Apartamento คือนิตยสารบ้านสุดเท่จากสเปนที่เล่าเรื่องบ้านและชีวิตของคนในวงการสร้างสรรค์จากทั่วโลกด้วยวิธีคิดไม่เหมือนใคร ไม่เพียงเป็นศาสดาของนิตยสารอินดี้ Apartamento ยังขายดีสวนทางสื่อกระแสหลัก
Apartamento Cookbook คือซีรีส์หนังสือประจำปีที่ชวนเชฟหรือคนที่น่าจับตาในแวดวงอาหารมาแชร์สูตรอาหารตามโจทย์ เช่น ครีเอตเมนูมื้อดึกจากของเหลือในตู้เย็น โชว์ฝีมือออกแบบเมนูสลัดที่ไม่เหมือนใคร เมนูไข่ ข้าว ซุป เป็นต้น
เมื่อรู้ว่า Apartamento Cookbook #8: Tuber, or Not Tuber? เล่มล่าสุดมี เด่น-นิรามย์ วัฒนสิทธิ์ เป็นหนึ่งในเชฟรับเชิญเหล่านั้น เรารู้สึกภูมิใจไปด้วยทั้งในฐานะแฟนหนังสือและรุ่นน้องรุ่นพี่ในวงการสิ่งพิมพ์

ก่อนอื่นขอแนะนำเด่นให้ทุกคนรู้จักอย่างรวบรัดที่สุด ดังนี้
เด่นเป็นเจ้าของ Eden’s ร้านอาหารเช้าและคาเฟ่ในย่านหลานหลวง
เด่นเป็นคนทำ My Kitchen Out Of Eden’s นิตยสารทำมือที่นำเสนอการใช้ชีวิตของผู้คนที่น่าสนใจจากทั่วโลก เป็นสิ่งพิมพ์ 2 ภาษาที่ได้ไปวางขายในร้านแมกาซีนและ Selected Shop เท่ ๆ มากมาย ทั้งนิวยอร์ก ปารีส โซล และอื่น ๆ
ก่อนจะเปิดร้านอาหารเช้า เด่นทำงานอยู่ในวงการนิตยสารมายาวนาน เป็นคนปลุกปั้น LIPS Love นิตยสารไลฟ์สไตล์รสนิยมดีที่หยิบจับอะไรมาเล่าก็เท่ไปเสียหมด แถมยังเป็น Cafe Hopper คนแรก ๆ ของประเทศ ในยุคที่คำนี้ยังไม่เกิด
นอกจากเส้นทางชีวิตการทำงานจะเหมาะเป็นต้นแบบให้กับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ยุคหลัง ๆ แล้ว มุมการทำธุรกิจร้านอาหารเช้าของเด่นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
เพราะสนุกกับเรื่อง ‘เค้กเผือก’ และอินกับเมนูอื่น ๆ ในเล่ม Apartamento Cookbook #8: Tuber, or Not Tuber? บทสัมภาษณ์นี้จึงเขียนขึ้นโดยล้อไปตามวิธีการทำอาหารในตำรา
ขอเชิญพบกับเรื่องราวของนิตยสาร ร้านอาหารเช้า โต๊ะกินข้าว การเดินทาง หัวใจ และอีกหลายส่วนผสม พร้อมวิธีการปรุงชีวิตเพื่อทำในสิ่งที่รักและรักในสิ่งที่ทำ ฉบับ NIRAM’S COOKBOOK
Appetizer
Sourdough Bread and Halloumi Cheese
ขนมปังยีสต์ธรรมชาติ เสิร์ฟพร้อมฮาลูมีชีสโฮมเมดรสมือยาย
Ingredients :
15 ปี – นครศรีธรรมราช
2 ปี – โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
4 ปี – คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Method :
1. เด่นรู้ตั้งแต่เด็กแล้วว่าตัวเองชอบงานคราฟต์
เด่นมักจะได้รับคำชมจากผู้ใหญ่ว่าร้อยมาลัยเก่ง คัดลายมือเก่ง
เด่นเป็นเด็กที่มีความสุขกับการขี่จักรยานไปนั่งคนเดียวใต้ต้นไม้ในทุ่งนา
ตอนอายุ 8 ขวบ เด่นชอบปูเสื่อ หยิบหมอน 1 ใบ ยกหนังสือ 1 กองใหญ่ไปนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นขนุนหน้าบ้าน
“เราชอบจัดดอกไม้และทำงานฝีมือได้ดี ซึ่งตอนเด็ก ๆ เราไม่รู้หรอกว่านี่คือไลฟ์สไตล์ มันยังไม่มีคำนี้ เราเกิดมาในยุคที่การเก่งในเรื่องพวกนี้ไม่มีประโยชน์เท่าคนที่คิดเลขเก่ง”

2. การบ้านของเด่นโดดเด่นกว่าทุกคนเสมอ
เด่นโตมาในบ้านที่มีสมุดทดความในใจของทุกคนเป็นสมุดประจำบ้าน
งานอดิเรกที่เขาได้จากแม่ คือการตัดภาพในหนังสือพิมพ์มาเขียนบรรยายภาพ ฝึกภาษา ฝึกการออกแบบจัดเรียงหน้า
ตอนอายุ 14 เด่นส่งการบ้านข้อเขียนที่ชวนฝันทำให้เพื่อนในห้องเรียนหัวเราะเยาะ จนครูสอนภาษาไทยต้องบอกเพื่อน ๆ ว่า “พวกเธอไม่ต้องหัวเราะเขา เขามีตาที่ไม่เหมือนเธอ” เด่นในตอนนั้นเด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าครูหมายถึงอะไร
เมื่ออายุ 15 เขาย้ายจากนครศรีธรรมราชไปเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และสอบเทียบเข้าคณะในฝัน ได้ใช้นามสกุล ‘อักษรฯ จุฬาฯ’ ตามที่ตั้งใจ
“กับเรื่องการเรียนเอาตัวรอดได้ตลอด เช่น ตอนส่งการบ้านวิชาวรรณกรรมอังกฤษ แม้คำตอบอาจจะไม่เลิศ แต่การนำเสนอของเราต้องเลิศ ในขณะที่คนอื่นเขียนลงกระดาษคำตอบธรรมดา เราจะเขียนคำตอบใส่กระดาษ บรรจุในซองจดหมายขนาดใหญ่ซึ่งตั้งใจทำมาก ไปซื้อผ้าดิบที่สำเพ็งแล้วให้ช่างเย็บเป็นซองขนาดใหญ่ ปักลายดอกไม้ส่งครู และครูก็ชอบมาก ๆ” เด่นเล่าชีวิตการเป็นนิสิตเอกภาษาไทยโดยย่อ ซึ่งที่นั่นทำให้เขาพบกับความฝันใหม่ในวงการนิตยสาร

3. ระบบ Subscription อาบังใต้คณะ
“ที่ใต้คณะอักษรฯ จุฬาฯ จะมีแขกอาบังมาขายและส่งหนังสือ พลอยแกมเพชร ดิฉัน ให้อาจารย์บนตึก ซึ่งบางทีเพื่อนเราก็ได้ถ่ายแฟชั่นลงหนังสือ เราชอบแฟชั่นในนิตยสารมากก็จะซื้อเก็บไว้อ่าน มีวันหนึ่งอาจารย์เดินผ่าน เขาก็แซวว่าเราแก่แดดมากที่อ่านนิตยสารแฟชั่น ครูเลยบอกว่าวันหลังไม่ต้องซื้อนะ ให้มายืมครูอ่านได้”
เด่นชอบอ่านนิตยสารมาก เขารู้แก่ใจว่าตัวเองจะทำมันได้ จึงเดินหน้าไปขอฝึกงานที่ แพรวสุดสัปดาห์ ซึ่งปกติไม่รับเด็กฝึกงาน แต่เพราะเห็นความตั้งใจ เนื่องจากไม่เคยมีใครทำจดหมายขอฝึกงานลักษณะนี้มาก่อน
เขาเริ่มช่วยงานในหน้าข่าวสังคม ได้ไปออกงานสังคมมากมาย สร้างความแปลกใจให้คนในกองบรรณาธิการด้วยการเขียนชื่อทุกคนในข่าวถูกต้องทั้งหมด แถมยังเขียนแซวงานสังคมสนุก ทำให้เด่นได้ลองทำอะไรหลายอย่าง เช่น ช่วยรุ่นพี่สไตลิสต์ทำสไตลิ่ง
Salad
Green Peas with Broccoli, Artichoke, Ricotta, and Mint
สลัดผักรวมถั่วลันเตา บรอกโคลี อาร์ทิโชก โรยหน้าด้วยริคอตตาชีสและใบมินต์
Ingredients :
2 ปี – สื่อออนไลน์ eotoday.com
3 ปี – นิตยสาร แพรวสุดสัปดาห์
7 ปี – นิตยสาร HELLO!
3 ปี – นิตยสาร LIPS Love
Method :
1. นักเขียนลูกเล่นแพรวพราว
หลังเรียนจบ เด่นเริ่มต้นทำงานเป็นนักเขียนที่กองบรรณาธิการใน eotoday.com นิตยสารออนไลน์ในเครือของ GMM Grammy รับผิดชอบคอนเทนต์แฟชั่น ความงาม ไลฟ์สไตล์ ถือเป็นสื่อออนไลน์ที่มาก่อนกาลมากในยุคนั้น แม้งานจะสนุกแค่ไหน แต่ใจเด่นกลับอยู่ที่นิตยสาร เขาไปทำงานที่ แพรวสุดสัปดาห์ ได้เรียนรู้ทุกอย่าง ทั้งภาพรวม วางผังคอนเทนต์ ขายงานลูกค้า
เด่นเป็นนักเขียนที่มักจะรับบทเป็นนักแสดง โดยมีหน้ากระดาษเป็นเวที ที่สำคัญ เขารู้ว่าคนดูต้องการอะไร “เราเป็นคนอ่านมาก่อน รู้ว่าต้องเล่าแบบไหน รู้น้ำเสียงที่ควรจะเป็น และ Customized เป็น”
2. กำเนิด Cafe Hopper รุ่นบุกเบิก
จากนั้นเด่นก็ย้ายไปทำงานที่นิตยสาร HELLO! รับผิดชอบเนื้อหาความงามและแฟชั่นอย่างที่ถนัด เด่นรู้ว่าต้องเลือกหยิบเรื่องที่ดีมาเล่าอย่างไร หรือแม้ในพื้นที่โฆษณาสินค้า เขาก็คราฟต์ใหม่ทั้งหมด ใส่ไอเดียและน้ำเสียงลงไปจนมีลายเซ็นเป็นของตัวเอง “เจ้านายในตอนนั้นยังบอกว่าอย่าเสียเวลากับที่นี่เลย และคอยถามเสมอว่ามีสิ่งอื่นที่อยากทำหรือเปล่า” และแม้จะเจอสิ่งที่ไม่ชอบในงานบ้าง แต่ก็รู้ดีว่างานนี้ทำให้ได้เดินทางตลอดเวลา
“ด้วยความที่อยู่โต๊ะแฟชั่นและบิวตี้ ทำให้ได้เดินทางไปที่ต่าง ๆ เยอะมาก ไปดูแฟชั่น CHANEL ที่ปารีส ไปงานเปิดตัวแบรนด์ที่ญี่ปุ่น ได้ไปเกาหลีเกือบทุกเดือน ชีวิตสนุกมาก ถ้าช่วงไหนงานไม่เยอะมากเจ้านายก็อนุญาตให้ลาเที่ยวต่อ เราเห็นคาเฟ่มาเยอะมาก ทำให้รู้หมดว่าร้านดัง ๆ ในบ้านเราร้านไหนมีร้านไหนจากเมืองใดเป็นแรงบันดาลใจบ้าง ซึ่งเราไม่ได้ไปอวดใคร ได้แต่เขียนเรื่องที่เจอมาลงในนิตยสาร ดิฉัน ฉันชอบร้านนี้ เมืองนี้ ชอบที่แบบนี้จังเลย ก็รู้สึกว่าวันหนึ่งฉันคงจะทำคาเฟ่ ฉันต้องสร้างมันขึ้นมา”
ในยุคที่ไม่อาจสรรหาหรือรู้จักร้านรวงใหม่ ๆ ได้ง่าย ๆ จากอินสตาแกรม สิ่งที่เด่นชอบทำ คืออ่านคำแนะนำร้านโปรดจากคนดังและคนที่น่าสนใจแวดวงต่าง ๆ ที่เขาเจอในนิตยสารเท่ ๆ จนได้รู้จักและมีโอกาสใช้แบรนด์ทางเลือกดี ๆ ก่อนที่จะดังในหมู่คนไทย เช่น Le Labo หรือ Astier de Villatte
ทุกครั้งที่ออกเที่ยวคาเฟ่ เด่นจะเดินเล่นในตลาดขายของเก่า ไปเมืองไหนต้องแวะที่นั่น ซื้อจานชามช้อนส้อมเก็บไว้เต็มบ้าน ด้วยรู้สึกว่าวันหนึ่งเขาจะมีร้านและคงได้ใช้งานของรักเหล่านี้


3. จงเชื่อมั่นในความรู้สึกตัวเอง
ที่เมลเบิร์น เด่นบังเอิญพบกับ Peter Watson เจ้าของแบรนด์และร้านเครื่องเทศที่ขายเครื่องเทศในกล่องเหล็กแสนสวย ในบทสนทนาสั้นนั้น เด่นแนะนำตัวว่าทำงานด้านสื่อและกำลังรู้สึกไม่สนุกกับงาน
“งานอดิเรกของคุณคืออะไร” ปีเตอร์ถาม
เด่นบอกว่าเขาชอบทำขนม ชอบทำอาหาร อยากแต่งบ้าน สนใจเรื่องไลฟ์สไตล์ แต่ไม่กล้าเปลี่ยนงาน
“ถ้าจะทำเรื่องอาหาร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือประสบการณ์ และจงเชื่อความรู้สึกตัวเอง” ลุงปีเตอร์ให้คำแนะนำ พร้อมเล่าว่าตนได้แรงบันดาลใจในการทำแบรนด์เครื่องเทศจากมื้ออาหารอร่อยที่สุดที่ได้กินที่เวียดนาม ทำโดยชาวบ้านชาวประมงที่จับปลาและตำเครื่องแกงกันสด ๆ ตรงนั้น
“ปีเตอร์บอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องเรียนหรือลาออกจากงานเลยในวันนี้ แค่เชื่อความรู้สึกตัวเอง เมื่อไหร่ที่พร้อม แค่ลาออกแล้วลงมือทำ” นี่เป็นคำสอนเรื่องอาหารคำสอนเดียวกับที่แม่บอกเด่น
แม่ของเด่นเป็นครู เธอเรียนรู้วิธีทำขนมฝรั่งจากเพื่อนครูฝรั่งแลกเปลี่ยน จ่ายค่าสอนเป็นมื้ออาหารที่บ้านในช่วงสุดสัปดาห์ “เค้กก้อนแรก แม่อบโดยใช้หม้อปิดฝาเหมือนขนมไข่ แต่เค้กดันออกมาแข็ง”
“แม่บอกว่ากินอะไรให้สังเกตว่าที่รสเป็นแบบนี้เขาน่าจะใส่อะไร เดา แล้วใช้ความรู้สึกนำ”
นี่คือสิ่งที่ได้จากแม่และการคุยกับปีเตอร์ในวันนั้น เด่นผู้ไม่ได้เรียนทำอาหารจึงเกิดความมั่นใจขึ้นมา
4. A Piece of Cake
เมื่อคิดจะเปลี่ยนสายงานไปทำด้าน Food Stylist รุ่นพี่ก็ให้คำแนะนำว่าสไตลิสต์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำอาหารเอง หากเป็น Food Stylist ที่ทำอาหารได้ จัดแจงชามต่าง ๆ เป็น งานที่ออกมาจะแตกต่าง ได้ยินดังนั้นเด่นก็รีบบอกให้เพื่อนที่อยู่อังกฤษซื้อหนังสือจากร้าน Fortnum & Mason มาให้ และวันรุ่งขึ้นก็ไปซื้อเตาอบทันที
“เมนูแรกที่ทำคือสโคน เพราะคิดว่าน่าจะไม่พลาด กลัวว่าทำเค้กออกมาแข็งแล้วอาจจะล้มเลิกความตั้งใจ”
ความรู้ใหม่ที่เราได้รับ คือเด่นไม่ทำซอฟต์เค้ก แม้ว่าเขาจะชอบกินมาก เหตุผลเป็นเพราะเป็นของที่หากินที่อื่นได้อร่อยกว่า ขนมยอดฮิตอย่างมาการองก็เช่นกัน
“เราทำสิ่งที่อยากกินและจะไม่ผิดหวังกับมันแน่ ๆ กลัวว่าความผิดหวังจะทำให้เกลียดสิ่งที่เคยรัก ปีที่แล้วไปอีสาน เจอเจ้าของโรงงานทำเส้นซึ่งเรียนจบวิศวฯ มา เราถามเขาว่าทำไมไม่ไปทำสิ่งที่รัก เขาก็บอกว่า ถ้าทำแล้วไม่สำเร็จ เป็นใครก็รักไม่ลงหรอก แต่ถ้าทำแล้วสำเร็จ สุดท้ายมันจะรักได้เอง”
เริ่มมีลูกค้าสั่งขนมเค้ก ทำจนเป็นอาชีพเสริมซึ่งทำให้คิดถึงตอนที่ยังเป็นเด็ก งานแรกของเด่นในวัย 6 ขวบที่ทำแล้วได้เงิน คือขายขนมเค้กของแม่ให้เพื่อนที่โรงเรียน
เมื่อภาพลูกค้ากินขนมที่เด่นทำมันชัดขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็ค้นพบเป้าหมายใหม่


5. ปั้นนิตยสารใหม่ในมุมมองที่ไม่เหมือนใคร
เพราะอยากทำหนังสือในแบบที่ชอบ เด่นจึงชวน ตูน-กัญจน์ สุวรรณธาดา ร่วมกันปลุกปั้น LIPS Love นิตยสารไลฟ์สไตล์แห่งยุค ทั้งมุมมองที่ไม่เหมือนใคร ตั้งแต่กราฟิกซน ๆ ไปจนภาพถ่ายทำกับข้าวหลังบ้านที่ก็สวยเก๋ได้ ภาพช้อนหล่น ของวางกระจาย ขนมปังแหวก มีผงแป้งอยู่บนโต๊ะ ซึ่งทำให้คนอ่านยังพูดถึง LIPS Love อยู่แม้จะผ่านไป 10 ปีแล้วก็ตาม
“เราเป็นคนทำอาหาร จึงรู้ว่าผงแป้งที่โรยลงไปบนโต๊ะมัน Make Sense หรือเปล่า ไม่ใช่มีเลมอนวางไว้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเมนูไหนบนโต๊ะใช้เลย หรือมะนาวที่บีบแล้ว น้ำหกเลอะวางตั้งอยู่ด้วยกันในเฟรมยังไงมันก็สวยถ้าเมนูนั้นใช้มะนาว พวกเราแฮปปี้กับการทำ LIPS Love มาก เป็นเล่มที่พวกเราใส่ทุกอย่างที่อยากทำลงไปหมดแล้ว ตอนที่ชวนกันเลิกทำ พวกเราก็โอเค ไม่ฟูมฟาย และไม่มีอะไรรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำ”
หลังจากปล่อย LIPS Love เล่มสุดท้าย เด่นยังคงทำงานเขียนให้คอลัมน์ไลฟ์สไตล์ในนิตยสาร LIPS ก่อนจะขอลาออกไปเปิดร้านของตัวเองตามความฝัน
Main
Eden’s Breakfast
ชุดอาหารเช้า
Ingredients :
ร้านในฝันที่เก็บเกี่ยวระหว่างเดินทางไปทำงาน
ที่ปรึกษาและคนผลักดัน
เพื่อนที่เป็นแรงบันดาลใจ
ลูกค้าประจำ
*** (ทั้งหมดนี้ไม่จำกัดปริมาณ)
Method :
1. จากคนทำหนังสือไปเป็นเชฟรับเชิญ
ระหว่างที่ทำงานนิตยสาร วันหนึ่ง พี่แจะ-ศิริวรรณ ธรณนิธิกุล แห่ง It’s “Happened to be” a Closet โทรมาชวนให้เด่นไปเป็นเชฟรับเชิญ (Guest Chef) ที่ร้านสาขาใหม่ แม้เขาจะบอกว่าไม่ได้เรียนทำอาหารมา แต่พี่แจะก็ยืนยันคำเดิมว่าอยากได้กลิ่นอาหารและขนมของเด่นมาอยู่ในร้าน
“พอพี่เขามั่นใจในเราขนาดนั้น เลยบอกว่าโอเค”
เด่นมารู้จากพี่แจะภายหลังว่า เหตุผลสำคัญที่โทรชวนให้ไปเป็นเชฟขนมที่ร้านก็เพราะเชื่อมั่นว่าเด่นจะทำร้านในอนาคตได้ ยิ่งเห็นเด่นมีความสุขตอนมากตอนทำขนมในครัวยิ่งแน่ใจ ยิ่งอยากจะเป็นที่ปรึกษาให้
เมื่ออยู่ในสนามจริง เด่นจึงรู้ว่าการเปิดร้านไม่ได้มีแค่การทำขนม แต่อาศัยทักษะต่าง ๆ และการจัดการมากมาย หลังจากกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่นาน วันหนึ่งเด่นก็บอกว่าพรุ่งนี้จะลางานแล้วเดินหาตึกเพื่อเปิดร้าน
“ง่ายแค่นั้นเลย ภาพในหัวเราชัดมากว่า ถ้าจะทำร้าน ต้องเป็นย่านเมืองเก่า”

2. เริ่มต้นบทบาทผู้ประกอบการหน้าใหม่
นอกจากพี่แจะ เด่นมี พี่ส้ม-ดรุณี ตรีสุทรรศน์ มาช่วยเป็นที่ปรึกษาด้านการเงิน
“พี่ส้มช่วยวางแผนว่าเงินเก็บมีเท่าไหร่ กู้ธนาคารมาทำร้านเท่าไหร่ ถ้า 1 ปีแล้วไปไม่รอดก็แค่ปิดร้านแล้วกลับไปทำงานประจำ หาเงินมาคืนธนาคาร แต่ถ้าทำแล้วรอด นี่คืออาชีพของเธอ
“ก่อนเปิดร้าน พี่ส้มกับพี่แจะคอยถามไถ่เสมอว่าข้าวของในร้านจะใช้อะไรบ้าง เพื่อตรวจสอบวิธีคิดของเรา เช่น ทิชชูก็ใช้แบบซื่อ ๆ บ้าน ๆ ซื้อที่แม็คโคร จานขาว ๆ เรียบ ๆ เพราะร้านมีของเยอะแล้ว ช้อนส้อมเป็นของเก่าที่สะสมมา กล่องก็ใช้กล่องเค้กทั่วไป พี่ส้มฟังแล้วบอก ลุยเลย เธอรอดแน่ เพราะเธอคิดเป็น ไม่ฟุ้งเฟ้อเรื่องไม่จำเป็น เช่น พิมพ์กล่องเค้กใบละ 50 บาท”
“แต่เราลงทุนกับของคุณภาพเกรดดี ของที่ทำคือของที่กินจริง เนยต้องยี่ห้อนี้ ถ้าต้องเปลี่ยนไปใช้ของราคาถูกลง หรือยอมลดสัดส่วน หรือเปลี่ยนอะไรไป เราไม่พร้อมเสี่ยง ดังนั้น ทุกอย่างจึงคุณภาพเหมือนเดิมตั้งแต่วันแรก”
เมื่อได้ทำเลที่ต้องการ ซึ่งรายล้อมไปด้วยตลาด ร้านดอกไม้ และอุปกรณ์ทำขนมก็อยู่ไม่ไกล เด่นก็ลงมือร่างแบบร้าน นอกจากผนังสีดำและฟาซาดแบบร้านที่ชอบในนิวยอร์ก ภาพตัวอักษรสีทองคำว่า EDEN’S ในหัวของเด่นก็ชัดเจนมาก
“งบส่วนใหญ่ใช้ไปกับค่าซ่อมอาคาร และคิดว่าตกแต่งทำง่าย ๆ เช่น ทาบาร์เป็นสีดำ แต่สุดท้ายก็เจอตู้ไม้ที่จตุจักรราคา 70,000 บาท ซึ่งถูกต้องทุกอย่าง ตอนแรกก็กลัวพี่แจะจะว่า แต่เมื่อพี่แจะรู้ก็บอกว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด เพราะมันเป็นตัวเรามาก ๆ”
3. ซ้อม Opening
ก่อนเปิดร้าน 14 วัน : เมื่อได้ผนังและฝ้าแบบที่อยากได้แล้ว เด่นแขวนแชนเดอเลียร์แสนสวยที่ซื้อมาจากปารีส หลังจากช่วยเดินตรวจความเรียบร้อย พี่แจะและพี่ส้มก็บอกว่า “เด่น พี่ขอพูดอะไรสักอย่าง สิ่งที่เธอกำลังทำมันจะสร้างปรากฏการณ์ เธอรู้ไว้เลย ฉันภูมิใจในตัวเธอมาก แล้วเราก็กอดกันที่หน้าร้าน”
ก่อนเปิดร้าน 10 วัน : ระหว่างนั่งที่โต๊ะแสนสวยริมหน้าต่างร้าน นับจำนวนคนที่เดินผ่านไปผ่านมาในช่วงเวลาบ่ายโมง-บ่าย 3 มีคนเดินผ่านเพียง 5 คน เด่นก็เกิดความกังวล ถ้าเปิดร้านแล้วไม่มีคนมาเลยจะเป็นยังไง “ร้องไห้เลย เป็นความรู้สึกไม่แน่ใจ แต่เมื่อร้องไห้จนพอแล้ว เราก็บอกตัวเองว่าช่างมันเถอะ”
Soft Opening : ในวันที่ชวนเพื่อน ๆ มาซ้อมเปิดร้าน ก็มีลูกค้าบังเอิญผลักประตูเข้ามา
สัปดาห์แรกของการเปิดร้าน : คนเต็มร้านทุกวัน
“สิ่งที่เกิดขึ้นคือไม่ได้กินข้าวเลย มื้อเช้าคือบุหรี่ 1 มวนตอนร้านปิด และร้องไห้ทุกวันตลอด 3 เดือน เพราะเราก็ฝันว่าจะทำร้านชิลล์ ๆ ใจหนึ่งก็รู้สึกฉันทำได้ แต่อีกใจก็ไม่ได้อยากให้คนมาต่อแถวรอเยอะ ๆ เพราะเราทำอะไรไม่ถูก”


4. ไม่ใช่แค่การทำร้าน แต่คือการสร้างบรรยากาศที่น่าอยู่
เวลาผ่านไป เด่นก็เริ่มรับมือกับสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
“มันมีความรู้สึกตลอดเวลาว่าเราอยู่ในที่ที่ถูกต้องไหม จนถึงวันนี้ก็ยังเป็นคำถาม ซึ่งเราได้คำตอบว่า ในความไม่ถูกต้องนั้นมีอะไรที่ถูกต้องอยู่ เราอาจจะไม่ใช่คนในฝันหรือได้อยู่ในประเทศในฝัน แต่เราจะสร้างสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นที่นิวยอร์ก ปารีส โตเกียวได้ไหม คิดว่าก็ไม่ง่ายเหมือนกัน มันจึงเป็นความรู้สึกทั้งรักทั้งเกลียด สำคัญคือเราจะอยู่กับมันยังไง และสิ่งที่เราให้คุณค่าตั้งแต่วันแรกนั้นยังอยู่กับเรามั้ย ซึ่งเราไม่เคยรู้สึกสูญเสียตัวเองเลย แถมได้กลับมามากกว่าที่คิด”
เด่นเริ่ม Eden’s ด้วยการเป็นตัวของตัวเอง ถนัดอะไรก็ทำสิ่งนั้น โดยมีโจทย์สำคัญคือทำร้านที่อยากนั่ง สร้างบรรยากาศที่อยากเห็นให้เกิดขึ้น แม้ว่าโลกจะหมุนเวียนเปลี่ยนเร็ว ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่คาเฟ่เปลี่ยนจากร้านขนมและชากาแฟกลายเป็นสถานที่ถ่ายรูป คนสนใจคอนเทนต์มากกว่าขนมตรงหน้าและเสพบรรยากาศ แต่ขณะเดียวกันก็มีลูกค้าชาวต่างชาติที่มักจะบอกว่า การมา Eden’s ทำให้รู้สึกหายคิดถึงบ้านได้
“ไม่ใช่แค่การทำร้าน แต่คือการสร้างมาตรฐานสิ่งที่เราอยากเห็นและเราให้คุณค่า จงเชื่อเสมอว่าถ้าจริงใจกับตัวเองมากพอ รักตัวเองมากพอ รักสิ่งที่ตัวเองทำมากพอ ส่งพลังที่ดีออกไปมากพอ เราจะได้สิ่งที่ดีกลับมา”

5. แม้การทำร้านจะเป็นเรื่องชวนฝัน แต่เด่นก็อยู่ในโลกความเป็นจริง
“ธุรกิจสอนเราให้อ่านคนเก่งขึ้น เรารู้ตั้งแต่ประโยคแรกเลยว่าจะรับมือกับคนแต่ละประเภทอย่างไร”
“เราเอาใจทุกคนไม่ได้ และการรักษาอารมณ์ ไม่ทะเลาะกับคน เป็นสิ่งที่สำคัญมาก จำเป็นพอ ๆ กับการรู้ว่าอะไรทำได้และไม่ได้ เราไม่เคยคิดว่าลูกค้าคือพระเจ้า แต่เรากำลังแลกเปลี่ยนกัน พื้นฐานที่คนควรจะมีคือการเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร โปรดให้เกียรติซึ่งกันและกัน”
6. ใช้งบ PR ก้อนแรกทำหนังสือครบรอบร้าน
เมื่อร้านเริ่มไปได้ดี เด่นก็เริ่มคิดถึงการทำนิตยสาร
เด่นไปเจอร้าน Diner ที่บรูกลิน เป็นร้านอาหารที่ทำนิตยสารของตัวเอง เลยคิดว่าถ้า Eden’s มีนิตยสารก็คงจะดี
“หนังสือเป็นก้อนที่ติดอยู่ในใจของเรา ในวันที่ร้านครบรอบ 3 ปี เราก็ถือโอกาสตั้งงบประมาณขึ้นมาสำหรับหนังสือ 150 เล่ม พิมพ์ 4 สี 60 หน้า คิดว่าน่าจะไหว ถ้าขายไม่ได้ก็ถือเป็นงบประชาสัมพันธ์แจกขอบคุณลูกค้า”
และแล้ว My Kitchen Out Of Eden’s สิ่งพิมพ์ของร้าน Eden’s ก็ถือกำเนิดขึ้น
Special Dish
Olive Oil Cake with Rhubarb Jam and Cream
เค้กน้ำมันมะกอกเสิร์ฟพร้อมแยมรูบาร์บและครีม
Ingredients :
เมลเบิร์น
โควิด
เค้กกล่อง
เพื่อน
นิวยอร์ก
ปารีส
Method :
1. ขายเค้กกล่องนำเงินมาทำหนังสือ
จากหนังสือครบรอบ 3 ปีของร้าน Eden’s ฉบับเฉพาะกิจที่ไม่มีแม้แต่คำว่า Issue 1 บนหน้าปกด้วยซ้ำ สู่ My Kitchen Out Of Eden’s นิตยสารทำมือ 2 ภาษาที่วางขายไกลถึงต่างประเทศ
“เล่มแรกตั้งใจจะทำเรื่องเมลเบิร์น แต่สถานการณ์โควิดไม่สู้ดี กลับถึงไทยได้ 3 วันรัฐบาลก็ประกาศล็อกดาวน์ ตอนนั้นจึงมีมิชชันหาเงินมาทำหนังสือด้วยการขายเค้กกล่อง ปรากฏว่าขายดีกว่าตอนเปิดร้านอีก หนังสือ 150 เล่มหมดภายในสัปดาห์แรกที่ขาย”
“รู้สึกแฮปปี้มาก ได้รับข้อความจากคนอ่านเยอะมาก ทุกคนเขียนมาขอบคุณหนังสือที่ช่วยให้เขาหายจากความห่อเหี่ยว จนทำให้รู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เราต้องทำ”


2. ทำหนังสือเดินทางแม้ไม่ได้ออกเดินทาง
“หลังจากเปิดตัวเล่มแรกเสร็จ เราก็ยังไม่รู้ว่าจะทำหนังสือต่อไปได้ยังไงเพราะเดินทางไม่ได้ เพื่อนชาวอังกฤษที่รู้จักผ่านอินสตาแกรมจึงแนะนำให้ทำเล่ม 3 ด้วยการส่งอีเมลไปขอสัมภาษณ์หรือติดต่อขอตีพิมพ์งานเขียนเพื่อน ๆ ที่อยู่ต่างแดน เป็นที่มาของคอนเซปต์เล่ม 2 ที่รวบรวมเรื่องราวจากเพื่อน ๆ ในช่วงโควิด”
นอกจากเรื่องของ ออเดรย์ จากอังกฤษ เควิน จากนิวยอร์ก เด่นส่งอีเมลไปหาคนเจ๋ง ๆ ที่อยู่ทั่วโลก แนะนำตัวว่าเป็นใคร กำลังทำนิตยสารเรื่องไหน พร้อมถามความเป็นไปได้ที่จะขอสัมภาษณ์และเขียนถึงเขาเหล่านั้นในหนังสือ ซึ่งทั้งมวลทำให้ My Kitchen Out Of Eden’s มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร เพราะเกิดขึ้นจากสิ่งละอันพันละน้อยซึ่งเด่นบรรจงคัดสรรเรื่องราวที่อยากอ่าน เช่น เมื่อมีเรื่องเมืองปารีสและดอกไม้ เด่นก็อยากให้มีเรื่องอาหารหรือกลิ่นอายแบบเอเชียเข้ามาอยู่ในนั้น
“เราไม่อยากแห้งตาย สิ่งที่หล่อเลี้ยงคือการได้ทำงาน การได้คุยกับคนที่เราอยากคุยด้วย ซึ่งในเล่มที่ 3 เราได้คุยกับ Nathalie Lété เขาตอบอีเมลสนุกมาก แถมยังเขียนเป็นลายมือส่งกลับมา”
ใครเป็นแฟนนิตยสารเล่มนี้จะรู้ว่า My Kitchen Out Of Eden’s ไม่เหมือนเดิมเลยสักเล่ม
“ช่วงที่ร้านกลับมาเปิดทำการได้ เราก็ทำแบบสอบถามเมนูที่ลูกค้าอยากกินเมื่อคิดถึงบ้าน แต่ละเล่มมีอะไรให้เล่นสนุกได้ตลอด และถ้าปารีสเติมความโรแมนติก นิวยอร์กก็ทำหน้าที่บ่อน้ำทิพย์ เติมพลังวัยรุ่นสำหรับเรา”

3. จัดจำหน่ายในนิวยอร์ก
“ช่วงที่ไปนิวยอร์ก เราถือหนังสือติดมือไปด้วย ตั้งใจไปฝากเพื่อนคนไทย แล้วแวะไปร้านCASA MAGAZINES เขาเปิดอ่านของเราแล้วถามว่าขายไหม ขายเท่าไหร่ เขาขอรับ 20 เล่ม ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ไม่กี่วันต่อมา เรากลับไปที่ร้านเขาบอกว่าขายหมดแล้วให้ส่งมาเพิ่ม วันรุ่งขึ้นเราก็รีบส่งข้อความไปถามร้าน McNally Jackson ว่าสนใจไหม เขาก็ชอบ มาขอรับซื้อไป”
จากนั้นไม่กี่เดือนร้าน Bon ใน Arizona ก็ทักมาบอกเด่นว่าได้ซื้อหนังสือจากร้านในนิวยอร์ก ซึ่งแบรนด์ Astier de Villatte มาที่ร้านแล้วขอหนังสือไป
ต่อมาไม่นานคนจาก Astier de Villatte ก็ติดต่อมาหา
“นิรามย์ เราอยากได้หนังสือของคุณมาวางที่ร้านของเรา”
ซึ่งนอกจากจะอยู่ที่ร้าน Astier de Villatte ซึ่งเป็นแบรนด์โปรดตลอดกาลของเด่นแล้ว My Kitchen Out Of Eden’s ยังไปอยู่ที่ร้านมัลติแบรนด์สุดล้ำอย่าง Dover Street Market สาขานิวยอร์กอีกด้วย
วันหนึ่ง ขณะอิเมลติดต่อขอสัมภาษณ์ศิลปินท่านหนึ่ง เขาก็ตอบกลับมาว่า ‘ฉันอ่านหนังสือของเธอ’
“นี่มันเกินสิ่งที่คิดไว้มาก ๆ ให้เราเลิกทำและปิด My Kitchen Out Of Eden’s วันนั้นได้เลย เพราะเราได้ไปอยู่ในที่ที่อยากไปอยู่แล้ว”

4. นิตยสารที่ไม่มีเนื้อหาโฆษณา
เด่นทำ My Kitchen Out Of Eden’s ด้วยหลักคิดเดียวกันกับการทำร้าน นั่นคือแค่ทำสิ่งที่ถนัดอย่างถูกต้อง
“จากประสบการณ์ เรารู้ว่าชอบและไม่ชอบอะไรในวงการหนังสือ เราอยากไปไกลกว่านั้นจึงเลือกที่จะไม่เล่าเรื่องเพื่อนในวงโคจรตัวเองแบบที่นิตยสารส่วนใหญ่มักทำกัน และไม่รับโฆษณาใด ๆ ทำให้มีเงินเพียงพอสำหรับค่าพิมพ์เท่านั้น เพราะอยากทำหนังสือแบบที่อยากอ่านจริง ๆ และทำโดยทุกอย่างต้องถูกต้อง ไม่ทำอะไรที่ผิดลิขสิทธิ์ รูปภาพประกอบ หากไม่ได้มาจากคนต้นเรื่อง ก็จะเป็นรูปที่ถ่ายเองจากมือถือของเรา”
โดยธรรมชาติของสิ่งพิมพ์ประเภทนิตยสารอยู่ได้จากการขายโฆษณา ซึ่งถ้าตัดเรื่องนี้ออกแต่แรก แปลว่า เราพร้อมที่จะเสี่ยง
คนอาจบอกว่าทำสิ่งพิมพ์ในยุคนี้ไม่มีทางรอด แต่สำหรับเด่น เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีทางรอดได้ เห็นได้ชัดจากจำนวนสต็อกหนังสือที่เหลือรวมกันอยู่หลังโต๊ะ
“ทำสิ่งพิมพ์แบบไม่มีโฆษณาอาจไม่ทำให้ร่ำรวย แต่ถ้าการลงทุนเพียงเท่านี้ แล้วได้เห็นงานตัวเองอยู่ตามที่นั่นที่นี่ ได้โอกาสทำสิ่งนั้นสิ่งนี้มากมาย เราคิดว่าคุ้ม ซึ่งสุดท้ายเราก็ได้เงินกลับมานะ ไม่ได้เข้าเนื้อหรือต้องควักเงินมากมายอะไร ถ้ามันคือการซื้อความฝันหรือได้ทำในสิ่งที่อยากทำ มันคุ้มค่ามากสำหรับเรา”
สำหรับคนที่ไม่ถนัดแมสหรือการทำให้เป็นที่ชอบในกระแสหลัก เด่นต้องการกลุ่มคนอ่านหนังสือแค่ 500 เล่ม เขารู้ว่าหนังสือทั้ง 500 เล่มจะไปอยู่ที่ไหนบ้างในโลกนี้ หรือเพียงทำให้กลุ่มคนที่อ่านอยู่แล้วซื้อ เขาคิดว่าก็ไม่น่าขาดทุน สำคัญที่สุดคือเราต้องอยู่ในโลกความเป็นจริง
5. ใช้ความรู้สึกปรุงหนังสือ
เพราะใช้ความรู้สึกปรุงหนังสือ หนังสือของเด่นจึงคาดเดาไม่ได้และเซอร์ไพรส์คนอ่านทุกครั้ง เราจะรู้ว่านี่คือไลฟ์สไตล์ แต่รายละเอียดช่างแตกต่างจากสื่อไลฟ์สไตล์ทั่วไป อย่างปกหนังสือที่มีให้เลือกมากกว่า 1 แบบ
“ทำไมเราจึงไม่ควรตัดสินหรือเลือกหนังสือจากปก ในเมื่อเรายังเลือกแผ่นเสียงหรือ CD จากดีไซน์หน้าปก การมีปกให้เลือกหลากหลายไม่ได้ทำเพื่อให้ขายได้มากที่สุด แต่เพื่อตอบโจทย์คนอ่านที่หลากหลาย เรารู้ว่าคนแบบไหนจะหยิบปกไหน”
My Kitchen Out Of Eden’s จึงไม่ใช่แค่นิตยสาร แต่เป็นจดหมายรักที่เด่นส่งให้คนที่เชื่อในสิ่งเดียวกันและลงมือทำสิ่งนั้น แก่นของเรื่องนี้จึงเป็นการซื่อสัตย์กับความรู้สึก
“เราเชื่อในสุนทรียภาพความงาม และความงามมีหลายแบบ เพื่อนบอกว่าเรากำลังสร้างศาสนาของเราอยู่ ก็เป็นได้”


6. เชฟรับเชิญใน Apartamento Cookbook #8: Tuber, or Not Tuber?
ในวันที่ Apartamento ติดต่อเด่นว่ากำลังทำ Cookbook เล่มใหม่ เด่นตอบรับและคิดต่อทันทีว่าควรจะนำเสนออะไรกลับไป
“เพราะเป็นคนทำหนังสือเหมือนกัน เรารู้ว่าเขาน่าจะอยากได้อะไร เราเป็นเอเชีย ถ้าทำเค้กแคร์รอตก็จะไม่ต่างจากเชฟคนต่างชาติในเล่ม เราจึงคิดถึงเผือก เพราะเผือกมีความหมายกับเราและมีความเป็นไทย เป็นของท้องถิ่น จึงเสนอกลับไปให้เขาเลือกระหว่างของคาวหรือหวาน ทีม Apartamento จึงเลือกของหวาน เนื่องจากคนส่วนใหญ่เลือกทำของคาวตามคาด”
ระหว่างทดลองเมนูและเขียนสูตรการทำกลับไป Apartamento ก็ขอให้ถ่ายทำวิดีโอเพื่อใช้ในการโปรโมตหนังสือ
“แค่บอกว่าอยากให้ทำวิดีโอ เส้นเรื่องก็วิ่งเข้ามาในหัวเลย คิดออกเลยว่าจะถ่ายอะไร พูดอะไร เดินยังไง เราเป็นนักแสดงที่เขียนหนังสือได้ (หัวเราะ) จะบอกว่ามีพรสวรรค์ รู้ว่าจะถ่ายทอดเรื่องราวยังไง นี่คือสิ่งที่ได้จากการทำงานนิตยสารมาตลอดชีวิต เราตั้งใจให้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งต้องไม่ใช่แค่อาหารบนโต๊ะ แต่ทำให้เขาเห็นชีวิตของเรา ตั้งแต่ขี่จักรยานไปซื้อของ จนพาไปดูสวนเล็ก ๆ บนดาดฟ้าที่บ้าน”
รับชมคลิปวิดีโอได้ที่นี่
7. จดหมายรักฉบับต่อไป
แม้ My Kitchen Out Of Eden’s ฉบับที่ 9 จะเป็นฉบับสุดท้าย แต่เด่นไม่ได้จะหยุดทำสิ่งพิมพ์
“เรารักงานหนังสือ เพราะหนังสือทำให้เราเป็นคนที่อยากเป็น ทำให้ได้บอกในสิ่งที่อยากบอก สำหรับเรานี่เป็นการแสดงความรู้สึกที่ซื่อสัตย์ที่สุด อยากทำก็ทำ จังหวะมาถึงมันก็จะไปของมันเอง”
“15 ปีที่แล้วก่อนพ่อเสีย พ่อเคยถามว่า ลูกคิดไหมว่าการที่มีชีวิตที่ได้ทำทุกอย่างตามที่ใจปรารถนา เป็นเพราะตั้งใจและทุ่มเทกับมันหรือเป็นพรสวรรค์ของเรา เมื่อก่อนเราตอบพ่อไม่ได้เพราะรู้ว่าตัวเองไม่ได้พยายามเท่าคนอื่น แต่เราก็ทำได้ เราคิดว่าเราโชคดี เพราะเลือกในสิ่งที่คิดว่าจะใช่”
“สุดท้ายอาจจะไม่ใช่เพราะความเก่งหรือความพยายาม สิ่งสำคัญมากคือการยอมรับ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรายอมรับตัวเองในสิ่งที่ตัวเองเป็น เราไม่ชอบคำว่าถ่อมตัว แต่ก็ไม่ใช่คนโอหัง และรู้ว่า Proud คืออะไร และเรามี Pride มีความภูมิใจเพราะเราลงมือทำ”
บางทีคำตอบก็คือการยอมรับที่ไม่ได้มาจากเราด้านเดียว
ชีวิตของเด่นทำให้เห็นว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นจากยอมรับตัวเองว่าเราชอบสิ่งนี้ อยากทำสิ่งนี้ และเราก็ลงมือทำสิ่งนี้ การยอมรับจากผู้คนก็สะท้อนกลับมาหาเรา
“เราไม่ได้เก่งในการเอาตัวไปให้ใครเห็น แต่เราก็ไม่ได้เอาตัวหลบ เราแค่ยืนในที่ของเรา ถ้าใครจะเห็นเขาก็มองเห็น ความรักก็เช่นกัน เราอยู่ในที่ของเราแบบนี้ อยู่ที่โต๊ะกินข้าว ถ้าคุณเอนจอย เราก็คุยกันรู้เรื่อง การกอดกันบนโต๊ะกินข้าว การบอกรัก มันเริ่มจากตรงนั้น”
Dessert
Tira(k)misu
‘ที่รัก’ มิสุ
Ingredients :
100000% – ความรัก
Method :
เด่นเป็นคนที่ใช้ความรักขับเคลื่อนทุกอย่าง
ครั้งหนึ่งความรักนำพาให้เด่นลงมืออบขนมหวังชนะใจเขา โดยทำตามสูตรในหนังสือ ซึ่งทำให้เขาค้นพบพรสวรรค์ด้านการทำขนมจนได้เปิดร้านในที่สุด
ความรักของเขาไม่ใช่ความรักแบบชายหญิง แต่เป็นมวลพลังและชีวิตชีวา และนี่คือ 4 ก้อนความรักที่ขับเคลื่อนเด่น
No. 1 ความสัมพันธ์ 10 ปีที่ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในฉากหนังโรแมนติกตลอดเวลา
เด่นและ No.1 พบกันโดยบังเอิญที่นิวยอร์ก เป็นหนึ่งในคนที่ผลักดันตั้งแต่ก่อนเปิดร้าน หรือแม้แต่เริ่มโปรเจกต์หนังสือ เป็นคนที่ทำให้ทั้งหัวเราะและร้องไห้
“ชีวิตมักจะมีด้านที่สวยงามและไม่สวยงามเสมอ ซึ่งทุกบทสนทนาและเวลาที่ใช้ร่วมกันกับคุณมีค่ากับฉันเสมอ เธอมาเปิดมุมมองให้เห็นชีวิตที่มีความหมายเหล่านั้น (…Quality is love. Love is everything.)” บางส่วนจากข้อความในสมุดโน้ตที่ No. 1 มอบให้เด่น และเป็นที่มาของรอยสักคำว่า Quality บนแขนซ้ายของเขา
“เมื่อใครถามว่าเราเป็นอะไรกัน เราไม่ใช่ทั้งเพื่อนและคนรัก เราต่างเป็น Angel ของกันและกัน เป็นก้อนพลังชีวิตที่เติมให้มีชีวิต”
2 ครั้งล่าสุดที่เจอกันที่ทริปปารีส 10 วัน และนิวยอร์กเดือนครึ่ง เด่นตกผลึกว่าถึงเวลาที่ต้องตื่นจากฝัน และรู้สึกยินดีที่เขามีความสุข
“จะหลอกตัวเองว่าเขาคือคนรักต่อไปอีกไม่ได้ เพราะกับเขาแล้วมันผูกพันกันไปมากกว่านั้น เขาคือคนในชีวิต ไม่ใช่คนที่เมื่อใครถามว่าใครคือคนรักของฉันแล้วหน้าเขาจะผุดขึ้นมาอีกต่อไป มันจบ Episode ไปแล้ว เขาไม่ได้สอนให้แค่รักเขา แต่เขาสอนให้รู้ว่าความรักแบบนี้มีในโลก ความรักที่ส่งพลังต่อไปยังคนอื่น ๆ ได้”
No. 2 ความสัมพันธ์ที่ทำให้รักตัวเอง
จากที่ไม่คิดจะจริงจัง อยู่ ๆ ความรักก็ก่อตัว No. 2 คือคนที่ทำให้เด่นยอมรับด้านที่แสนเป็นมนุษย์ของตัวเอง
ในวันที่ร่วมโต๊ะกินข้าวกับที่บ้านของ ‘No. 2’ เด่นเจอกับเจอมุมมองชีวิตด้านใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิต “เขาทำให้รู้สึกว่าชีวิตฉันโชคดีเหลือเกิน ฉันชอบเธอในพาร์ตนี้มาก ๆ และฉันรักเธอที่หัวใจแบบนี้ ซึ่งการรักใครสักคนมันทำให้เรารักตัวเองในอีกเวอร์ชันหนึ่ง”

No. 3 ความสัมพันธ์แบบทั้งรับและส่งพลังแก่กัน
ความรักที่มาจากคู่รักชาวเกาหลีซึ่งมาในฐานะแฟนคลับ เนื่องจากทั้งคู่เคยมาเดตกันที่ร้านเมื่อ 6 ปีก่อน Eden’s จึงสำคัญกับคนทั้งคู่มาก วันหนึ่งที่เด่นและ No. 3 ได้รู้จัก กินข้าวพูดคุยเรื่องลึกซึ้ง ทั้งความฝันและความรัก No. 3 ทั้งคู่ก็กลายเป็นอีกขุมพลังของเด่น โดยหนึ่งใน No. 3 เป็นนักออกแบบเครื่องประดับได้มอบจี้นกฮัมมิงเบิร์ดไว้ให้ ซึ่งเด่นจะใส่ในวันที่อยากได้พลังความรัก ส่วนอีกคนถึงกับไปสักคำว่า Eden ที่ร่างกาย
No. 4 ความสัมพันธ์ที่ทำให้คิดถึงตัวเองในอดีต
No. 4 คือรุ่นน้องที่สวนไปกันมา วันหนึ่งก็โคจรมาพบกัน แม้จะเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นไปไม่ได้ แต่เขาทำให้เด่นเห็นตัวเองและคิดถึงตัวเองในอดีต
“เขาทำให้เราเห็นตัวเองสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งตอนนั้นเรามี Sense of Humour มากกว่าตอนนี้เยอะมาก เมื่อโตขึ้นเราก็สนุกน้อยลง เราไม่ตลก เราไม่หัวเราะแบบนั้นนานแค่ไหนแล้ว”
Drink
Natural Wine – Rosé
Ingredients :
11 ชั่วโมง – บทสนทนาระหว่างเด่น และ The Cloud
2 ขวด – จำนวนไวน์ที่เปิด
1 เล่ม – เทียนที่จุด
Method :
ในฐานะที่เป็นคนที่มีแววตาพิเศษ หยิบจับอะไรมาเล่าก็สวยงามเสมอ เด่นพบความท้าทายใหม่ในวันนี้ นั่นคือการมองเห็นสุนทรียภาพในทุกสิ่ง ทั้งที่สวยงามและไม่สวยงาม
คุณมักจะมองและทำทุกอย่างด้วยสุนทรียภาพ เพราะเห็นค่าความงามในทุกสิ่ง ในความไม่สวย ในความไม่สมบูรณ์แบบ เราจะมองหาความงามในสิ่งเหล่านั้นอย่างไร
ในหนังสือ You Can Find Inspiration in Everything – (And If You Can’t, Look Again) ของ Paul Smith บอกว่า เราไม่จำเป็นต้องมองแต่ความงามหรือสุนทรียภาพนะ ในความไม่สวยงาม เรามองให้สวยได้ไหม เหมือนเพ้อฝันนะ แต่เราปฏิเสธชีวิตไม่ได้ เราจะเลือกแต่สิ่งที่ดีไม่ได้ มันมีสิ่งที่ไม่สวย แต่เราจะก้าวข้ามมันยังไง เราจะทำยังไงกับสิ่งที่เราไม่เลือก เราจะมองข้าม เปลี่ยนมุมมอง หรือทิ้งมันไปเลย มีวิธีการมากมายที่จัดการกับสิ่งนี้ ถ้าช่วงไหนต้องประหยัด เราก็จะไม่จุดเทียน
การมีสิ่งที่สวยงามในสายตาทำให้เรามีพลังต่อ เมื่ออยู่ในตาแล้ว มันก็จะอยู่ในใจด้วย และประมวลผลแล้วออกมาเป็นพลังบวกที่ส่งออกไปภายนอก สิ่งนี้จำเป็นกับชีวิตแต่ละคนแค่ไหน เราไม่มีทางรู้ แต่สำหรับเรา นี่คือพลังงานที่ขับเคลื่อนเรา
คิดยังไงกับคำที่บอกว่า รักในสิ่งที่ทำจะได้ทำในสิ่งที่รัก
เราต้องรักตัวเองก่อน ภูมิใจกับสิ่งที่เราเป็น กับทักษะที่เรามี กับสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเป็นก้อนก้อนหนึ่งที่โอบอุ้มด้วยความรัก ออร่าความรักมันล้อมรอบเรา ยังไงก็จะไม่เฟล
ในวันที่ตาไม่เป็นประกายอีกต่อไป เราควรจะยอมแพ้หรือสู้ต่อ
เราเชื่อเรื่องจังหวะชีวิตมาก ๆ อย่าไปกดดันตัวเอง ยิ่งตั้งคำถาม ยิ่งไม่ได้คำตอบ รู้ว่าชีวิตทุกคนไม่ได้ง่าย ปล่อยให้ตัวเองมีเวลานิ่ง ๆ บ้าง แต่อย่าจม ก่อนหน้านี้เราไปนิวยอร์กด้วยความรู้สึกว่าจะทำหนังสือไปทำไม โอเค แค่อยากทำ ก็ทำให้ดีเลย ทำแบบที่อยากอ่าน และเมื่อมันดีพอ มันก็มีคนเห็น
จงกล้าทำ และเมื่อไหร่ที่ทำดีก็จะมีสิ่งที่ดีกลับมา ถ้าสะดุดก็แค่หยุด อย่าไปฝืน
ได้อะไรการไปนิวยอร์กครั้งล่าสุดบ้าง
นิวยอร์กรอบนี้ของเราเรียบง่ายขึ้นมาก และเราก็รักความเรียบง่ายนี้ รักอะไรง่ายขึ้น มองเห็นความธรรมดา เดิมมีโจทย์ว่าอยากไปดูสิ่งพิมพ์ แต่เจอสิ่งที่สนุกกว่า นั่นคือมุมขายของเล็ก ๆ ในร้านเก่า ร้านเล็ก ร้านน้อยที่อยู่ทั่วเมือง เป็นความตั้งใจมานานแล้วว่าอยากทำกระเป๋าผ้า แต่หาร้านผลิตที่ถูกใจไม่ได้ ก็ไปเจอร้านรับสกรีนเสื้อในนิวยอร์ก ผลิตได้เลยไม่มีขั้นต่ำ ก็ลองสั่งทำล็อตแรก 30 ใบ ซึ่งขายหมดตั้งแต่สัปดาห์แรกที่กลับมา เมื่อสนุกที่ได้ออกแบบข้าวของภายใต้แบรนด์ตัวเองก็คิดว่าจะทำมุมขายของในร้าน ภายใต้ชื่อ Eden’s Grocers
Eden’s Grocers มีสินค้าอะไรบ้าง
ปลาใส่อวนหรือปลาเค็มเปรี้ยว เป็นอาหารที่บ้านเรากินจริง ๆ เวลาแม่มีเลี้ยงรุ่นกับเพื่อน เวลาเพื่อนมาบ้าน ทุกคนจะถามหาเมนูนี้ วันหนึ่งเราก็ชวนน้องชายซึ่งเป็นข้าราชการ มีงานอดิเรกคือออกเรือทะเลหาปลา ทำปลาเค็มเปรี้ยวส่งมาขายที่ร้าน ซึ่งก็ขายหมดภายในไม่กี่วัน และจะมีอีกทีเมื่อไหร่ก็ไม่กล้ารู้
ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำไป สัปดาห์ก่อนทำเค้ก Olive Oil เสิร์ฟพร้อมแยมรูบาร์บ ลูกค้าเห็นแล้วขอซื้อแยมไป หรือผักดองที่เราทำเองเพื่อเสิร์ฟที่ร้านลูกค้าก็ชอบ เมื่อมีโจทย์เรื่องคิดจะทำของขายบรรยากาศในครัวก็สนุกไปด้วย เราเริ่มมีบทสนทนาเรื่องอาหารกับลูกค้ามากขึ้นจากวัตถุดิบที่เราใช้จริง ๆ
จากนิวยอร์กสู่นครศรีธรรมราช อะไรคือที่มาของซีรีส์ Eden’s Local ที่ทำให้ผู้ติดตามเห็นคุณในมุมใหม่
จริง ๆ มีแต่คนสนิทเท่านั้นที่จะได้เห็นเราในเวอร์ชันนี้ Eden’s Local เริ่มจากตาม อีฟ-ณัฐธิดา พละศักดิ์ ไปทำโปรเจกต์ใหม่ที่นครศรีธรรมราช สนุกมาก ได้หัวเราะเยอะมาก เป็นทริปที่กะเทาะตัวเองออกมาเยอะมาก บอกได้เต็มปากเลยว่าเราเป็นพลเมืองโลก (Global Citizen) ที่มาจากนครศรีธรรมราช ที่ผ่านมาเราเป็นใต้แต่ไม่มีความรู้เรื่องใต้ เพราะใช้เวลาครึ่งชีวิตที่กรุงเทพฯ ระหว่างทริปเราก็ถ่ายคลิปสนุก ๆ กัน ดูกันเองกับเพื่อน ตอนแรกก็ห่วงภาพลักษณ์ที่สร้างมา แต่ผลตอบรับที่ตามมาเกินคาดคิด ไม่ใช่แค่เพื่อนต่างชาติจะชอบมากแม้ฟังภาษาใต้ไม่ออกสักคำ เรามีผู้ติดตามหน้าใหม่เป็นแม่ค้าขายหอย แม่ค้าขายปลาเค็มที่ใต้
หรือนี่จะเป็นหนทางสู่การทำคอนเทนต์ขายวัฒนธรรม จากคลิปที่ทำสนุก ๆ ก็ทำให้เห็นตลาดว่าคนตอบรับแค่ไหนถ้าวันหนึ่ง Eden’s จะเสิร์ฟอาหารใต้ในแบบของเราเอง
แล้ว Eden’s รสชาติใหม่จะเป็นอย่างไร
Eden’s 7 ปีที่แล้วเป็นฝรั่งมาก เราก็เป็นตัวเองในตอนนั้น ขณะที่ตัวเองในวันนี้คือคนที่กินปลาร้า กินกะปิได้แล้ว อย่างวันนี้เริ่มขายปลาเค็มเปรี้ยว วันหนึ่งอาจจะมีกะปิน้ำปลาขาย หรือเมนูข้าวปลาเค็ม จากเมนูแผ่นเดียวเริ่มขยายเป็นกระดาษ 2 แผ่น แถมเมนูพิเศษบนกระดานที่เปลี่ยนทุกสัปดาห์
ก่อนหน้านี้เคยกลัวว่าเราจะทำธุรกิจอย่างไร ธุรกิจมันไม่มีสูตรสำเร็จ ซึ่งมันไม่มีตั้งแต่วันแรกอยู่แล้ว วันแรกเราทำร้านด้วยความรู้สึกว่าทำไปเถอะ ฉันมีพลังพุ่งพล่าน แต่เมื่อเราโตขึ้น ชีวิตตกผลึกมันมาพร้อมความรู้สึกว่าฉันพอจะอ่านเกมออก หรือบางอย่างก็อ่านไม่ออกเลย และการทำ Eden’s Grocers รู้ว่าไม่ทำเงินแน่ ๆ อย่างน้อยเราพิสูจน์ให้น้องชายเห็นว่าของที่กินกันที่บ้านขายได้จริง หรือทำให้คนรู้จักปลาใส่อวนเยอะขึ้นจากคลิปที่ทำสนุก ๆ นั้น ซึ่งปลายทางอาจจะเป็นวิธีช่วยชุมชนหรือนำเสนอความเป็นคนใต้ในแบบเรา

