิตด้วยตัวเอง โดยไม่มีเพศสภาพเป็นตัวกำหนด

“ภูมิใจนะที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง เห็นผู้หญิงกล้าพูดกับหมอตอนไปโรงพยาบาล ไม่ต้องพูดผ่านญาติผู้ชายอีกต่อไป”

“เราผลักดัน 2 เรื่อง คือสิทธิผู้หญิงชนเผ่าและสิ่งแวดล้อม เพราะมันเชื่อมโยงกัน ผู้หญิงยังต้องพึ่งพาดินน้ำป่า พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีวิต แล้วความมั่นคงจากการมีที่อยู่อาศัยก็ส่งผลต่อความมั่นคงของชีวิตผู้หญิง”

แม้เป้าหมายการเคลื่อนไหวของหน่อแอ่ริคือเพื่อให้ผู้หญิงในหมู่บ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่การจะทำให้สิ่งนี้เป็นจริง เธอต้องผลักดันด้านอื่น ๆ ด้วย อย่างสิ่งแวดล้อมและสิทธิที่ดินทำกิน เป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงของชีวิตคนชนเผ่าไม่ว่าจะเพศไหนก็ตาม

“ล่าสุดเราไปประชุมกับองค์กรที่ชื่อว่า Misereor เป็นองค์กรของเยอรมนี มีเป้าหมายแก้ไขปัญหาความยากจนให้คนทั้งโลก เรานำเสนอสถานการณ์คนชนเผ่าในไทยว่าเผชิญปัญหาอะไรบ้าง คล้ายกับปัญหาที่ชนเผ่าอื่น ๆ จากทั่วโลกเจอ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือปัญหาระหว่างเรากับรัฐ ทำให้บางชนเผ่าเลือกอพยพไปอยู่ที่อื่น บางชนเผ่าเช่นเราเลือกที่จะต่อสู้

“จากการประชุมนี้ พวกเราลงนามข้อตกลงเพื่อส่งให้ผู้นำประเทศต่าง ๆ ตระหนักว่า พวกเขาต้องหยุดการกระทำที่ละเมิดสิทธิคนชนเผ่าได้แล้ว”

พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 จะประกาศใช้แล้ว แต่ในมุมมองนักต่อสู้ที่ทำงานเรื่องนี้มากว่า 50 ปี เธอบอกเราว่า กฎหมายฉบับนี้ยังไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาและทำให้คนชนเผ่ามีชีวิตที่มั่นคง

“ตั้งแต่การใช้คำ กฎหมายใช้คำว่า ‘ชาติพันธุ์’ เราคิดว่ายังไม่สื่อสารสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ ทุกคนนับเป็นชาติพันธุ์ คนจีนก็เป็นชาติพันธุ์ แต่เราเป็นชนเผ่า มีประวัติศาสตร์ มีวัฒนธรรมที่ผูกพันกับพื้นที่นั้นมาอย่างยาวนาน ถ้าใช้คำว่าชาติพันธุ์มันไม่ครอบคลุม

“สิ่งที่ควรทำคือเอาคนชนเผ่าเข้าไปนั่งในการทำกฎหมายให้เสียงของเราถูกรับฟัง มันถึงจะเกิดกฎหมายที่ช่วยชนเผ่าได้จริง ๆ”

ตอนนี้พื้นที่ทำงานของหน่อแอ่ริจะขยายกว้างขึ้น ขยายไปถึงระดับต่างประเทศ แต่เธอยังคงปักหลักที่บ้านห้วยอีค่าง คอยดูแลทุกข์สุขของคนในชุมชน โดยเฉพาะผู้หญิง

“ถ้าเข้ามาที่หมู่บ้านเราตอนนี้นะ คนที่จะออกมาต้อนรับคนแรก ๆ เป็นผู้หญิง จากที่เมื่อก่อนเป็นผู้ชาย ตอนนี้ผู้หญิงออกมาต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองได้ เป็นวิทยากรพานักท่องเที่ยวเที่ยวรอบบ้านได้ หรือแม้กระทั่งกล้าออกมาพูดกับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อปกป้องชุมชน”

สมาคมผู้หญิงชนเผ่าเพื่อการพัฒนา เป็นสมาคมที่หน่อแอ่ริร่วมกับผู้หญิงจากชนเผ่าอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้หญิงจากทุกชนเผ่าในไทย เพราะพวกเธอรู้ดีว่า ยังมีผู้หญิงจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับค่านิยม วัฒนธรรม หรือประเพณีที่กดทับความเป็นหญิง

“เช่น ชนเผ่าม้ง วัฒนธรรมของเขา ผู้หญิงแต่งงานแล้วถือว่าตัดขาดจากครอบครัวเดิมเลย ตัดชื่อออกจากตระกูล ส่งผลให้ผู้หญิงไม่มีที่พึ่ง เวลาเกิดปัญหา เช่น ถูกสามีทำร้าย เขาต้องทนจำยอม เรากับคนอื่น ๆ ก็ช่วยกันผลักดันจนเกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘รับลูกสาวกลับบ้าน’ คือเปลี่ยนความคิดว่า ผู้หญิงแต่งงานแล้วไม่ได้แปลว่าต้องออกจากตระกูล เขากลับบ้านได้ ยังมีครอบครัวเป็นที่พึ่ง”

ยังมีผู้หญิงในอีกหลายชนเผ่าที่ต้องการความช่วยเหลือ ต้องการความเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงสิทธิของคนชนเผ่าที่ยังต้องผลักดันอีกมาก 

ชีวิตของหน่อแอ่ริในวัย 50 ปียังคงไม่มีความฝัน มีแต่เป้าหมายที่เธออยากให้เป็นจริง และเป้าหมายสำคัญมาก ๆ ที่หล่อเลี้ยงชีวิตเธอในตอนนี้ คือการได้เห็นผู้หญิงชนเผ่าทุกคนไม่ต้องทนทุกข์กับความไม่เท่าเทียมทางเพศ มีโอกาสฝัน และมีโอกาสเลือกชีวิตของตัวเอง

Writer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแสงแดดและหวานร้อย

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ